เข้าสู่ระบบ จำนวนคนออนไลน์ 1922 คน
Pichai Sodbhiban
Cultural Arts Preservation Management
 
หัวข้อล่าสุด
 
 
  • Glenn Murcutt-Sustainable Architecture (0)
    [12 วันที่ผ่านมา]
  • การสร้างความแตกต่างในตลาด (0)
    [24 วันที่ผ่านมา]
  • การสร้างความแตกต่างในตลาด (0)
    [24 วันที่ผ่านมา]
  • ระบบคืออะไร (0)
    [1 เดือนที่ผ่านมา]
  • ถนนเด็กเดิน (0)
    [2 เดือนที่ผ่านมา]
  • ทิศทางการพัฒนาตลาดเก่าในเชิงอนุรักษ์เพื่อรองรับประชาคมอาเซียน (0)
    [4 เดือนที่ผ่านมา]
  • ครงการออกแบบเสนอแนะปรับปรุงโรงเรียนสองภาษา (0)
    [4 เดือนที่ผ่านมา]
  • ศึกษาและพัฒนาการใช้ประโยชน์จากเศษวัชพืชธูปฤาษี (0)
    [4 เดือนที่ผ่านมา]
  • ศึกษาลวดลายจิตกรรมฝาผนังอยุธยา (0)
    [4 เดือนที่ผ่านมา]
  • อารยสถาปัตย์ (Universal Design) คืออะไร ทำไมเมืองไทยต้องมีอารยสถาปัตย์ (0)
    [6 เดือนที่ผ่านมา]
  • อารยสถาปัตยกรรม (Universal Design ) (0)
    [6 เดือนที่ผ่านมา]
  • ผลการวิเคราะห์ศักยภาพของตลาดบางหลวง (SWOT Analysis)(พิชัย สดภิบาล.2557) (0)
    [6 เดือนที่ผ่านมา]
  • ปัจจัยแห่งความสำเร็จและปัจจัยแห่งความล้มเหลวตลาดบาง หลวง ร.ศ.122 (0)
    [6 เดือนที่ผ่านมา]
  • วิธีการอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมตลาดบางหลวง ร.ศ.122 (0)
    [6 เดือนที่ผ่านมา]
  • TOWS Matrix (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • แนวความคิดการอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมเรือนแถวไม้ตลาดบางหลวง ร.ศ.122 (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • แนวโน้มการดำรงอยู่และการเปลี่ยนแปลงของตลาดบางหลวง ร.ศ.122 (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • การอนุรักศิลปสถาปัตยกรรมตลาดบางหลวง ตลาดเก่า ร.ศ.122 (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ประวัติโดยย่อตลาดบางหลวง ร.ศ.๑๒๒ (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • การอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นที่มีอายุมากกว่า 100 ปี (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ประวัติความเป็นมาของตลาดบางหลวง ร.ศ.122 (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ดูเนื้อหาทั้งหมด

     
         
     
    ปฎิทิน
     
     

    <สิงหาคม 2557>
     
    3128293031123
    3245678910
    3311121314151617
    3418192021222324
    3525262728293031
    361234567
     
         
     
    สถิติบลอกนี้
     
     
    • คนเข้าบลอกนี้ทั้งหมด 907816
    • เฉพาะวันนี้ 70
    • ความคิดเห็น 108
    • จำนวนเรื่อง 462
    ให้คะแนนบลอกนี้
    แจ้งเนื้อหาบลอกไม่เหมาะสม
     
         
    ประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมตะวันตก
    7 กรกฎาคม 2554 - 6:26:00

       

    ประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมตะวันตก รศ. ดร.วิจิตร เจริญภักตร์

              ในปี ค.ศ. 1851 ได้มีการจัดงานแสดงสินค้านานาชาติอันยิ่งใหญ่ขึ้นในกรุงลอนดอน ที่เรียกกันทั่วๆ ไปว่า “The Great International Exhibition” งานนี้เป็นสัญลักษณ์อันสำคัญของโลกสมัยใหม่มันเป็นยุคแห่งอุตสาหกรรมและเป็นจุดรวมของวิทยาการอันก้าวหน้าต่างๆ ของสมัยนั้นที่น่าตื่นใจพอๆ กับนิทรรศการเองก็คือตัวอาคารที่ออกแบบโดย โจเซฟ แพกซตัน (Joseph Paxton) ใช้เป็นที่จัดงานและเป็นที่รู้จักกันในนามของ “The Crystal Palace” อาคารหลังมหึมานี้สามารถก่อสร้างได้สำเร็จในระยะเวลาเพียง 9 เดือน และเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มนุษย์สามารถก่อสร้างอาคารได้ในมิติอันยิ่งใหญ่เช่นนั้น สาธารณชนร่วมสมัยตื่นตาตื่นใจกับ โครงเหล็กอันบอบบางที่ประสมประสามเชื่อมต่อกันเป็นโครงสร้างมโหฬารที่บุด้วยแผ่นกระจกใส ความมหึมาของที่ว่างภายในอันเกือบจะเรียกได้ว่าไม่มีขอบเขตทั้งความโปร่งใสของพื้นผิวอาคาร และความเบาบางเสมือนไร้น้ำหนักของผนัง ดูเหมือนจะบันดาลใจให้สาธารณชนตระหนักว่า “New Style” ของสถาปัตยกรรมได้มาถึงแล้ว นักประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมได้สำรวจและศึกษาศตวรรษที่ 19 เพื่อค้นหากลุ่มงานบุกเบิก ดังเช่น คริสตรัล พาเลซของโจเซฟ แพกซตันนี้ และทุกคนมีความเห็นเป็นข้อยุติได้อย่างไม่ต้องสงสัยเลยว่า งานทำนองนี้เป็น “the first step towards modern architecture”

              อย่างไรก็ตามก่อนที่จะมาถึง “ก้าวแรก” สู่ “สถาปัตยกรรมสมัยใหม่” เช่นนี้ได้สถาปนิกและวิศวกรได้ก้าวย่างมาเป็นระยะทางอันยาวนานในประวัติศาสตร์มนุษยชาติดังเป็นที่ประจักษ์ได้ในประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม อันหมายถึงการบันทึกวิวัฒนาการที่ต่อเนื่องกันตามลำดับขั้นตอนของสถาปัตยกรรมในยุคต่างๆ ทางด้านสถาปัตยกรรมตะวันตกนั้น นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่จะเริ่มต้นด้วยสถาปัตยกรรมอียิปต์ที่มีรูปทรง (Form) เรียบง่ายตรงไปตรงมาและไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนักในระยะเวลาอันยาวยนาน จากนั้นก็ติดตามมาด้วยการก่อสร้างวิหารต่างๆ ของกรีกที่พัฒนาขึ้นสู่ระดับสูงสุดระดับหนึ่งในประวัติศาสตร์ แล้วก็มาถึงสมัยจักรวรรดิโรมันอันเรืองอำนาจ สถาปัตยกรรมในยุคนี้จะยิ่งใหญ่มโหฬารซับซ้อนและมีนานาประเภทอันสะท้อนถึงวิถีทางของการดำรงชีวิตและสังคมที่ซับซ้อนขึ้น จนกระทั่งถึงยุคกลางอันเป็น “ยุคแห่งศรัทธา” ที่บรรดาช่างทั้งหลายได้ก่อสร้างมหาวิหารโกธิคอันยิ่งใหญ่สูงเสียดฟ้า ตลอดจนป้อมปราการปราสาทอันมั่นคงแข็งแรง แล้วในที่สุดก็มาถึงยุคฟื้นฟูศิลปะและวิทยาการที่คนในสมัยเรอเนซองส์หันกลับไปหาคลาสสิคเพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมของยุคอันยิ่งใหญ่ที่สุดยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์มนุษยชาตินี้ ฉะนั้นตลอดระยะเวลาอันยาวนาน นับตั้งแต่เริ่มแรกจนกระทั่งปัจจุบันสถาปัตยกรรมได้พัฒนารวมทั้งได้ถูกหลอมหล่อและดัดแปลงเพื่อให้สอดคล้องสัมพันธ์กับความต้องการ (Needs) ต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาของมนุษย์แต่ละเชื้อชาติแต่ละท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นความเปลี่ยนแปลงในด้านศาสนา ในด้านการเมือง หรือวิวัฒนาการด้านอื่นๆ ของสังคม การมองย้อนหลังไปยังทัศนียภาพของยุคต่างๆ ในอดีตจะเผยให้เราเข้าใจชัดเจนว่า สถาปัตยกรรมนั้นเปรียบเสมือนประวัติสาสตร์ที่เป็นรูปเป้นร่าง มองเห็นได้ด้วยตาของสภาวะต่างๆ ของสังคม ของความก้าวหน้านานาประการในด้านศิลปะและวิทยาการ ของวิวัฒนาการอันเนื่องในศาสนา และของเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ทั้งนี้เพราะว่าสถาปัตยกรรมในทุกยุคทุกสมัยจะต้องสอดคล้องสัมพันธ์เชื่อมโยงกับ “ชีวิต” ของแต่ละเชื้อชาติและอัจฉริยภาพของแต่ละเชื้อชาติก็จะสะท้อนออกมาให้เห็นชัดเจนในงานสถาปัตยกรรมทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น อียิปต์, กรีก, โรมัน, ยุคกลางและเรอเนซองส์เรื่อยมาจนถึงงยุคร่วมสมัยของเรานี้ สถาปัตยกรรมอียิปต์นั้นมีลักษณะเฉพาะของตน คือ ผนังหนาหนักและทึบตัน ทิวเสาที่มีช่องไฟค่อนข้างถี่นั้นขึ้นไปรับคานหินที่รองรับหลังคาแบนอีกทีหนึ่ง สถาปัตยกรรมที่ไกลย้อนหลังไปกว่านั้นของอียิปต์ เรายังไม่ทราบมากนัก รวมทั้งวิวัฒนาการระยะต้นๆ ก่อนที่จะมาถึงจุดเริ่มต้นของ “Historical Styles” จุดนี้ ปิรามิด (Pyramid) ซึ่งเป็นงานสถาปัตยกรรมที่เก่าแก่ที่สุดประเภทหนึ่งนั้นมีต้นรากที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนา และเป็นผลลัพธ์ที่ก่อกำเนิดมาจากคติความเชื่อเกี่ยวกับชีวิต ซึ่งเป็นแนวความคิดสำคัญที่เป็นหลักของศาสนาของคนอียิปต์ผู้ซึ่งมีความเชื่อด้วยว่าการรักษาร่างกายไว้มิให้เน่าเปื่อยเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งของความอมตะของวิญญาณ ฉะนั้นองค์ฟาโรห์ (Pharoah) จึงทรงก่อสร้าง “ภูเขาหิน” อันมั่นคงแข็งแรง เพื่อเป็นที่เก็บรักษาร่างกายอาบน้ำยาของพระองค์ไว้ “ภูเขาหิน” หรือปิรามิดเหล่านี้ยังคงเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกสิ่งหนึ่ง แม้ว่าความรู้ในด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมสมัยใหม่ในปัจจุบันจะก้าวหน้าไปเพียงไร คนอียิปต์มีความเชื่อว่า บ้านพักอาศัยนั้นเป็นเพียงที่พักพิงชั่วคราว ส่วนที่บรรจุศพ (Tombs) คือ ปิรามิดและมาสตาบา (Mastaba) นั้นเป็นที่อยู่อาศัยอันถาวรชั่วกาลนาน

              ในขณะเดียวกันวิหารอันยิ่งใหญ่ ของสถาปัตยกรรมอียิปต์ที่รายล้อมด้วยกำแพงหนาหนักมั่นคง เป็นการแสดงออกทางด้านวัตถุถึงอิทธิพลของฝ่ายสงฆ์ที่ทรงอำนาจ พร้อมด้วยพิธีกรรมทางศาสนาที่ลึกลับ วิหารเหล่านี้มิใช่สถานที่สักการะสำหรับประชาชนทั่วไป แต่มันเป็นศาสนาสถานอันศักดิ์สิทธิ์สำหรับพระมหากษัตริย์และฝ่ายสงฆ์เท่านั้น งานสถาปัตยกรรมอันมหึมาของอียิปต์เหล่านี้ไม่เพียงแต่เผยให้เห็นถึงคติความเชื่อและศรัทธาทางศาสนาของอียิปต์เท่านั้น มันยังเผยให้เห็นชัดเจนถึงสภาวะของสังคมและอุตสาหการของดินแดนแห่งฟาโรห์ในสมัยไกลโพ้น ทั้งนี้เพราะงานสถาปัตยกรรมเหล่านี้จะไม่สามารถก่อสร้างได้ถ้าไม่มีระบบบริหารที่แข็งกร้าวของผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน และระบบแรงงานบังคับที่ได้มาจากจำนวนเชลยและทาสอันมหาศาล สถาปัตยกรรมของกลุ่มเชื้อชาติในดินแดนเมโซโปตะเมีย (Mesopotamia) ก็สะท้อนถึงลักษณะเฉพาะประจำเชื้อชาติทัดเทียมกับสถาปัตยกรรมอียิปต์ และแสดงให้เราทราบว่าพวก แอสซีเรียน (Assyrians) และพวกเปอร์เซียน (Persians) นี้เป็นนักรบและนักล่าสัตว์ เขาเหล่านี้จะสนใจเกี่ยวข้องทางด้านวัตถุธรรมมากกว่าทางด้านศาสนธรรม ซึ่งจะเห็นได้จากการที่เขาก่อสร้างพระราชวังอันมโหฬารที่ตกแต่งผนัง เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการรบทัพจับศึกและการล่าสัตว์ แทนที่จะเอนเอียงไปในด้านการก่อสร้างวิหารและที่เก็บศพ (Tombs) อันลึกลับแบบอียิปต์ อย่างไรก็ตาม ณ บริเวณเมโซโปตะเมียนี้ก็เช่นกัน ที่การก่อสร้างงานสถาปัตยกรรมเป็นเครื่องชี้ชัดถึงสภาวะของสังคมต่างๆ ที่เป็นอยู่ในขณะนั้น เป็นต้นว่าเชลยศึกจำนวนมหาศาลที่จับมาได้จากการสงครามนั่นเองที่เป็นผู้ทำการก่อสร้างฐานสูง (Platforms) ทั้งหลายที่พระราชวังของกษัตริย์ตั้งอยู่ เช่นที่นิเนเวห์ (Nineveh) ที่บาบิโลน (Babylon) และที่เปอร์เซโปลิส (Persepolis) เป็นต้น รวมทั้งก็เชลยศึกเหล่านี้นั่นเองที่เป็นผู้ทำการก่อสร้างหอดูดาวประจำวิหารที่อยู่บนยอดสุดของฐานสี่เหลี่ยมที่ตั้งต่อเป็นชั้นเป็นเชิงสูงขึ้นไป โดยมีทางลาดเป็นส่วนเชื่อมต่อระหว่างชั้นต่างๆ ที่เราเรียกกันว่า ซิกกูรัต (Ziggurat) เพื่อว่าพระที่เป็นนักดาราศาสตร์ไปด้วยในตัวจะได้สนทนาปราศศัย ปรึกษากับพระเจ้าบนสรวงสวรรค์ทั้งหลายที่เขาเชื่อถิอ ในด้านเทคนิควิทยาการก่อสร้าง สถาปัตยกรรมของยุคนี้ก็ชี้ชัดให้เราเข้าใจเช่นกันว่า การที่สถาปนิกหรือช่างในดินแดนเหล่านี้จำเป็นต้องพัฒนาระบบการก่อสร้างด้วยอิฐขึ้นมา ก็เนื่องมาจากว่าท้องถิ่นนี้ไม่มีหิน ผลที่ได้รับก็คือวิวัฒนาการของวิธีการก่อสร้างระบบโค้งและโวลท์ (Arch and Vault) แทนที่จะเป็นระบบเสาและคาน (Trabeated Style) ง่ายๆ แบบของอียิปต์ และเราก็สามารถสืบสาวได้ไม่ยาวนักต่อไปว่า อิทธิพลของสถาปัตยกรรมของดินแดนเมโซโปตะเมีย เช่น แอสซีเรียนที่ผสมผสานกับสถาปัตยกรรมอียิปต์จะอยู่เบื้องหลังวิวัฒนาการของสถาปัตยกรรมกรีกต่อไป

              แต่ละขั้นตอนของวิวัฒนาการของสถาปัตยกรรมกรีกนั้นสะท้อนให้เราเข้าใจอย่างถูกต้องถึงขั้นตอนต่างๆ ของประวัติศาสตร์กรีกอย่างยิ่ง เป็นต้นว่า ลักษณะอาคารที่ค่อนข้างหยาบและล้าหลัง (Primitive) ของยุคมิโนอัน (Minoan) และยุคไมซีเนียน (Mycennean) นั้นชี้ชัดว่าเป็นขั้นตอนแรกของวิวัฒนาการของชุมชนนี้ จนในที่สุดเมื่อถึงยุคเฮเลนนิค (Hellenic) พัฒนาการต่างๆ ไม่ว่าสถาปัตยกรรมหรือประติมากรรมได้เจริญสูงสุดระดับหนึ่งเท่าที่โลกเคยประสบพบเห็นมา เช่นเดียวกับทางด้านอื่นๆ เช่น วรรณคดีและสถาบันการเมืองต่างๆ เป็นต้น แน่นอนกรีกเป็นแหล่งที่มาแห่งแรงบันดาลใจทางศิลปะที่สูงสุดและสำคัญที่สุด และสถาปัตยกรรมกรีกได้มีอิทธิพลสอดแทรกในสถาปัตยกรรมในสถาปัตยกรรมทุกยุคทุกสมัย นับแต่นั้นมาจนถึงแม้แต่รุ่นเราๆ ในปัจจุบันนี้ ศาสนาของพวกกรีกส่งเสริมความต้องการในการก่อสร้างวิหารอันยิ่งใหญ่โอฬาร บรรดาอาคารทั้งหลายอันมีชื่อเสียงทั่วโลกบนอะโครโปลิส (Acropolis) นั้นสร้างเสร็จในรัชสมัยของเปอร์ริเคิลส์ (Pericles) ระหว่าง 444-429 B.C. ซึ่งยุคป็นยุคที่สถาปัตยกรรม ศิลปกรรมแขนงอื่นๆ และวัฒนธรรมของกรีก วิวัฒนาการสูงสุดยอด ในขณะที่วิหารอียิปต์ทั้งหลายเป็นสถาปัตยกรรมที่ส้รางขึ้นมาเพื่อสถาบันกษัตริย์และศาสนา ดดยรายล้อมด้วยกำแพงต้องห้ามอันสูงตระหง่าน ทึบตันโดยรอบเพื่อซ่อนเร้นความลึกลับนานาประการจากสายตาสาธารณชนนั้น วิหารของกรีกกลับตรงกันข้ามเพราะมันเป็นสมบัติของปวงชนที่รายล้อมด้วยทิวเสา (colonnades) ที่เปิดโปร่งเผยให้เห็นถึงความงามของเสาทั้งหลายที่รองรับองค์ประกอบสถาปัตยกรรมอื่นๆ ที่อยู่เหนือขึ้นไป เช่น เอนทะเบลเจอร์ (Entablature) และเพดดิเมนท์ (Pediment) ที่ประดับประดาด้วยงานประติมากรรมทั้งประเภทนูนต่ำและลอยตัว ทั้งหมดนี้ปรากฏชัดแจ้งแก่สายตาสาธารณชน ให้คนธรรมดาสามัญทั้งหลายได้ชื่นชมการกีฬาประจำชาติตลอดจนงานเทศกาลต่างๆ ของกรีก เป็นวัฒนธรรมที่ส่งเสริมความเจริญงอกงามทางด้านวรรณศิลป์, ดุริยางคศิลป์ และศิลปะการแสดง สิ่งเหล่านี้เองที่ก่อให้เกิดารสร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรมของกรีกประเภทสนามกีฬากลางแจ้ง (Stedia), สถานฝึกกีฬา (Pelaestra or Gymnasia) และสถานที่แสดงละครและดนตรีกลางแจ้ง (Theatres) เป็นต้น โครงส้รางสถาปัตยกรรมในลักษณะของกรีกโดยทั่วๆ ไป เข้าใจกันว่าวิวัฒนาการมาจากระบบการก่อสร้างด้วยเสาที่ขึ้นไปรองรับคานและจันทันที่เอียงลาดเล็กน้อยของกระท่อมไม้ ทฤษฎีนี้ก็คือสถาปัตยกรรมล้าหลัง (Permitive) ที่ก่อสร้างด้วยไม้นี้ ได้รับการดัดแปลงเป็นการก่อสร้างด้วยหิน ในวิวัฒนาการขั้นต่อไป โดยยังคงรักษาลักษณธที่เรียบง่ายตรงไปตรงมานั้นไว้ แต่นักประวัติศาสตร์บางกลุ่มนั้นมีความเห็นว่าสถาปัตยกรรมกรีกนั้นพัฒนาจากระบบการก่อสร้างด้วยหินมาตั้งแต่แรกเริ่ม ในขณะที่บางกลุ่มก็ว่ามันอาจพัฒนามาจากระบบการก่อสร้างด้วยวัสดุผสม คือ การมีเสาเป็นหินที่ขึ้นไปรองรับค่านไม้ จะพัฒนามาจากระบบใดก็ตาม สถาปัตยกรรมกรีกสะท้อนให้เราเข้าใจถึงการมีรสนิยมทางศิลปะที่มีความยับยั้งชั่งใจ ซึ่งจะนำไปสู่บรรยากาศทางสถาปัตยกรรมที่กระจ่างชัด และความสามารถในการดึงเอาความงามของหินอ่อนชั้นเยี่ยม อันเป็นวัสดุท้องถิ่นให้เด่นออกมา ทั้งหมดนี้จะก่อให้เกิดเส้นกรอบนอกอันละเอียดอ่อนแก่อาคาร ในขณะเดียวกันทักษะชั้นสูงทางด้านเทคนิคต่างๆ ของช่างจะสะท้อนออกให้เราเห็นดั้ดในสัดส่วนอันยอดเยี่ยมสมบูรณ์และการตกแต่งพื้นผิวที่ประณีตบรรจงซึ่งเป็นเอกลักษณธของสถาปัตยกรรมอันวิเศษนี้ที่ไม่มีสถาปัตยกรรมในยุคสมัยใดทัดเทียมได้นับแต่นั้นมา ด้วยจิตใจที่รักความงามและการสร้างสรรค์สถาปนิกกรีกค่อยๆ พัฒนารูปแบบของเสาและเอนทะเบลเจอร์ไปในลักษณะต่างๆ จรเกิดเป็นระบบดอริค (Doric) ระบบไอโอนิค (Ionic) และระบบคอรินเธียน (Corinthian) ซึ่งเราเรียกกันรวมๆ ว่า “Order of Architecture” ในปี 146 B.C. เมือ่กรีกตกอยู่ภายใต้อำนาจของโรมัน สถาปัตยกรรมกรีกในฐานะ “รูปแบบประจำชาติ” (National Style) ก็อวสานลงพร้อมๆ กับเอกราชของชาติ แต่ตัวสภาปัตยกรรมเองเช่นเดียวกับวัฒนธรรมแขนงอื่นๆ ของกรีกนั้นยังคงอยู่ในฐานะที่เป็นอิทธิพลและแหล่งที่มาแห่งแรงบันดาลใจแก่สถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมโรมัน ตลอดจนศิลปะทุกๆ แขนงในยุคต่อๆ มา

              สถาปัตยกรรมของกรุงโรมนั้นได้รับอิทธิพลอย่างกว้างขวางจากศิลปะอีทรัสคัน (Etruscan) และเมื่อสถาปนิกโรมันนำเอาระบบเสาของกรีกมาผสมผสานกับระบบโค้งของอีทรัสคัน ผลลัพธ์ก็คือ รูปแบบสถาปัตกรรมที่ซับซ้อนมโหฬารอย่างยิ่ง แม้ว่าสถาปนิกโรมันมักจะนำเอาเสาและเอ็นทะเบลเจอร์ประเภทต่างๆ ของกรีกมาใช้เป็นเครื่องประดับปะหน้าฐานรองรับ (Piers) ที่ขึ้นไปรับโค้งกลมข้างบนก็ตาม เขาก็ยังคงใช้ระบบเสาและคานในลักษณะที่เป็นโครงสร้างเช่นเดียวกับที่กรีกเคยใช้เหมือนกัน ซึ่งเราจะเห็นได้จากทิวเสาอันยิ่งใหญ่สง่างามที่เรียงรายอยู่ตามฟอร์ม (Forums), พระราชวัง และวิหารโรมันทั้งหลาย ทั้งในกรุงโรมและในสหราชอาณาจักรโรมัน วิวัฒนาการทางด้านสังคมและการเมืองของโรมันนั้นจะปรากฎชัดเจนในงานสถาปัตยกรรมประเภทต่างๆ ที่มีลักษณะแตกต่างกันมากมายหลายชนิด นอกเหนือจาสถาปัตยกรรมอันเนื่องในศาสนา คือ วิหารอันยิ่งใหญ่ที่ประดับประดาด้วยงานประติมากรรมอย่างหรูหรา แล้วก็มีอาคารสาธารณะประเภทต่างๆ ทีก่อสร้างด้วยเทคนิควิทยาการก่อสร้างอันซับซ้อน แต่ะลประเภทได้รับการออกแบบขึ้นมาด้วยวัตถุประสงค์และหน้าที่ใช้สอยต่างๆ กัน เป็นต้นว่า พระราชวังอันยิ่งใหญ่มโหฬารขององค์จักรพรรดิ์บอกให้เราทราบถึงความยิ่งใหญ่ฟุ่มเฟือยของราชสำนักโรมัน หรือการที่คนโรมันรักความยุติธรรมเป็นชีวิตจิตใจนั้น ก็จะสะท้อนออกมาในการก่อสร้างบาสซิลิกา (Basilicas) หรือศาลสถิตย์ยุติธรรมเป็นจำนวนมาก ในขณะที่สถานที่แสดงดุริยางคศิลป์และศิลปะการแสดงของโรมัน (Theaters) ก็ชี้ชัดว่าแนวความคิดทางด้านศิลปะทั้งสองนี้ของโรมันผันแปรไปจากของกรีก เช่น “Amphithres” ของโรมันนั้นเป็นตัวอย่างอันดีของการตีตัวออกจากแนวคว่ามคิดดั้งเดิมในด้านศิลปะการแสดง เพราะมันสร้างขึ้นมาเพื่อแสดงการต่อสู้ระหว่างคนและสัตว์ป่าที่ดุร้าย ในขณะเดียวกันมันก็เป็นงานสถาปัตยกรรมที่แสดงให้เราทราบถึงจิตใจที่กร้าวกร้านแต่เข็มแข็งทรหด อันเป็นลักษณะนิสัยประขำเชื้อชาติที่ทำให้โรมันสามารถดึงเอา “โลกทั้งโลก” ตามที่รู้จักกันในเวลานั้นเข้ามาไว้ภายใต้อำนาจตนได้ ในทำนองเดียวกันสถาปัตยกรรมประเภท “Thermae” ก็เป็นพยานให้เราทราบถึงจืตใจที่รักความฟุ่มเฟือยหรูหราบันเทิงใจของคนโรมัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สหราชอาณาจักรเสื่อมโทรมและนำไปสู่ “The Fall of the Empire” ในที่สุดถนนโรมันอันยิ่งใหญ่ทุกสายตลอดจนประตูชัยสง่างามในส่วนต่างๆ ของทวีปยุโรปเป็นอนุสรณ์ถาวรที่แสดงออกถึงมหาอำนาจราชศักดิ์ของโรมัน ยิ่งกว่านั้นการที่มีการนำเอาคอนกรีตซึ่งเป็นวัสดุก่อสร้างที่โรมันคิดขึ้นมาใหม่มาใช้ รวมทั้งการใช้ฌครงสร้างระบบโค้ง, โวล์และโดม ทำให้สถาปนิกโรมันไม่จำเป็นต้องตกอยู่ในภาวะจำยอมต่อวิธีการก่อสร้างของท้องถิ่นต่างๆ ที่กองทัพโรมันย่ำไปถึง ฉะนั้นสถาปัตยกรรมในรูปแบบที่ส้รางกันในโรม จึงสามารถลอกเลียนแบบได้ทั่วทุกหนทุกแห่งในราชอาณาจักรและกลายเป็นพื้นฐานสำคัญหรือแหล่งที่มาแห่งแรงบันดาลใจสำคัญของสถาปัตยกรรมยุโรปทั้งหมดต่อๆ มา ความเสื่อมโทรมของกรุงโรมที่สะท้อนออกมาชัดเจนในสถาปัตยกรรมโรมันตอนปลายนั้นจะดำเนินไปจนถึงจุดสุดยอด เมื่อโรมสูญสิ้นซึ่งอำนาจอิทธิพลที่ครอบคลุม “โลก” มาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน ฉะนั้นบทสำคัญที่สุดบทหนึ่งในประวัติศาสตร์อารยธรรมและสถาปัตยกรรมจำต้องอวสานลง ในขณะที่สหราชอาณาจักรโรมันเสื่อมโทรมและใกล้จะถึงจุดจบ ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ค่อยๆ เริ่นต้นขึ้น ด้วยการมาถึงของศาสนาคริสเตียน ซึ่งเป็นพลังสำคัญพลังใหม่ในประวัติศาสตร์อารยธรรม ศาสนานี้แผ่ขยายไปทั่วอาณาจักรโรมันในเส้นทางเดียวกับที่กองทัพโรมันอันเกรียงไกรเคยย่ำผ่านมาแล้ว การเผยแพร่คำสอนขององค์พระเยซูนั้นเริ่มต้นจากแหล่งกำเนิดในจูเดีย (Judea) จากนั้นก็แผ่เข้าสู่กรุงโรม และจากศูนย์กลางนี้ก็แผ่ขยายไปยังส่วนต่างๆ ของทวีปยุโรป การยกฐานะศาสนาคริสเตียนเป็นศาสนาประจำชาติยังผลให้เกิดการก่อสร้างโบสถ์ในรูปแบบบาสซิลิกัน (Basilican Type) ในกรุงโรมเป็นจำนวนมากกว่า 30 หลัง โบสถ์เหล่านี้แม้งว่าจะยังคงมีลักษณะและรูปโฉมของสถาปัตยกรรม “นอกศาสนา” (Pegan) หลายประการ แต่ได้รับการดัดแปลงให้สอดคล้องกับหน้าที่ใช้สอยและพิธีกรรมของศาสนาใหม่อย่างค่อยเป็นค่อยไป แนวทางใหม่จริงๆ ของสถาปัตยกรรมเกิดขึ้นเมื่อมีการย้ายเมืองหลวงจากโรมไปยังไบแซนติอุม (Byzantium) รูปแบบใหม่ของสถาปัตยกรรมที่พัฒนาขึ้นที่เมืองหลวงใหม่นี้ เรารู้จักกันในนาม “Byzantine Architecture” ซึ่งได้วิวัฒนาการจนบรรลุจุดสุดยอดที่เฮเจีย โซเฟีย (Hogia Sophia) รูปแบบของสถาปัตยกรรมนี้จึงเป็นรูปแบบทางการของศาสนาคริสเตียนนิกายออร์ธอดอกซ์ (Orthodox) ซึ่งเป็นศาสนนิกายประจำชาติของอาณาจักรโรมันตะวันออกที่มีกรุงคอนสแตนติโนเปิล (Constantinople) หรือไบแซนซิอุมเดิมอิสแทนบุล (Istanbul) ในปัจจุบันเป็นเมืองหลวง เป็นที่น่าประหลาดยิ่งที่รูปแบบสถาปัตยกรรมนี้ยังคงรักษาลักษณะดั้งเดิม โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก แม้กระทั่งทุกวันนี้เช่นเดียวกับคริสตศาสนานิกายออร์ธอดอกซ์ที่อนุรักษ์นิยมอย่างยิ่ง

              ในยุโรปตะวันตก หลังจากราชอาณาจักรโรมันสิ้นสุดลง วิวัฒนาการของสถาปัตยกรรมหยุดชะงักลงชั่วขณะ จนกระทั่งพระเจ้าชาร์เลมาญ (Charlemgne) รื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ในศตวรรษที่ 8 หลังจากนั้นโดยเฉพาะในศตวรรษที่ 10, 11 และ 12 จึงมีการก่อสร้างโบสถ์ มหาวิหาร และสำนักสงฆ์ อันเนื่องในศาสนาคริสเตียนในประเทศใหม่ๆ ต่างๆ ทั่วยุโรป ในรูปแบบสถาปัตยกรรมที่วิวัฒนาการมาจากสถาปัตยกรรมโรมันตอนปลาย การที่สถาปัตยกรรมรูปแบบนี้มีลักษณะ “กระเดียดไปทางโรมัน” จึงเรียกกันว่า สถาปัตยกรรมโรมันเนสค์ (Romanesque Architecture)

              ความกระตือรือร้นในศาสนาที่เสนริมด้วยสงครามครูเสด (Crusades) ครั้งต่างๆ เป็นแรงกระตุ้นสำคัญในวิวัฒนาการสถาปัตยกรรมของยุคกลางซึ่งพัฒนาต่อเนื่องมาจากสถาปัตยกรรมโรมันเนสค์ และได้รับสมญานามตาอมาว่า สถาปัตยกรรมโกธิค (Gothic Architecture) ความมั่งคั่งและอำนาจของฝ่านสงฆ์และสำนักสงฆ์ต่างๆ เป็นการเปิดทางไปสู่ความก้าวหน้าทั้งหลายในยุคนี้เสริมด้วยความศัรทธาอย่างลึกซึ้งในศาสนา ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ทำให้ยุคนี้เป็นยุคแห่งการก่อสร้างมหาวิหารอันยิ่งใหญ่เป็นจำนวนมากทั่วยุโรปในศตวรรษที่ 13 เหล่าช่างทุกสาขาทุกระดับชั้นทุ่มเทกำลังความคิดและกำลังฝีมืออย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อให้มหาวิหารโกธิคเหล่านี้สำเร็จลุล่วง เทคนิควิทยาการก่อสร้างระบบใหม่ได้รับการการประดิษฐ์คิดค้นขึ้นด้วยการนำเอาหินก้อนเล็กๆมาประสมประสานเรียงต่อกันในระบบโค้งแหลม (Pointed Arch) ซึ่งเป็นรูปโฉมที่เด่นชัดของสถาปัตยกรรมรูปแบบโกธิค (Gothic Style) โครงของโวลท์ในระบบ “Rib and Panel” ที่เป็นโค้งแหลมและลอยสูงอยู่เหนือส่วนเนฟ (Nave) นั้นถูกยึดให้คงรูปและสมดุลอยุ่ได้ด้วยเสาครีบ (Buttress) และสะพานโค้งลอย (Flying Buttress) ที่รายล้อมรอบตัวโบสถ์ โดยมีพินนาเคิล (Pinnacle) ถ่วงอยู่เหนือเสาครีบที่รองรับแรงถ่าง (Thrust) โดยตรงจากหลังคา ฉะนั้นจึงไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่รับน้ำหนักอีกต่อไป ทำให้สามารถบุด้วยหน้าต่างกระจกสี (Stained Glass) อันเบาบาง เพื่อชักนำแสงสว่างที่ต้องการอย่างยิ่งเข้าสู่ภายในของอาคารได้มากที่สุด ที่กล่าวมานี้เป็นสถาปัตยกรรมในรูปแบบโกธิคในฝรั่งเศสซึ่งเป็นจุดเริ่มต้น ส่วนวิวัฒนาการของสถาปัตยกรรมในรูปแบบนี้ในอังกฤษนั้น แสดงให้เห็นชัดเจนถึงอำนาจของฝ่านสงฆ์ที่ปรากฎในลักษณะที่เรียบง่าย และค่อนข้างกร้าวของสถาปัตยกรรมโกธิคในรูปแบบอังกฤษตอนต้น (Early English Style) ในศตวรรษที่ 13 และเช่นเดียวกันต่อมาลักษณะที่มีการตกแต่งหรูหราขึ้น โดยเฉพาะการเน้นเส้นตามตั้งและการแยกแตกแขนงของโครง (Rib) ของโวลท์เป็นจำนวนมากมายเกี่ยวกระหวัดกันไปมาราวกับใยแมลงมุม ในศตวรรษที่ 15 นั้นก็แสดงให้เห็นถึงการที่ฝ่ายฆราวาส เช่น พวกขุนนางและพ่อค้ามีอิทธิพลมากขึ้น สถาปัตยกรรมโกธิคของอังกฤษตอนปลายนี้ เราเรียกกันว่า “Decorated Style” หรือ “Perpendicular Style” ลักษณะทำนองนี้คือการที่ชนแต่ละชั้นวรรณะพุ่งขึ้นสู่การมีอำนาจอิทธิพลในสังคมแล้วสะท้อนออกมาเห็นได้ชัดในงานสถาปัตยกรรมของระยะเวลานั้นๆ ปรากฎขึ้นทั่วๆ ไปในทุกประเภทในยุโรป นอกจากนี้เราอาจกล่าวได้ว่ามหาวิหารโกธิคอันยิ่งใหญ่เหล่านี้เป็นแกนสำคัญในสังคม, อารยธรรม และวิถีทางดำรงชีวิตในแต่ละเชื้อชาติแต่ละประเทศในยุโรป ทั้งนี้เพราะว่ามหาวิหารโกธิคทั้งหลายนอกเหนือจากการเป็นถานที่เคารพบูชา และสำหรับประกอบพิธีกรรมในศาสนาแล้ว ยังมีหน้าที่เป็นสถาบันการศึกษา, ห้องสมุดประชาชน, พิพิธภัณฑ์ และระเบียงภาพ ยิ่งกว่านั้นการที่สมัยนั้นยังไม่สามารถผลิตสิ่งตีพิมพ์ต่างๆ ได้ มหาวิหารโกธิคเหล่านี้ยังทำหน้าที่เสมือนเป็น “หนังสือประวัติศาสตร์” ของยุค ทั้งนี้เพราะรูปสลักต่างๆ ของงานประติมากรรมตกแต่งอาคาร และรูปเขียนของงานจิตรกรรมบนแผ่นหน้าต่างกระจกสี (Stained Glass Windows) ไม่เพียงแต่ทำหน้าที่เสมือนเล่าเรือ่งเหตุการณ์ต่างๆ ในพระคัมภีร์ไบเบิลตั้งแต่ “the Creation” จนถึง “the Redemption” เท่านั้น มันยังเสมือนการบันทึกเรื่องราวตามลำดับขั้นตอนของเวลาที่เราเรียกว่า พงศาวดาร (Chronicle) เกี่ยวกับเหตุการณ์และพฤติกรรมต่างๆ ของกษัตริย์และราชวงศ์, ขุนนาง, พระและปวงชนทั่วไป รวมทั้งเหล่าอัศวินทั้งหลายด้วย ส่วนในด้านสถาปัตยกรรมอื่นๆ ที่ไม่เนื่องในศาสนา หรือ “Secular Architecture” เป็นต้นว่า ป้อมปราสาทอันมั่นคงแข็งแรงก็เป็นพยานหลักฐานสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงสภาวะต่างๆ ของสังคมยุคกลาง เช่น พลังอำนาจของระบบการปกครองในรูปแบบ “Feudalism” และสถานภาพอันคลอนแคลนของยุโรปในระยะเวลานั้นด้วยต้นศตวรรษที่ 16 สถาปัตยกรรมโกธิคก็ดำเนินมาถึงจุดอวสานเช่นเดียวกับอารยธรรมของยุคกลางที่มันเป็นส่วนหนึ่ง ทั้งนี้เพราะเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามต่อกันมาเป็นระลอกในศตวรรษนั้นได้เปลี่ยนโฉมหน้าของยุโรปโดยสิ้นเชิง

              วิวัฒนาการของสถาปัตยกรรมตะวันตก เมื่อดำเนินมาถึงขั้นนี้อาจแบ่งในเชิงเทคนิควิทยาการก่อสร้างออกได้เป็น 3 ประเภท คือ

              1. “Greek Style” หรือ “Trabeated Style” ซึ่งประกอบด้วยเสาและคาน

              2. “Roman Style” หรือ “Composite Style” ซึ่งเป็นการประสมประสานระหว่างระบบเสาและโค้งกลม (Semicircular Arch)

              3. “Gothic Style” หรือ “Arcuated Style” ซึ่งประกอบด้วยโค้งแหลม (Pointed Arch) เป็นหลัก

              บัดนี้วิวัฒนาการของรูปทรงสถาปัตยกรรมที่ดำเนินมาอย่างมีระเบียบเป็นระยะเวลายาวนาน ก็มาถึงจุดสำคัญจุดหนึ่งซึ่งเป็นจุดแห่งการเปลี่ยนแปลงต่างๆ นานาประการที่นำไปสู่สถาปัตยกรรมเรอเนซองส์ (Renaissance Architecture) เราสามารถสืบสาวถึงอิทธิพลต่างๆ ที่อยู่เบื้องหลังหรือที่ปูพื้นฐานให้แก่สถาปัตยกรรมในรูปแบบแห่งการฟื้นฟูคลาสสิคโบราณนี้ได้ชัดเจน กระบวนการสถาปัตยกรรมใหม่นี้ก่อกำเนิดขึ้นในเมืองฟลอร์เรนซ์ (Florence) ประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นเมืองพาณิชยกรรมที่รุ่งเรืองยิ่งในขณะนั้น โดนมีตระกูลเมดิจิ (Medici) เป็นแกนนำ และโดยการได้รับการกล่อมเกลาด้วยอุดมการณ์ต่างๆ จากงานนิพนธ์ของดานเด (Dante), เพดราช (Petrarch) และบอคซัคคิโอ (Boccacio) เป็นต้น ในขณะเดียวกันอุดมการณ์และปรัชญาของปัญญาชนเหล่านี้ได้รับการเสริมด้วยการฟื้นฟูผลงานของนักปราชญ์และนักปรัชญากรีกและโรมันโบราณ เป็นต้นว่าพลาโต (Plato) และวิตรูเวียส (Vitruvius) ปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งเสริมยุคที่มีความพร้อมที่สุดสำหรับการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ในสังคมอย่างใหญ่หลวงนี้มีหลายประการ เป็นต้นว่า ความมีอิสระเสรีมากขึ้นในการแสดงความคิดอ่านและการกระทำต่างๆ ทั้งนี้เพราะเครื่องกีดขวางทั้งหลาย โดยเฉพาะในด้านศาสนาที่เคยปิดกั้นการดังกล่าวนั้นถูกทำลายลง, การประดิษฐ์คิดค้นระบบการพิมพ์ขึ้นมาได้ในกลางศตวรรษที่ 16 เป้นส่วนช่วยอย่างมหาศาลในการเผยแพร่ศิลปวิทยาการสู้ปวงชน, การนำเอาดินปืนมาใช้ นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอันสำคัญในยุทธวิถีของสงคราม, เข็มทิศเกดินเรือช่วยเปิดทางไปสู่ “โลกใหม่” ต่างๆ หรือแม้กระทั่งการที่กรุงคอนแสตนติโนเปิลถูกพวกเตอร์ก (Turks) ตีแตกในปี ค.ศ.1453 และชนพื้นเมืองเป็นจำนวนมากย้ายถิ่นฐานเข้าสู่ยุโรปตะวันตกก็ไม่อาจมองข้ามไปเสียได้ เพราะอิทธิพลของการนี้เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่ง ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ทั้งในด้านความคิดความอ่านและอุดมการณ์ และในด้านเหตุการณ์ต่างๆ มีผลกระทบต่อศิลปินและสถาปนิกในยุคนั้นอย่างมหาศาล ลักษณธสถาปัตยกรรมในรูปแบบใหม่ของโบสถ์ในศาสนาคริสเตียนตลอดจนพระราชวังต่างๆ นั้นสะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ดังกล่าวอย่างซื่อสัตย์ โดยรื้อฟื้นยึดถือประเพณีนิยมสถาปัตยกรรมของคลาสสิกโบราณ แล้วนำรูปทรง (Forms) ที่ปรับปรุงดัดแปลงแล้วตลอดจนระบบเสาประเภทต่างๆ โดมและโค้งกลม รวมทั้งรูปโฉมที่เน้นเส้นตั้งของโกธิค กระบวนการสถาปัตยกรรมใหม่นี้ได้แผ่ขยายจากอิตาลีสู่ฝรั่งเศส เยอรมัน สเปน เนเธอแลนด์ และในที่สุดก็อังกฤษที่สถาปัตยกรรมเรอเนซองส์มาถึงล่าช้ากว่าประทเศอื่นๆ เนื่องจากระยะทางที่ห่างไกลจากแหล่งกำเนิดของมัน ในอิตาลีเองนั้นในครึ่งหลังของศตวรรษที่ 16 ได้เกิดแนวทางศิลปะและสถาปัตยกรรมที่ผันแปรบิดเบือนไปจากประเพณีของรูปแบบเรอเนซองส์หลายแนวทาง เป็นต้นว่าแนงทางหนึ่งนั้นเราเรียกว่าแมนเนอริสม์ (Mannerism) ก่อนที่จะเกิดเป็นสถาปัตยกรรมยาโรค (Baroque Architecture) ในปลายศตวรรษที่ 16 และต้นศตวรรษที่ 17 นั่นเอง สถาปัตยกรรมในรูปแบบบาโรคนี้ เริ่มต้นที่กรุงโรม จากนั้นก็แผ่ขยายไปทั่วยุโรป โดยเฉพาะเฟื่องฟูถึงขีดสุดในออสเตรียและเยอรมัน ในช่วงปลายของสถาปัตยกรรมบาโรคในต้นศตวรรษที่ 18 เรื่อยไปจนถึงการปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งทางประวัติศาสตร์ศิลปะและสถาปัตยกรรมจะวันตก ถือกันว่าเป็นการเริ่มต้นของโลกสมัยใหม่นั้น ได้เกิดมีแนวทางที่ผันแปรไปจากบาโรคเล็กน้อยที่เรารู้จักกันในนามของ “โรโคโค” (Rococo) ที่เริ่มต้นจากฝรั่งเศสและเป้นที่นิยมกันในประเทศต่างๆ ในยุโรปยกเว้นอังกฤษ จนกระทั่งแนวทางนี้ รวมทั้งยาโรคอันเป็นแม่บทของมันเองด้วยมาถึงจุดอวสาน เมื่อสถาปัตยกรรมนิโคลาสสิค (Neoclassic Architecture) เริ่มต้นในปลายศตวรรษที่ 18 และต้นศตวรรษที่ 19

              ศตวรรษที่ 9 เป็นศตวรรษแห่งความตื่นตระหนก (Shocks) และความเปลี่ยนแปลง (Changes) นานาประการ ทั้งในด้านสถาปัตยกรรมและอื่นๆ ในความเห็นของผู้เขียนมันเป็นศตวรรษที่น่าสนใจ น่าทึ่ง สถาปัตยกรรมศตวรรษที่ 19 เป็นศตวรรษแห่งการฟื้นฟู (Revivals) ของรูปแบบ (Styles) ต่างๆ อันนำไปสู่ “Predilection” ในนานารูปแบบสถาปัตยกรรมของสถาปนิกแต่ละบุคคล จนเกิดวลีประจำยุคอันเป็นที่รู้จักกันดีว่า “The Battle of the Styles” แม้กระนั้นก็ตามสถาปัตยกรรมก็ยังคงดำรงรักษาความเป็นกระจกเงาสะท้อนให้เห็นถึงสภาวะของสังคมที่ผันแปรเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในศตวรรษที่ 19 นี้ และสะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางด้านความคิดความอ่าน อุดมการณ์และปรัชญาใหม่ๆ โดยเฉพาะทางด้านสถาปัตยกรรม รวมทั้งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการประดิษฐ์ติดต้นทางด้านวิทยาการต่างๆ ทั้งด้านอุตสาหกรรม วิศวกรรม และวิทยาศาสตร์แขนงต่างๆ การนำเอาเทคนิควิทยาการก่อสร้างใหม่ๆ ที่ก้าวหน้า รวมทั้งวัสดุก่อสร้างใหม่ๆ เช่น เหล็ก กระจกแผ่น และระบการก่อสร้างแบบใหม่ที่เรียกว่า “Prefabrication” มาใช้ ทำให้เกิดสถาปัตยกรรมในแนวทางใหม่, ในมิติใหม่และเป็น “spirit” ใหม่ อันเป็น Spirit แห่งยุคอุตสาหกรรมโดยแท้ ดังตัวอย่างอาคารคริสตัลพาเลซ ของโจเซฟ แพกซตัน ที่กล่าสวถึงมาแต่ต้นในกลางศตวรรษที่ 19 นี้เอง อาคารทำนองนี้นักประวัติศาสตร์บางกลุ่มยกย่องว่าเป็น “ก้าวแรกที่นำไปสู่สถาปัตยกรรมสมัยใหม่” ที่จะเกิดตามมาในศตวรรษที่ 20 หลังจากที่เราได้ “ก้าวย่าง” มาเป้นระยะเว่าทางอันไกลแสนไกลในประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมดังที่พรรณามาโดยสรุปนี้

              ในยุคปัจจุบันที่เราๆ ท่านๆ กำลังดำรงชีวิตอยู่ขณะนี้ ถ้าพิจารณาให้ถี่ถ้วนเราจะตระหนักได้ว่า สถาปัตยกรรมร่วมสมัยของเรานี้กำลังอยุ่ในสภาวะแห่งความขัดแย้งนานับประการ การรื้อฟื้นรูปแบบต่างๆ ในประวัติศาสตร์มาประเมินใหม่ และนำกลับมาใช้ใหม่ของสถาปนิกร่วมสมัยบางดลุ่ม นำไปสู่การแสดงออกทางสถาปัตยกรรมที่แตกแขนงกิ่งก้านนานาประการเสียจนแม้แต่คนในรุ่นเมื่อ 30 ปีที่แล้วโดยประมาณแทบจะไม่เคยคิดเลยว่ามันจะเกิดขึ้นได้ สถาปนิกผู้ยิ่งใหญ่ผู้เคยเป็นปูชนียบุคคลของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ได้สูญเสียพลังอิทธิพลในการเป็นแบบอย่างให้สถาปนิกรุ่นหลังๆ ยึดถือปฏิบัติตาม แม้จะยังไม่โดยสิ้นเชิงก็ตาม สถาปัตยกรรมในฐานะรูปทรงแห่งศิลปะความงามและการตกแต่งประดับประดากำลังมีชัยชนะเหนือสถาปัตยกรรม เพื่อประโยชน์ใช้สอยและสังคม ในขณะเดียวกันปัญหาต่างๆ ของสังคมเมืองแบบใหม่ที่แออัดกำลังทวีทับถม ความต้องการอาคารประเภทสำเร็จรูป ผลิตด้วยระบบอุตสาหกรรม ถูกสุชอนามัย และราคาถก ก็ยิ่งเป็นปัญหาสำคัญที่สุดที่สถาปนิกรุ่นปัจจุบันและอนาคตจะต้องค้นหาหนทางแก้ไข เพรามันเป็นความจริงที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ นอกเสียจากสถาปนิกกลุ่มที่ไม่ยอมอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงทั้งหลาย นักทฤษฎี นักประวัติศาสตร์ และนักวิจารณ์สถาปัตยกรรมส่วนมากอาจมีความคิดความอ่าน มโนทัศน์และปรัชญาที่ไม่สอดคล้องกันบ้าง แต่ในปัจจุบันนี้ทุกคนมีความเห็นตรงกันว่าถึงเวลาแล้วที่สถาปัตยกรรมร่วมสมัยของเราจะได้รับการสะสางสังคายนากันอย่างจริงจังเสียที ก่อนที่จะสายเกินไปจนประวัติศาสตร์ซ้ำรอยดั่งที่เคยเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 19 ที่สถาปนิกมัวแต่ลุ่มหลงอยู่กับการฟื้นฟูรูปแบบต่างๆ ในอดีต จนสถาปัตยกรรมล้าหลังห่างไกลจากความก้าวหน้าทางด้านเทคนิควิทยาการทางด้านวิศวกรรม และทางด้านวิทยาศาสตร์โดยสิ้นเชิง การให้ความสนใจแก่ประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมอย่างจริงจังเป็นการถูกต้องและบังควรยิ่ง ทั้งนี้มิใช่เพราะว่าสถาปัตยกรรมสมัยใหม่กำลังมาถึงขั้นตอนหนึ่งแห่งวิวัฒนาการของมันที่ตัวสถาปนิก่วมสมัยเองกำลังสนใจประวัติศาสตร์อีกครั้งหนึ่ง แต่เหนือสิ่งอื่นใดก็เพราะว่ายุคสมัยใหม่ของเรานี้ได้มีอายุยืนยาวมานานพอที่จะให้คำตอบแก่คำถาต่างๆ ที่เราอาจมีข้อกังขาได้ คำตอบที่ได้จะเป็นที่พอใจหรือไม่นั้นเป็นเรื่องของเอกัตบุคคล

     



    อ่านทั้งหมด: 8513, ความเห็นทั้งหมด: 1
    ขอบคุณมากค่ะ มีประโยชน์มากเลย
    โดย - rakan_kn@live.c - วันที่ 3 สิงหาคม 2555 เวลา 13:44

    แสดงความเห็น
    ข้อความ
       
      
     
     
       
    แนบรูป *เฉพาะสมาชิกเท่านั้น
    จาก  
    พิมพ์คำว่า คนไทย ในช่องนี้ ->

    เรื่องราวอื่นๆจากบลอกเพื่อนบ้าน

    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่อง(ดีโพลมา2354)
    กำเนิดเจ้าแม่กวนอิม - ตอนที่ 14(ดีโพลมา2353)
    กรรโชกทรัพย์เรียกค่าคุ้มครอง (ดีโพลมา2352)
    โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทยรับสมัคร (ดีโลมา2351)
    หมูกรอบอย่างง่ายๆ by SHINTARO
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่อง(ดีโพลมา2350)
    แบ่งให้ทำกินแต่ยังไม่แบ่งมรดก(ดีโพลมา2349)
    กำเนิดเจ้าแม่กวนอิม - ตอนที่ 13(ดีโพลมา2348)
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่อง(ดีโพลมา2347)
    คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ(ดีโพลมา2346)
    กำเนิดเจ้าแม่กวนอิม - ตอนที่ 12(ดีโพลมา2345)
    หางานพิเศษ หางานทำที่บ้าน หารายได้พิเศษ ทำวันหยุด ทำตอนว่างค่ะ
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่อง(ดีโพลมา2344)
    คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ(ดีโพลมา2343)
    หนังพ่อสั่งมาฟัด พาสเดียวจบ.(ดีโพลมา2342)
    mysql connection string
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่อง (ดีโพลมา2341)
    คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ(ดีโพลมา2340)
    หนังฮาชิมิ ตลก เต็มเรื่อง(ดีโพลมา2339)
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่อง(ดีโพลมา2338)
    ยกเลิกการเป็นบุคคลค้ำประกัน(ดีโพลมา2337)
    หนังลิลลี่แม่มดมือใหม่ (FULL) (ดีโพลมา2336)
    เถ้าแก่มืออาชีพ: ตอนที่ 29 ความสำเร็จทางธุรกิจ
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่อง(ดีโพลมา2335)
    หนังกาเหว่าที่บางเพลง (2537)(ดีโพลมา2334)
    คอนโดฯถล่มใครต้องร่วมรับผิด (ดีโพลมา2333)
    คอนเสิร์ตมันส์ๆ โลกคือละคร...แดง&เม้า(ดีโพลมา2332)
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่อง(ดีโพลมา2331)
    ฎีกาที่น่าสนใจ(ดีโพลมา2330)
    ประชันเงาเสียง - จินตรา พูนลาภ(ดีโพลมา2329)
    ประกันการเดินทาง ไปไหนมาไหน อย่าลืมใช้บริการ
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่อง (ดีโพลมา2328)
    วิธีแบ่งมรดก(ดีโพลมา2327)
    กำเนิดเจ้าแม่กวนอิม - ตอนที่ 11(ดีโพลมา2326)
    Udom Sartun ต้องการตามหาพ่อ (ดีโพลมา2325)
    【การบรรยายจาก มหาวิทยาลัย ชิซุโอกะ】
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่อง(ดีโพลมา2326)
    กฏหมาย ตำรวจจราจรกับการยึดใบขับขี่(ดีโพลมา2325)
    กำเนิดเจ้าแม่กวนอิม - ตอนที่ 10(ดีโพลมา2324)
    เปิดโครงการตรวจสุขภาพฟรี(ดีโพลมา2323)
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่อง(ดีโพลมา2322)
    ซื้อบ้านจากการขายทอดตลาด(ดีโพลมา2321)
    10 คนมหัศจรรย์ part 2(ดีโพลมา2320)
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่อง(ดีโพลมา2319)
    เมื่อครบ10ปีจะบังคับคดีได้หรือไม่(ดีโพลมา2318)
    10 คนมหัศจรรย์ part 1(ดีโพลมา2317)
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่อง (ดีโพลมา2315)
    โทษของคดีพยายามฆ่าและทำร้ายร่างกาย(ดีโพลมา2314)
    หนังเดอะโกร๋น ก๊วนกวนผี (ดีโพลมา2313)
    I Will Surviveผู้ชายแบบผมไกรวิทย์ พุ่มสุโข(ดีโพลมา2312)

    เลือกดูบลอก Search:
    ใช้เวลาประมวลผลหน้านี้ 468.0008ms