เข้าสู่ระบบ จำนวนคนออนไลน์ 3328 คน
Pichai Sodbhiban
Cultural Arts Preservation Management
 
หัวข้อล่าสุด
 
 
  • การสร้างความแตกต่างในตลาด (0)
    [13 ชั่วโมงที่ผ่านมา]
  • การสร้างความแตกต่างในตลาด (0)
    [13 ชั่วโมงที่ผ่านมา]
  • ระบบคืออะไร (0)
    [18 วันที่ผ่านมา]
  • ถนนเด็กเดิน (0)
    [1 เดือนที่ผ่านมา]
  • ทิศทางการพัฒนาตลาดเก่าในเชิงอนุรักษ์เพื่อรองรับประชาคมอาเซียน (0)
    [3 เดือนที่ผ่านมา]
  • ครงการออกแบบเสนอแนะปรับปรุงโรงเรียนสองภาษา (0)
    [3 เดือนที่ผ่านมา]
  • ศึกษาและพัฒนาการใช้ประโยชน์จากเศษวัชพืชธูปฤาษี (0)
    [3 เดือนที่ผ่านมา]
  • ศึกษาลวดลายจิตกรรมฝาผนังอยุธยา (0)
    [3 เดือนที่ผ่านมา]
  • อารยสถาปัตย์ (Universal Design) คืออะไร ทำไมเมืองไทยต้องมีอารยสถาปัตย์ (0)
    [5 เดือนที่ผ่านมา]
  • อารยสถาปัตยกรรม (Universal Design ) (0)
    [5 เดือนที่ผ่านมา]
  • ผลการวิเคราะห์ศักยภาพของตลาดบางหลวง (SWOT Analysis)(พิชัย สดภิบาล.2557) (0)
    [5 เดือนที่ผ่านมา]
  • ปัจจัยแห่งความสำเร็จและปัจจัยแห่งความล้มเหลวตลาดบาง หลวง ร.ศ.122 (0)
    [5 เดือนที่ผ่านมา]
  • วิธีการอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมตลาดบางหลวง ร.ศ.122 (0)
    [5 เดือนที่ผ่านมา]
  • TOWS Matrix (0)
    [5 เดือนที่ผ่านมา]
  • แนวความคิดการอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมเรือนแถวไม้ตลาดบางหลวง ร.ศ.122 (0)
    [6 เดือนที่ผ่านมา]
  • แนวโน้มการดำรงอยู่และการเปลี่ยนแปลงของตลาดบางหลวง ร.ศ.122 (0)
    [6 เดือนที่ผ่านมา]
  • การอนุรักศิลปสถาปัตยกรรมตลาดบางหลวง ตลาดเก่า ร.ศ.122 (0)
    [6 เดือนที่ผ่านมา]
  • ประวัติโดยย่อตลาดบางหลวง ร.ศ.๑๒๒ (0)
    [6 เดือนที่ผ่านมา]
  • การอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นที่มีอายุมากกว่า 100 ปี (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ประวัติความเป็นมาของตลาดบางหลวง ร.ศ.122 (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • อัตลักษณ์ของนักศึกษาการออกแบบสภาพแวดล้อมภายใน (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ดูเนื้อหาทั้งหมด

     
         
     
    ปฎิทิน
     
     

    <กรกฎาคม 2557>
     
    2730123456
    2878910111213
    2914151617181920
    3021222324252627
    3128293031123
    3245678910
     
         
     
    สถิติบลอกนี้
     
     
    • คนเข้าบลอกนี้ทั้งหมด 890089
    • เฉพาะวันนี้ 649
    • ความคิดเห็น 108
    • จำนวนเรื่อง 461
    ให้คะแนนบลอกนี้
    แจ้งเนื้อหาบลอกไม่เหมาะสม
     
         
    ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการวัด
    29 มกราคม 2554 - 3:29:00

       
    ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการวัด
    ประเมินผลการศึกษา[1]


    การวัดผลและการประเมินผลการศึกษานับเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยในการปรับปรุงคุณภาพของการศึกษา
    เพราะผลจากการวัดและการประเมินผลการศึกษาจะเป็นพื้นฐานสำหรับการตัดสินใจของครูและนักการศึกษา
    เพื่อใช้ปรับปรุงวิธีสอน การใช้สื่อการสอน แบบเรียน หลักสูตร การแนะแนว การจัดระบบบริหารโรงเรียน
    ตลอดจนการปรับปรุงวิธีการเรียนของผู้เรียนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
    ซึ่งจะส่งผลให้การดำเนินการจัดการศึกษาเป็นบรรลุตามจุดม่งหมายที่หลักสูตรต้องการการเรียนรู้การวัด
    ประเมินผลการเรียนรู้ จำเป็นต้องมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการวัดผลประเมินการศึกษาที่หลากหลาย
    เช่น ความหมายของคำต่างๆ มาตรฐานวิชาชีพครู พ.ร.บ การศึกษาชาติ มาตรฐานการศึกษา
    และระเบียบต่างๆที่เกี่ยวกับการวัด ประเมินผลการศึกษา


    ความหมายของการวัดผล (measurement) นักการศึกษาหลายท่านให้ความหมายของการวัดผลไว้ดังนี้

    การวัดผลหมายถึง ขบวนการที่จะนำมาซึ่งตัวเลข
    จำนวน ปริมาณโดยจำนวนหรือปริมาณนั้นมีความหมายแทนพฤติกรรมอย่างหนึ่งหรือแทนผลงานที่แต่ละคนแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบสิ่งเร้าออกมา[2]

    การวัดผลหมายถึงกระบวนการที่กำหนดจำนวน ตัวเลขให้กับวัตถุสิ่งของ หรือบุคคล ตามความหมายที่จะวัดสอบและเปรียบเทียบลักษณะความแตกต่างที่ปรากฏอยู่ในสิ่งที่จะวัดนั้น ๆ[3]
    การวัดผลเป็นการพิจารณาหรือตีค่าข้อมูลในรูปตัวเลข[4]

    การวัดผล
    หมายถึง
     การใช้เครื่องมืออย่างใดอย่างหนึ่ง
    ที่จะค้นหา หรือการตรวจสอบเพื่อให้ได้ปริมาณ จำนวน หรือคุณภาพ
    ที่มีความหมายแทนพฤติกรรม หรือผลงาน ที่แต่ละคนแสดงออกมา[5]
    จากความหมายที่ได้กล่าวมา สรุปว่า การวัดผล หมายถึง
    กระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่งตัวเลข หรือสัญลักษณ์ ที่มีความหมายแทนคุณลักษณะ
    หรือคุณภาพของสิ่งที่วัด
    โดยใช้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพหารายละเอียดสิ่งที่วัดว่ามีจำนวนหรือปริมาณเท่าใด
    เช่น
    การวัดส่วนสูงของเด็กเป็นการแปลงคุณลักษณะด้านความสูงออกมาเป็นตัวเลขว่าสูงกี่เซนติเมตรหรือนักเรียนสอบวิชาคณิตศาสตร์ได้
    20 คะแนน ก็เป็นการแปลงคุณภาพด้านความสามารถในวิชาคณิตศาสตร์ออกมาเป็นตัวเลข
    โดยใช้แบบทดสอบ เป็นต้น

    การวัดผล หมายถึง หมายถึง กระบวนการในการกำหนดตัวเลขแทนปริมาณของสิ่งต่างๆที่ต้องการการวัดหรือคุณลักษณะ
    (
    Traits) ที่ต้องการวัดอย่างมีกฎเกณฑ์ที่เชื่อถือได้
    โดยจะต้องมีเครื่องมือที่ใช้วัดและผลการวัดที่ได้จะตอบคำถามที่ว่าสิ่งที่จะวัดมีจำนวนมากน้อยเท่าไร
    (
    How much) จากตัวอย่างที่กล่าวมาการวัดผลจะประกอบด้วยลักษณะที่สำคัญ
    3 ประการคือ

     
    1. คุณลักษณะที่ต้องการวัด หมายถึง
    คุณลักษณะของสิ่งที่เราต้องการศึกษา เช่น ความสูง น้ำหนัก
    ความสามารถในวิชาคณิตศาสตร์ เป็นต้น

    2. เครื่องมือที่ใช้วัด เครื่องมือที่ใช้วัดนั้นมีมากมายหลายชนิด
    เช่น ไม้เมตร ตาชั่ง แบบทดสอบ เป็นต้น
    ทั้งนี้จะต้องเลือกเครื่องมือให้สอดคล้องกับคุณลักษณะที่ต้องการวัด

    3. วิธีการที่ให้ผู้ถูกวัดแสดงพฤติกรรมออกมา

    4. ผลที่ได้จากการวัด ผลที่ได้จากการวัดมักจะออกมาเป็นตัวเลข
    หรือสัญลักษณ์ ที่แทนลักษณะของสิ่งที่วัด เช่น สมชายสูง
    160 เซนติเมตร
    หรือธิดาสอบวิชาภาษาไทยได้
    20 คะแนน เป็นต้น

    จากความหมายของการวัดผล สามารถจำแนกการวัดผลได้ 2 ลักษณะ คือ

      1. การวัดทางกายภาพศาสตร์(physical
    sciences) เป็นการวัดในสิ่งที่เป็นรูปธรรม หรือวัดในสิ่งที่มีตัวตน
    มีทรวดทรงและทราบลักษณะของสิ่งที่ต้องการวัด เช่น ความสูงของนักเรียน
    น้ำหนักของโต๊ะ เป็นต้น การวัดในด้านนี้สามารถแปลความหมายของสิ่งที่วัดได้
    โดยการอ่านค่าตัวเลขที่ปรากฏบนเครื่องวัดได้โดยตรง มีมาตรา (
    scale) ที่แน่นอน ดังนั้น การวัดทางกายภาพศาสตร์นี้มักจะมีความคลาดเคลื่อนน้อย
    ถ้าหากเราควบคุมให้ดี

      2. การวัดทางสังคมศาสตร์ (social sciences) หรือพฤติกรรมศาสตร์
    (
    behavior sciences) เป็นการวัดเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นนามธรรม
    หรือวัดในสิ่งที่ไม่มีตัวตน นั่นคือเราไม่ทราบลักษณะสิ่งที่จะวัด เช่น การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
    ความถนัด ความมีระเบียบวินัย ทัศนคติ เป็นต้น การวัดทางด้านนี้เป็นการวัดทางอ้อม
    กล่าวคือจะต้องสร้างเครื่องมือ เช่น แบบทดสอบ แบบสอบถาม ฯลฯ ขึ้นมา
    แล้วนำไปวัดพฤติกรรมที่เป็นตัวแทนของสิ่งที่จะวัด
    ต่อจากนั้นจึงแปลความหมายของสิ่งที่วัดออกมา ดังนั้น
    การวัดทางด้านนี้จึงมีความคลาดเคลื่อนสูง

    ความหมายของการทดสอบ(testing)

    การทดสอบหมายถึงการใช้เครื่องมือชนิดต่างๆในการทดสอบหรือหมายถึงขบวนการอันมีระบบที่ใช้วัดเปรียบเทียบพฤติกรรมบุคคล
    ตั้งแต่
    2 คน หรือมากกว่าขึ้นไป[6]
    การทดสอบ
    หมายถึง
     การหาหรือกำหนดจำนวน
    ปริมาณ หรือคุณลักษณะของพฤติกรรมหรือความสามารถของบุคคล
    โดยใช้ข้อสอบเป็นเครื่องมือ หรือเป็นสิ่งเร้า[7]
    การทดสอบ
    หมายถึง
     กระบวนการวัดผลอย่างหนึ่งที่กระทำอย่างมีระบบ
    เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบพฤติกรรมของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป
    หรือเปรียบเทียบการกระทำของบุคคลกับมาตรฐานที่วางไว้
    โดยใช้เครื่องมือเป็นสิ่งเร้าให้ผู้ตอบแสดงพฤติกรรมที่สังเกตได้
    และวัดออกมาว่ามีจำนวน ปริมาณ หรือคุณภาพเท่าใด
    เป็นไปตามจุดมุ่งหมายของการศึกษาที่วางไว้หรือไม่[8]
    โดยสรุปแล้ว การทดสอบหมายถึงกระบวนการอย่างหนึ่งที่จะให้ได้มาซึ่งจำนวน
    ปริมาณ หรือคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง
    โดยใช้เครื่องมือเป็นสิ่งเร้าให้ผู้ตอบแสดงพฤติกรรมที่สังเกตได้ออกมา
    เพื่อนำไปสู่การประเมินค่า หรือตีราคา การทดสอบทำได้หลายวิธี เช่น
    การทดสอบปากเปล่า การทดสอบภาคปฏิบัติ หรือการทดสอบโดยการเขียนตอบ
    การทดสอบที่ดีจะต้องพยายามดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ
    ให้ความยุติธรรมแก่ผู้สอบอย่างเสมอหน้า ภายใต้สถานการณ์อย่างเดียวกัน
    ซึ่งองค์ประกอบของการทดสอบประกอบด้วย

    1. บุคคลซึ่งถูกวัดคุณลักษณะหรือความสามารถ
    2. ข้อสอบเพื่อทำหน้าที่เป็นสิ่งเร้า
    3. การดำเนินการสอบ การจัดสภาพการสอบ
    และผู้คุมสอบซึ่งต้องเป็นไปอย่างยุติธรรม

    4. ผลการสอบ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคะแนน ที่ได้มาจากการตรวจข้อสอบ
    คะแนนนี้จะแทนความสามารถสูงสุดของแต่ละบุคคล

    ความหมายของการประเมินผล (evaluation)

    การประเมินผลเป็นการตัดสินค่านิยมของการกระทำ[9]
    การประเมินผล คือกระบวนการตัดสินคุณค่าของสิ่งของหรือการกระทำใด ๆ
    โดยเปรียบกับเกณฑ์มาตรฐาน[10]
    การประเมินผลหมายถึงกระบวนการตัดสินความสำคัญของปรากฏการณ์อย่างหนึ่งกับกระบวนการอีกอย่างหนึ่ง
    โดยใช้มาตรฐานที่กำหนดไว้[11]

    สรุปได้ว่า การประเมินผล หมายถึงกระบวนการที่กระทำต่อจากการวัดผล แล้ววินิจฉัย
    ตัดสิน ลงสรุปคุณค่าที่ได้จากการวัดผลอย่างมีกฎเกณฑ์ และมีคุณธรรม
    เพื่อพิจารณาตัดสินใจว่าสิ่งนั้นดีหรือเลว เก่งหรืออ่อน ได้หรือตก เป็นต้น

     จุดมุ่งหมายของการวัดผลและประเมินผลการศึกษา

    การวัดผลและประเมินผลการศึกษา
    เกี่ยวข้องกับกระบวนการเรียนการสอนตลอดเวลา
    ซึ่งจุดมุ่งหมายของการวัดผลและประเมินผลนั้น
    ไม่ใช่เฉพาะการนำผลการวัดไปตัดสินได้-ตก หรือใครควรจะได้เกรดอะไรเท่านั้น
    แต่ควรนำผลการวัดและประเมินนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการศึกษาในหลาย ๆ
    ลักษณะดังนี้

    1. เพื่อค้นและพัฒนาสมรรถภาพของนักเรียน
    หมายถึงการวัดผลและประเมินผลเพื่อดูว่านักเรียนบกพร่องหรือไม่เข้าใจในเรื่องใด
    ตอนใด แล้วครูพยายามสอนให้นักเรียนเกิดความรู้
    มีความเจริญงอกงามตามศักยภาพของตนเอง จุดมุ่งหมายข้อนี้สำคัญมาก
    หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็น ปรัชญาการวัดผลการศึกษา[12]
    2. เพื่อจัดตำแหน่ง (placement) การวัดผลและประเมินผลวิธีนี้เพื่อเปรียบเทียบตนเองกับคนอื่นๆ
    โดยอาศัยกลุ่มเป็นเกณฑ์ว่าใครเด่น-ด้อย ใครได้อันดับที่
    1 ใครสอบได้-ตก
    หรือใครควรได้เกรดอะไร เป็นต้น การวัดผลและประเมินผลวิธีนี้เหมาะสำหรับการตัดสินผลการเรียนแบบอิงกลุ่มและการคัดเลือกคนเข้าทำงาน

    3. เพื่อวินิจฉัย (diagnostic) เป็นการวัดผลและประเมินผลที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อหาความบกพร่องของผู้เรียนว่าวิชาที่เรียนนั้นมีจุดบกพร่องตอนใด
    เพื่อที่จะได้นำไปปรับปรุงแก้ไข ซ่อมเสริมส่วนที่ขาดหายไปให้ดียิ่งขึ้น
    ซึ่งในกระบวนการเรียนการสอนเรียกว่าการวัดผลย่อย (
    formative measurement)

    4. เพื่อเปรียบเทียบ (assessment) เป็นการวัดผลและประเมินผลเพื่อเปรียบเทียบตนเอง
    หรือ เพื่อดูความงอกงามของเด็กแต่ละคนในช่วงเวลาที่ต่างกัน
    ว่าเจริญงอกงามเพิ่มขึ้นกว่าเดิมมากน้อยเพียงใด เช่น การเปรียบเทียบผลก่อนเรียน(
    pre-test)
    และหลังเรียน (post-test)

    5. เพื่อพยากรณ์ (prediction) เป็นการวัดผลและประเมินผลเพื่อทำนายอนาคตต่อไปว่าจะเป็นอย่างไร
    นั่นคือเมื่อเด็กคนหนึ่งสอบแล้วสามารถรู้อนาคตได้เลยว่า
    ถ้าการเรียนของเด็กอยู่ในลักษณะนี้ต่อไปแล้วการเรียนจะประสบผลสำเร็จหรือไม่
    ซึ่งสามารถนำไปใช้ในเรื่องของการแนะแนวการศึกษาว่านักเรียนควรเรียนสาขาใด
    หรืออาชีพใดจึงจะเรียนได้สำเร็จ แบบทดสอบที่ใช้วัด

    จุดมุ่งหมายในข้อนี้ ได้แก่ แบบทดสอบวัดความถนัด (aptitude
    test) แบบทดสอบวัดเชาว์ปัญญา (intelligence test) เป็นต้น

    6.เพื่อประเมินผล(evaluation)เป็นการนำผลที่ได้จากการวัดไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้
    เพื่อตัดสินลงสรุปให้คุณค่าของการศึกษา หลักสูตรหรือ
    เครื่องมือที่ใช้ในการวัดผลว่าเหมาะสมหรือไม่ และควรปรับปรุงแก้ไขอย่างไร

    กระบวนการประเมินผล[13]

    กระบวนการประเมินผลประกอบด้วยขั้นตอนที่ต่อเนื่องกัน 3 ประการ คือ

    1. การวัดผล (measurement) ซึ่งทำให้ทราบสภาพความเป็นจริงของสิ่งที่จะประเมินผลว่ามีปริมาณเท่าใด
    มีคุณสมบัติอย่างไร เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับนำไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์ (
    criteria)

    2. เกณฑ์ (criteria) หรือมาตรฐาน
    ในการพิจารณาตัดสินว่าสิ่งใดดี-เลว ใช้ได้หรือไม่ได้นั้นจะต้องมีหลักหรือบรรทัดฐาน
    เพื่อนำผลที่ได้จากการวัดไปเปรียบเทียบ

    3. การตัดสิน (decision) เป็นการชี้ขาดระหว่างผลการปฏิบัติที่ได้จากการวัดกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้ว่าควรสรุปผลออกมาอย่างไร
    เช่น ถ้าผลที่ได้จากการวัดถึงเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ก็ ผ่าน
    หรือถ้าต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ก็ ไม่ผ่าน เป็นต้น ทั้งนี้การตัดสินใจที่ดี
    ควรจะอาศัยการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ความยุติธรรม และสิ่งที่สำคัญคือคุณธรรมประจำใจ
    (
    value judgment)

    จะเห็นว่าการวัดผลและการประเมินผลมีความสัมพันธ์กัน กล่าวคือ การวัดผลจะทำให้ได้ตัวเลข
    ปริมาณ หรือรายละเอียดของคุณลักษณะหรือพฤติกรรมของบุคคล
    จากนั้นจะนำเอาผลการวัดนี้ไปพิจารณาเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้เพื่อตัดสิน
    หรือลงสรุปเกี่ยวกับสิ่งนั้น ซึ่งเรียกว่าการประเมินผล กระบวนการนี้สามารถเขียนได้
    ดังนี้

    E= M + J


    ขั้นตอนของการวัดและประเมินผล

    1.        การกำหนดสิ่งที่ต้องการจะประเมิน เป็นการพิจารณาว่าคุณลักษณะหรือ
    พฤติกรรมที่ต้องการประเมินมีอะไรบ้าง
    ซึ่งก็ต้องมีการวิเคราะห์หลักสูตรหรือวิเคราะห์เนื้อหาและพฤติกรรมของรายวิชาที่ต้องการประเมินออกมาให้ได้ว่ามีเนื้อหาอะไร
    มีพฤติกรรมอะไรบ้าง อย่างละเท่าไร


    2.        การกำหนดวิธีการวัดและเครื่องมือที่ใช้วัดผล เป็นการเลือกวิธีการและเครื่องมือวัดให้เหมาะสมกับพฤติกรรมที่ต้องการวัดแต่ละประเภทให้เหมาะสม
    และต้องสามารถวัดพฤติกรรมเหล่านั้นได้จริง

    ประเภทของการประเมินผล

    การประเมินผลสามารถจำแนกได้หลายประเภท
    ทั้งนี้ขึ้นอยู่ที่ว่าจะยึดอะไรเป็นหลักในการแบ่งประเภท
    การประเมินผลสามารถจำแนกได้ดังนี้

    1. จำแนกตามระบบการวัด แบ่งออกเป็น3 ประเภท คือ

    1.1 การประเมินแบบอิงตน (self referenced evaluation) เป็นการประเมินเพื่อที่จะดูว่าตนเองมีความก้าวหน้าหรือไม่ อย่างไร เช่นการสอบก่อนเรียน-สอบหลังเรียน

    1.2 การประเมินผลแบบอิงเกณฑ์ (criterion referenced
    evaluation) เป็นการประเมินผลโดยเอาคะแนนที่ได้จากการสอบไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้
    แล้วพิจารณาตัดสินไปตามนั้น

    1.3 การประเมินผลแบบอิงกลุ่ม (norm referenced evaluation) เป็นการประเมินผลโดยเอาคะแนนที่ได้จากการสอบไปเปรียบเทียบกับความสามารถของกลุ่ม

    2. จำแนกตามจุดประสงค์ของการประเมิน แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

    2.1 การประเมินผลก่อนเรียน (pre-assessment or
    pre-evaluation) เป็นการประเมินผลเพื่อค้นหาข้อบกพร่องของความรู้พื้นฐานของผู้เรียน
    ทั้งนี้เพราะว่าทุกคนมีความแตกต่างระหว่างบุคคล
    การประเมินผลก่อนเรียนนี้มีประโยชน์ในการจัดการเรียนการสอน
    หรือจัดสถานการณ์การเรียนการสอนให้เหมาะสมกับสภาพพื้นฐานของผู้เรียนแต่ละบุคคล

    2.2 การประเมินผลระหว่างเรียน (formative evaluation) การประเมินผลวิธีนี้ มี จุดมุ่งหมายเพื่อปรับปรุงหรือแก้ไขการเรียนการสอนระหว่างเรียนเพื่อให้นักเรียนบรรลุหน่วยการเรียนใด ๆ
    หรือจุดประสงค์ของเรื่องนั้น ๆ ทั้งนี้อาจจะทำโดยการสอนซ่อมเสริม

    2.3 การประเมินผลหลังสิ้นสุดการเรียนหรือการประเมินผลรวม (summative evaluation) เป็นการประเมินผลภายหลังที่ครูได้สอนจบกระบวนการเรียนการสอนทั้งวิชาแล้วหรือที่เรียกว่า การประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อตัดสินผลการเรียน

    อาจกล่าวได้ว่าการประเมินผลการศึกษาเป็นกระบวนการที่จะตรวจสอบคุณภาพการเรียน
    การสอนว่านักเรียนบรรลุจุดมุ่งหมายที่วางไว้หรือไม่
    ถ้าหากพบว่านักเรียนมีข้อบกพร่องก็จะพิจารณาว่าบกพร่องในเรื่องใด
    เพื่อที่จะปรับปรุงแก้ไขได้อย่างถูกต้อง

     

    ธรรมชาติของการวัดผลการศึกษา[14]

    คุณลักษณะที่สำคัญของการวัดผลการศึกษาที่ครูจะต้องเข้าใจ และพึงระลึกอยู่เสมอ
    มีดังนี้

    1. การวัดผลการศึกษาเป็นการวัดทางอ้อม การวัดผลการศึกษาหรือจิตวิทยานั้นเราไม่สามารถวัดได้โดยตรงเหมือนกับการวัดทางกายภาพ
    เช่น เราจะวัดความเข้าใจแต่ความเข้าใจไม่ใช่สสาร
    ดังนั้นเราจึงไม่สามารถวัดได้โดยตรง เราจำเป็นต้องตีความหมายหรือ
    แปลความหมายของความเข้าใจออกมาเป็นสิ่งที่วัดให้ได้เสียก่อนแล้วจึงแปลผลออกมา เช่น
    ใช้แบบทดสอบวัดความเข้าใจจากนั้นจึงนำผล (คะแนน)
    ที่ได้มาแปลความหมายอีกทีหนึ่งว่าเขามีความสามารถมากน้อยเพียงใด
    ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นการแปลความหมายที่ถูกต้องแน่นอน

    2. การวัดผลการศึกษาเป็นการวัดที่ไม่สมบูรณ์ ในแต่ละวิชาที่มีการเรียนการสอนนั้นมีปัญหามากมายที่จะถามนักเรียนแต่เป็นสิ่งที่เหลือวิสัยที่ครูจะถามทุกคำถามเพื่อให้ครอบคลุมในเนื้อหาวิชานั้นๆได้
    ดังนั้นครูจึงเลือกคำถามเป็นบางส่วนเท่านั้นที่คิดว่าวัดความรู้ครอบคลุมในเนื้อหาวิชา
    เช่น วิชาภาษาไทยบทหนึ่งอาจมีคำศัพท์
    1,000 คำแต่ครูไม่สามารถนำมาถามนักเรียนได้ทั้งหมด ครูจึงนำคำศัพท์บางคำมาถามนักเรียนโดยมีความเชื่อมั่นว่าสิ่งที่นำมาถามนั้นเป็นตัวแทนของปัญหา (คำศัพท์)หรือพฤติกรรมทั้งหมดได้

    3. การวัดผลการศึกษาเป็นสิ่งสัมพัทธ์ (relation)การวัดผลการศึกษานั้นข้อมูล หรือ คะแนนเพียงอย่างเดียวย่อมไม่มีความหมายใด ๆ มากนัก เช่น สมบัติสอบวิชา ท 101 ได้ 20คะแนน ไม่สามารถบอกได้ว่าได้คะแนนมาก-น้อย เก่ง-อ่อน เพียงใดแต่ถ้าหากจะให้คะแนนนี้มีความหมายต้องนำไปเปรียบเทียบกับข้อมูลอย่างอื่นซึ่งโดยทั่วไปนิยมนำไปเปรียบเทียบ 3 แบบ คือ[15]

    - นำคะแนนที่ได้ไปเปรียบเทียบกับคะแนนเต็ม เรียกว่า ระบบเปอร์เซ็นต์ เช่น สมบัติสอบได้ 20 คะแนน จากคะแนนเต็ม 50 คะแนนหรือได้ 40% แสดงว่าทำคะแนนได้ค่อนข้างน้อย

    - นำคะแนนที่ได้เปรียบเทียบกับคะแนนเฉลี่ยของกลุ่มเรียกว่าระบบอิงกลุ่ม เช่น สมบัติสอบได้ 20 คะแนนคะแนนเฉลี่ยของกลุ่มเท่ากับ 13 คะแนน แสดงว่าสมบัติทำคะแนนได้ค่อนข้างสูงกว่าความสามารถของกลุ่ม

    - นำคะแนนที่ได้เปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นเรียกว่าระบบอิงเกณฑ์ เช่น สมบัติสอบได้ 20 คะแนนผู้สอนตั้งเกณฑ์การผ่านไว้ว่าต้องได้ตั้งแต่ 18 คะแนนขึ้นไปแสดงว่าทำคะแนนได้ผ่านเกณฑ์

    4. การวัดผลการศึกษานั้นไม่สามารถวัดได้ละเอียดถี่ถ้วน ในการวัดผลการศึกษานั้นใช้คะแนนในการจำแนกนักเรียนคะแนนที่ออกมาเท่ากันนั้นอาจเป็นการเท่ากันโดยประมาณก็ได้ เช่นถ้าข้อสอบมีคะแนนเต็มน้อย ๆ นักเรียนสองคนอาจได้คะแนนเท่ากันแต่ถ้าคะแนนเต็มมากขึ้นและวัดได้ถี่ถ้วนขึ้น
    นักเรียนสองคนเดิมอาจได้คะแนนไม่เท่ากันก็ได้ จึงเห็นว่ากระบวนการวัดนั้นไม่ละเอียดถี่ถ้วน

    5. การวัดผลการศึกษามีความผิดพลาด ถ้าเราใช้ตาชั่งอันหนึ่งชั่งน้ำหนักของเราน้ำหนักที่เราได้นั้นเป็นน้ำหนักจริงๆ ของเราหรือเปล่า เราคงตอบไม่ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของตาชั่งลักษณะการวางของตาชั่ง และองค์ประกอบอื่น ๆ ในการวัดผลการศึกษาก็เช่นเดียวกันคะแนนที่ได้เป็นส่วนประกอบของคะแนน 2 อย่าง คือ คะแนนจริง (true
    score) และคะแนนที่ผิดพลาด (error score) [16]ซึ่งเขียนเป็นสมการได้ดังนี้


    คะแนนที่สอบได้ (X) = คะแนนจริง (T) + คะแนนที่ผิดพลาด (E)

    ในการทดสอบถ้ามีคะแนนผิดพลาดน้อยจะทำให้คะแนนมีความน่าเชื่อถือ
    องค์ประกอบที่ทำให้การวัดผลเกิดความคลาดเคลื่อนพอสรุปได้
    2 ประเด็น
    คือ[17]

    5.1 ความคลาดเคลื่อนที่เกิดจากตัวผู้ถูกวัดหรือตัวนักเรียน ได้แก่ สุขภาพไม่ดี มีความกังกล เตรียมตัวไม่พร้อม ทุจริตในการสอบ เป็นต้น


    5.2 ความคลาดเคลื่อนที่เกิดจากสิ่งภายนอก ได้แก่ สภาพห้องเรียนไม่ดี มีเสียงรบกวน ข้อสอบผิดพลาดมาก วิธีวัดไม่ดีเป็นต้น

    6. การวัดผลการศึกษาเป็นการวัดที่ไม่มีศูนย์แท้หรือศูนย์สมบูรณ์ (absolute zero) การวัดทางกายภาพนั้นมีศูนย์แท้เช่น เตียงสูง 0 เซนติเมตร แสดงว่าไม่มีความสูงเลย โต๊ะสูง 50 เซนติเมตร เก้าอี้สูง 25 เซนติเมตรแสดงว่าโต๊ะสูงเป็น 2 เท่าของเก้าอี้แต่การวัดผลทางการศึกษาไม่มีศูนย์แท้ มีแต่ศูนย์สมมติ (arbitrary zero) เช่น สอบได้ 0 คะแนนไม่ได้หมายความว่าไม่มีความรู้ในเรื่องนั้นเลยเพียงแต่สิ่งที่เขารู้ข้อสอบไม่ได้ถาม หรือสมบัติสอบได้ 40 คะแนนสมศรีสอบได้ 20 คะแนน ไม่ได้หมายความว่า สมบัติเก่งเป็น 2เท่าของสมศรี เพราะการวัดผลการศึกษานั่นไม่มีศูนย์แท้

    4.      การสร้างหรือเลือกเครื่องมือ เป็นการกำหนดสิ่งเร้าหรือหาสถานการณ์เพื่อนำไปใช้ทดสอบผู้เรียนให้แสดงพฤติกรรมตอบสนองออกมาในรูปข้อมูลเชิงปริมาณโดยที่เคริ่องมือต้องมีคุณสมบัติที่ดีเช่น ต้องวัดในสิ่งที่ต้องการได้ตรงกับจุดมุ่งหมายให้ผลการวัดที่แน่นอนคงเส้นคงวาไม่เปลี่ยนแปลง มีความชัดเจน เข้าใจได้ตรงกัน ฯลฯ


    5.        การดำเนินการทดสอบ เป็นการนำเครื่องมือไปทดสอบเพื่อให้ผู้เรียนแสดงพฤติกรรมออกมาแล้วตีความหมายเป็นคะแนนผลการวัดหรือคะแนนที่ได้จะนำไปใช้ในการตัดสินผลการเรียนในการดำเนินการสอบนี้มีหลักสำคัญที่ต้องคำนึงถึงอย่างยิ่งก็คือต้องให้ผู้เรียนแสดงความสามารถสูงสุดของตนออกมาและต้องให้เกิดความยุติธรรมในการทดสอบ

    6.        การตรวจให้คะแนน เป็นการกำหนดตัวเลขแทนปริมาณของสิ่งที่ต้องการวัดตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้โดยพิจารณาผลการตอบสนองหรือพฤติกรรมที่แสดงออกมา

    7.        การประเมินผล เป็นขั้นตอนสุดท้ายในกระบวนการประเมินผลเป็นการลงสรุปจากข้อมูลที่วัดมาได้จากข้อ 5 โดยนำผลการวัดมาเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดแล้วลงสรุปว่าผู้เรียนได้
    หรือตก หรือได้ระดับคะแนน(เกรด)อะไร จากกระบวนในการประเมินผลดังกล่าวมาจากขั้นที่
    1-5ก็คือขั้นตอนของการวัดผลส่วนข้อ 6 เป็นเรื่องของการประเมินผลจะเห็นว่ากระบวนในการประเมินผลขั้นตอนแรกก็คือ กระบวนการในการวัดผลความถูกต้องของผลการประเมินจะต้องขึ้นอยู่กับความถูกต้องของผลการวัดเป็นสำคัญนอกจากนี้คุณธรรมในการตัดสินผล เช่นอคติของผู้ประเมินก็เป็นสิ่งสำคัญที่ส่งผลต่อความถูกต้องของผลการประเมินด้วย


    บทบาทของการประเมิน

    การประเมินผลมีบทบาทอย่างมากต่อการจัดการศึกษาเพราะการประเมินผลจะช่วยให้ทราบถึงคุณภาพประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการดำเนินงานกิจกรรมต่างๆวัสดุอุปกรณ์และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาเช่น ผู้เรียน ผู้สอน วิธีสอน สื่อ การเรียนการสอน เอกสารประกอบการเรียนการสอน งานโครงการ กิจกรรมและสิ่งแวดล้อมอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา
    บทบาทของการประเมินผลที่มีต่อกระบวนการทางการศึกษาสามารถสรุปได้ดังนี้



    1. บทบาทของการประเมินเกี่ยวกับงานและโครงการทางการศึกษา 

    เป็นการพิจารณาว่าคุณภาพ ประสิทธิภาพประสิทธิผลของงานและโครงการต่างๆของการศึกษาเหมาะสมหรือไม่เพียงใดมีสิ่งใดที่ต้องปรับปรุงแก้ไขยกเลิกหรือขยายต่อเติมโดยทั่วไปการประเมินงานและโครงการการศึกษามักจะใช้หลักการของการวิเคราะห์ระบบเป็นแนวในการประเมิน
    ซื่งประกอบด้วยการพิจารณาความเหมาะสมของปัจจัยเบื้องต้น (
    Input) กระบวนการ
    (
    Process) และผลผลิต (Product)



    2. บทบาทของการประเมินผลที่มีต่อหลักสูตร 



    เป็นการตรวจสอบดูว่าหลักสูตรได้ผลตามที่กำหนดไว้หรือไม่มากน้อยเพียงใด
    การประเมินหลักสูตรจะต้องประเมินตั้งแต่ระบบร่างหลักสูตร
    ระบบการใช้หลักสูตรและระบบประเมินหลักสูตรนอกจากนี้กระบวนการประเมินผลยังมีหน้าที่ตรวจสอบส่วนประกอบที่สำคัญของหลักสูตรต่างๆ
    เช่น จุดมุ่งหมาย เนื้อหา การเรียนการสอน กิจกรรม
    สื่อและวัสดุต่างๆมีความเหมาะสมหรือไม่



    3. บทบาทของการประเมินผลที่มีต่อการเรียนการสอน 



    การเรียนการสอนที่ดีต้องจัดทำอย่างเป็นระบบ
    ผู้สอนจำเป็นต้องรู้จุดมุ่งหมายของรายวิชาที่สอนอย่างแจ่มแจ้งแล้วจึงจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมาย
    สอนให้ตรงกับจุดมุ่งหมายที่วางไว้
    โดยต้องคำนึงถึงพื้นฐานความรู้ของผู้เรียนและความสำคัญของแต่ละจุดมุ่งหมาย
    การวัดผลและการประเมินผลจะเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าการเรียนการสอนบรรลุจุดมุ่งหมายมากน้อยเพียงใด
    จุดมุ่งหมายแต่ละข้อมีความเหมาะสมหรือไม่
    บทบาทของการประเมินผลการเรียนการสอนสรุปได้
    3 ลักษณะ ดังนี้



    3.1 การประเมินก่อนเรียน (Pre - evaluation) เป็นการตรวจสอบว่าผู้เรียนมีความรู้พื้นฐานที่จำเป็นพอเพียงกับการเรียนบทใหม่หรือไม่
    ถ้าไม่พอเพียงจะต้องจัดเพิ่มเติมให้



    3.2 การประเมินระหว่างเรียน (Formative -
    evaluation) เป็นการประเมินขณะดำเนินการเรียนการสอน
    เพื่อตรวจดูว่าผู้เรียนสามารถบรรลุตามจุดมุ่งหมายในการเรียนการสอนหรือไม่
    ถ้ายังไม่บรรลุ ต้องมีการสอนซ่อมเสริม(
    Remedial) ตามส่วนที่ผู้เรียนยังบกพร่องอยู่
    การประเมินแบบนี้จะทำการประเมินย้อนหลังจากสอนจบเนื้อหาตอนใดตอนหนึ่งไปแล้ว



    3.3 การประเมินหลังการเรียนหรือการประเมินสรุป (Summative evaluation)
    เป็นการประเมินเมื่อสิ้นสุดการสอนในแต่ละหน่วยหรือแต่ละรายวิชาเพื่อสรุปผลสัมฤทธิ์โดยส่วนรวมของผู้เรียนออกมาในรูปของระดับคะแนน
    (
    Grade) หรือการตัดสินได้ตก



    หลักในการวัดผลการศึกษา



    ผลที่ได้จากการวัดผลการศึกษาจะมีความเชื่อถือได้
    ถูกต้องและบรรลุจุดมุ่งหมายตามต้องการอย่างแท้จริง ควรยึดหลักการเบื้องต้นต่อไปนี้



    1. วัดให้ตรงจุดมุ่งหมาย โดยต้องกำหนดให้ชัดเจนว่าจะวัดอะไร
    และกำหนดคุณลักษณะของสิ่งที่จะวัดให้ตรงกับจุดมุ่งหมายที่ต้องการวัด
    พร้อมทั้งเงื่อนไขที่เป็นตัวเสริมให้แสดงคุณลักษณะนั้นออกมา



    2. ใช้วิธีการวัดและเครื่องมือวัดให้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของสิ่งที่ต้องการวัด
    เพราะถ้าใช้วิธีการวัดและเครื่องมือที่ไม่เหมาะสมย่อมทำให้ผลการวัดเชื่อถือไม่ได้



    3. ต้องวัดให้ครอบคลุมพฤติกรรมที่ต้องการวัด การวัดบางส่วนหรือบางพฤติกรรมย่อมทำให้ผลการวัดนั้นคลาดเคลื่อนไม่แน่นอน
    และไม่สามารถสรุปผลได้อย่างมั่นใจ
    ดังนั้นการวัดจึงจำเป็นต้องใช้วิธีการวัดหลายๆอย่างประกอบกันและต้องวัดให้ครอบคลุมพฤติกรรมการศึกษาทั้ง
    3 ประเภท คือ พุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย



    4. เลือกสุ่มตัวอย่างของสิ่งที่จะวัดให้เหมาะสม ทั้งด้านเนื้อหา ด้านความสามารถและคุณลักษณะตามจุดมุ่งหมายที่ต้องการวัด
    ผลการวัดที่ได้ถึงจะถูกต้องตามจุดมุ่งหมายที่ต้องการวัด



    5. ใช้วิธีวัดและเครื่องมือวัดหลายๆประเภท อย่างสม่ำเสมอหลายๆครั้งเพื่อจะให้ได้ผลการวัดที่ถูกต้องเชื่อถือได้



    6. ใช้เครื่องมือวัดที่มีคุณภาพดี และต้องศึกษาคุณลักษณะของเครื่องมือแต่ละประเภทอย่างละเอียดว่ามีข้อดีข้อเสียอย่างไร
    เพราะผลการวัดที่ถูกต้องเชื่อถือได้ตรงกับพฤติกรรมหรือคุณลักษณะที่ต้องการวัด
    จะต้องขึ้นอยู่กับการใช้เครื่องมือที่มีคุณภาพดีเหมาะสมกับลักษณะที่ต้องการวัด


    7. แปลผลการวัดอย่างถูกต้อง เพราะการวัดทุกครั้งผลที่ได้คือตัวแทนของพฤติกรรมเท่านั้น
    ซึ่งส่วนใหญ่จะออกมาในรูปของคะแนนแล้วจึงนำเอาคะแนนไปแปลผลเป็นลักษณะของพฤติกรรมที่มีในตัวบุคคล
    การแปลผลดังกล่าวนั้นจะได้ผลดีมากน้อยเพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ในการแปลว่าเหมาะสมหรือไม่
    โดยทั่วไปแล้วการแปลผลการวัดจะแปลผลโดยนำไปเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้
    และเปรียบเทียบกับคนอื่นๆในกลุ่มที่วัดในเรื่องเดียวกัน



    8. มีความยุติธรรม กล่าวคือการวัดผลแต่ละครั้งต้องดำเนินการวัดด้วยเงื่อนไข หรือสภาพการณ์ที่เหมือนกัน
    ทั้งผู้วัดและผู้ดำเนินการวัดโดยไม่ลำเอียง



    9. ใช้ผลการวัดให้คุ้มค่า การวัดผลไม่ใช่เป็นเพียงการตรวจสอบว่าผู้เรียนมีคุณภาพเป็นอย่างไรเท่านั้น
    ควรมุ่งหวังต่อไปว่าคุณภาพของนักเรียนนั้นเด่นหรือด้อยในด้านใด
    จะพัฒนาสิ่งเหล่านั้นอย่างไร และจะนำผลการวัดนั้นไปใช้ปรับปรุงในเรื่องการจัดการศึกษา
    ผู้เรียน ผู้สอนอย่างไรด้วย ดังนั้นในการวัดควรตั้งจุดมุ่งหมายไว้หลายๆด้าน เช่น
    มุ่งเอาผลการวัดไปใช้ในการปรับปรุงการเรียนการสอน ปรับปรุงหลักสูตรการแนะแนว
    การบริหารการศึกษา การวิจัย ฯลฯ หลักการประเมินผลการศึกษา การประเมินผลการศึกษาที่จะให้ได้ผลถูกต้องกับสภาพจริงเชื่อถือได้ย่อมเกี่ยวข้องกับผลการวัดที่ดี
    เกณฑ์หรือมาตรฐานที่ใช้ตัดสิน การตัดสินใจ ปรัชญาและเป้าหมายของการศึกษา
    ซึ่งองค์ประกอบต่างๆที่กล่าวมานี้มีความสำคัญต่อผลของการ


    ประเมินว่าจะดีมีประโยชน์อย่างแท้จริงหรือไม่
    ดังนั้นการประเมินผลจะดำเนินไปด้วยดี
     ควรยึดหลักการดังนี้



    หลักการประเมินผล



    1. ดำเนินการประเมินผลให้สอดคล้องกับปรัชญาการประเมินผลที่ว่า "การประเมินเพื่อค้นและพัฒนาสมรรถภาพของผู้เรียน"
    นั่นคือ การประเมินผลต้องมุ่งเน้นค้นหาความสามารถของผู้เรียนว่ามีอะไรเด่น
    อะไรด้อย แล้วก็พัฒนาหรือปรับปรุงสิ่งเหล่านั้นให้ดียิ่งขึ้น
    โดยต้องคำนึงถึงหลักการดังนี้


    1.1 ดำเนินการประเมินอย่างมีระบบผสมผสานกับการเรียนการสอน
    ซึ่งก็คือต้องมีการประเมินระหว่างเรียน ปรับปรุงการเรียนการสอน ซ่อมเสริมตลอด


    เวลาจนกว่าผู้เรียนจะบรรลุจุดมุ่งหมาย

    1.2 ดำเนินการประเมินผลให้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายการเรียนการสอน ทั้งด้านความรู้ ความคิด ความรู้สึกและการปฏิบัติ

    1.3 ควรเน้นนำผลการประเมินมาใช้ในการปรับปรุงการเรียนการสอนมากกว่าการตัดสินได้-ตก
    และการชี้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน


    2. กำหนดจุดมุ่งหมายในการประเมินให้ชัดเจน หลักการข้อนี้นับว่าเป็นสิ่งจำเป็นมาก
    ผู้ประเมินผลจะต้องทราบว่าจะประเมินอะไร กับใคร อย่างไร และ


    ประเมินผลไปทำไม

    3. เลือกเครื่องมือวัดให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสิ่งที่ต้องการวัด เพื่อให้ได้ผลตรงตามสิ่งที่ต้องการวัดและมีความถูกต้องแม่นยำ
    การประเมินผลก็จะถูกต้อง


    4. ประเมินผลจากการวัดหลายๆด้านและใช้วิธีวัดหลายๆวิธี เพื่อให้เกิดความคลาดเคลื่อนน้อยที่สุด ครอบคลุมทุกพฤติกรรม
    และถูกต้องเชื่อถือได้


    5. ระมัดระวังข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากการวัดผล เช่น

    - ความผิดพลาดเนื่องจากการเลือกกลุ่มตัวอย่างที่ไม่เป็นตัวแทนที่ดีของประชากร

    - ความผิดพลาดเนื่องจากการเลือกเนื้อหาและพฤติกรรมในการวัด

    - ความผิดพลาดเนื่องจากการใช้เครื่องมือวัดคุณภาพไม่ดี

    - ความผิดพลาดเนื่องจากการเลือกวิธีวัดผล
    และการดำเนินการวัดผลไม่เหมาะสม


    6. แปลผลการประเมินผลอย่างระมัดระวังรอบคอบ และต้องใช้เกณฑ์ในการประเมินอย่างเหมาะสม
    ไม่ด่วนแปลผลก่อนที่จะมีความมั่นใจในข้อมูลที่ได้รับมาอย่างเพียงพอ


    7. นำผลการประเมินไปใช้อย่างคุ้มค่า เช่นเดียวกับหลักการวัดผลธรรมชาติของการวัดผลการศึกษาการวัดผลการศึกษาเป็นวิธีการกำหนดค่าเชิงปริมาณให้กับพฤติกรรมของผู้เรียนตามจุดมุ่งหมายการศึกษา
    ซึ่งพฤติกรรมของผู้เรียนนั้นส่วนมากจะเป็นพฤติกรรมที่ไม่มีตัวตนจึงไม่สามารถวัดได้โดยตรงเหมือนการวัดทางด้านวิทยาศาสตร์
    ลักษณะสำคัญของการวัดผลการศึกษามีดังนี้


    - เป็นการวัดสิ่งที่เป็นพฤติกรรมของมนุษย์หรือสิ่งที่เป็นนามธรรม
    ซึ่งไม่สามารถวัดได้โดยตรง
    ต้องให้บุคคลแสดงพฤติกรรมออกมาภายนอกจึงวัดพฤติกรรมนั้นแล้วสรุปอ้างอิงไปเป็นคุณภาพของสิ่งที่ต้องการวัดอีกต่อหนึ่ง
    เช่น การวัดความรู้ การวัดความถนัด การวัดผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน การวัดจริยธรรม
    ฯลฯ


    2. ไม่สามารถวัดได้แน่นอน ทั้งนี้เพราะหน่วยของการวัดจะเปลี่ยนไปตามเครื่องมือที่ใช้วัดซึ่งไม่คงที่
    กฎเกณฑ์ในการกำหนดตัวเลขเพื่อแทนปริมาณของสิ่งที่ต้องการวัดยังไม่แน่นอนเหมือนกับการวัดทางด้านกายภาพศาสตร์
    และเครื่องมือวัดผลทางการศึกษาวัดได้ไม่ละเอียดพอเหมือนเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์
    เช่น ถ้าใช้แบบทดสอบคนละฉบับในรายวิชาเดียวกันสอบผู้เรียนกลุ่มเดียวกัน
    2 ครั้งผลการวัดที่ได้ย่อมต่างกันหรือถ้าเอาแบบทดสอบชุดหนึ่งไปสอบแล้วปรากฏว่ามีนักเรียน
    2 คนได้คะแนน 60% กับ62% ไม่สามารถสรุปได้ว่าใครมีความรู้มากกว่ากัน

    3. เป็นการวัดที่ไม่สมบูรณ์ทั้งหมด ทั้งนี้เพราะการวัดผลสามารถวัดได้เพียงบางส่วนของเนื้อหาและพฤติกรรมที่เลือกสุ่มตัวแทนออกมาวัด
    และไม่สามารถวัดทั้งหมดได้ เช่น
    เลือกวัดเฉพาะเนื้อหาและพฤติกรรมที่เป็นพฤติกรรมปลายทางสำคัญ


    4. ผลที่ได้จากการวัดจะมีความหมายก็ต่อเมื่อนำไปสัมพันธ์กับสิ่งอื่นๆ
    ทั้งนี้เพราะผลการวัดไม่มีความหมายในตัวเอง
    ต้องนำไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น คะแนนเฉลี่ยของกลุ่ม
    เกณฑ์ที่ตั้งไว้ล่วงหน้าหรือเกณฑ์ปกติ เป็นต้น


    5. มีความคลาดเคลื่อนจากการวัดทุกครั้ง
    ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ผลการวัดเกิดความคลาดเคลื่อนมีดังนี้ การกำหนดกลุ่มพฤติกรรมภายนอกที่วัดไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมภายในอย่างแท้จริงและไม่ครบถ้วน


    - เครื่องมือที่ใช้วัดคุณภาพไม่ดี ไม่สามารถระบุความรู้
    ความสามารถที่แท้จริงของผู้เรียนได้ และวัดทุกพฤติกรรมได้ไม่ครบถ้วน


    - การดำเนินการสอบและการตรวจให้คะแนน เช่น
    ผู้วัดขาดทักษะในการดำเนินการสอบ ขาดทักษะในการตรวจข้อสอบ
    และขาดความยุติธรรมในการดำเนินการสอบปล่อยให้ผู้สอบบางคนได้เปรียบในการทำข้อสอบ


    - การแปลความหมายของคะแนนผิดพลาด เช่น
    การเอาคะแนนของทุกรายวิชามารวมกันแล้วนำคะแนนรวมมาตัดสิน ฯลฯ



     



     



    ประโยชน์ของการวัดผลและประเมินผลการศึกษา



    การวัดผลและประเมินผลการศึกษา
    มีประโยชน์ต่อกระบวนการเรียนการสอนเป็นอย่างยิ่งเพราะว่าเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการตัดสินใจของครู
    ผู้บริหารและนักการศึกษา ซึ่งพอจะสรุปประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ดังนี้
    [18]



    1. ประโยชน์ต่อครู ช่วยให้ทราบเกี่ยวกับพฤติกรรมเบื้องต้นของนักเรียน
    ครูก็จะรู้ว่า


    นักเรียนมีความรู้พื้นฐานพร้อมที่จะเรียนในบทต่อไปหรือไม่
    ถ้าหากว่านักเรียนคนใดยังไม่พร้อมครูก็จะหาทางสอนซ่อมเสริม
    นอกจากนี้ยังช่วยให้ครูปรับปรุงเทคนิคการสอนให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพอีกด้วย



    2. ประโยชน์ต่อนักเรียน ช่วยให้นักเรียนรู้ว่าตัวเองเก่งหรืออ่อนวิชาใด
    เรื่องใด ความสามารถของตนอยู่ในระดับใด เพื่อที่จะได้ปรับปรุงตนเอง
    ตลอดจนแก้ไขข้อบกพร่องทางการเรียนของตนให้ดียิ่งขึ้น



    3. ประโยชน์ต่อการแนะแน
    ช่วยให้แนะแนวการเลือกวิชาเรียน การศึกษาต่อ การเลือกประกอบอาชีพของนักเรียนให้สอดคล้องเหมาะสมกับความรู้ความสามารถและบุคลิกภาพตลอดจนช่วยให้สามารถแก้ปัญหาทางจิตวิทยา
    อารมณ์ สังคมและบุคลิกภาพต่างๆของนักเรียน



    4. ประโยชน์ต่อการบริหาร ช่วยในการวางแผนการเรียนการสอน
    ตลอดจนการบริหาร


    โรงเรียน ช่วยให้ทราบว่าปีต่อไปจะวางแผนงานโรงเรียนอย่างไร เช่น
    การจัดครูเข้าสอน การส่งเสริมเด็กที่เรียนดี
    การปรับปรุงรายวิชาของโรงเรียนให้ดีขึ้น เป็นต้น
    นอกจากนั้นแล้วยังมีประโยชน์ต่อการคัดเลือกบุคคลเข้าทำงานในตำแหน่งต่าง ๆ
    ตามความเหมาะสม



    5. ประโยชน์ต่อการวิจัย ช่วยวินิจฉัยข้อบกพร่องในการบริหารงานของโรงเรียน
    การสอนของครูและข้อบกพร่องของนักเรียน นอกจากนี้ยังนำไปสู่การวิจัย การทดลองต่าง ๆ
    อันจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษามาก



    6. ประโยชน์ต่อผู้ปกครอ[19] ช่วยให้ทราบว่าเด็กในปกครองของตนนั้น
    มีความเจริญงอกงามเป็นอย่างไร เพื่อเตรียมการสนับสนุนในการเรียนต่อ
    ตลอดจนการเลือกอาชีพของเด็ก



     



     



    มาตราในการวัดผล
    (
    Scale
    of measurement)



    มาตราในการวัดผล
    หรือระดับของการวัดผล จากความหมายของการวัด ผลดังที่กล่าวมา
    คือการกำหนดตัวเลขเพื่อแทนคุณลักษณะหรือปริมาณของสิ่งที่ต้องการวัดโดยอาศัยกฎเกณฑ์ดังกล่าวนี้
    สตีเวน ได้กำหนดระดับการวัดไว้
    4 ระดับ
    ดังนี้
    [20]





    1. มาตรานามบัญญัติ (Nominal scale) เป็นการวัดในระดับต่ำสุด ซึ่งตัวเลขที่กำหนดขึ้นใช้แทนสิ่งที่ต้องการวัด
    ในมาตรานี้เป็นเพียงการกำหนดขึ้นเพื่อใช้เรียกชื่อ (
    Name) หรือเป็นการจัดประเภท
    (
    Categories) เพื่อแสดงความแตกต่างกันเท่านั้น
    และตัวเลขเหล่านี้ไม่มีความหมายใดๆในทางคณิตศาสตร์ เช่น หมายเลข
    5 ห้อง ชื่อคน หมายเลขเสื้อของนักกีฬา หมายเลขโทรศัพท์ ภูมิลำเนา เชื้อชาติ
    อาชีพ ฯลฯ ตัวเลขในมาตรานี้จะนำมาเปรียบเทียบกันไม่ได้
    บอกได้แต่เพียงว่าสิ่งนั้นคืออะไร จัดอยู่ในประเภทใด





    2. มาตราเรียงอันดับ (Ordinal scale) เป็นการกำหนดตัวเลขให้เข้ากับลักษณะข้อมูลตามความมากน้อย เช่น
    อันดับที่ของผลการเรียน ผลการประกวดเรียงความ ฯลฯ
    ตัวเลขในมาตรานี้จะบอกความหมายในลักษณะมากน้อยลดหลั่นกันตามลำดับ
    ตัวเลขในมาตรานี้ไม่ใช่ตัวเลขที่แสดงข้อมูลในเชิงปริมาณของสิ่งที่ต้องการวัดโดยตรง
    ไม่สามารถนำมาบวกลบกันได้และบอกความแตกต่างของแต่ละอันดับที่ได้





    3. มาตราอันตรภาค (Interval scale) เป็นการกำหนดตัวเลขให้เข้ากับสิ่งที่ต้องการวัดเพื่อแทนปริมาณของสิ่งนั้น
    โดยที่ช่วงห่างของแต่ละหน่วยมีค่าเท่ากันตัวเลขเหล่านี้สามารถนำมาบวกลบกันได้แต่ไม่มีศูนย์ที่แท้จริง
    มีเพียงศูนย์สมมุติซึ่งเป็นศูนย์ที่ไม่มีค่าเชิงปริมาณ
    ดังนั้นจึงเปรียบเทียบเป็นอัตราส่วนกันไม่ได้ เช่น การวัด อุณหภูมิ
    คะแนนที่ได้จากการทดสอบวัดความรู้ความสามารถ พลังงาน เวลาตามปฏิทิน เป็นต้น

    4. มาตราอัตราส่วน (Ratio scale) เป็นการวัดระดับสูงสุดส่วนมาก
    ข้อมูลที่มีการวัดในระดับนี้มักจะเป็นข้อมูลทางด้านกายภาพศาสตร์ เช่น
    การวัดน้ำหนัก ส่วนสูง ความยาว พื้นที่ ฯลฯ
    การวัดในระดับนี้มีลักษณะเหมือนมาตราอันตรภาค ทุกประการ
    จะต่างตรงที่ว่าข้อมูลในมาตรานี้มีศูนย์ที่แท้จริง (
    Absolute zero) และสามารถนำมาเปรียบเทียบเป็นอัตราส่วนกันได้ ดังนั้นในระดับนี้จึงสามารถนำ
    ตัวเลขมาบวก ลบ คูณและหารกันได้
    [21]

     

    ประโยชน์ของการวัดผลและประเมินผลการศึกษา

    การวัดผลและประเมินผลการศึกษา
    มีประโยชน์ต่อกระบวนการเรียนการสอนเป็นอย่างยิ่งเพราะว่าเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการตัดสินใจของครู
    ผู้บริหารและนักการศึกษา ซึ่งพอจะสรุป
    ประโยชน์ในด้านต่าง ๆดังนี้[22]

    1. ประโยชน์ต่อครู ช่วยให้ทราบเกี่ยวกับพฤติกรรมเบื้องต้นของนักเรียน
    ครูก็จะรู้ว่า
    นักเรียนมีความรู้พื้นฐานพร้อมที่จะเรียนในบทต่อไปหรือไม่
    ถ้าหากว่านักเรียนคนใดยังไม่พร้อมครูก็จะหาทางสอนซ่อมเสริม
    นอกจากนี้ยังช่วยให้ครูปรับปรุงเทคนิคการสอนให้เหมาะสมและมี
    ประสิทธิภาพอีกด้วย

    2. ประโยชน์ต่อนักเรียน ช่วยให้นักเรียนรู้ว่าตัวเองเก่งหรืออ่อนวิชาใด
    เรื่องใด ความสามารถของตนอยู่ในระดับใด เพื่อที่จะได้ปรับปรุงตนเอง
    ตลอดจนแก้ไขข้อบกพร่องทางการเรียนของตนให้ดียิ่งขึ้น

    3. ประโยชน์ต่อการแนะแนว ช่วยให้แนะแนวการเลือกวิชาเรียน
    การศึกษาต่อ การเลือกประกอบอาชีพของนักเรียนให้สอดคล้องเหมาะสมกับความรู้ความสามารถและบุคลิกภาพตลอดจนช่วยให้สามารถแก้ปัญหาทางจิตวิทยา
    อารมณ์ สังคมและบุคลิกภาพต่างๆของนักเรียน

    4. ประโยชน์ต่อการบริหาร ช่วยในการวางแผนการเรียนการสอน
    ตลอดจนการบริหาร
    โรงเรียน ช่วยให้ทราบว่าปีต่อไปจะวางแผนงานโรงเรียนอย่างไร เช่น
    การจัดครูเข้าสอน การส่งเสริมเด็กที่เรียนดี
    การปรับปรุงรายวิชาของโรงเรียนให้ดีขึ้น เป็นต้น
    นอกจากนั้นแล้วยังมีประโยชน์ต่อการคัดเลือกบุคคลเข้าทำงานในตำแหน่งต่าง ๆ
    ตามความเหมาะสม

    5. ประโยชน์ต่อการวิจัย ช่วยวินิจฉัยข้อบกพร่องในการบริหารงานของโรงเรียน
    การสอนของครูและข้อบกพร่องของนักเรียน นอกจากนี้ยังนำไปสู่การวิจัย การทดลองต่าง ๆ
    อันจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษามาก

    6. ประโยชน์ต่อผู้ปกครอง ช่วยให้ทราบว่าเด็กในปกครองของตนนั้น
    มีความเจริญงอกงามเป็นอย่างไร เพื่อเตรียมการสนับสนุนในการเรียนต่อ
    ตลอดจนการเลือกอาชีพของเด็ก

     คุณธรรมของนักวัดผลการศึกษา

    1. มีความซื่อสัตย์สุจริต คือมีใจบริสุทธิ์ต่องานวัดผลการศึกษา
    ไม่คดโกง ไม่เห็นแก่อามิสสินจ้างรางวัลเช่น ไม่นำข้อสอบ
    หรือคัดลอกข้อสอบออกจากห้องสอบ เป็นต้น

    2. มีความยุติธรรม
    คือให้ความยุติธรรมแก่ผู้เข้ารับการวัดผลทุกคน เช่นตรวจให้คะแนนโดยไม่ลำเอียง
    ไม่ใช้อารมณ์ในการตรวจข้อสอบ เป็นต้น

    3. มีความขยันและอดทน
    งานวัดผลการศึกษาต้องทำอย่างสม่ำเสมอตลอดเวลา ดังนั้นจะต้องมีความอดทน ขยัน
    มีความมุมานะ ไม่เฉื่อยชา

    4. มีความละเอียดถี่ถ้วนและรอบคอบ งานด้านการวัดผลการศึกษานั้น
    จะต้องละเอียด ถี่ถ้วนและรอบคอบ เพราะถ้าเกิดความผิดพลาดก็มักเกิดปัญหาตามมามากมาย
    เช่น การทำข้อสอบ การบรรจุซอง การกรอกคะแนน เป็นต้น

    5. มีความรับผิดชอบสูง
    นักวัดผลการศึกษานั้นจะต้องสามารถเก็บความลับได้ดี ผู้ออก
    ข้อสอบจะต้องทำอย่างมีประสิทธิภาพและไม่ทำให้ข้อสอบรั่วไหล ไม่เผอเรอ
    ต้องทำงานที่รับมอบหมายให้สำเร็จลุล่วง

    6. ตรงต่อเวลา นักวัดผลจะต้องเป็นคนที่ตรงต่อเวลา เช่น
    การนัดส่งข้อสอบ นัดวันสอบ นักเรียน การส่งผลการสอบทันตามกำหนด เป็นต้น

    7. สนใจในเทคนิคการวัดผลอย่างสม่ำเสมอ เมื่อมีงานด้านการวัดผล
    นักวัดผลจะต้องพยายามวัดผลอย่างเหมาะสมในเชิงวิชาการ
    ใช้ความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่

    บทสรุป

    1. การวัดผลการศึกษา
    เป็นกระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่งตัวเลข หรือสัญลักษณ์ ที่มีความหมายและแทนคุณลักษณะ
    หรือคุณภาพของสิ่งที่วัดโดยใช้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ
    การประเมินผลการศึกษาเป็นกระบวนการลงข้อสรุป ให้คุณค่าของสิ่งต่างๆ
    โดยอาศัยข้อมูลที่ได้จากการวัดไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้และใช้วิจารณญาณประกอบการพิจารณา
    ส่วนการทดสอบเป็นกระบวนการอย่างหนึ่ง ที่จะได้มาซึ่งจำนวน ปริมาณหรือคุณลักษณะของพฤติกรรมของบุคคลโดยใช้ข้อสอบเป็นเครื่องมือ

    2. การวัดผลและการประเมินผลเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องกัน
    เพราะว่าการประเมินผลจะนำเอาข้อมูลที่ได้จากการวัดผลมาสรุปให้คุณค่าหรือตัดสินใจโดยนำไปเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้

    3.ในกระบวนการเรียนการสอนนั้นจะทำการประเมินผลการเรียนควบคู่กันไปเป็นระยะๆ
    คือการประเมินผลก่อนเรียน เพื่อตรวจสอบสภาพพื้นฐานของผู้เรียน
    การประเมินผลระหว่างเรียนเพื่อปรับปรุงการเรียนการสอน และการประเมินผลรวม
    เพื่อตัดสินผลการเรียน

    4. จุดมุ่งหมายของการวัดผลการศึกษาเพื่อค้นและพัฒนาสมรรถภาพของผู้เรียนมากกว่าที่จะวัดผลเพื่อนำไปตัดสินได้-ตก

    5. การวัดผลการศึกษามีประโยชน์อย่างยิ่งต่อทั้งครูผู้สอน
    นักเรียน การแนะแนว การบริหาร การวิจัย และผู้ปกครอง

    6. การวัดผลการศึกษาเป็นการวัดทางอ้อม
    ทั้งนี้เพราะว่าจะต้องใช้เครื่องมือวัดพฤติกรรมที่แทนคุณลักษณะที่ต้องการ จากนั้น
    จึงนำผลที่ได้จากการวัดมาแปลความหมายว่านักเรียนมีความสามารถเช่นไร

    7. หลักของการวัดผลการศึกษานั้น
    จะต้องวัดให้ตรงกับจุดประสงค์ ใช้เครื่องมือที่มีคุณภาพ มีความยุติธรรม
    แปลผลได้ถูกต้อง แล้วจึงนำผลที่ได้จากการวัดนั้นไปใช้อย่างคุ้มค่า

    8. นักวัดผลการศึกษาเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับการออกข้อสอบ
    การตรวจให้คะแนน การให้ ระดับผลการเรียน (
    grade) รวมทั้งการระวังมิให้ข้อสอบรั่วไหล
    ดังนั้นนักวัดผลการศึกษาจึงต้องมีคุณธรรมประจำใจสูง








    [1] http://netra.lpru.ac.th/~phaitoon/UNIT1/unit1/unit13.html
    [2] (วิเชียร เกตุสิงห์. 2514 : 5)
    [3] (สุภาพ วาดเขียน. 2518 : 2)
    [4] (Guilford.1976 : 8)
    [5] (ภัทรา นิคมานนท์. 2522 : 1)
    [6] (สุภาพ วาดเขียน และอรพินธ์ โภชนดา. 2520 : 2)
    [7] (ไพศาล หวังพานิช. 2526 : 15)
    [8] (บุญชม ศรีสะอาด, นิภา ศรีไพโรจน์และนุชวนา ทองทวี. 2528 : 2)
    [9] (Guilford. 1976 : 5)
    [10] (สมหวัง พิธิยานุวัตน์. 2520 : 3)
    [11] (บุญเชิด ภิญโญอนันตพงษ์. 2526 : 5)
    [12] (ชวาล แพรัตกุล. 2516 : 34)
    [13] http://netra.lpru.ac.th/~phaitoon/UNIT1/unit1/unit13.html
    [14] (เสริมศักดิ์ วิศาลาภรณ์และอเนกกุล กรีแสง. 2522 : 24-26)
    [15](สมนึก ภัททิยธนี. 2537 : 2)

     

    [16] (รัตนา ศิริพานิช. 2533 : 27)

    [17] (สมนึก ภัททิยธนี. 2537 : 11)
    [18] (อนันต์ ศรีโสภา. 2522 : 1-2)

    [19] (พิตร ทองชั้น. 2524 : 7)

    [20] (Steven. 1956 : 103)
    [21] ศึกษาเรื่องมาตราการวัดเพิ่มเติม

    [22] (อนันต์ ศรีโสภา. 2522 : 1-2)









    อ่านทั้งหมด: 2325, ความเห็นทั้งหมด: 0

    แสดงความเห็น
    ข้อความ
       
      
     
     
       
    แนบรูป *เฉพาะสมาชิกเท่านั้น
    จาก  
    พิมพ์คำว่า คนไทย ในช่องนี้ ->

    เรื่องราวอื่นๆจากบลอกเพื่อนบ้าน

    ทดลองเรียนฟรี
    การสร้างความแตกต่างในตลาด
    การสร้างความแตกต่างในตลาด
    ของฝากละเทพนิรมิตเนื้อที่กบิล
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าว(ดีโพลมา2275)
    สรุปข่าวประจำวันนี้(ดีโพลมา2274)
    ระวัง ! โฆษณาชวนเชื่อแฟรนไชส์(ดีโพลมา2272)
    เงาเสียง ฝน ธนสุนธร (Full)(ดีโพลมา2271)
    ป้องกันสนิมเนื้อใน "สนช." ดู “คสช.” ลดคลื่นใต้น้ำกองทัพ
    ซึ่งประสูติหนาตาตวาดฝาแฝดศตพรรษ
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าว(ดีโพลมา2270)
    ทำไมบุตรบุญธรรมไม่ได้รับมรดก(ดีโพลมา2269)
    กำเนิดเจ้าแม่กวนอิม - ตอนที่ 4(ดีโพลมา2268)
    【ชั้นเรียนภาษาญี่ปุ่นสำหรับเด็กๆ】
    มะนาวกับการรักษาสิว รักษาเล็บ กำจัดรังแคและการพอกผิวกาย
    มะนาว สรรพคุณอันน่าอัศจรรย์
    มะนาวกับการลดความอ้วน
    คุณสมบัติเฉพาะและเสน่ห์แหล่งราศีมกร
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่อง(ดีโพลมา2266)
    ธนาคารฟ้องคดีบัตรเครดิตเกิน 2 ปี ศาลยกฟ้อง(ดีโพลมา2266)
    ดีโพลมา24757มหกรรมปรองดองสมานฉันท์
    เงาเสียง หญิงลี ศรีจุมพล (Full)(ดีโพลมา2265)
    แถลงข่าว คอนเสิร์ต “โก๋หลังวัง”(ดีโพลมา2264)
    Works ตกว่าเน้นหนักการดีไซน์แถวฉีกแนว
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่อง(ดีโพลมา2262)
    กฎหมายทวงหนี้ฉบับใหม่ดัดหลังนักทวงหนี้ (ดีโพลมา2261)
    กำเนิดเจ้าแม่กวนอิม ตอนที่ 3(ดีโพลมา2260)
    เงาเสียง ต่าย อรทัย (Full) (ดีโพลมา2259)
    งานคีย์ข้อมูล รายได้เสริม สำหรับนักศึกษา / บุคคลทั่วไป
    รักใคร่ชอบพอครันธำรงทิศเหนือการขันต่อ ปุจฉา
    ประวัติพุ่มพวง 2 (นำ้ผึ้งจุฬมภา)(ดีโพลมา2258)
    ฟ้องเท็จเป็นความผิดทันทีที่ยื่นฟ้อง(ดีโพลมา2257)
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าว(ดีโพลมา2256)
    กำเนิดเจ้าแม่กวนอิมตอนที่ 2(ดีโพลมา2255)
    รพ.จุฬาลงกรณ์ พัฒนานวัตกรรมลิ้นหัวใจใหม่(ดีโพลมา2254)
    เหตุดำรงฐานะชาวไทยที่ต่างแดน เรื่องเชื้อชาติประเทศอังกฤษ
    สรรพคุณของมะนาว 75 ข้อ
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าว(ดีโพลมา2253)
    แจ้งความเพียงเป็นหลักฐาน ไม่ผิดฐานแจ้งความเท็จ (ดีโพลมา2252)
    พระมหาสมปอง..ขำๆครับ(2)(ดีโพลมา2251)
    เพิ่มความรักความโรแมนติคด้วยเสื้อคู่รัก
    การบีบและคลายข้อมูลด้วย tar
    การใช้ chmod
    การใช้งาน Crontab
    อิทัปปัจจยตา
    ตัวนำที่ชีวิต (บทที่ทาง 2) ในล่าสุดการหมั่นเพียรงมข้อความเกษมสันต์อุดหนุนและชีพของใช้สัต
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าว(ดีโพลมา2250)
    ขู่ลูกหนี้มีความผิดตามกฎหมาย (ดีโพลมา2249)
    ตี๋เหรินเจี๋ย ดาบทะลุคนไฟ(ดีโพลมา2248)
    T25 เป็นการออกกำลังด้วยวิธีไหน ?

    เลือกดูบลอก Search:
    ใช้เวลาประมวลผลหน้านี้ 421.2008ms