เข้าสู่ระบบ จำนวนคนออนไลน์ 1679 คน
อาชีวอนามัยและความปลอดภัย
รวมสรุปวิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย
 
หัวข้อล่าสุด
 
 
  • website อาชีวอนามัยและความปลอดภัย มสธ (81)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ทำเนียบเพื่อน จป. มสธ. (639)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • พิษวิทยาและอาชีวเวชศาสตร์ 54106 (40)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ระบบสุขภาพและวิทยาการระบาดด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย 54112 (37)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • เทคนิคในการเรียนกับ มสธ (319)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ระบบสุขภาพและวิทยาการระบาดด้านงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (21)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • เออร์กอนอมิคส์และจิตวิทยาในการทำงาน (8)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • สถิติการวิจัยสำหรับวิทยาศาสตร์สุขภาพ (83)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • วิศวกรรมพื้นฐานสำหรับงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (57)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • พิษวิทยา (13)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ผลแห่งการเรียน (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • สุขศาสตร์อุตสาหกรรมพื้นฐาน (9)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • กิจกรรมวิชาไทยศึกษา ว่าวไทย (92)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • หลักสูตร สามารถเป็นจป วิชาชีพได้ตามกฎหมาย (74)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • หลักความปลอกภัยในการทำงาน (20)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • กฎหมายความปลอดภัยและสุขภาพของผู้ประกอบอาชีพ (5)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • พิษวิทยาและเวชศาสตร์อุตสาหกรรม (6)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • การบริหารงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (67)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • วิชาไทยศึกษา (102)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  •  
         
     
    ปฎิทิน
     
     

    <ตุลาคม 2557>
     
    40293012345
    416789101112
    4213141516171819
    4320212223242526
    44272829303112
    453456789
     
         
     
    สถิติบลอกนี้
     
     
    • คนเข้าบลอกนี้ทั้งหมด 353168
    • เฉพาะวันนี้ 59
    • ความคิดเห็น 1673
    • จำนวนเรื่อง 19
    ให้คะแนนบลอกนี้
    แจ้งเนื้อหาบลอกไม่เหมาะสม
     
         
    พิษวิทยาและอาชีวเวชศาสตร์ 54106
    Last Updated On: 24 เมษายน 2551 - 16:10:00

    หน่วยที่ 1 หลักการทางพิษวิทยา.pdf
    หน่วยที่ 2 หลักการเบื้องต้นของกลไกการเกิดพิษ.pdf
    หน่วยที่ 3 สารพิษกับงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย.pdf
    หน่วยที่ 4 การประเมินสารพิษในร่างกายและดัชนีสารพิษทางชีวภาพ.pdf
    หน่วยที่ 5 การตรวจสอบสารพิษทางห้องปฏิบัติการ.pdf
    หน่วยที่ 6 การประเมินความเสี่ยงและการจัดการความเสี่ยงต่อสุขภาพจากสารเคมี.doc
    หน่วยที่ 7 หลักการทางอาชีวเวชศาสตร์.pdf
    หน่วยที่ 8 โรคจากการประกอบอาชีพที่เกิดจากสิ่งคุกคามทางเคมี.pdf
    หน่วยที่ 9 โรคจากการประกอบอาชีพที่เกิดจากสิ่งคุกคามทางกายภาพ.pdf
    หน่วยที่ 10 โรคจากการประกอบอาชีพที่เกิดจากสิ่งคุกคามทางชีวภาพ.pdf
    หน่วยที่ 11 โรคจากการประกอบอาชีพ โรคระบบหายใจ โรคผิวหนัง โรคมะเร็ง.pdf
    หน่วยที่ 12 โรคจากการประกอบอาชีพที่เกิดจากปัญหาทางกายศาสตร์และจิตวิทยาสังคม.doc
    หน่วยที่ 13 การเฝ้าระวังสุขภาพของผู้ประกอบอาชีพ.pdf
    หน่วยที่ 14 การปฐมพยาบาลในสถานประกอบการ.pdf
    หน่วยที่ 15 การดำเนินงานอาชีวเวชกรรมในสถานประกอบการ.pdf


    หน่วยที่ 1 หลักการทางพิษวิทยา

    ประวัติของพิษวิทยา

    - 400 ปีก่อนคริสต์ศักราช ฮิปโปเครตีส ได้ศึกษาการเกิดพิษจากสารพิษต่างๆ และเขียนหลักการทางพิษวิทยาสมัยเก่า

    ที่เกี่ยวข้องกับการดูดซึมสารพิษ เพื่อช่วยในการรักษาและลดการรับสารพิษเข้าสู่ร่างกาย

    - ดิโอสคอริเดส แพทย์ชาวกรีกได้ริเริ่มแบ่งสารพิษเป็นชนิดต่าง ๆ และการทำลายความเป็นพิษของสารพิษ

    - ช่วงพิษวิทยาสมัยกลางได้มีการใช้นักโทษเป็นผู้ถูกทดลอง แคทเทอรีน เดอเมดิซิ ได้ศึกษาเกี่ยวกับความเร็วในการตอบสนอง ความสามารถในการออกฤทธิ์ของสารพิษ การตอบสนองต่อการออกฤทธิ์ตามส่วนต่างๆของร่างกาย

    - ค.ศ. 1198 มอสเบนไมนอน ได้แต่งหนังสือชื่อ ยาพิษและยาแก้พิษ

    - พาราเซลซัส ได้วางรากฐานเกี่ยวกับการศึกษาทางพิษวิทยา โดยกล่าวว่า ความเป็นพิษของสารขึ้นอยู่กับขนาด และการได้รับ โดยเน้นปริมาณสารพิษและการตอบสนองของสารพิษ

    - ช่วงพิษวิทยาสมัยใหม่

    - ศตวรรษที่ 17 ออร์ฟิลา (Orfila) ได้ชื่อว่าเป็นบิดาของวิชาพิษวิทยา ให้คำจำกัดความ และจำแนกพิษวิทยาออกเป็นแขนงวิชาหนึ่ง ทำการทดลองการเกิดพิษในสัตว์ทดลอง เช่น สุนัข

    - เคลาด์ เบอร์นาร์ด ได้ค้นพบกลไกการออกฤทธิ์ของยางน่อง(Curare) และค้นพบบริเวณที่สารออกฤทธิ์ในร่างกาย ทำให้สามารถหาความรู้ทางสรีรวิทยาโดยอาศัยสารพิษ

    จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมามีรายงานการได้รับสารพิษทั้งจากธรรมชาติและจากมนุษย์ที่สร้างขึ้น การได้รับสารพิษที่สำคัญของมนุษย์มีพื้นฐานมาจากสิ่งแวดล้อม จากการทำงานหรือจากอุตสาหกรรมทำให้เกิดการปนเปื้อนของสารพิษในสิ่งแวดล้อม ซึ่งทำให้เกิดการเจ็บป่วยและถึงตายได้ในคนจำนวนมาก

    ความหมาย พิษวิทยาเป็นวิชาที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาผลของสารพิษหรือสิ่งที่ทำให้เกิดพิษซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางชีววิทยาและสรีรวิทยาของสิ่งมีชีวิต หรือเป็นการศึกษาถึงผลเสียของสารพิษหรือสิ่งที่ทำให้เกิดพิษที่มีต่อสิ่งมีชีวิต

    ความสำคัญของพิษวิทยา เป็นวิชาที่มีความสำคัญด้านต่างๆ ดังนี้

    1. ด้านสุขภาพ สร้างเสริมสุขภาพการป้องกันโรคและการควบคุมโรค การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟู ผู้สนใจทั่วไปสามารถใช้ข้อมูลพิษวิทยาเพื่อการดูแลสุขภาพตนเอง ครอบครัว ประชาชนทั่วไป เช่น นักวิชาการด้านสุขภาพ จป วิชาชีพ

    2. ด้านสิ่งแวดล้อม ปัญหามลพิษมีผลกระทบต่อสัตว์และพืช ถ้านำมาบริโภค อาจเป็นอันตรายต่อมนุษย์ได้

    3. ด้านอุตสาหกรรม สารเคมีที่นำมาใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ ผู้ใช้แรงงานมีโอกาสได้รับสารเคมีเหล่านี้ จึงมีความสำคัญในการศึกษาวิจัยและป้องกัน ควบคุมและแก้ไขความเป็นพิษของสารเคมี

    4. ด้านเกษตรกรรม สารเคมีที่นำมาใช้ในการป้องกันและกำจัดศัตรูพืช มีผลกระทบต่อระบบนิเวช ต่อผู้บริโภค

    5. ด้านการควบคุมความปลอดภัย การใช้สารเคมีต่างๆ ให้เป็นไปตามกฎหมาย และมาตรฐานความปลอกภัย

    การดูดซึมสารพิษเข้าสู่ร่างกาย สารพิษเข้าสู่ร่างกาย (Route) ได้ 3 ทางใหญ่ ๆ คือ ทางผิวหนัง ทางการหายใจผ่านปอด และทางการกินผ่านทางเดินอาหาร ซึ่งจะต้องผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ต่างๆ เพื่อเข้าสู่กระแสโลหิต จากกระแสโลหิตสารพิษจะผ่านเยื้อหุ้มเซลล์ในอวัยวะต่างๆ และจะออกฤทธิ์กับเซลล์ที่จำเพาะ ซึ่งจะตอบสนองต่อการเกิดพิษจากสารพิษนั้นๆ

    1. การดูดซึมสารพิษผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ แบ่งได้เป็น 2 แบบได้แก่ การเคลื่อนที่แบบธรรมดาและการเคลื่อนที่แบบแอคทีฟ

    - การเคลื่อนที่แบบธรรมดา (Passive diffusion) เป็นการเคลื่อนที่ของสารพิษจากด้านที่มีความเข้มข้นสูงไปสู่ด้านที่มีความเข้มข้นต่ำโดยไม่ต้องใช้พลังงาน การเคลื่อนที่แบบนี้จะเกิดอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีการอิ่มตัวจนกว่าความเข้มข้นของสารพิษที่อยู่ทั้งสองด้านเท่ากัน การแพร่กระจายแบบธรรมดา เป็นการแพร่กระจายของสารพิษที่มีโมเลกุลเล็กผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ทางรูพรุน สารที่มีโมเลกุลเล็กจะเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าสารที่มีโมเลกุลใหญ่ สารพิษขนาดเล็กอาจเคลื่อนที่ไปตามน้ำจากภายนอกเซลล์เข้าสู่เซลล์ด้วยแรงดันของน้ำ การแพร่กระจายแบบใช้ตัวพา เป็นการแพร่กระจายของสารพิษที่มีลักษณะคล้ายกับการแพร่กระจายแบบธรรมดาแต่ต้องมีตัวพา อยู่บนเยื่อหุ้มเซลล์และมีสภาวะการอิ่มตัวเมื่อมีความเข้มข้นของสารพิษภายในเซลล์สูงมาก

    - การเคลื่อนที่แบบแอกทีฟ (Active transport) เป็นการเคลื่อนที่ของสารพิษจากด้านที่มีความเข้มข้นต่ำไปสู่ด้านที่มีความเข้มข้นสูงโดยการจับกับตัวพา และใช้พลังงานด้วย บางครั้งอาจเกิดเมื่อสารพิษที่มีประจุไฟฟ้าเคลื่อนที่ไปยังด้านที่มีประจุไฟฟ้าชนิดเดียวกัน การเคลื่อนที่จะเกิดการอิ่มตัวเมื่อความเข้มข้นของสารภายนอกเยี่อหุ้มเซลล์เพิ่มมากขึ้น ทำให้สารพิษนั้นสามารถจับกับตัวพาได้ทุกตัวเพื่อทำให้เกิดการเคลื่อนที่ของสาร หรือตัวพาอาจจะจับกับสารอื่นที่มีโครงสร้างของโมเลกุลคล้ายกับสารพิษนั้นจนทำให้ไม่สามารถจับกับสารพิษได้ สารพิษนี้จึงไม่เข้าสู่เซลล์ การเคลื่อนที่แบบนี้อาศัยพลังงานโดยการใช้เอนไซม์โซเดียม- โปแทสเซียมเอทีพีเอส ที่เยื่อหุ้มเซลล์เป็นหลัก

    2. ปัจจัยที่มีผลต่อการดูดซึมสารพิษ

    - สภาพทางกายภาพและทางเคมีของสารพิษ หมายถึง สารที่ละลายได้ดีในไขมันจะถูกดูดซึมได้เร็วและมากกว่าสารที่ละลายได้ดีในน้ำ สารพิษที่มีขนาดใหญ่จะถูกดูดซึมได้ช้า

    - ความสามารถในการละลาย หมายถึง สรพิษที่อยู่ในรูปของสารละลายจะถูกดูดซึมได้ในรูปสารแขวนลอยหรือในรูปตะกอน

    - สภาวะแวดล้อมที่ตำแหน่งที่มีการดูดซึม เช่น สารที่เป็นกรดอ่อนจะไม่แตกตัวเมื่ออยู่ในภาวะเป็นกรด จึงถูกดูดซึมได้ดีในกระเพาะอาหาร สารที่เป็นด่างอ่อนจะไม่แตกตัวเมื่ออยู่ในภาวะด่าง จึงถูกดูดซึมได้ดีในลำไส้เล็ก

    - ความเข้มข้นของสารพิษในบริเวณที่มีการดูดซึม ถ้ามีความเข้มข้นสูงจะมีอัตราการดูดซึมเข้าสู่กระแสจะมีอัตราการดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิตได้เร็วกว่าความเข้มข้นต่ำ

    - การไหลเวียนของกระแสโลหิตในตำแหน่งที่มีการดูดซึม ถ้ามีการไหลเวียนของเลือดผ่านช่วงบริเวณนั้นมากจะทำให้มีอัตราการดูดซึมมากขึ้นด้วย

    - พื้นที่ในการดูดซึม บริเวณที่มีพื้นที่ดูดซึมมาก เช่น กระเพาะอาหาร ถุงลมปอด เป็นต้น จะมีการดูดซึมได้มาก

    pH= ค่าตัวเลขที่บอกความเป็นกรดและด่างของน้ำหรือสารละลายที่สารนั้นละลายอยู่มีค่าตั้งแต่ 1 ถึง 14 โดย

    pH = 7 เป็นกลาง pH<7 เป็นกรด pH> 7 เป็นด่าง

    การดูดซึมสารพิษผ่านส่วนต่างๆ ของร่างกาย

    1. การดูดซึมของสารพิษผ่านระบบทางเดินอาหาร ต้องเป็นสารที่ละลายได้ดีในไขมันและไม่มีประจุ สารที่มีลักษณะเป็นอนุภาคอาจเข้าสู่ร่างกายได้โดยการยื่นผนังเซลล์เข้าไปห่อหุ้มแล้วดูดซึมปล่อยเข้าสู่ช่องว่างของเซลล์ เรียกว่า ฟาโกไซโตซิส จากนั้นเข้าสู่น้ำเหลืองแล้วเข้าสู่กระแสโลหิต สารพิษที่ดูดซึมทางปากจะเข้าสู่กระแสโลหิตแล้วผ่านตับ ตับจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสารพิษของสารพิษแล้วขับออกทางน้ำดี จากนั้นสารพิษอาจถูกดูดซึมเข้าสู่ทางเดินอาหารแล้วไปขับออกที่ไตและปอด สารพิษที่ละลายได้ดีในไขมันจะถูกดูดซึมเข้าสู่ท่อน้ำเหลืองแล้วเข้าสู่กระแสโลหิตโดยไม่ผ่านตับและถูกขับออกที่ไตและปอด สารพิษที่ไม่สามารถดูดซึมได้ในทางเดินอาหารจะถูกขับออกทางอุจจาระ

    2. การดูดซึมของสารพิษผ่านระบบทางเดินหายใจ สารพิษพวกก๊าซต่างๆ และสารละลายต่างๆ จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิตโดยผ่านถุงลมปอด อนุภาคที่ปะปนในอากาศที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 ไมครอนขึ้นไป คนจะจามออกมา ต่ำกว่า 10 ไมครอนจะสูดดมเข้าไปสะสมในบริเวณส่วนต่อระหว่างหลอดลมใหญ่และหลอดลมเล็กของปอด แล้วถูกขับออกมาจากปอดโดยการจามหรือไอออกไปพร้อมกับเสมหะ อนุภาคขนาดเล็กกว่า 1 ไมครอนจะลงไปถึงส่วนของถุงลมและสามารถซึมเข้าสู่กระแสโลหิตหรืออาจถูกขบวนการกลืนทำลายโดยเซลล์ เรียกว่า แมกโครฟาจ

    3. การดูดซึมสารพิษผ่านทางผิวหนัง ผิวหนังมักไม่ยอมให้สารพิษซึมผ่านเข้าไปได้ แต่สารพิษที่ละลายได้ดีในไขมัน สารนั้นจะสามารถซึมผ่านผิวหนังเข้าไปในร่างกายและทำให้เกิดความเป็นพิษได้

    4. การดูดซึมของสารพิผ่านทางอื่น ๆ ได้แก่ ทางตา เยื้อบุต่างๆ และทางรกซึ่งมีผลต่อทารกในครรภ์

    5. การดูดซึมของสารพิษผ่านช่องทางพิเศษที่เข้าสู่ร่างกาย เช่น ช่องท้อง ใต้ผิวหนัง กล้ามเนื้อหลอดเลือดดำ

    สารพิษที่ฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำเป็นการให้สารพิษเข้าสู่กระแสโลหิตโดยตรงโดยไม่ผ่านการดูดซึมจึงออกฤทธิ์ได้รวดเร็ว

    การกระจายของสารพิษในร่างกาย สารพิษสามารถกระจายไปส่วนต่างๆ ของร่างกายได้มากหรือน้อย พิจารณาจากปริมาตรของการกระจายในร่างกาย สารพิษหลายชนิดพบปริมาณสูงในเนื้อเยื่อ และอวัยวะเป้าหมายจำเพาะแล้วทำให้เกิดพิษต่ออวัยวะนั้น สารพิษบางชนิดจะสะสมอยู่มากในอวัยวะหนึ่ง แต่ทำให้เกิดพิษกับอีกอวัยวะหนึ่งได้ สารพิษที่มีคุณสมบัติละลายได้ดีในไขมันจะสามารถซึมผ่านเซลล์ได้เกือบทั่วร่างกายทำให้มีกระจายไปทั่วร่างกาย ตำแหน่งที่มีการสะสมของสารพิษมากมักจะก่อให้เกิดความเป็นพิษมาก

    การกระจายของสารพิจารณาจากปริมาตรของการกระจายในร่างกาย (Volume of distribution : Vd) สารที่มีค่า Vd สูง จะอยู่ในเนื้อเยื่อในร่างกายได้มาก ถูกขับออกจากร่างกายได้ช้า และมีปริมาณในพลาสมาน้อย

    การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสารพิษในร่างกาย สารพิษเมื่อถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิตจะกระจายไปยังอวัยวะต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและระดับการออกฤทธิ์แล้วขับออกจากร่างกาย อวัยวะที่ทำหน้าที่ในการขับสารพิษออกจากร่างกายคือ ตับ ไต ปอด และต่อมต่างๆ ในทางเดินอาหาร

    การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสารพิษในร่างกายมี 2 ขั้นตอน ได้แก่

    1. การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสารที่ใช้เอนไซม์ในไซโทพลาซึม ไมโทคอนเดรียและไมโครโซม

    2. กระบวนการจับตัวของสารและสารที่มีอยู่ในเซลล์แล้วขับออกจากร่างกายได้

    การกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย

    1. การขับสารพิษออกทางปัสสาวะ ไตเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดในการขับสารพิษออกจากร่างกายสารพิษต่างๆที่อยู่ในรูปที่ละลายได้ในน้ำจะถูกขับออกมากับปัสสาวะ ด้วยวิธีการแพร่กระจายโดยการกรองที่บริเวณของไตที่เรียกว่าโกลเมอรูลัส (Giomerulus) สารพิษที่มีคุณสมบัติเป็นด่างจะถูกขับออกมากับปัสสาวะที่เป็นกรด ในทางตรงกันข้ามสารพิษที่เป็นกรดจะถูกขับออกมากับปัสสาวะที่เป็นด่าง

    2. การขับสารพิษออกทางน้ำดี เมื่อสารพิษถูกดูดซึมผ่านมาทางระบบทางเดินอาหารจะผ่านตับก่อนกระจายไปตามกระแสโลหิตสู่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย ตับจะเปลี่ยนแปลงสารพิษให้กลายเป็นสารที่เรียกว่า เมตาบอไลต์ ของสารพิษนั้นแล้วขับออกทางน้ำดีซึ่งจะถูกส่งต่อไปยังลำไส้แล้วขับออกทางอุจจาระ หรืออาจถูกดูดซึมกลับเข้าสู่กระแสโลหิตแล้วเกิดวนเวียนแบบนี้อีก เรียกว่า กระแสหมุนเวียนระหว่างทางเดินอาหารและตับ

    3. การขับสารพิษออกทางปอด สารพิษที่ระเหยได้ส่วนใหญ่จะถูกขับออกทางปอด โดยการแพร่กระจายแบบธรรมดาจากกระแสโลหิตไปอยู่ในถุงลม สารที่ละลายได้ในเลือดน้อยมักจะอยู่ในรูปก๊าซและจะถูกขับออกทางปอดได้เร็ว ส่วนสารที่ละลายได้ดีในเลือดจะถูกขับออกทางปอดได้ช้า

    5. การขับสารพิษออกทางน้ำนม สารพิษที่ขับออกทางน้ำนมส่วนใหญ่เป็นแบบแพร่กระจายออกจากกระแสโลหิตเข้าไปในน้ำนม สารที่ขับออกทางน้ำนมมักเป็นสารที่เป็นด่าง เพราะน้ำนมมีความเป็นกรดอ่อน (pH ประมาณ 6.5) ในน้ำนมมีไขมันประมาณร้อยละ 3-5 ดังนั้นสารพิษที่ละลายได้ดีในไขมันจะมีการขับออกมากับน้ำนมในปริมาณมากเช่น ดีดีที โฟลีคลอริเนตเตดไบฟีนิล เป็นต้น สารพวกโลหะหนักมักขับออกทางน้ำนมด้วย และน้ำนมที่ขับออกมาอาจเป็นพิษต่อเด็กทารกได้

    ลักษณะการเกิดพิษ

    1. การได้รับสารพิษ นักพิษวิทยาได้แบ่งการได้รับสารพิษเข้าสู่ร่างกายออกเป็น 4 วิธี –

    - การได้รับสารพิษแบบเฉียบพลัน (Acute exposure) หมายถึง การได้รับสารพิษเข้าสู่ร่างกายในปริมาณมากในระยะเวลาน้อยกว่า 24 ชั่วโมง ส่วนใหญ่ได้รับสารพิษโดยผ่านทางฉีดเข้าช่องท้อง การฉีดเข้าใต้ผิวหนัง การกิน การทาที่ผิวหนัง ส่วนกรณีที่สารพิษละเหยได้นั้นร่างกายจะสูดดมเข้าไปในแบบต่อเนื่องแต่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง

    - การได้รับสารพิษกึ่งเฉียบพลัน (Subacute exposure) หมายถึง การได้รับสารพิษเข้าสู่ร่างกายในปริมาณน้อยติดต่อกันเป็นเวลานาน 1 เดือนหรือน้อยกว่า

    - การได้รับสารพิษกึ่งเรื้อรัง (Subchronic exposure) หมายถึงการได้รับสารพิษเข้าสู่ร่างกายในปริมาณน้อยติดต่อกันเป็นเวลานาน 1-3 เดือน

    - การได้รับสารพิษแบบเรื้อรัง (Chronic exposure) หมายถึง การได้รับสารพิษเข้าสู่ร่างกายในปริมาณน้อยติดต่อกัน เกิน 3 เดือนขึ้นไป ส่วนใหญ่ได้รับทางปาก หรือทางอื่น

    2. การเกิดพิษในร่างกาย สามารถเกิดขึ้นได้หลายอย่างเช่น

    1. การเกิดพิษแบบเฉียบพลัน หมายถึง การที่มนุษย์หรือสัตว์เกิดอาการพิษแสดงออกมาให้เห็นหลังจากที่ให้สารพิษเข้าไปครั้งเดียวหรือหลายครั้งภายในช่วงเวลา 24 ชั่วโมง

    2. การเกิดพิษแบบกึ่งเรื้อรัง หมายถึง การที่มนุษย์หรือสัตว์แสดงอาการให้เห็นในลักษณะต่างๆ หลังจากได้รับสารพิษปริมาณน้อยติดต่อกันเป็นเวลานานประมาณ 1-3 เดือน หรือได้รับสารพิษเข้าไปไม่มากกว่าร้อยละ 10 ของช่วงชีวิตในสัตว์ทดลอง

    3. การเกิดพิษในแบบเรื้อรัง หมายถึง การที่มนุษย์และสัตว์แสดงอาการให้เห็นในลักษณะต่างๆ หลังจากได้รับสารพิษปริมาณน้อยติดต่อกันเป็นเวลานานมากกว่า 3 เดือน หรือได้รับสารพิษมากกว่าร้อยละ10 ของช่วงชีวิตในสัตว์ทดลอง ส่วนใหญ่แล้วการได้รับสารพิษเข้าไปแบบเรื้อรังนั้น อาจโดยการกินหรือสูดดม เข้าไปเป็นระยะเวลานานๆ จนเกิดอาการพิษแสดงออกมา การเกิดพิษมักจะเกิดแบบเรื้อรังและอาจเกิดได้หลายแบบ ได้แก่ การเกิดมะเร็งที่อวัยวะภายในร่างกาย(Carcinogenicity) การก่อกลายพันธุ์หรือผ่าเหล่าของเซลล์(Mutagenicity) การผิดปกติในอวัยวะของเด็กที่เกิดออกมาหรือการเกิดลูกวิธูป (Teratogenicity) และการผิดปกติในระบบภูมิคุ้มกัน (Immunotoxicity)

    ลักษณะการทำอันตรายหรือการออกฤทธิ์ สารเคมีหรือสารพิษ หรือสิ่งที่ทำให้เกิดพิษสามารถทำอันตรายต่อร่างกายได้ 2 ลักษณะคือ

    1.การทำอันตรายเฉพาะที่หรือการออกฤทธิ์เฉพาะแห่ง (Local or Topical toxicity) โดยสารพิษออกฤทธิ์และทำอันตรายต่อเนื้อเยื่อตรงตำแหน่งหรือบริเวณที่ได้รับหรือสัมผัสกับสารพิษนั้นโดยตรง ทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นเสียหายเกิดการระคายเคือง หรือก่อให้เกิดมะเร็ง

    2. การออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย (Systemic toxicity) เมื่อสารพิษเข้าสู่ร่างกายไม่ว่าโดยวิธีใดก็ตาม (ยกเว้นฉีดเข้าหลอดเลือดโดยตรง) จะถูกดูดซึมเข้ากระแสโลหิตและกระจายไปทั่วร่างกาย

    การตอบสนองของร่างกายต่อสารพิษ

    1. การตอบสนองแบบผลรวมของการเกิดพิษของสารพิษแต่ละชนิด (Additive effect) หมายถึง การตอบสนองต่อการเกิดพิษของสารพิษที่ทำให้เกิดพิษไปในทิศทางเดียวกัน การตอบสนองจะเป็นผลรวมของการเกิดพิษของสารพิษแต่ละชนิด

    2. การตอบสนองแบบเสริมฤทธิ์กัน (Synergistic effect) หมายถึง การตอบสนองต่อการเกิดพิษที่เกิดขึ้นจะมากกว่าผลรวมของการเกิดพิษที่เกิดจากสารพิษแต่ละชนิด

    3. การตอบสนองแบบเพิ่มศักยภาพในการออกฤทธิ์ ( Potentiation effect) หมายถึง การตอบสนองต่อการเกิดพิษจากสารพิษชนิดหนึ่งซึ่งปกติไม่เป็นพิษต่ออวัยวะเป้าหมาย แต่สามารถเพิ่มการทำลาย หรือเป็นพิษต่ออวัยวะนั้นโดยสารพิษอีกชนิดหนึ่งมากขึ้นเมื่อให้เข้าไปพร้อมกัน

    4. การตอบสนองแบบยับยั้งการเกิดพิษ (Antagonism effect) หมายถึง การที่สารพิษชนิดหนึ่งสามารถไปยับยั้งการเกิดพิษจากสารพิษอีกชนิดหนึ่งได้ สารพิษดั่งกล่าวถูกนำไปใช้ในการแก้พิษ (Antidote)

    ปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสารพิษในร่างกาย ประกอบด้วย

    1. ตัวสารเคมีเอง

    2. ช่องทางที่ได้รับสารพิษ

    3. ตำแหน่งที่ได้รับสารพิษ

    4. ขนาดที่ได้รับสารพิษ

    5. ปริมาตรและความเข้มข้นของสารพิษ

    6. ความถี่ของการได้รับสารพิษ

    7. ช่วงเวลาและฤดูกาลที่ได้รับสารพิษ

    8. การเป็นพิษแบบช้า

    9. การแพ้สาร

    10. คนหรือสัตว์ทีได้รับสารพิษ

    11. สิ่งแวดล้อม

    12. การได้รับสารพิษหลายชนิด

    หลักการทดสอบสารพิษ

    1. การทดสอบความเป็นพิษเฉียบพลัน (Acute toxicity Test) เป็นการทดสอบเพื่อหาปริมาณของสารพิษที่สัตว์ได้รับเข้าไปในร่างกาย แล้วทำให้สัตว์ทดลองตายร้อยละ 50 ภายใน 24 ชั่วโมง คือค่า LD50

    2. การทดสอบความเป็นพิษกึ่งเรื้อรัง (Subchronic toxicity Test) เป็นการทดสอบความเป็นพิษของสัตว์ที่ได้รับในระยะค่อนข้างยาวคือ อย่างน้อย 90 วันถ้าเป็นสัตว์กัดแทะ และ 6 เดือนถ้าเป็นสัตว์เลือดอุ่นอื่นๆ

    3. การทดสอบความเป็นพิษเรื้อรัง (Chronic toxicity Test) เป็นการทดสอบความเป็นพิษของสารที่สัตว์ได้รับในระยะยาว ซึ่งประกอบด้วยการศึกษาทั้งในระยะสั้น ใช้เวลา 90 วัน หรือประมาณ 1ใน 10 ของช่วงอายุสัตว์ทดลอง และการศึกษาระยะยาว คือตลอดช่วงชีวิตของสัตว์ทดลอง

    ค่า LD50 (Lethal Dose 50 ) หมายถึง ปริมาณของสารพิษที่สัตว์ได้รับเข้าไปในร่างกายแล้วทำให้สัตว์ทดลองตายร้อยละ 50 ภายใน 24 ชั่วโมง ใช้ในการทดสอบความเป็นพิษเฉียบพลัน เป็นการทดสอบความเป็นพิษของสารของสารที่ให้แก่สัตว์ทดลองในระยะสั้น หลังจากได้รับสารพิษเข้าไป 1 ครั้ง โดยการทดลองในสัตว์ทดลอง 2-3 ชนิด ที่ประกอบด้วยสัตว์กัดแทะ (Rodent Animal) และสัตว์ที่ไม่กัดแทะ (Non-Rodent animal ) ทั้งเพศผู้และเพศเมีย ความสำคัญของค่า LD50 ใช้ในการจัดกลุ่มสารพิษนั้นว่า มีความเป็นพิษในระดับใด

    การทดสอบสารพิษเรื้อรังที่สำคัญ ได้แก่ การทดสอบสารก่อมะเร็ง การทดสอบการก่อกลายพันธุ์ การทดสอบการก่อลูกวิรูป การทดสอบผลต่อการสืบพันธุ์ และการทดสอบเมตาบอลิซึม

    การทดสอบการก่อมะเร็ง (Carcinogenicity Test) เป็นการทดสอบการก่อมะเร็งของสารพิษโดยดูการเกิดเนื้องอกมะเร็งในระยะยาว โดยอาจเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาความเป็นพิษเรื้อรังได้

    การทดสอบการก่อกลายพันธุ์ (Mutagenicity Test) เป็นการทดสอบความเป็นพิษที่สามารถทำปฏิกิริยากับสายพันธุกรรม แล้วก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างถาวรของสารพันธุกรรม ทำให้เกิดความผิดพลาดที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม การก่อกลายพันธุ์เนื่องจากการที่ดีเอ็นเอถูกทำลายระยะแรกแล้ว การซ่อมแซมอาจถูกกระตุ้นหรือยับยั้ง การทดสอบการก่อกลายพันธุ์ที่ระดับยีนอาจใช้การทดสอบในระยะสั้น โดยการเลี้ยงเชื้อแบคทีเรียบนจานเลี้ยงเชื้อและการทดสอบโดยการเลี้ยงเชื้อแบคทีเรียในอาหารเหลว

    การทดสอบการก่อลูกวิธูป (Teratogenicity Test) เป็นการทดสอบความเป็นพิษของสารพิษที่ก่อให้เกิดความพิการของสัตว์ทดลองอย่างน้อย 2 ชนิด เช่น หนูพุกขาว หนูถีบจักร แฮมสเตอร์ กระต่าย ต้องให้สารในอาหารนานเท่ากับเวลาที่อวัยวะของตัวอ่อนมีการพัฒนา จากนั้นรอจนช่วงก่อนครบกำหนด 1 วันจึงผ่าตัวอ่อนออกมาทดสอบ สังเกตความผิดปกติของตัวอ่อนว่ามีความพิการหรือไม่ มีอวัยวะใดหายไปหรือเกิดขึ้นมา มีอวัยวะใดเติบโตมากกว่าปกติหรือน้อยกว่าปกติ

    การทดสอบต่อการสืบพันธุ์ (Reproductive Test) เป็นการทดสอบความเป็นพิษของสารพิษที่ทำให้เกิดความผิดปกติของระบบสืบพันธุ์ โดยใช้สัตว์เลือดอุ่นอย่างน้อย 1 ชนิดใน 2 ชนิด การทดสอบ ตั้งแต่รุ่น พ่อ รุ่นลูก และรุ่นหลาน สังเกตลักษณะการเจริญพันธุ์ การเกิดและจำนวนลูกที่เกิดจากการผสมพันธุ์ การเกิดความผิดปกติของไข่สุก การตกไข่และการฝังตัวของตัวอ่อนในมดลูก

    การทดสอบเมตาบอลิซึม (Metabolism Test) เป็นการทดสอบความเป็นพิษที่มีผลต่อเมตาบอลิซึมในสัตว์ทดลอง โดยสารที่จะทดสอบมีธาตุในโครงสร้างโมเลกุลเป็นสารกัมมันตรังสี ซึ่งควรเป็นคาร์บอน 14 (14C) ที่เข้าสู่ร่างกายสัตว์ทดลองแล้วไม่ถูกทำลายโดยเอนไซม์ สัตว์ทดลองใช้ 2 ชนิด เป็นสัตว์เลือดอุ่น 1 ชนิด นิยมใช้หนูพุกขาวสายพันธุ์เดียวกับที่ใช้การทดสอบความเป็นพิษเรื้อรัง



    หน่วยที่ 2 หลักการเบื้องต้นของกลไกการเกิดพิษ

    การเกิดพิษอย่างเฉียบพลันจากสารพิษนั้นอาจเกิดจากตัวสารพิษเองโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง หรือจากสารพิษที่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างก่อนจึงออกฤทธิ์ได้ ซึ่งสารพิษที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงก่อนนี้ เมื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างแล้วจะมีสมบัติทางอิเลคโทรไฟล์ หรืออาจจะเป็นอนุมูลอิสระ แล้วทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีและสรีรวิทยาที่นำไปสู่การตายของเซลล์ในที่สุด การเกิดพิษในร่างกายจึงเกิดได้ทั้งที่ระดับเซลล์ที่เป็นพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต ไปจนถึงเนื้อเยื่ออวัยวะและระบบในร่างกาย

    การเกิดพิษที่เยื่อหุ้มเซลล์ อาจเกิดพิษอย่างเฉียบพลันที่เยื่อหุ้มเซลล์โดยการทำลายส่วนของเยื้อหุ้มเซลล์ที่เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว ทำลายส่วนของเยื่อหุ้มเซลล์ที่เป็นโปรตีน และจับกับตัวรับบนเยื่อหุ้มเซลล์ การเกิดพิษที่เยื่อหุ้มออร์แกเนลล์ และการเกิดพิษที่ออร์แกเนลล์ภายในเซลล์

    1. การทำลายส่วนของเยื่อหุ้มเซลล์ที่เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว สารพิษที่สามารถทำได้นั้นเป็นพวกอนุมูลอิสระ โดยจะเกิดการทำลายกรดไขมันไม่อิ่มตัวจนทำให้ลักษณะโครงสร้าง และหน้าที่ของเยื่อหุ้มเซลล์เสื่อมสภาพไป

    2. การทำลายส่วนของเยื่อหุ้มเซลล์ที่เป็นโปรตีน สารพิษสามารถทำให้เกิดสภาพจับตัวเป็นก้อน ของโปรตีนในเยื่อหุ้มเซลล์โดยเฉพาะอย่างยิ่งเซลล์ตับ

    3. การจับกับตัวรับบนเยื่อหุ้มเซลล์ ได้แก่

    - การจับกับตัวรับแล้วเกิดพิษแก่เซลล์นั้นเอง

    - การจับกับตัวรับรู้แล้วทำให้เกิดความเสียหายแก่หน้าที่ของเซลล์นั้น สารพิษในลักษณะนี้ ได้แก่สารพิษที่ทำให้เกิดการยับยั้งการทำงานของเส้นประสาทที่ไปยังกล้ามเนื้อลาย หรือยับยั้งการทำงานของกล้ามเนื้อลายโดยตรง

    4. การเกิดพิษที่เยื่อหุ้มออร์แกเนลล์ การทำลายเยื่อหุ้มออร์แกเนลล์ภายในเซลล์นั้นจะทำให้เกิดพิษอย่างเฉียบพลันและทำลายเซลล์นั้นได้สารพิษจะถูกเปลี่ยนแปลงโครงสร้างให้เป็นอนุมูลอิสระแล้วจะทำลายทั้งส่วนเยื่อหุ้มของออร์แกเนลล์ ได้แก่ เยื่อหุ้มเอนโดพลาสมิกเรติคิวลัม ไมโตคอนเดรีย และไลโซโซม การทำลายเนื้อหุ้มออร์แกเนลล์เหล่านี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีและสรีรวิทยาหลายประการด้วยกัน และนำไปสู่การตายของเซลล์ในที่สุด

    5. การเกิดพิษที่ออร์แกเนลล์ภายในเซลล์

    - การเกิดพิษที่นิวเคลียส ยับยั้งการสร้างโปรตีนภายในเซลล์ และ ทำลายโครงสร้างทางชีวเคมีของดีเอ็นเอในเซลล์

    การเกิดพิษในอวัยวะและระบบของร่างกาย การเกิดพิษในอวัยวะและระบบอวัยวะที่สำคัญได้แก่ การเกิดพิษที่ผิวหนัง ที่พบบ่อยคือผิวหนังแพ้และอักเสบอย่างเฉียบพลัน จากการระคายเคืองหรือสารเคมี ความเป็นพิษต่อผิวหนังเนื่องจากแสง และมะเร็งผิวหนัง การเกิดพิษต่อระบบประสาท เช่น เกิดจากสารพิษที่ออกฤทธิ์ โดยการทำให้เกิดการขาดออกซิเจนในส่วนของเซลล์ประสาทและเซลล์ประสาทค้ำจุน ออกฤทธิ์ในการทำลายเยื่อไมอีลิน ออกฤทธิ์ทำลายส่วนแอกซอนในเส้นประสาทส่วนปลาย เป็นต้น การเกิดพิษต่อตับทำให้เกิดการตายของเซลล์ตับ การสะสมไขมันในเซลล์ตับ เกิดการอุตตันท่อน้ำดี ทำลายเซลล์ของหลอดเลือด ตับแข็ง และมะเร็งตับ ส่วนการเกิดพิษต่อระบบหายใจทำให้เกิดการระคายเคือง ทำลายเซลล์บุผิว เกิดพังผืด เกิดการหดตัวของหลอดลม และมะเร็งปอด

    การเกิดมะเร็ง การเกิดมะเร็งที่สำคัญมี 3 ลักษณะ ได้แก่ การออกฤทธิ์ของสารพิษโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง การออกฤทธิ์ของสารพิษโดยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง และการออกฤทธิ์ของสารพิษในลักษณะอื่นๆ ได้แก่ ออกฤทธิ์โดยอาศัยสมบัติทางกายภาพ ออกฤทธิ์โดยอ้อมต่อการเปลี่ยนแปลงในกรดดีออกซีไรโบนิวคลีอิก ออกฤทธิ์ต่อฮอร์โมน ออกฤทธิ์โดยการกดการสร้างภูมิคุ้มกัน ออกฤทธิ์โดยการเพิ่มฤทธิ์ของสารก่อมะเร็ง และออกฤทธิ์โดยการกระตุ้นการเกิดมะเร็ง

    มะเร็ง (Cancer) หมายถึง เซลล์หรือเนื้อร้ายที่มีการเจริญอย่างผิดปกติ จนกลายเป็นก้อนมะเร็งเนื้อร้ายนี้สามารถแทรกแซงและบุกรุกเข้าไปทำลายเซลล์หรือเนื้อเยื่อดีที่อยู่ข้างเคียงหรือที่อยู่รอบๆ และเมื่อเนื้อร้ายนี้หลุดเข้าไปในหลอดเลือดหรือหลอดน้ำเหลืองแล้ว เนื้อร้ายจะกระจายไปที่อวัยวะต่างๆ ฝังตัวและเจริญเติบโตกลายเป็นก้อนมะเร็งที่อวัยวะนั้น ทำให้เนื้อเยื่อของอวัยวะนั้นเสียไป ถ้าเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่สำคัญของร่างกายจะทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในเวลาอันรวดเร็ว

    ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็ง

    1. สาเหตุจากสิ่งแวดล้อมภายนอกร่างกาย ได้แก่

    - สารเคมีบางชนิด สารเคมีในควันบุหรี่และเขม่ารถยนต์ สารพิษจากเชื้อรา สารพิษที่เกิดจากเนื้อสัตว์รมควัน ปิ้ง ย่าง ทอดจนไหม้เกรียม สีย้อมผ้า สารเคมีจากอุตสาหกรรม

    - รังสีต่างๆ รวมทั้งรังสีอัลตราไวโอเลตในแสงแดด

    - การติดเชื้อเรื้อรัง เช่น ไวรัสตับอักเสบชนิดบีมีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งตับ

    - พยาธิ เช่น พยาธิใบไม้ในตับ มีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งท่อน้ำดีในตับ

    2. สาเหตุภายในร่างกาย

    - กรรมพันธุ์ที่ผิดปกติ

    - ความไม่สมดุลทางฮอร์โมน

    - ภูมิคุ้มกันที่บกพร่อง

    - การระคายเคืองที่เกิดซ้ำๆ เป็นเวลานานๆ

    - ภาวะทุพโภชนาการ

    - อารมณ์เครียด

    2. การแบ่งกลุ่มสารก่อมะเร็ง

    ACGIH ได้จัดแบ่งสารก่อมะเร็ ง ดังนี้

    กลุ่ม A1 สารก่อมะเร็งในคนที่ได้รับการยืนยัน สารกลุ่มนี้เป็นสารก่อมะเร็งที่มีหลักฐานทางระบาดวิทยาว่า ก่อให้เกิดมะเร็งในคน

    กลุ่ม A2 สารก่อมะเร็งที่น่าสงสัยในคน

    กลุ่ม A3 สารก่อมะเร็งในสัตว์ทดลองที่ได้รับการยืนยันแต่ยังไม่ทราบความสัมพันธ์มายังคน

    กลุ่ม A4 สารที่ไม่สามารถจัดได้ว่าเป็นสารก่อมะเร็งในคน

    กลุ่ม A5 สารที่ไม่สงสัยว่าเป็นสารก่อมะเร็งในคน

    พ.ศ. 2530 คณะกรรมการขององค์การนานาชาติด้านการวิจัยมะเร็ง แบ่งสารเคมีตามฤทธิ์การก่อมะเร็ง ดังนี้

    กลุ่มที่ 1 สารก่อมะเร็งในคน

    กลุ่มที่ 2A สารเคมีที่มีความน่าจะเป็นหรืออาจจะเป็นสารก่อมะเร็งในคน

    กลุ่มที่ 2B สารเคมีที่มีความเป็นไปได้ว่าก่อมะเร็ง

    กลุ่มที่ 3 สารเคมีที่ยังไม่มีหลักฐานว่าเกิดมะเร็งในคน

    กลไกการออกฤทธิ์ของสารพิษก่อมะเร็งที่สำคัญ มี 3 ลักษณะ ดังนี้

    1. กลไกการออกฤทธิ์โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง (Procarcinogen) สารเคมีก่อมะเร็งในกลุ่มนี้เป็นสารอินทรีย์ แต่มีสมบัติที่มีประจุไฟฟ้าอยู่แล้วจึงสามารถจับตัวเพื่อการทำลายดีเอ็นเอ

    2. กลไกการออกฤทธิ์โดยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง (Ultimate carcinogen) สารเคมีก่อมะเร็งในกลุ่มนี้เป็นกลุ่มสารอินทรีย์ที่จำเป็นจะต้องถูกเปลี่ยนแปลงโครงสร้างด้วยเอมไซม์มิกชันออกซิเดส ในเซลล์ตับหรืออวัยวะอื่นๆ เช่น ไต ปอด ทางเดินอาหาร เป็นต้น ให้เป็นโครงสร้างใหม่ที่มีประจุไฟฟ้าเกิดขึ้น สมบัตินี้เองทำให้สารดังกล่าวจับตัวเพื่อการทำลาย กับดีเอ็นเอได้ โครงสร้างโมเลกุลของดีเอ็นเอจะแตกสลายผิดแปลกไปจากเดิม ซึ่งเซลล์จะทำการซ่อมแซม การซ่อมแซมจะสัมฤทธิ์ผลหรือไม่ขึ้นอยู่กับปริมาณและสมบัติการออกฤทธิ์ของสารก่อมะเร็งชนิดนั้นๆ ถ้าซ่อมแซมไม่ได้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่าถาวรจนทำให้การควบคุมทำงานสิ้นสุดลง จนกระทั่งเซลล์ตายหรือถ้าไม่ตายจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในดีเอ็นเอของเซลล์ลูกหลานต่อไป

    3. กลไกการออกฤทธิ์ในลักษณะอื่น ๆ

    - กลไกการออกฤทธิ์โดยอาศัยสมบัติทางกายภาพของสารเคมี สารเคมีในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเป็นสารอนินทรีย์ เมื่อร่างกายได้รับเข้าไป จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ในบริเวณที่มีการฝังตัวจนกลายเป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด

    - กลไกการออกฤทธิ์โดยอ้อมต่อการเปลี่ยนแปลงในดีเอ็นเอ สารพิษก่อมะเร็งเหล่านี้เป็นสารอนินทรีย์ ได้แก่โลหะชนิดต่างๆ

    - กลไกการออกฤทธิ์ของฮอร์โมน สารอินทรีย์พวกสเตียรอยด์

    - กลไกการออกฤทธิ์การกดการสร้างภูมิคุ้มกัน สารพิษก่อมะเร็งกลุ่มนี้เป็นสารอินทรีย์เคมี จะกดการสร้างหรือยับยั้งภูมิคุ้มกันในร่างกายที่จะยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดมะเร็งของเม็ดเลือดขาว เมื่อไม่มีภูมคุ้มกันจะทำให้มีเชื้อไวรัสจำนวนมากขึ้น และทำให้เกิดมะเร็งของเม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้น

    - กลไกการออกฤทธิ์การเพิ่มฤทธิ์ของสารก่อมะเร็ง

    - กลไกการออกฤทธิ์โดยการกระตุ้นการเกิดมะเร็ง

    การก่อกลายพันธุ์ เกิดจากการที่สารพิษเข้าไปทำความเสียหายกับสารพันธุกรรม หรือดีเอ็นเอทำให้ดีเอ็นเอบางส่วนเกิดความเสียหาย ถ้าการซ่อมแซมเซลล์เป็นไปอย่างปกติ เซลล์จะเจริญเติบโตตามปกติเหมือนเซลล์เดิม แต่ถ้าการซ่อมแซมเซลล์นั้นผิดหรือแตกต่างไปจากเดิม หรือไม่มีการซ่อมแซม ดีเอ็นเอนั้นจะยังคงเสียหายเหมือนเดิม หรือมีดีเอ็นเอที่ผิดไปจากเดิม เมื่อเซลล์นั้นแบ่งตัว และมีการแสดงออกของยีนเกิดขึ้น เซลล์ที่เกิดใหม่จะแตกต่างไปจากเซลล์เดิม และเป็นเซลล์ที่เกิดการก่อกลายพันธุ์ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วอาจเกิดการก่อกลายพันธุ์ได้ทั้งในเซลล์สืบพันธุ์ และเซลล์ร่างกาย

    รอยโรคหรือวิการ (Lesion) ที่เกิดบนดีเอ็นเอแบ่งเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ รอยโรคขนาดเล็ก และรอยโรคขนาดใหญ่

    1. รอยโรคขนาดเล็ก (Microlesion) เป็นการเปลี่ยนแปลงระดับยีนโดยมีการเปลี่ยนแปลงส่วนของดีเอ็นเอที่เรียกว่า นิวคลีโอไทล์ จำนวนน้อยๆที่เกิดเฉพาะจุด ที่เรียกว่าการก่อกลายพันธุ์ เฉพาะจุด การเปลี่ยนแปลงแบบนี้ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าหรือกล้องจุลทรรศน์ แต่สามารถตรวจพบได้โดยดูลักษณะทางสรีรวิทยา ชีวเคมี

    การเกิดรอยโรคขนาดเล็กจะมี 3 ลักษณะ

    1. การเปลี่ยนแปลงการแทนที่ของเบส มี 2 แบบ

    - การแทนที่ของเบสแบบทรานซิชัน คือ เบสพิวรีนตัวหนึ่งไปแทนที่เบสพิวรีนอีกตัวหนึ่ง หรือ เบสพิริมิดีนตัวหนึ่งไปแทนที่เบสพิริมิดีนอีกตัวหนึ่ง

    - การแทนที่ของเบสแบบทรานส์เวอร์ชัน เกิดจากเบสพิวรีน ไปแทนที่เบสพิริมิดีน หรือเบสพิริมิดีนไปแทนที่เบสพิวรีน

    2. การเปลี่ยนลำดับที่ของเบส

    3. การเพิ่มขึ้นหรือหายไปของเบสจากดีเอ็นเอ

    2. รอยโรคขนาดใหญ่ (Macrolesion) เป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับโครโมโซม และการเปลี่ยนแปลงแบบนี้สามารถมองเห็นด้วยกล้องจุลทรรศน์ธรรมดา หรือโดยการวิเคราะห์โครโมโซมด้วยวิธีไซโตเจเนติก ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้มี 2 แบบคือ

    - ความผิดปกติของโครโมโซมทางด้านจำนวน

    - ความผิดปกติของโครโมโซมทางด้านรูปร่าง

    กลไกการก่อลูกวิรูป การเกิดพิษต่อระบบสืบพันธุ์ และการเกิดพิษต่อระบบภูมิคุ้มกัน

    การกำเนิดลูกวิรูปเกิดจากการที่มารดาตั้งครรภ์แล้วมีโอกาสรับสัมผัส หรือได้รับสารพิษต่างๆ มากมาย อาจเกิดพิษสะสมและส่งผลกระทบไปยังลูกในครรภ์ทำให้เกิดความผิดปกติของยีนหรือโครโมโซม และนำไปสู่ความพิการได้

    การก่อลูกวิรูป (Teratogenesis) หมายถึง ความพิการ ความพิการแต่กำเนิดเป็นความผิดปกติทางด้านกายวิภาคศาสตร์หรือรูปร่างและโครงสร้างของร่างกายที่เป็นมาตั้งแต่เกิด ซึ่งความผิดปกตินี้อาจเป็นแบบมหากายวิภาค มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า หรือเป็นแบบจุลกายวิภาคศาสตร์ ซึ่งตรวจพบได้ด้วยกล้องจุลทรรศน์ธรรมดา ความผิดปกติที่เกิดขึ้นนี้อาจเกิดกับอวัยวะภายนอกและหรือภายในร่างกายก็ได้

    การเจริญของตัวอ่อนที่ผิดปกติ

    1. ภาวะที่ไม่มีการเจริญเกิดขึ้นเนื่องจากไม่มีเนื้อเยื่อดั้งเดิมของอวัยวะนั้นอยู่เลย ทำให้ไม่มีอวัยวะนั้นเลย เช่น มีไตข้างเดียว

    2. การพัฒนาและการเจริญเติบโตหยุดชะงัก ซึ่งมีการก่อรูปร่างเป็นอวัยวะต่างๆตามปกติ แต่ไม่สามารถเจริญต่อไปจนสมบูรณ์ได้

    3. การติดแน่นของเนื้อเยื่อดั่งเดิมซึ่งตามปกติแล้วจะต้องหายไปหรือแยกออกจากกัน เช่น นิ้วติดกัน ฟันติดกัน

    4. การเจริญมากเกินไป ทำให้มีการเพิ่มขนาดของเซลล์หรือเพิ่มจำนวนเซลล์ เช่น ตัวโต นิ้วใหญ่ ฟันมากกว่าปกติ นิ้วเกิน

    5. การเปลี่ยนแปลงทางพยาธิสภาพที่เนื้อเยื่อซึ่งกำลังมีการพัฒนา เช่น การตาย การอักเสบ การมีเลือดออก การมีแผลเป็น

    6. การนจำแนกตัวเองของเซลล์ผิดปกติ เช่น การเกิดเนื้องอกแต่กำเนิด

    7. การที่อวัยวะไม่อยู่ในตำแหน่งที่ควรอยู่ เช่น หัวใจอยู่นอกช่องอก

    สาเหตุของความพิการแต่กำเนิดแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่

    1. มีความผิดปกติของยีน หรือโครโมโซม

    2. สาเหตุจากสิ่งแวดล้อม

    3. สาเหตุที่เกิดจากปฏิกิริยาร่วมกันระหว่างยีนหลายยีนกับสิ่งแวดล้อม

    กลไกการก่อลูกวิรูป ที่สำคัญได้แก่

    1. การก่อกลายพันธุ์ระดับยีน ความพิการแต่กำเนิดที่เกิดขึ้นในคนประมาณร้อยละ 20-30 มีสาเหตุจากการกลายพันธุ์ระดับยีน และการกลายพันธุ์ที่เกิดขึ้นกับยีนของเซลล์สืบพันธุ์ (ไข่และตัวอสุจิ) จะมีบทบาทสำคัญในการเกิดความพิการแต่กำเนิดมากกว่าการกลายพันธุ์ที่เกิดกับเซลล์ร่างกาย

    2. ความผิดปกติของโครโมโซม อาจจะเป็นความผิดปกติทางด้านจำนวนและ/หรือทางด้านรูปร่างก็ได้ ซึ่งความพิการแต่กำเนิดในคนที่เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซมแบบต่างๆ เหล่านี้พบได้ประมาณร้อยละ 3-5

    3. การแบ่งตัวของเซลล์ถูกขัดขวาง การแบ่งตัวของเซลล์ภายในตัวอ่อนสามารถถูกขัดขวางได้ด้วยสารก่อลูกวิรูปโดย

    - มีการยับยั้งการสร้างดีเอ็นเอโดยสารพวกไฮดรอกซียูเรียและรังสีต่างๆ

    - มีการยับยั้งการก่อรูปของการแบ่งตัวของเซลล์โดยสารก่อลูกวิรูป

    - โครโมโซมไม่ยอมแยกจากกันเกิดจากได้รับรังสีต่างๆ

    4. การเปลี่ยนแปลงหน้าที่ของกรดนิวคลีอิก เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในหน้าที่ของกรดนิวคลีอิกโดยสารก่อลูกวิรูปมีผลทำให้การถ่ายทอดรหัส การรวมตัวของเบสในดีเอ็นเอตามธรรมชาติ หรือการแปลงรหัสโดยอาร์เอ็นเอในการสร้างโปรตีนถูกขัดขวาง ทำให้เซลล์ต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบเหล่านี้ได้รับบาดเจ็บและอาจตายได้ ผลก็คือถ้าเกิดในช่วงวิกฤตของการตั้งครรภ์จะทำให้เกิดลูกวิรูป

    5. ภาวะทุพโภชนาการของแม่ระยะตั้งครรภ์ เนื่องจากขาดสารอาหารสำหรับสร้างสารชีวเคมีที่จำเป็นของเซลล์ในการเจริญเติบโตและการแบ่งเซลล์ ทำให้เกิดลูกวิรูป

    6. การรบกวนการสร้างพลังงานภายในเซลล์ ในระยะแรกของการพัฒนาตัวอ่อนจนถึงการก่อตัวเป็นรูปร่างของอวัยวะต่างๆ นั้นเซลล์ชนิดต่างๆ จะมีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้พลังงานเป็นจำนวนมากในระยะนี้ ถ้าหากแหล่งพลังงานนี้ถูกขัดขวางทำให้พลังงานที่ให้ออกมาลดลง จะมีผลทำให้การพัฒนาของตัวอ่อนและทารกผิดปกติได้

    7. การยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ ในการจำแนกตัวเองของเซลล์ไปเป็นอวัยวะต่างๆ และการเจริญเติบโตของตัวอ่อนไปเป็นทารก ต้องอาศัยการทำงานของเอนไซม์ในทุกขั้นตอน ถ้ามีการขัดขวางการทำงานของเอนไซม์จะทำให้เกิดผลกระทบต่อการเจริญของตัวอ่อนได้

    8. ภาวะไม่สมดุลของความเข้มข้นออสโมลาร์ของของเหลวในร่างกาย กลไกที่ทำให้เกิดลูกวิรูปโดยวิธีนี้ได้จากการทดลองที่ทำให้เกิดกลุ่มอาการที่เรียกว่า กลุ่มอาการบวมในตัวอ่อนของไก่ที่อยู่ในภาวะขาดออกซิเจน

    9. สมบัติของเยื่อหุ้มเซลล์เสียไป สมบัติการซึมผ่านของเยื้อหุ้มเซลล์ผิดไปจากเดิมจะนำไปสู่การเกิดความไม่สมดุลของความเข้มข้นออสโมลาร์ของของเหลวในร่างกายโดยสารที่ทำให้สมบัติของเยื่อหุ้มเซลล์เปลี่ยนแปลงไป

    เนื่องจากความพิการแต่กำเนิด นี้เป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับทารกในครรภ์มารดา การที่จะทราบว่าทารกมีความพิการหรือไม่ต้องรอจนกว่าทารกคลอดออกมา จึงได้มีการคิดค้นวิธีที่ใช้ตรวจสอบทารกขณะที่อยู่ในครรภ์ ซึ่งการตรวจสอบความผิดปกติก่อนคลอดเรียกว่า การวินิจฉัยก่อนคลอด

    การเกิดพิษต่อระบบสืบพันธุ์

    การเกิดพิษต่อระบบสืบพันธุ์เกิดจากสารพิษซึ่งส่วนใหญ่เป็นสารเคมีที่มนุษย์ผลิตขึ้นทางอุตสาหกรรม มีผลต่อระบบสืบพันธุ์ของมนุษย์ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ทำให้จำนวนอสุจิลดลงปริมาณเทสโตสเตอโรนในเลือดลดลง เกิดภาวะมีบุตรยาก เกิดการแท้งบุตร และปัญหาการตั้งครรภ์ต่างๆ

    กลไกการเกิดพิษ สารเคมี ยา หรือสารพิษมีผลเกี่ยวข้องกับหลายขั้นตอนของการทำงานของระบบสืบพันธุ์ ดังนี้

    1. การเป็นพิษต่อเซลล์ สารเคมีที่เป็นพิษหลายชนิดมีผลโดยตรงต่อกาลดจำนวนอสุจิหรือไข่ โดยเฉพาะกลุ่มสารเคมีในห้องปฏิบัติการ ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับยารักษามะเร็ง และสารเคมีที่ถูกจัดว่าเป็นสารก่อกลายพันธุ์

    2. การส่งผ่านกระแสประสาท สารเคมีที่เป็นยาหลายชนิดมีผลต่อระบบประสาทอัตโนมัติ มักจะมีผลข้างเคียงต่อระบบสืบพันธุ์ ยาที่มีผลต่อระบบประสาทส่วนกลางได้รับรายงานว่า มีผลต่อระบบสืบพันธุ์ เช่น ยานอนหลับ ยากล่อมประสาท ยาที่รักษาความผิดปกติทางจิต

    3. ฮอร์โมน โดยเฉพาะกลุ่มสเตียรรอยด์ฮอร์โมน ที่เป็นองค์ประกอบของฮอร์โมนเพศ และเปปไทด์ฮอร์โมน ซึ่งส่งผลต่อระบบประสาทอัตโนมัติที่เกี่ยวข้องกับการสร้างและการหลั่งฮอร์โมนนอร์เอพิเนฟริน

    4. การควบคุมปริมาตรและส่วนประกอบของของเหลวในอวัยวะสืบพันธุ์และอวัยวะที่เกี่ยวข้อง ของเหลวในน้ำอสุจิ ท่อนำไข่

    5. การทำหน้าที่ของเซลล์เซอร์โตลี ปกติเซลล์เซอร์โตลี ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการสร้างตัวอสุจิโดยสร้างของเหลวที่เกี่ยวข้อง

    6. การทำหน้าที่ของหลอดนำอสุจิ

    7. การทำหน้าที่ของอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับอวัยวะเพศชาย

    8. การทำหน้าที่ของตัวอสุจิ

    9. เอมไซม์ในตัวอสุจิ

    10. การสร้างไข่

    11. การตกไข่

    12. การทำหน้าที่ของคอร์พัสลูเทียม เมื่อไข่ตกจะเกิดส่วนที่เรียกว่า คอร์พัสลูเทียม ที่รังไข่ซึ่งทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างไข่และเตรียมพร้อมต่อการตั้งครรภ์ สารหลายชนิดมีผลต่อการทำงานนี้

    13. การปฏิสนธิ

    14. การฝังตัวของตัวอ่อนในรก

    15. การตั้งครรภ์ระยะแรก สารเคมีหลายชนิดมีผลทำให้เกิดการแท้งได้ในระยะตั้งครรภ์ โดยเฉพาะสารกลุ่มโปรสตาแกลนดินส์ สารกลุ่มโกนาโดโทรปินส์ ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งหน้าที่ของคอร์พัสลูเทียมที่สำคัญ ในการฝังตัวของตัวอ่อนในมดลูก สารในกลุ่มต่อต้านโปรเจสเตอโรน จึงถูกพัฒนามาเป็นยาคุมกำเนิดเพราะโปรเจสเตอโรนเกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างไข่และเตรียมพร้อมต่อการตั้งครรภ์

    การเข้าสู่สิ่งแวดล้อมและการได้รับสารเคมีที่มีผลต่อระบบสืบพันธุ์ในคน

    1. การผลิต รวมทั้งการแบ่งบรรจุสารเคมีหลายชนิดทำให้สารเหล่านี้เข้าสู่สิ่งแวดล้อมได้ การเก็บรักษาและการขนส่ง อาจเข้าสู่สิ่งแวดล้อมจากการรั่วไหลหรืออุบัติเหตุ

    2. การใช้ สารเคมีบางชนิดที่ใช้ในอุตสาหกรรมและในห้องปฏิบัติการ อาจทำให้สารเข้าสู่สิ่งแวดล้อมได้ จากกระบวนการนำสารไปใช้ผลิตสินค้าและการใช้ในห้องปฏิบัติการ

    3. การจัดการกากของเสีย วิธีการจัดการที่ไม่ถูกต้อง เช่น การนำเอาภาชนะบรรจุผลิตภัณฑ์ไปล้างที่แหล่งน้ำจะทำให้ปนเปื้อนในแหล่งน้ำนั้น การฝังภาชนะบรรจุที่ยังมีสารเหลืออยู่โดยไม่มีการทำลายฤทธิ์ก่อน ทำให้สารปนเปื้อนในดินและใต้ดิน

    การเกิดพิษต่อระบบภูมิคุ้มกัน

    การเกิดพิษต่อระบบภูมิคุ้มกันอาจเกิดจากสารพิษไปกดระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายหรือทำให้การทำหน้าที่ของระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง ทำให้เกิดภาวะคุ้มกันไวเกินหรือโรคภูมิแพ้ และทำให้เกิดภาวะภูมิคุ้มกันทำร้ายหรือต่อต้านตัวเอง สารพิษทำให้เกิดภาวะภูมิคุ้มกันไวเกินหรือโรคภูมิแพ้มี 4 แบบ ได้แก่

    แบบที่ 1 เป็นปฏิกิริยาเมื่อร่างกายได้รับสารที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ครั้งแรกจะไม่แสดงอาการใดๆ แต่หลังได้รับสารชนิดเดียวกันซ้ำอีก จึงจะแสดงอาการภูมิแพ้

    แบบที่ 2 เป็นปฏิกิริยาภูมิไวเกินที่ทำให้เซลล์แตกหรือตาย

    แบบที่ 3 เป็นปฏิกิริยาภูมิไวเกินแบบปฏิกิริยาอาร์ทัส

    แบบที่ 4 เป็นปฏิกิริยาภูมิไวเกินแบบเกิดช้า

    ชนิดของภูมิต้านทาน ภูมิต้านทานของร่างกายมี 2 ชนิด ได้แก่

    1. ภูมิต้านทานโดยกำเนิด หรือมีโดยธรรมชาติ

    - ผิวหนัง เยื่อเมือกและน้ำเมือกที่บุหรือปกคลุมบนพื้นผิวของระบบทางเดินหายใจ ทางเดินอาหาร ทางเดินปัสสาวะและระบบสืบพันธุ์

    - จุลชีพประจำถิ่น (Normal flora) เป็นแบคทีเรียที่มีอยู่ตามปกติตามอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย เช่น ผิวหนัง ระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินหายใจ เป็นต้น แบคทีเรียเหล่านี้เป็นแบคทีเรียชนิดไม่ก่อโรคและไม่ทำอันตรายต่อคนปกติทั่วไป ยกเว้นคนที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง

    - เซลล์เม็ดเลือดขาว ชนิดที่มีความสามารถในการจับกินและย่อยสลาย จุลชีพและสารแปลกปลอม เช่น นิวโตรฟิล แมกโครฟาจ เอ็นเคเซลล์

    - สารเหลว (ส่วนมากเป็นโปรตีน) ในซีรัม เช่น คอมพลีเมนต์ อินเตอร์เฟอรอน ไซโตไคน์ ไลโซไซม์ และแอนติบอดี

    2. ภูมิต้านทานแบบเฉพาะเจาะจง เป็นภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นหลังจากได้รับสารกระตุ้น สารกระตุ้นพวกนี้ต้องมีสมบัติเป็นแอนติเจน หรืออิมมูโนเจน ภูมิคุ้มกันแบบนี้จะเฉพาะเจาะจงกับสารที่มากระตุ้น การเกิดภูมิคุ้มกันแบบนี้เช่น เกิดหลังเป็นโรคติดเชื้อ การได้รับวัคซีน ทารกได้รับการถ่ายทอดจากมารดาผ่านรกหรือน้ำนม การได้รับแอนติบอดีที่จะเพาะเจาะจงจากผู้อื่น

    มี 2 ชนิดคือ

    - ภูมิคุ้มกันชนิดสารเหลวในกระแสเลือด ได้แก่ แอนติบอดี หรืออิมมูโนโกลบูลินชนิดต่างๆ

    - ภูมิคุ้มกันชนิดเซลล์ ไดแก่ เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดที- ลิมโฟไซต์ T- Cell และอาจมีเซลล์แมกโครฟาจร่วมด้วย

    กดภูมิคุ้มกัน สารพิษส่วนมากมีผลไปกดระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายหรือทำให้การทำหน้าที่ของระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง ส่งผลให้คนๆนั้นไวต่อการติดเชื้อ หรือมีโอกาสเกิดมะเร็งเพิ่มขึ้น

    กลไกการเกิดภาวะภูมิคุ้มกันทำร้ายต่อต้านตัวเอง เกิดจาก ภูมิคุ้มกันของร่างการสร้างแอนติบอดีที่มีปฏิกิริยาต่อเนื้อเยื่อปกติของร่างกายคนๆนั้น ซึ่งอาจเกิดเนื่องจากยาหรือสารเคมีไปมีปฏิกิริยาหรือฤทธิ์ต่อองค์ประกอบต่างๆ ของเซลล์ภายในร่างกาย ทำให้สมบัติขององค์ประกอบนั้นเปลี่ยนไปจากแอนติเจนของร่างกายเป็นแอนติเจนแปลกปลอม หรือเกิดจากการที่ยาหรือสารเคมีไปขัดขวางระบบการควบคุมภูมิคุ้มกันทำให้การตอบสนองของภูมิคุ้มกันไม่เหมาะสมและเกิดโรคได้



    หน่วยที่ 3 สารพิษกับงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

    ความหมายของโลหะ

    โลหะ (Metal) เป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่งที่มีประจุไฟฟ้าบวก เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ส่วนใหญ่พบเป็นสินแร่ในดินและหิน เป็นของแข็งที่มีอะตอมรวมกันอยู่ในรูปของสารประกอบ (Compound) และในรูปของโลหะบริสุทธิ์ (Pure metal) มีรูปร่างไม่แน่นอน อาจเป็นหรือไม่เป็นผลึก มีสีขาวเป็นเงา มันวาว ไม่เปราะ สามารถดัดแปลงได้ด้วยกำลังต้านทานการดึงที่สูง

    ความสำคัญของโลหะ

    มีการนำโลหะมาใช้ประโยชน์ในงานอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากมาย โลหะที่ช้ากที่สุดคือเหล็ก

    โลหะที่มักพบเป็นปัญหาต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เช่น ตะกั่ว สารหนู แคดเมียม ปรอท โครเมียม แมงกานีส ดีบุก และอลูมิเนียม เป็นต้น ส่วนใหญ่อยู่ในรูปโลหะผสมหรืออัลลอยด์ (Alloys) บางชนิดอยู่ในรูปเกลืออินทรีย์หรือเกลืออนินทรีย์ ความเป็นพิษอาจเกิดจากการใช้งานทั่วไป

    ประเภทและสมบัติของโลหะ

    ประเภทของโลหะ โลหะสามารถจำแนกได้หลายวิธีขึ้นอยู่กับสมบัติของโลหะ

    จำแนกตามวัสดุประเภทโลหะ แบ่งได้เป็น 2 ประเภท

    1. โลหะที่เป็นเหล็ก(Ferrous metal) เป็นโลหะที่มีเนื้อเหล็กเป็นส่วนใหญ่ ได้แก่ เหล็กกล้า เหล็กหล่อ เหล็กเหนียวและเหล็กผสม มีธาตุเหล็กเป็นองค์ประกอบหลักเรียกโลหะแม่ หรือโลหะมูล และมีธาตุคาร์บอนเป็นธาตุผสม เช่นเหล็กกล้าไร้สนิม สแตนเลสสตีล และเหล็กกล้าผสม

    2. โลหะที่ไม่ใช่เหล็ก (Non- ferrous metal) เป็นโลหะที่ไม่มีธาตุเหล็กผสมอยู่ ได้แก่

    - โลหะ ธรรมดาทั่วไป เช่น ทองแดง นิกเกิล ดีบุก สังกะสี ตะกั่ว อลูมิเนียม แมกนีเซียม แมงกานีส ทัวสเตน พลวง แทนทาลัม และโลหะผสม ทองเหลืองและบอรนซ์

    - โลหะมีค่า ทอง เงิน และแพลทินัม

    - โลหะกัมมันตรังสี เช่น ยูเรเนียม และเรเดียม

    จำแนกตามความหนาแน่นของโลหะ แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ

    1. โลหะหนัก (Heavy metal) โลหะที่มีความหนาแน่นมากกว่า 4 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เดซิเมตร เช่น ทองแดง สังกะสี ตะกั่ว ดีบุก แมงกานีส เหล็ก ทังสเตน แคดเมียม เหล็กและโลหะมีค่า ทอง เงิน ทองคำขาว

    2. โลหะเบา (Light metal) โลหะที่มีความหนาแน่นน้อยกว่า 4 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เดซิเมตร เช่น อะลูมิเนียม เบริลเลียม แมกนีเซียม และลิเธียม

    จำแนกตามสมบัติทางกายภาพและโครงสร้างอิเล็กตรอน แบ่งได้ 4 กลุ่มคือ

    1. กลุ่มโลหะที่อยู่ในเขตเอส-ออร์บิตัล เรียกว่ากลุ่มธาตุเรพรีเซนเตตีฟ เช่น แมกนีเซียม และเบริลเลียม

    2. กลุ่มโลหะที่อยู่ในเขตพี-ออร์บิตัล เรียกว่า กลุ่มเมตัลลอยด์ หรือกึ่งโลหะ เช่น อลูมิเนียม อาร์เซนิก

    3. กลุ่มโลหะที่อยู่ในเขตดี-ออร์บิตัล เรียกว่า กลุ่มโลหะทรานซิชั่น เช่น แมงกานีส แคดเมียม โครเมียม ปรอท

    4. กลุ่มโลหะที่อยู่ในเขตเอฟ-ออร์บิตัล เรียกว่าโลหะอินเนอร์ทรานซิชั่น เช่น แลนทาไนด์

    คุณสมบัติของโลหะ

    - เป็นของแข็งและทึบแสง ยกเว้นปรอทซึ่งเป็นของเหลวที่อุณหภูมิปกติ

    - นำไฟฟ้าได้ทั้งในสถานะที่เป็นของแข็งและเมื่อหลอมเหลว

    - ผิวหน้ามันและเป็นเงาวาว โดยเฉพาะเมื่อขัดหรือตัดใหม่ๆ

    - เป็นตัวนำความร้อนที่ดี

    - ส่วนใหญ่เหนียว สามารถดัดงอได้ ตีทุบ ทำให้เป็นรูปร่างต่างๆ หรือดึงเป็นเส้นได้

    - สามารถหลอมหรือหล่อและแสดงโครงสร้างผลึกได้

    - มีจุดหลอมเหลวและจุดแข็งตัวที่แน่นอน

    - บางชนิดมีความยากลำบากต่อการให้รังสีเอกซ์ผ่านได้

    อันตรายที่เกิดจากโลหะ อันตรายต่อสุขภาพ สารโลหะสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ 3 ทาง คือ

    1. ทางเดินหายใจ โดยการหายใจเอาฟูม (Fume) โลหะ หรือ ฝุ่นในอากาศเข้าสู่ทางเดินหายใจ

    2. ทางผิวหนัง โดยการดูดซึมสารแขวนลอยของโลหะผ่านทางผิวหนัง หรือการสัมผัสสารโดยตรงมีส่วนน้อยที่ถูกดูดซึมเข้าร่างกาย เพราะมีไขมันคอยป้องกัน

    3. ทางเดินอาหาร โดยการดูดซึมผ่านทางเดินอาหารเนื่องจากมีการดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารที่มีสารเหล่านี้ปนเปื้อนหรือดูดบุหรี่

    โลหะที่มีความสำคัญกับงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

    อลูมิเนียม (Aluminium; Al)

    อันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม การเกิดพิษเนื่องจากได้รับอะลูมิเนียมออกไซด์และผงผุ่นอะลูมิเนียมอื่นๆ ระหว่างการกลึงโลหะบางกรณีเกิดจากไอของโลหะระหว่างปฏิบัติงาน สารที่ได้รับเข้าสู่ร่างกายจะถูกขับออกทางปัสสาวะ

    พิษเรื้อรัง ทำให้ระคายเคืองตา จมูกและลำคอแห้ง อาจมีเลือกกำเดาและเนื้อเยื่อปอดอักเสบ บางรายอาจหายใจขัด มีหอบหืด ระยะยาวอาจเกิดมะเร็งได้

    สารหนู (Arsenic; As) ใช้ในการผลิตอัลลอย์ด แบตเตอรี่ ที่หุ้มสายเคเบิ้ล ผสมในสี อุตสาหกรรมแก้ว การฟอกหนัง ส่วนประกอบของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชและสัตว์ สารถนอมรักษาเนื้อไม้

    พิษเฉียบพลัน ระคายเคืองผิวหนังและเยื่อบุอ่อน

    พิษเรื้อรัง ผิวหนังหนา ผิวหนังเปลี่ยนสี มีสีขาวที่เล็บ เป็นแผลที่ผนังกั้นโพรงจมูก กล้ามเนื้ออ่อนแรง ทำลายตับและไต แขนขาชา เป็นสารก่อกลายพันธุ์ สารก่อลูกวิรูป และก่อมะเร็วผิวหนัง โรคที่เกิดจากพิษสารหนูเรียกว่า โรคพิษสารหนู หรือโรคไข้ดำ

    แคดเมียม (Cadmium ; Cd) เป็นผลพลอยได้จากการผลิตสินแร่ที่มีสังกะสี ตะกั่วและทองแดงให้บริสุทธิ์

    ผู้ปฏิบัติงานอาจได้รับโดยการหายใจเข้าไปในกระบวนการหลอมและผลิตสังกะสี ตะกั่ว และทองแดงให้บริสุทธิ์ อาจได้รับโดยทางกินน้ำหรือหรืออาหารที่ปนเปื้อน

    พิษเฉียบพลัน ระคายเคืองผิวหนังและเยื้อบุอ่อน เป็นไข้ไอ โลหะ ปอดบวมน้ำ

    พิษเรื้อรัง ทำลายกระดูก ปวดกระดูก ทำลายปอด ตับและไต เป็นโรคโลหิตจาง สารก่อลูกวิรูป และเป็นสารก่อมะเร็ง

    โรคที่เกิดจากพิษแคดเมียมเรียกว่า โรคพิษแคดเมียม หรือโรคอิไต-อิไต

    โครเมียม (Chromium; Cr) ใช้ในการเคลือบผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ อัลลอยด์ อุปกรณ์เครื่องมือ

    พิษเฉียบพลัน ระคายเคืองผิวหนังและเยื้อบุอ่อน ระคายเคืองทางเดินหายใจ อาจเป็นโรคหอบหืดและภูมิแพ้

    พิษเรื้อรัง จมูกและหลอกลมอักเสบ ผิวหนังอักเสบ อาจเป็นมะเร็งผิวหนังและมะเร็งปอด

    ตะกั่ว (Lead; Pb) ใช้ในการผลิตอัลลอยด์ แบตเตอรี่ ที่หุ้มสายเคเบิ้ลและท่อต้องการให้คงทนต่อกรดและด่าง ใช้ผลิตสี

    พิษเฉียบพลัน ระคายเคืองผิวหนังและเยื่อบุอ่อน

    พิษเรื้อรัง โลหิตจาง ระบบประสาทส่วนกลางผิดปกติ ทำให้ความดันโลหิตสูง อาจพบเส้น lead line ที่เหงือก ปวดเมื่อยตัว ปวดท้องเกร็ง ทำลายสมอง ทำลายความจำ กล้ามเนื้อแขนขาสั่น เป็นโรคเก๊าท์ ทำลายตับและไต เป็นสารก่อลูกวิรูป สารก่อกลายพันธุ์ ทำลายเชื้ออสุจิ ทำให้เป็นหมันได้ในเพศชาย อาจทำให้แท้งบุตรในครรภ์ได้ในเพศหญิง โรคพิษตะกั่ว

    ปรอท (Mercury ; Hg) สัมประสิทธิ์การขยายตัวสูงมาก ในอุณหภูมิปกติจะระเหยเป้นไอได้

    พิษเฉียบพลัน ระคายเคืองผิวหนังและเยื่อบุอ่อน เกิดผิวหนังอักเสบ ทางเดินอาหารมีเนื้อเยื่อตาย ระคายเคืองทางเดินหายใจ ทำให้ปอดอักเสบ

    พิษเรื้อรัง อารมณ์เปลี่ยนแปลง ระบบประสาทตาและระบบประสาทการได้ยินเสียไป มีแผลที่เยื้อตาขาวและกระจกตา กล้ามเนื้อสั่น แขนขาอ่อนแรง อาจเป็นอัมพาตได้ ประสิทธิภาพการกรองของไตลดลง มีการผุกร่องของกระดูกและอาจตายได้ โรคที่เกิดเรียกว่า โรคพิษปรอท หรือโรคมินามาตะ

    สารโลหะและการเกิดโรค

    - ตะกั่ว จับกับเม็ดเลือดแดงและเนื้อเยื่อกระดูก

    - ปรอท ระบบประสาทตาและการได้ยินเสียไป

    - สารหนู โรคไข้ดำ

    - แคดเมียม โรคอิไต – อิไต

    - โครเมียม เป็นพิษจากการหายใจรับไอสารวาเลนซี 6 เข้าไป

    - แมงกานีส ทำให้จิตและประสาทแปรปรวน

    - อะลูมิเนียม เกิดพิษจากการหายใจรับผงฝุ่นสารเข้าไป

    ตัวทำละลายอินทรีย์ (Solvent)

    ตัวทำละลายอินทรีย์เป็นสารอินทรีย์ชนิดเหลว ซึ่งสามารถละลายสารอินทรีย์อื่นเพื่อเปลี่ยนให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสม สำหรับการใช้ประโยชน์ทางอุตสาหกรรม เช่น ปิโตรเคมี โลหะ พลาสติก ยาง สี เส้นใยสังเคราะห์เคมี และอื่นๆ สามารถจำแนกตัวทำละลายอินทรีย์ได้ตามสูตรโครงสร้างทางเคมี ตามกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและตามกลุ่มเสริมโครงสร้างเป็นประเภทต่างๆได้ ตัวทำละลายอินทรีย์ส่วนใหญ่เป็นของเหลวที่ละเหยได้ง่าย ไวไฟ ติดไฟได้และระเบิดได้ มีจุดเดือดและความหนาแน่นเฉพาะตัว อันตรายจากไอระเหยและอุบัติเหตุจากการทำงาน มีผลต่อระบบต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะระบบประสาท และสามารถปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมการทำงาน และสิ่งแวดล้อมภายนอกได้

    ประโยชน์ของตัวทำละลายอินทรีย์ ใช้ในการชะล้าง ทำความสะอาด เคลือบผิว ทำละลายสารอื่น ในกระบวนการผลิตสารเคมีต่างๆ ในอุตสาหกรรม ใช้ในการเกษตรและชีวิตประจำวัน

    อันตรายของสารตัวทำละลายอินทรีย์ ส่วนใหญ่ เกิดจากการหายใจไอระเหยของสารเข้าสู่ร่างกาย ทำให้กดประสาทส่วนกลาง บางชนิดมีผลต่อระบบประสาทส่วนปลาย สารถูกดูดซึมทางผิวหนัง ได้และละลายชั้นไขมัน ทำให้ระคายเคืองผิวหนังและเนื้อเยื้ออ่อน ผิวหนังแตกแห้ง

    อันตรายของตัวทำละลายอินทรีย์

    เฮกเซน พิษเรื้อรังทำให้แขนขาชากล้ามเนื้อลีบ

    เบนซีน เกิดมะเร็งของเม็ดเลือดและก่อกลายพันธุ์

    โทลูอีน เกิดอาการทางจิตประสาท และภาพหลอน

    คาร์บอนเตตระคลอไรด์ พิษเรื้อรังทำให้ตับบวมและไตวาย

    เมธิลแอลกอฮอล์ การกินทำให้มองเห็นภาพไม่ชัดเจน ตาบอดได้

    เมธิลเอทธิลคีโตน พิษเรื้อรังของไอระเหยคือตามัวชั่วคราว

    สารกัดกร่อน (Corrosive substances) คือสารเคมีที่ทำให้ปฏิกิริยาหรือทำลายเนื้อเยื่อ ณ จุดสัมผัส ทำให้เกิดแผลไหม้ แผลพุพองเนื้อตายและแผลเป็น สามารถทำลายหรือกัดกร่อนโลหะบางชนิดที่ไม่ได้เคลือบผิว

    ความสำคัญ เนื่องจากมีการใช้กันมากในโรงงานอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ มีโอกาสสัมผัสกับผิวหนัง ตา และการหายใจได้ง่าย สารมีฤทธิ์ทำลายสูง สามารถเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานได้ และอาจเกิดปฏิกิริยารุนแรงกับสารอื่นหรือกัดกร่อนโลหะบางชนิดและรั่วไหลได้

    สารกัดกร่อนที่สำคัญ ได้แก่

    1.กรดอนินทรีย์ มีรสเปรี้ยว ทำให้กระดาษลิตมัสเป็นสีแดง มีไฮโดรเจนเป็นองค์ประกอบหลักฤทธิ์กัดกร่อนและความเป็นพิษรุนแรง ตัวอย่างเช่น กรดซัลฟิวริก กรดไฮโดรคลอริก

    2. กรดอินทรีย์ มีรสเปรี้ยว ทำปฏิกิริยากับด่างได้เกลือกับน้ำ ทำปฏิกิริยากับโลหะได้ก๊าซไฮโดรเจน ทำปฏิกิริยา กับคาร์บอเนตได้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทำปฏิกิริยากับแอลกอฮอล์โดยมีตัวเร่งได้เอสเตอร์ ตัวอย่างเช่น กรดอะซีติก กรดฟอร์มิก

    3. ด่างอินทรีย์ มีรสฝาดและขม สัมผัสมือรู้สึกลื่น ล้างออกได้ยาก ทำให้กระดาษลิตมัสเป็นสีน้ำเงินฤทธิ์กัดกร่อนและความเป็นพิษรุนแรง ด่างเข้มข้นทำปฏิกิริยากับน้ำและกรดเข้มข้น เกิดความร้อนสูง ระเบิดได้ ตัวอย่างเช่น โซเดียมไฮดรอกไซด์ โปแตสเซียมไฮดรอกไซด์ แอมโมเนีย

    อันตรายทั่วไป ของกรดอนินทรีย์ และด่างอนินทรีย์ กรดอนินทรีย็และด่างอนินทรีย์เข้มข้น เมื่อสัมผัสผิวหนังหรือตาทำให้ผิวไหม้ เกิดบาดแผลทันทีตาบอดได้ ด่างอนินทรีย์เข้มข้นทำปฏิกิริยากับโปรตีนและไขมัน ทำให้บริเวณสัมผัสอ่อนนุ่มเป็น

    เจลาติน เนื้อเยื่อถูกกัดลึก เป็นแผลรุนแรงหายยาก ไอระเหยและละอองสารระคายเคือง เยื่อบุอ่อนของจมูก ทางเดินหายใจ ตา เกิดบาดแผลและอักเสบได้ การเกิดอุบัติเหตุระคาบเคืองรุนแรงต่อปาก ลำคอ ทางเดินอาหาร กรดและด่างชนิดเจือจางเมื่อสัมผัสนานๆ ทำให้เป็นโรคผิวหนังจากการประกอบอาชีพ

    อันตรายของสารกัดกร่อน

    กรดซัลฟิวริก พิษเรื้อรังทำให้ฟันกร่อนและเปลี่ยนสี

    กรดไฮโดรคลอริก ฮีโมโกลบินในเลือดเปลี่ยนเป็นแอซิดฮีมาติน

    กรดไนตริก การสัมผัสผิวหนังทำให้เกิดรอยคราบสีเหลือง

    กรดอะซิติก ระเหยได้จึงเป็นพิษทั้งจากการหายใจ สัมผัสผิวหนังและการกิน

    กรดออกซาลิก เกิดไตวายจากผลึกแคลเซียมออกซาเลต

    โซเดียมไฮดรอกไซด์ ทำให้ผิวหนังเป็นเจลาติน เกิดแผลลึกอันตรายและรุนแรงมาก

    โปแตสเซียมไฮดรอกไซด์ ทำปฏิกิริยากับโลหะเกิดก๊าซไฮโดรเจนติดไฟได้

    แอมโมเนีย เกิดอุบัติเหตุรั่วไหลจากเครื่องทำความเย็น

    ก๊าซไอระเหยและอนุภาค

    ก๊าซ หมายถึง ของไหลที่มีรูปร่างไม่แน่นอน จะเปลี่ยนรูปร่างไปตามภาชนะบรรจุ สามมารถเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลวหรือของแข็งได้ตามความดันและอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ก๊าซคาร์บอนมอนอดไซด์ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

    ไอระเหย หมายถึง สถานะที่เป็นก๊าซของสารที่เป็นของเหลวหรือของแข็งที่อุณหภูมิความดันปกติ เช่น ไอของสารตัวทำละลายอินทรีย์หลายชนิด ไอโลหะของปรอท ไอลูกเหม็น

    อนุภาค หมายถึง สารในรูปของแข็งหรือของเหลวที่แขวนลอยอยู่ในบรรยากาศได้ในระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง และอาจเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจได้ ส่วนใหญ่มีขนาดประมาณ 0.01-100 ไมครอน

    อนุภาคที่เป็นของแข็งได้แก่ ฝุ่น ฟูม ควัน ขี้เถ้า เส้นใย อนุภาคที่เป็นของเหลว ได้แก่ ละออง และหมอก อนุภาคที่มีขนาดใหญ่ไม่สามารถเข้าสู่ทางเดินหายใจส่วนปลายได้ อนุภาคบางชนิดและมีขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอนเท่านั้นที่จะเข้าสู่ทางเดินหายใจส่วนปลายและทำให้เกิดอันตรายได้

    อนุภาคเข้าสู่ร่างกายได้ 3 ทางคือ

    - ทางการสัมผัสทางผิวหนัง

    - ทางระบบทางเดินหายใจ

    - ทางระบบทางเดินอาหาร

    แหล่งกำเนิดของก๊าซและอนุภาคที่สำคัญ ได้แก่

    - คลอรีนพบในน้ำยาฆ่าเชื้อ

    - ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ พบในโรงงานกระดาษ โรงกลั่นน้ำมัน

    - แอมโมเนีย พบในการผลิตปุ๋ย เครื่องทำความเย็น

    - ไฮโดรเจนซัลไฟด์ พบในโรงกลั่นน้ำมันและการสลายตัวของสารอินทรีย์

    - คาร์บอนไดออกไซด์ พบจากการเผาไหม้สารอินทรีย์ในที่จำกัด

    - แอสเบสตอส พบในเหมืองแอสเบสตอส ฉนวนกันความร้อน ผ้าเบรก

    - ซิลิกา พบในการโม่บด ย่อยหิน พ่นทราย

    ก๊าซและไอระเหยสามารถแบ่งได้ตามกลไกการทำอันตรายต่อร่างกายได้เป็น

    - ก๊าซที่ทำให้เกิดการหายใจไม่ออก

    - ก๊าซที่รบกวนกระบวนการเคลื่อนย้ายของออกซิเจน

    - ก๊าซที่เป็นพิษต่อระบบต่างๆของร่างกาย

    - ก๊าซที่ระคายเคืองต่อทางเดินหายใจ

    - ก๊าซที่ทำให้เกิดการแพ้ที่ปอด

    อนุภาคสามารถแบ่งตามหลักวิชาทางกายภาพได้เป็น

    ฝุ่น เป็นอนุภาคของแข็งขนาดเล็ก กระจายอยู่ในอากาศ เกิดจากการตัด บด ขัด เจาะ ขนาดใหญ่กว่า 10 ไมครอนจะตกลงสู่พื้น

    ฟูม เป็นอนุภาคของแข็งที่เกิดขึ้นเมื่อโลหะถูกความร้อนจนกลายเป็นไอ เมื่อไอเหล่านี้ถูกความเย็นจะควบแน่นจะกลายเป็นอนุภาคของแข็งเล็กๆ เช่น ฟูมตะกั่ว ฟูมสังกะสี ฟูมของเหล็ก เรียกฟูม อีกชื่อหนึ่ง ว่า ไอควันโลหะ

    ควัน เป็นกลุ่มของอนุภาคขนาดเล็กกว่า 1 ไมครอน เกิดจากการสันดาปที่ไม่สมบูรณ์ เช่น ควันบุหรี่ ควันจากการเผาถ่าน

    ละอองไอ เป็นอนุภาคของเหลวที่กระจายในอากาศ มักเกิดจากการของเหลวให้เป็นละออง เช่น การระเหยของน้ำ การระเหยของสารทำละลายอินทรีย์ ไอของน้ำเดือด การพ่นสีด้วยการฉีดฝอย การฉีดน้ำด้วยการฉีดฝอย

    อันตรายของอนุภาคได้แก่

    1. โดยการหายใจเข้าสู่ปอด เมื่ออนุภาคมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเล็กกว่า 10 ไมครอนอนุภาค ขนาดเล็กฝังตัวในถุงลมปอดได้ ทำให้เกิดพังผืดหรือปอดอุดตัน ปอดอักเสบ หายใจไม่ออก และถึงตายได้

    2. โดยการสัมผัส ระคายเคืองผิวหนัง

    3. การรับสัมผัสทำให้เกิดพยาธิสภาพอื่นต่อร่างกาย โดยเกิดโรคเฉพาะสารได้

    อนุภาคทำให้เกิดพิษ

    คาร์บอนมอนอกไซด์ รวมกับเหล็กเกิดสารคาร์บอกซีฮีโมโกลบินในเลือด

    คาร์บอนไดออกไซด์ พบอุบัติเหตุคนงานในบ่อลึกหมดสติจากสารนี้

    ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ พบในกรณีเผาไหม้ถ่านหินลิดไนต์ของโรงไฟฟ้าแม้เมาะ

    ไนโตรเจนไดออกไซด์ ความเข้มข้นสูงเกิดเมทฮีโมโกลบินในเลือด

    คลอรีน อาการรุนแรงผิวหนังเป็นสีน้ำเงิน

    เส้นใยแอสเบสตอส ทำให้เกิดโรคแอสเบสโตสิส

    ซิลิก้า ทำให้เกิดโรคซิลิโคสิส

    ฝุ่นฝ้าย ทำให้เกิดโรคบิสสิโนสิส

    ฝุ่นถ่านหิน โรคฝุ่นจับปอดหรือนิวโมโคนิโอสิส

    สารเคมีกำจัดศัตรูพืชและสัตว์

    สารเคมีกำจัดศัตรูพืชและสัตว์เป็นความหมายรวมของสารเคมีที่ใช้กำจัดศัตรูพืช เช่น แมลง วัชพืช ปูนาและสารกำจัดศัตรูของสัตว์ เช่น เห็บ เหา ไร ยุง หนู และแมลงที่รบกวน บางชนิดใช้ประโยชน์ได้ทั้งสองด้าน

    ปัญหาที่เกิดจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชและสัตว์ ได้แก่

    1. สารฆ่านก ผึ้ง แมลงอื่น ที่มีประโยชน์ และสัตว์ในบริเวณนั้นด้วย ทำให้เสียสมดุลธรรมชาติ

    2. บางชนิดสลายตัวยาก และปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม ตกค้างในดิน น้ำเป็นเวลานาน มีผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหารและมนุษย์

    3. มีการใช้ในทางที่ผิด เช่น ฆ่าตัวตาย ฆ่าผู้อื่น หรือฆ่าสัตว์เลี้ยงเพื่อการโจรกรรม

    สารเคมีกำจัดศัตรูพืชสามารถแบ่งตามเป้าหมายการใช้งานเป็นกลุ่มใหญ่ คือ

    1. สารเคมีกำจัดแมลง

    2. สารเคมีกำจัดวัชพืช

    3. สารเคมีกำจัดหนู

    4. สารเคมีกำจัดเชื้อรา

    5. สารเคมีกำจัดเห็บเหา

    6. สารประเภทอื่นเช่น ชีวสารโดยกลุ่มที่สำคัญคือสารเคมีกำจัดแมลง สามารถแบ่งย่อยตามสูตรโครงสร้างของโมเลกุลเป็น 4 ประเภท คือ

    - ออร์กาโนฟอสเฟต

    - คาร์บาเมต

    - สารประกอบคลอริเนเตดไฮโดรคาร์บอน

    - ไฟเรธรอยด์

    ส่วนสารกำจัดวัชพืช สามารถแบ่งตามสูตรโครงสร้างโมเลกุลได้มากกว่า 10 ประเภท สำหรับสารเคมีกำจัดหนูมีความหลากหลายของสูตรโครงสร้างและไม่มีการแบ่งประเภท

    อันตรายต่อสุขภาพของสารเคมีกำจัดแมลง

    1. กลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตและคาร์บาเมต มีฤทธิ์ยับยั้งเมตาบอลิซึมของตัวส่งสัญญาณประสาทอะเซทิลโคลีน โดยจับกับเอมไซม์อะเซทิลโคลีนเอสเทอเรส ทำให้อะเซทิลโคลีน ไม่ถูกทำลาย เกิดพิษต่อระบบประสาทส่วนกลาง โดยสารออร์กาโนฟอสเฟต ยับยั้งการทำงานของอะเซทิลโคลีนอย่างถาวร ส่วนสารคาร์บาเมตยับยั้งแบบไม่ถาวร

    2. สารประกอบคลอริเนเตดไฮโดรคาร์บอนเป็นพิษต่อระบบประสาท แต่ไม่ทราบกลไกการเกิดพิษที่ชัดเจน สลายตัวยากทำให้ปนเปื้อนในห่วงโซ่อาหาร บางชนิดทำให้เกิดมะเร็ง และมีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม

    3. สารไพเรธรอยด์ ทำให้เกิดอาการแพ้ ระคายเคืองที่ผิวหนัง และสลายตัวง่ายอันตรายน้อยต่อมนุษย์

    สารเคมีกำจัดศัตรูพืชและสัตว์ที่มีความสำคัญกับงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

    1. สารเคมีกำจัดแมลง

    สารประเภทกาโนฟอสเฟส ที่ควรทราบ

    1) พาราไธออน เป็นสารออร์กาโนฟอสเฟตได้จากการสังเคราะห์ทางเคมี เพื่อใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มประมาณปีค.ศ. 1937 โดยนักเคมีชาวเยอรมันในรูปของก๊าสพิษต่อระบบประสาท เช่น ซาริน และพัฒนาจนได้สารใหม่ๆ ชาวนาใช้พาธาไลออนคลุกกับข้าวหว่านในนาเพื่อฆ่าปูนาที่มากัดกินต้นกล้า ส่วนชาวไร่ถั่วเหลืองใช้พ่นกำจัดหนอนมวนใบและหนอนกระทู้ พาราไธออนนิยมใช้กับพืชผัก ผลไม้ และถั่วเมล็ดแข็ง

    อันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เกิดอันตรายได้จากการหายใจ การสัมผัสถูกผิวหนังและถูกดูดซึมได้ เกิดพิษได้จากการกินและสัมผัสถูกตา และสามารถลุกติดไฟได้หากได้รับความร้อนสูง

    2) ดีดีวีพี ลักษณะเป็นของเหลวใสไม่มีสีถึงสีเหลือง ละลายน้ำได้เล็กน้อย ละลายได้ดีในแอลกอฮอล์ สลายตัวง่ายเมื่อระเหยสู่อากาศ สามารถทำลายโครงสร้างของพลาสติก ยาง และเครื่องนุ่งห่ม ใช้กำจัดแมลงวันบ้านได้รวดเร็ว โดยเป็นสารชนิดที่ถูกตัวและกินตายเหมาะกับการกำจัดแมลงในโรงเก็บ และคอดสัตว์ นิยมใช้ในไร่ส้มเขียวหวาน

    อันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม รายละเอียดเช่นเดียวกับพาราไธออน และอาจทำให้เกิดมะเร็งในคนได้

    สารประเภทคาร์บาเมต ที่ควรทราบ

    1) เมทโธมิล ในประเทศไทยมีชื่อทางการค้าว่าแลนเนต ลักษณะเป็นผลึกสีขาว จัดเป็นสารพิษร้ายแรง

    อันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เป็นสารที่มีพิษสูง ความเป็นพิษจาดเมทโธมิลได้แก่ระคายเคืองทั้งการสัมผัสทางผิวหนัง ทางตา การกิน และการหายใจ ถูกดูดซึมได้ทางผิวหนัง การกิน หรือการหายใจอาจทำให้ถึงตายได้ หากเข้าตาอาจทำให้มีแผลไหม้รุนแรง เป็นสารที่ติดไฟได้ ทำปฏิกิริยากับน้ำและสารหลายชนิด สลายตัวได้เมื่อมีความชื้นด่าง และไวต่อแสง การปฏิบัติงานจึงต้องมีความระมัดระวังมาก

    สารประเภทคลอริเนเตดไฮโดรคาร์บอน ที่ควรทราบ

    1. ดีดีที ชื่อทางเคมีไดคลอโรไดฟีนิลไตรคลอโรอีเธน ชื่อทางการค้าคือ ดีดีที ไม่ละลายในน้ำ ละลายได้ดีในไขมัน และ ตัวทำละลาย เช่นน้ำมันก๊าด โทลูอีน นักเคมีชาวสวิสพอลมิลเลอร์พบว่าสารนี้สามารถฆ่ามวลที่ทำลายผ้าและแมลงต่างๆได้ และได้ใช้ลดการระบาดของโรคไทฟัส ในอิตาลีอย่างมีประสิทธิภาพ

    อันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เป้นสารพิษชนิดพิษมาก กินในปริมาณ 5 กรัมทำให้อาเจียนอย่างรุนแรง อ่อนเพลีย ชาตามมือเท้า ตื่นเต้นตกใจง่าย หากเกิน 20 กรัม ทำให้หนังตากระตุก กล้ามเนื้อสั่น ชัก พิษเรื้อรังทำให้เบื่ออาหาร กล้ามเนื้อสั้นกระตุกและมีรายงานการก่อมะเร็งในสัตว์ทดลอง เนื่องจากเป็นสารที่สลายตัวยาก จึงสะสมในสิ่งแวดล้อม และห่วงโซ่อาหาร ปัจจุบันเป็นสารห้ามใช้ในสหรัฐอเมริกา

    2) เอนโดซัลแฟน ใช้กำจัดแมลงและไร เช่น ในยาสูบ สารคงสภาพอยู่ได้นานในดิน เช่นเดียวกับดีดีที

    อันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม จะปรากฏภายใน 2-3 ชั่วโมง หลังการกลืนกินเข้าไปและถึงตายได้โดยอาการพิษ เช่น อาเจียน ปอดปวมน้ำ สั่นกระตุก สารถูกดูดซึม ผ่านผิวหนังหรือจากการหายใจ และทำให้ตายได้ สารเป็นพิษต่อไต ตับ และระบบประสาท สารเอนโดซัลแฟนเป็นพิษต่อปลา

    สารประเภทไพเรธรอยด์

    1) ไพเรธริน เป็นของเหลง ข้นเหนียว สกัดจากดอกไพรีธรัม พืชตะกูลเบญจมาศ โดยนำมาบดเป็นผงและสกัดเป็นสารออกมา ผลิตภัณฑ์มีความเข้มข้นประมาณร้อยละ 1 ถึง 3 ใช้กำจัดแมลงในบ้านเรือนได้หลายชนิด โดยมักจะผสมกับสารเคมีอื่นเพื่อเพิมประสิทธิภาพ

    อันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม สลายตัวเร็วทำให้แมลงเป็นอัมพาตและตกลงมา มีพิษน้อยต่อมนาย์และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

    สารเคมีกำจัดวัชพืช

    1. สาร 2,4-ดี เป็นผงสีขาวไม่มีกลิ่น ได้จากการสังเคราะห์ทางเคมี สารนี้มีพิษน้อยต่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ออกฤทธิ์แบบฮอร์โมนและมีผลเฉพาะเจาะจงกับวัชพืชใบกว้าง แต่ไม่ได้ผลกับพวกหญ้า โดยสารถูกดูดผ่านรากแล้วกระจายไปทั่วลำต้น ใช้ในนาข้าว ไร่อ้อย

    อันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม การสัมผัสโดยการหายใจทำให้เกิดระคายเคืองเยื้อเมือกทางเดินหายใจส่วนบน กระเพาะอาหารถูกทำลาย ปวดท้องและท้องร่วง หากมีปริมาณมากอาจถึงตายได้ นอกจากนี้ยังทำลายประสาทส่วนกลาง เป็นสารที่สลายตัวได้ช้าและปนเปื้อนต่อสิ่งแวดล้อม เช่นดินได้

    2. พาราควอท เป็นผลึก ละลายน้ำได้ดี สลายตัวภายใต้แสงอัลต้าไวโอเลต ได้จากการสังเคราะห์ไพริดีนกับเมธิลคลอไรด์ สามารถใช้กำจัดวัชพืชได้ทุกชนิดทั้งใบกว้างและใบเดี่ยว โดยการฉีดพ่นให้ถูกใบ เมื่อถูกแสงแดดจะเกิดปฏิกิริยาทำให้พืชตายน้ยมใช้ในไร่ฝ้ายเพื่อการเก็บเกี่ยวได้ง่าย ในประเทศไทยใช้ในสวนยางพารา สวนผลไม้

    อันตรายต่อสุขภาพสิ่งแวดล้อม อันตรายต่อเนื้อเยื้อปอด ไตวายเฉียบพลัน ระคายเคืองต่อตา สัมผัสผิวหนังทำให้เป็นแผลพุพอง ในประเทศไทยมีรายงานฆ่าตัวตายโดยใช้สารนี้บ่อยครั้ง และนำไปผสมในสุราเถื่อนเพื่อเร่งการหมัก ละลายน้ำได้ดีจึงถูกพัดพาไปแหล่งน้ำต่างๆโดยจุลินทรีย์สามารถย่อยสลายได้ แต่เมื่อใช้สารนานเข้าสารจะติดกับอนุภาคของดินเหนียวทำให้จุลินทรีย์ย่อยสลายยากขึ้น

    สารเคมีกำจัดหนู

    1. ซิงค์ฟอสไฟด เป็นผงผลึกสีเทาปนดำ ไม่ละลายน้ำ มีกลิ่นเล็กน้อยคล้ายกระเทียม ใช้คลุกกับอาหารวางไว้กับภาชนะใส่น้ำ เมื่อหนูกินจะกระหายน้ำ น้ำที่กินจะเร่งปฏิกิริยาให้เกิดฟอสฟีน ทำให้หนูร้อนท้องและออกมาตายในที่โล่ง เป็นสารที่

    ได้จากการสังเคราะห์ในปี ค.ศ. 1740

    อันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม โดยการกินสารเมื่อถูกน้ำและกรดในกระเพาะอาหารจะเกิดปฏิกิริยาได้ก๊าซพิษฟอสฟีนซึ่งระคายเคืองสูงต่อเซลล์สัมผัส ทำลายเซลล์กระเพาะอาหาร ตับไต ทำให้คลื่นไส้อาจียน แต่หนูไม่อาเจียนจึงเป็นพิษมากกว่าคน สุนัข และแมว ข้อดีคือราคาถูก การดูดซึมเข้าในร่างกายทำให้มีน้ำคั่งในปอด ปวดศรีษะ หายใจขัด ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นผิดปกติ ชักและโคม่า ส่วนใหญ่อาการพิษดีขึ้นหลังจาก 3 วัน แต่มีตับละไตวายเฉียบพลันและตายได้ อาจเกิดอุบัติเหตุกับเด็กเล็กได้ บางกรณีนำไปใช้ฆ่าตัวตาย

    2. อาร์เซนิกไตรออกไซด์ เป็นผงผลึกสีขาว หรือก้อนไม่มีสี ใช้กำจัดหนูและสัตว์กัดแทะ เป็นสารตั้งต้นสำหรับการผลิตสารอาร์เซนิคชนิดอื่นๆ สารประกอบสารหนู สารเคมีกำจัดแมลง น้ำยาถนอมเนื้อไม้ และอุตสาหกรรมเครื่องแก้ว

    อันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม การหายใจเอาสารในรูปผงแห้งหรือละอองน้ำเข้าไป ทำให้ระคายเคืองจมูก ลำคอ ถ้าปริมาณมากทำให้เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน เป็นตะคริว และกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ การสัมผัสผิวหนังหรือตา ทำให้ระคายเคือง หรือไหม้ ผิวมีผื่นและคัน พิษเรื้อรัง อาจเกิดแผลทำให้รูทะลุในกระดูกกั้นช่องจมูก ผิวหนังหนาด่างดำ ทำลายตับ และมีผลต่อกระเพาะอาหาร บางกรณีทำลายปลายประสาท แขนขาอ่อนเพลีย และเป็นมะเร็งผิวหนัง ซึ่งเป็นอาการพิษของสารหนูสามารถปนเปื้อนและสะสมในดินน้ำ และสิ่งแวดล้อมได้

    หารต้องการกำจัดยุง แมลงสาบในบ้านเรือน ควรใช้สารฆ่าแมลงต่อไปนี้หรือไม่เพราะเหตุใด

    1. ดีดีที ไม่ควรใช้เนื่องจากเป็นกลุ่มคลอริเนเตดโฮโดรคาร์บอน ซึ่งมีการตกค้างในสิ่งแวดล้อมนาน เป็นอันตรายต่อผู้อยู่อาศัยในบ้านและสัตว์เลี่ยง

    2. ดีดีพีวี ใช้ได้เนื่องจากเป็นกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต ซึ่งสลายตัวเร็วในสิ่งแวดล้อม และมีฤทธิ์กำจัดแมลงได้ดี

    3. เมทโธมิล ใช้ได้เนื่องจากเป็นกลุ่มคาร์บาเมต ซึ่งสลายตัวเร็วในสิ่งแวดล้อม และมีฤทธิ์ทำให้แมลงตายทันที

    4. ไพเรธริน ใช้ได้เนื่องจากเป็นกลุ่มไพเรธรอยด์ สลายตัวเร็วทำให้แมลงเป็นอัมพาตและตกลงมา มีพิษน้อยต่อมนุษย์และสัตว์เลื้ยงลูกด้วยนม

    5. พาราควอท ใช้ไม่ได้ เนื่องจากเป็นสารกำจัดวัชพืช ไม่ไช่สารกำจัดแมลง

    6. ซิงค์ฟอสไฟต์ ใช้ไม่ได้เนื่องจากเป็นสารกำจัดหนู ไม่ไช่สารกำจัดแมลง



    หน่วยที่ 4 การประเมินสารพิษในร่างกายและดัชนีสารพิษทางชีวภาพ

    การตรวจประเมินสารพิษในร่างกายหรือการตรวจวัดสารทางชีวภาพ (Biological monitoring ) ในการรับสัมผัสชองสารเคมีต่างๆ ของผู้ปฏิบัติงานจากสภาพแวดล้อม กระบวนการผลิต ในโรงงานอุตสาหกรรมหรือสถานประกอบการ เป็นการตรวจประเมินเพื่อเฝ้าระวังสุขภาพของผู้ปฏิบัติงาน โดยวิธีทางชีววิทยา เพื่อให้ทราบว่าสารเคมีต่างๆ เหล่านั้น เมื่อเข้าสู่ร่างกาย เข้าสู่กระแสโลหิตหรือเนื้อเยื่อต่างๆ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางชีววิทยา (Biotransformation) เกิดเป็นสารตัวกลางหรือสารเมตาโบไลต์ (Metabolites) หลายชนิดมากมาย เมื่อร่างกายได้รับสารเคมีเข้าสู่ร่างกายเข้าไปในกระแสโลหิต โดยการกิน หายใจ หรือดูดซึมทางผิวหนัง สารเคมีจะกระจายเคลื่อนย้ายไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย

    - สารเคมีถูกกำจัดโดยไม่เปลี่ยนแปลงโครงสร้าง เช่น ปัสสาวะ หายใจออก

    - สารเคมีอินทรีย์ ปกติจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างละลายน้ำได้ ถูกกำจัดโดยปัสาวะและน้ำดี

    - สารเคมีพวกสารตัวกลางหรือสารเมต้าโบไลท์บางตัวอาจจับกับโมเลกุลของอวัยวะเป้าหมายถ้ามีปริมาณมากจะทำให้ร่างกายแสดงพิษภัย เกิดโรคต่างๆ

    การตรวจประเมินอันตรายจากจากสภาพแวดล้อมทางสารเคมีต่อผู้ปฏิบัติงานแบ่งเป็น 3 ชนิด

    1. การตรวจประเมินในสภาพบรรยากาศ (Ambient monitoring) คือการตรวจวัดปริมาณความเข้มข้นของสารเคมีที่ปนอยู่ในอากาศ น้ำ ดิน และอื่นๆ ซึ่งในทางสุขศาสตร์อุตสาหกรรมการตรวจประเมินดังกล่าว หมายถึง การตรวจสอบปริมาณความเข้มข้นของสารเคมีในบรรยากาศ

    2. การตรวจประเมินทางชีววิทยาหรือการตรวจวัดสารทางชีวภาพ (Biological monitoring of exposure) การตรวจปริมาณสารเคมีที่ร่างกายได้รับ วัตถุประสงค์เพื่อให้มั่นใจว่าสภาพสิ่งแวดล้อมทางเคมีที่ผู้ปฏิบัติงานทำงานอยู่นั้น ปลอดภัย

    3. การเฝ้าระวังทางสุขภาพ (Health surveillance or biological monitoring of effects) เป็นการตครวจสอบสถานะสุขภาพ หรือ ภาวะสุขภาพ บ่งบอกถึงอาการแสดงเริ่มแรกของความผิดปกติของสุขภาพของพนักงาน เพื่อดำเนินการควบคุมป้องกัน

    การตรวจวัดสารทางชีวภาพมีความสำคัญต่อ

    1. ผู้ปฏิบัติงาน

    - ทราบปัญหาสุขภาพในระยะเริ่มแรกสารพิษเข้าสู่ร่างกาย เพื่อหาทางป้องกัน

    - ทราบปัจจัย อันตรายต่างๆ ที่เกิดจากสภาพแวดล้อมทางเคมี

    - ทำให้ผู้ประกอบอาชีพมีสุขภาพแข็งแรง เพิ่มผลผลิตทางอุตสาหกรรม สภาพทางเศรษฐกิจของครอบครัวดีขึ้น

    2. เจ้าของสถานประกอบกิจการ

    - ทราบสถาณการณ์ เป็นตัวชี้ประสิทธิภาพการจัดการสภาพสิ่งแวดล้อม ทางเคมีของสถานประกอบการ

    - สามารถปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางด้านเคมีตามกฎหมายกำหนด เพื่อความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน

    - ลดความสูญเสียจากการรักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นจากการได้รับสารเคมีต่างๆ

    - ผลผลิตได้ตามเป้าหมาย พนักงานมีสุขภาพแข็งแรง ทำงานมีประสิทธิภาพ

    - ลดค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมพนักงานใหม่แทนพนักงานเก่า ซึ่งได้รับสารเคมี ทำให้เจ็บป่วย

    - ทำให้เกิดชื่อเสียงแก่สถานประกอบการในการจัดการสิ่งแวดล้อมทางเคมี เกิดขวัญกำลังใจกับพนักงาน

    3. หน่วยงานทางด้านสุขภาพ

    - ทราบปัญหาสุขภาพอนามัยของผู้ปฏิบัติงานที่เกิดจากสภาพแวดล้อมทางสารเคมี

    - ใช้เป็นข้อมูลในการกำหนดมาตรการในการควบคุมป้องกัน

    - ทราบถึงประสิทธิภาพของการควบคุมสิ่งแวดล้อมทางเคมีของสถานประกอบการ ไม่ดีจะได้พิจารณาปรับปรุงแก้ไข

    - ทราบข้อมูลทางวิทยาการระบาดของโรคจากการประกอบอาชีพ เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการควบคุมป้องกัน

    ข้อได้เปรียบและข้อจำกัดของการตรวจประเมินสารพิษในร่างกาย

    ประโยชน์ที่ได้มากที่สุดจากการตรวจวัดสารทางชีวภาพคือ ค่าการตรวจวัดหรือพารามิเตอร์ จากการที่ผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องหรือสัมผัสกับสารเคมี คือถ้าร่างกายได้รับสารเคมีมากก็จะตรวจวัดได้ในปริมาณที่มาก

    ข้อได้เปรียบ

    1. ตรวจวัดได้ละเอียดกว่าการตรวจวัดทางสิ่งแวดล้อม

    2. เป็นตัวชี้วัดความเสี่ยงต่อสุขภาพได้มากกว่าการตรวจวัดทางสิ่งแวดล้อม

    ข้อจำกัด

    1. ผลการตรวจวัดที่ได้อาจช้าเกินไปในการป้องกันโรค

    2. ปัญหาในการเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจวิเคราะห์ เช่นตัวอย่างจากเลือดหรือปัสสาวะมีปริมาณน้องมากต้องระวังการปนเปื้อน

    ดัชนีสารพิษในตัวอย่างชีวภาพ

    ดัชนีการตรวจวัดสารทางชีวภาพเป็นเครื่องมือในการตรวจประเมินความปลอกภัยจากการทำงานในสภาพแวดล้อมของสารเคมี ซึ่งสมาคมนักสุขศาสตร์อุตสาหกรรมภาครัฐของประเทศสหรัฐอเมริกา (ACGIH) ได้ให้การยอมรับและเสนอแนะให้ใช้เป็นค่าอ้างอิงหรือค่าแนะนำ ซึ่งใน ค.ศ. 2005 ได้เสนอให้มีค่าดัชนีสารพิษทางชีวภาพเป็นจำนวน 42 ชนิด

    BEI คือคณะกรรมการดัชนีการตรวจวัดจากสารทางชีวภาพ

    ค่า BEIs คือค่าหรือดัชนีที่แสดงถึงระดับของตัวชี้วัด

    วัตถุประสงค์ของการแต่งตั้งคณะกรรมการ BEI ของ ACGIH คือ

    1. เพื่อให้ดัชนี BEI มีบทบาทควบคู่ไปกับค่าดัชนี TLV (Threshold Limit Values ค่ามาตรฐานดัชนีสูงสุดในการทำงาน)

    2. เพื่อสนับสนุนให้ดัชนี BEI เป็นเครื่องมือสำหรับการประเมินการสัมผัสสารเคมีอันตรายต่างๆของผู้ปฏิบัติงาน

    หลักการของดัชนีการตรวจวัดสารทางชีวภาพจะต้องคำนึงถึงปัจจัยที่สำคัญ คือ

    1. ตัวชี้วัด คือตัวสารเคมี หรือสารตัวกลาง มี 2 ปัจจัย ปริมาณความเข้มข้น กับเทคนิควิธีการทดสอบ

    2. ระยะเวลาการเก็บตัวอย่าง ความเป็นพิษของสารเคมีที่ลดลงครึ่งหนึ่งเมื่อเวลาผ่านไประยะเวลาหนึ่งหรือที่เรียกว่าครึ่งชีวิต

    3. สิ่งตรวจวิเคราะห์ โดยทั่วไปเก็บตัวอย่างจากเลือดและปัสาวะของผู้ปฏิบัติงานที่สัมผัสสารเคมีในสภาพแวดล้อมการทำงาน

    แนวทางในการปฏิบัติการตรวจตามดัชนี การตรวจวัดสารทางชีวภาพ มีหลักการคือ

    1. ข้อควรปฏิบัติการนำ BEI ไปใช้

    - ควรนำไปใช้โดยผู้มีความรู้ความเข้าใจทางด้านสุขศาสตร์อุตสาหกรรม และใช้เป็นข้อเสนอแนะกับผู้ปฏิบัติงาน

    - ใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ปริมาณสารในอากาศ

    - ใช้ทดสอบอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยอันตรายส่วนบุคคล เช่นหน้ากากป้องกันสารเคมี หลังใช้ตรวจ ค่า BEI ลดลง

    - ใช้ทดสอบการดูดซึมสารเคมีต่างๆ ทางผิวหนัง หรือการกิน

    - ค่า BEI เป็นค่า ที่ได้จากความสัมพันธ์ของระดับของสารเคมีต่างๆในร่างกาย 8 ชั่วโมงต่อวัน และ 5 วันต่อสัปดาห์ ถ้าผู้ปฏิบัติงานมีช่วงเวลาการทำงานนานกว่านี้ไม่ควรมีการปรับค่า BEI ให้เพิ่มขึ้นหรือลดลง

    - ค่า BEI กำหนดขึ้นจากข้อมูลเกี่ยวกับการดูดซึมของร่างกาย การเปลี่ยนรูปของสารเคมี การขับถ่ายสารเคมีออกจากร่างกาย และความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณสารเคมี และการตอบสนองของร่างกายต่อสารเคมีเหล่านั้น

    - เมื่อตรวจพบสูงกว่าต้องปรับปรุงแก้ไข ค้นหาสาเหตุ

    - ตรวจวัดในกรณีที่จำเป็น

    2. สารตัวอย่างทางชีวภาพ ตัวอย่างที่เก็บโดยทั่วไป คือลมหายใจออก ปัสสาวะ และเลือด ตารางประกอบด้วย

    - ชนิดของสารเคมี (Chemical) ตัวชี้วัดที่เหมาะสม (Determinant) และตัวอย่างที่เก็บ ( Sample)

    - เวลาที่เก็บตัวอย่าง (Sampling time)

    - ค่า BEI

    - Notation ข้อมูลเพิ่มเติมหรือสัญลักษณ์ต่างๆ

    3. หลักการวิเคราะห์ตัวอย่าง

    - การวิเคราะห์ตัวอย่างจากปัสสาวะ

    - การวิเคราะห์ตัวอย่างจากเลือด ควรเก็บตัวอย่างจากหลอดเลือดดำ

    - การวิเคราะห์ตัวอย่างจากลมหายใจออก

    4. เวลาที่ใช้ในการเก็บตัวอย่าง

    Prior to shift หมายถึง เวลาเก็บตัวอย่างหลังจากได้รับสารเคมีเป็นเวลา 16 ชั่วโมง

    During shift หมายถึง เวลาเก็บตัวอย่างเวลาใดก็ได้หลังจากได้รับสารเคมี 2 ชั่วโมง

    end of shift หมายถึง เมื่อสิ้นสุดการรับสัมผัสสารเคมีให้เก็บตัวอย่างให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

    end of workweek หมายถึง เก็บตัวอย่างหลังจาก 4-5 วันติดต่อกัน

    not critical หรือ discretionary หมายถึง สารเคมีครึ่งชีวิตยาวมากและสะสมในร่างกายเป็นเวลานาน ดังนั้นเก็บตัวอย่างช่วงเวลาใดก็ได้

    5. ความหมายของสัญลักษณ์ที่ใช้ใน Notation

    - “ Se” หมายถึง มีกลุ่มคนบางกลุ่มที่มีความไวต่อสารเคมีสูง ทำให้คนเหล่านี้ไม่ได้รับการคุ้มครองจากค่า BEI ที่กำหนดไว้

    - “B” แสดงค่าที่มีอยู่ในคนปกติซึ่งได้นำมารวมไว้แล้วในค่า BEI

    - “Nq” หมายความว่า ไม่ได้มีการกำหนดค่า BEI เนื่องจากมีข้อมูลไม่เพียงพอ

    - “Ns” หมายความว่า สารที่นำมาเป็นตัวชี้วัดไม่มีความจำเพาะกับสารที่คนงานได้รับ ดังนั้นควรมีการยืนยันผล โดยใช้การทดสอบที่เฉพาะกับสารนั้น

    - “Sq” หมายความว่า ตัวชี้วัดการได้รับสารเคมีไม่สามารถหาปริมาณได้ จะเป็นการวิเคราะห์แบบกึ่งปริมาณใช้เป็นการทดสอบเบื้องต้นได้

    6. ปัจจัยที่มีผลต่อการแปลผลการตรวจวัดสารทางชีวภาพ

    - สถานะทางสุขภาพของผู้ปฏิบัติงานที่สำคัญ คือ อายุ เพศ การตั้งครรภ์ การรัปทานอาหาร น้ำ ไขมันต่างๆ

    - แหล่งของมลพิษที่ได้รับจากงาน สภาพแวดล้อม ความเข้มข้น ช่องทางเข้าสู่ร่างกาย การได้รับสารเคมีหลายชนิด

    - แหล่งของมลพิษจากสิ่งแวดล้อม นอกงานที่สัมผัส

    - วิถีการดำเนินชีวิต ประจำวันหลังเลิกงาน อุปนิสัยส่วนบุคคล การได้รับสารอื่นๆ การดื่มเหล้า สูบบุหรี่

    - ช่วงเวลาที่เก็บตัวอย่าง

    สารพิษและดัชนีสารพิษในตัวอย่างชีวภาพ

    สารเคมีที่พบบ่อยในอุตสาหกรรมและมีผลต่อผู้ปฏิบัติงาน 3 ประเภทคือ สารตะกั่ว สารตัวทำละลายอินทรีย์ และสารป้องกันกำจัดแมลงที่ใช้กันอย่างแพร่หลายคือสารออร์กาโนฟอสเฟต

    สารตะกั่ว เป็นสารโลหะสีเทาอมเงิน ในอดีตใช้เป็นส่วนผสมในน้ำมันเบนซีนทำให้เครื่องเดินเรียบ ปัจุบันเลิกใช้แล้ว แต่ยังมีใช้ในอุตสาหกรรมสี และหมึกสีต่างๆ อุตสาหกรรมเคมี อุตสาหกรรมอิเลคทรอนิคส์และคอมพิวเตอร์ทำเป็นลวดเชื่อมของโลหะต่างๆ อุตสาหกรรมเครื่องเคลือบดินเผา อุตสาหกรรมแก้ว กระเบื้องและอุตสาหกรรมแบตเตอรี่

    เข้าสู่ร่างกายโดย การกิน หายใจ และทางผิวหนัง กระจายตัวในร่างกายเป็น 3 ส่วน คือ

    1. กระจายตัวอยู่ในเลือด 95% จะจับกับเม็ดเลือดแดง

    2. กระจายไปที่เนื้อเยื่อที่อ่อนนุ่ม คือพวกตับ ไต ระบบประสาท มีประมาณ 0.6 มิลลิกรัม หรืออาจมีมากถึง 10% ของตะกั่วที่ผสมอยู่ในร่างกาย

    3. กระจายไปที่กระดูกซึ่งมีมากถึง 200 มิลลิกรัม บางรายงานเชื่อว่ามีประมาณ 95%

    การกำจัดตะกั่วในร่างกายส่วนใหญ่ประมาณ 75% จะถูกขับออกทางไต และอีก 25% จะถูกขับออกทางน้ำดี ผม เหงื่อและเล็บ

    ค่า BEI ที่ ACGIH กำหนดสำหรับปริมาณตะกั่วในเลือดมีค่าไม่เกิน 30 mg /100 ml

    เบนซีน (Benzene) เป็นของเหลวใสไม่มีสี มีกลิ่นฉุน ระเหยติดไฟได้ง่าย จัดอยู่ในกลุ่มสารละลายอินทรีย์ ได้มีการนำเบนซีนมาใช้ในอุตสาหกรรมผลิตยาง เนื่องจากเป็นตัวทำละลายได้ดีจึงนำมาใช้ในอุตสาหกรรมอย่างอื่นด้วย เช่น อุตสาหกรรมผลิตสารกำจัดแมลง ผลิตสี หมึกพิมพ์ การผลิตแผงวงจรไฟฟ้าอิเลคทรอนิคส์ และการผลิตสารเคมี ก่อนที่มีการจำกัดการใช้ และใช้สารที่ปลอดภัยกว่าทดแทน เบนซีนยังเป็นผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เข้าสู่ร่างกายโดย การสูดดม การกิน การปนเปื้อนและดูดซึมที่ผิวหนัง เมื่อเบนซีนกระจายตัวเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตแล้วจะเข้าสู่อวัยวะที่มีเลือดและไขมันมาก เช่น สมอง ตับ ไต ไขกระดูก หัวใจ และกล้ามเนื้อ ประมาณร้อยละ 25-50 ของเบนซีนจะถูกขับออกทางลมหายใจ ส่วนที่เหลือของเบนซีนจะถูกเปลี่ยนแปลงโครงสร้างโดยกระบวนการเมตาบอลิซึมที่ตับ โดยเอมไซม์ P-450 dependent monooxygenase ให้เปลี่ยนเป็น Phenol และ benzene dihidrodiol ซึ่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็น Phenylemercapuric acid และ Muconic acid ซึ่งจะถูกขับทางปัสสาวะต่อไป

    พิษเรื้อรังของเบนซีน ได้รับติดต่อกันเป็นเวลานานจะทำให้เกิดความเป็นพิษต่อไขกระดูก และทำลายไขกระดูก ทำให้มีไขมันเข้าไปแทนที่และทำให้โลหิตจาง จำนวนเม็ดเลือดขาวและเกร็ดเลือดต่ำเกิดโรคโลหิตจางทีเรียกว่า aplastic anemia และทำให้เกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาวได้ และยังมีพิษต่อระบบประสาท มีความผิดปกติของเส้นประสาทสมอง เป็นพิษต่อตับทำให้ตับอักเสบ

    การตรวจวัดเบนซีนในร่างกาย การตรวจหาปริมาณเบนซีนในร่างกายโดยการประเมินดัชนีสารพิษในตัวอย่างชีวภาพ (BEI)

    นั้นหน่วยงาน ACGIH ได้เสนอแนะให้ตรวจหาปริมาณสารเมตาบอไลต์ของเบนซีนซึ่งตรวจ 2 สารเมตรบอไลท์ คือ

    1. การตรวจหาปริมาณกรด Phenylmercapuric ในปัสสาวะ โดยเก็บตัวอย่างปัสสาวะจากผู้ปฏิบัติงานเมื่อเลิกกะ (End of Shift)

    ซึ่งจะต้องพบไม่เกิน 25 ไมโครกรัม/กรัมของครีอะตินีน

    2. การตรวจหาปริมาณกรด t,t Muconic ในปัสสาวะ ซึ่งเก็บจากตัวอย่างปัสสาวะของผู้ปฏิบัติงานเมื่อเลิกกะเช่นกันและต้องพบไม่เกิน 500 ไมโครกรัม/กรัมของคลีอะตินีน

    โทลูอีน (Toluene) เป็นสารAromatic Hydrocarbon ชนิดหนึ่งซึ่งเป็นอนุพันธ์ของเบนซีน เป็นของเหลวที่มีกลิ่นเหมือนเบนซีนแต่มีความเป็นพิษน้อยกว่า ละลายน้ำได้น้อยมากแต่ละลายได้ดีในแอลกกฮอล์ มีการใช้โทลูอีนในอุตสาหกรรมหลายประเภทที่สำคัญคือ ใช้เป็นสารทำละลายในอุตสาหกรรมยา เคมี ยาง และพลาสติก ใช้เป็นวัตถุดิบตั้งต้น และเป็นสารตัวกลาง ในอุตสาหกรรมอินทรีย์เคมีและอุตสาหกรรมสังเคราะห์เคมี ใช้เป็นทินเนอร์ในสีแล็กเกอร์และน้ำมันขัดเงา ใช้เป็นสารขจัดล้างสี

    การตรวจวัดโทลูอีนในร่างกาย สามารถดำเนินการตรวจวัดหาปริมาณโทลูอีนในเลือดและในสารเมตาบอไลต์ที่สำคัญคือ ออร์โซครีซอล ในปัสสาวะ และกรดฮิปปูริคในปัสสาวะ

    ไซลีน (Xylene) ส่วนใหญ่เข้าสู่ร่างกายโดยการสัมผัสทางผิวหนัง การระคายเคืองผิวหนังรุนแรงกว่า เบนซีน และโทลูอีน

    การตรวจหาปริมาณไซลีนในร่างกาย โดยการวัดปริมาณกรดเมธิลฮิปปูริค ในปัสสาวะ ต้องมีค่า BEI ไม่เกิน1.5 กรัม/กรัมของคลีอะตินีน

    สารประกอบออร์กาโนฟอสเฟตและค่าดัชนีสารพิษในตัวอย่างทางชีวภาพของสารประกอบออร์กาโนฟอสเฟต

    ใช้เป็นยาป้องกันและกำจัดศรัตรูพืช ที่เกษตรกรใช้กันอย่างกว้างขวาง เพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร เข้าสู่ร่างกายโดยดูดซึมเข้าทางผิวหนัง การหายใจเข้าไปจากสารเคมีที่ฟุ้งกระจายในบรรยากาศการทำงาน เช่นการฉีดผ่าน (spray) หรือปนเปื้อนกับอาหาร สารออร์กาโนฟอสเฟต เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะไปยับยั้งเอมไซม์โครียเอสเตอเรส ทั้งในพลาสมาและเม็ดเลือดแดง ทำให้ความสามารถในการทำปฏิกิริยาของเอมไซม์ดังกล่าวลดต่ำลง รวมทั้งยับยั้งการทำงานของโครีนเอสเตอเรสในปลายประสาทต่างๆ จึงทำให้ร่างกายแสดงอาการผิดปกติต่างๆ ออกมา ดังนั้ระดับความสามารถในการทำปฏิกิริยาของโครีนเอสเตอเรสในพลาสมาและเม็ดเลือดแดงจึงเป็นการวัดความเป็นพิษของสารออร์กาโนฟอสเฟต ผู้ป่วยที่ไม่แสดงอาการมีระดับโครีนเอสเตอเรสสูงกว่า 50% ของค่าปกติ 20-50% พิษน้อย 10-20% พิษปานกลาง น้อยกว่า 10% มีอาการรุนแรง

    รุนแรงมากอาจจะน้อยกว่า 0

    ACGIH ได้เสนอแนะให้ตรวจหาจำนวนทารา-ไพโตรฟีนอลทั้งหมดในปัสสาวะเก็บตัวอย่างเลิกงานไม่เกิน 0.5 มก/ก ของครีอะตินีน

    และปริมาณเอนไซม์โครีนเอสเตอเรสของเซลล์เม็ดโลหิตแดง ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของพื้นฐานของแต่ละบุคคล เพื่อใช้เป็นดัชนีสารพิษในตัวอย่างชีวภาพของสารออร์กาโนฟอสเฟต



    หน่วยที่ 5 การตรวจสอบสารพิษทางห้องปฏิบัติการ

    การตรวจวิเคราะห์สารพิษทางห้องปฏิบัติการเป็นการตรวจวิเคราะห์หาสารเคมีอันตรายหรือสารพิษหรือเมตาบอไลต์ในสิ่งส่งตรวจทางชีวภาพ สารเคมีอันตรายหรือสารพิษในสถานประกอบการ และการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการทางคลินิกอื่นๆ ซึ่งมีความสำคัญในการยืนยันความเป็นพิษของสารเคมีอันตรายหรือสารพิษของผู้ปฏิบัติงานในสถานประกอบการ ก่อนที่แพทย์จะให้การดูแลรักษาอย่างถูกต้องต่อไป

    การตรวจวิเคราะห์สารพิษทางห้องปฏิบัติการมีความสำคัญโดยใช้สำหรับ

    1. การวินิจฉัยโรคจากการประกอบอาชีพ

    2. การรักษาหรือติดตามกำกับดูแลโรคจากการประกอบอาชีพ

    3. การตรวจคัดกรองโรคจากการประกอบอาชีพ

    4. การเฝ้าระวัง การป้องกันโรคและความพิการ

    5. การแก้ไขปัญหาพิษเฉียบพลันหรือเหตุการณ์ฉุกเฉิน

    ขั้นตอนการตรวจวิเคราะห์สิ่งส่งตรวจสารพิษทางห้องปฏิบัติการ มีดังนี้

    1. การจัดเตรียมสิ่งส่งตรวจทางชีวภาพเพื่อการตรวจวิเคราะห์สารพิษทางห้องปฏิบัติการ

    2. การเลือกวิธีการตรวจวิเคราะห์สารพิษทางห้องปฏิบัติการที่เหมาะสมกับสิ่งส่งตรวจทางชีวภาพ

    3. การเตรียมอุปกรณ์ เครื่องมือและสารละลายสำหรับวิธีการตรวจวิเคราะห์สารพิษทางห้องปฏิบัติการ

    4. การตรวจวิเคราะห์สิ่งส่งตรวจทางชีวภาพ

    ปัจจัยที่มีผลต่อผลการตรวจวิเคราะห์สารพิษทางห้องปฏิบัติการ

    1. ความผิดพลาดของสิ่งส่งตรวจ (Specimen error)

    2. ความผิดพลาดที่เกิดจากเครื่องมือ (Instrument error)

    3. ความผิดพลาดที่เกิดจากวิธีการตรวจวิเคราะห์ (Analytical method error)

    4. ความผิดพลาดที่เกิดจากผู้ตรวจวิเคราะห์ (Personal error)

    การควบคุมคุณภาพของการตรวจวิเคราะห์สารพิษทางห้องปฏิบัติการ

    ใน ค.ศ. 1970 รัฐบาลของนานาชาติได้ร่วมกันออกประกาศเพื่อควบคุมการผลิต การค้าและการใช้สารเคมี ทำให้เกิดการปฏิบัติทางห้องปฏิบัติที่ดี (Good Laboratory Practice: GLP) หลักการของ GLP อาจกล่าวได้ว่า การควบคุมคุณภาพของการตรวจวิเคราะห์สารพิษทางห้องปฏิบัติการ เป็นการควบคุมคุณภาพผลการตรวจวิเคราะห์สารเคมีอันตราย หรือสารพิษ หรือสารเมตาบอไลต์โดยวิธีการ เครื่องมือ และอุปกรณ์ที่จำเป็น ตลอดจนเจ้าหน้าที่หรือนักพิษวิทยาหรือผู้ที่ปฏิบัติงานตรวจวิเคราะห์ด้านพิษวิทยาต้องมีความรู้และทักษะในการตรวจวิเคราะห์เพื่อให้ได้ผลการตรวจวิเคราะห์ที่ถูกต้องและเชื่อถือได้

    การควบคุมคุณภาพของการตรวจวิเคราะห์สารพิษทางห้องปฏิบัติการมีแนวคิดในการดำเนินการเหมือนห้องปฏิบัติการในสถานพยาบาลทั่วไปคือ มีการควบคุมคุณภาพก่อนการตรวจวิเคราะห์ การควบคุมคุณภาพระหว่างการตรวจวิเคราะห์ และการควบคุมคุณภาพหลังการตรวจวิเคราะห์

    1. การควบคุมคุณภาพก่อนการตรวจวิเคราะห์

    - ผู้ปฏิบัติงานตรวจวิเคราะห์ สารพิษทางห้องปฏิบัติการมักเป็นนักพิษวิทยา นักเทคนิคการแพทย์ในห้องปฏิบัติการทางพยาธิวิทยาคลินิก นักวิทยาศาสตร์ เภสัชกร สัตวแพทย์ แพทย์ มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเครื่องมือที่ทันสมัย

    - เครื่องมือและอุปกรณ์ ใช้เครื่องมือที่ถูกต้อง มีการอบรมผู้ใช้งาน มีการสอบเทียบเครื่องมือกับหน่วยงานที่มีมารตฐาน

    - การเก็บสิ่งส่งตรวจ ผู้ปฏิบัติมีความรู้เรื่องการเก็บสิ่งส่งตรวจ การป้องกัน เขียนรายละเอียด จัดเก็บ

    2. การควบคุมคุณภาพระหว่างการตรวจวิเคราะห์ ,เลือกวิธีตรวจวิเคราะห์ที่น่าเชื่อถือ จัดทำเอกสารเป็นขั้นตอน ป้องกันการหลงลืม มีการควบคุมคุณภาพ ทั้งภายนอกและภายใน

    3. การควบคุมคุณภาพหลังการตรวจวิเคราะห์ เมื่อได้ผลการตรวจวิเคราะห์แล้ว ต้องแปรผลการตรวจวิเคราะห์ว่าผู้ปฏิบัติงานมีความผิดปกติอะไร ที่ต้องให้การดูแลและรักษาพยาบาล โดยเทียบกับดัชนีชีวภาพที่กำหนด ก่อนรายงานผลให้แพทย์ทราบ บางครั้งอาจต้องตรวจวิเคราะห์ซ้ำเพื่อยืนยันผลการตรวจวิเคราะห์

    แหล่งที่ตรวจวิเคราะห์สารพิษทางห้องปฏิบัติการ ในสถานพยาบาลทั่วไปที่มีห้องปฏิบัติการทางพยาธิวิทยาคลินิก หรือแผนกเคมีคลินิก มหาวิทยาลัยบางแห่ง สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ศูนย์พิษวิทยาของโรงพยาบาลรามาธิบดีและโรงพยาบาลศิริราช เครือข่ายด้านพิษวิทยาของโรงพยาบาลนพรัตน์ราชธานี ศูนย์อ้างอิงทางห้องปฏิบัติการ สำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์มีฝ่ายพิษวิทยาอยู่ในศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ในส่วนภูมิภาคอีก 13 แห่ง

    การเตรียมและวิธีการเก็บสิ่งส่งตรวจ

    การเตรียมการเก็บสิ่งส่งตรวจจากร่างกายผู้ปฏิบัติงานต้องทำด้วยความระมัดระวัง ทั้งตัวผู้เก็บสิ่งส่งตรวจและผู้ปฏิบัติงานโดยต้องทำตามหลักการป้องกันตัวโดยทั่วไป (Universal Precaution : UP)

    หลักการป้องกันตัวโดยทั่วไป

    - ผู้เก็บสิ่งส่งตรวจต้องใส่ถุงมือที่สะอาดปราศจากเชื้อ ชนิดใส่แล้วทิ้ง ไม่สัมผัสกับสิ่งส่งตรวจโดยตรงเช่น เลือด

    - ขณะสวมถุงมือปฏิบัติงานถ้าตรวจพบปนเปื้อนที่ถุงมือ ต้องล้างออกทันที หรือเปลี่ยนถุงมือใหม่ ก่อนสัมผัสอุปกรณ์

    - เปลี่ยนถุงมือถ้าเปื้อนสิ่งส่งตรวจมากๆ

    - ถอดถุงมือและล้างมือด้วยน้ำสบู่หรือน้ำยาทำความสะอาดทุกครั้งเมื่อเสร็จสิ้นการเก็บสิ่งส่งตรวจ

    - อย่าจับต้องตา จมูก หรือส่วนอื่นๆของร่างกายขณะสวมถุงมือ

    - ทุกครั้งที่ถุงมือขาดต้องถอดทิ้งและล้างมือก่อนสวมถุงมือใหม่

    - สวมเสื้อคลุมทุกครั้งขณะเก็บสิ่งส่งตรวจ เพื่อป้องกันการกระเด็นของสิ่งส่งตรวจ และถอดเสื้อคลุมเมื่อเสร็จ

    - ควรสวมแว่นตา และผ้าปิดปากและจมูก (Mask) เพื่อป้องการการกระเด็นของสิ่งส่งตรวจเข้าตาหรือปาก

    - การใช้เข็ม ของมีคมให้ปฏิบัติตามการปฏิบัติเพื่อหลีดเลี่ยงอุบัติเหตุ

    - อุปกรณ์ทุกชิ้นที่เปื้อนเลือดหรือสิ่งส่งตรวจอื่นๆ ให้ฆ่าเชื้อก่อนนำไปทำความสะอาดเพื่อใช้ต่อไป ถ้าเป็นไปได้ควรเป็น แบบ ใช้แล้วทิ้ง

    - ห้ามดื่ม กิน สูบบุหรี่หรือใช้เครื่องสำอางในขณะเก็บสิ่งส่งตรวจ หรือในห้องพยาบาลขณะเก็บสิ่งส่งตรวจ

    - หลังเสร็จสิ้นการเก็บสิ่งส่งตรวจ ให้ทำความสะอาดโต๊ะที่ใช้เก็บหรือวางสิ่งส่งตรวจด้วยน้ำยาโซเดียมไฮโปคลอไรต์ 0.5% หรือไลโชล 2%

    - ควรมีการอบรมซักซ้อมแนวทางการป้องกันการติดเชื้ออยู่เป็นประจำ

    - ควรมีเอกสารแสดงแนวทางการป้องกันการติดเชื้อติดไว้ให้ชัดเจนในห้องพยาบาลและห้องเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย

    การเตรียมอุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บสิ่งส่งตรวจ

    เลือด - เลือดครบส่วน (Whole blood) หมายถึง เลือดที่ใส่สารป้องกันการแข็งตัวของเลือด ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ในงานทางโลหิตวิทยา อาจใช้ในทางเคมีคลินิกบ้างเช่น การตรวจหาก๊าซในเลือด

    - พลาสมา (Plasma) หมายถึง น้ำเลือดสีเหลืองอ่อนที่แยกออกจากเลือดครบส่วนภายหลังการปั่นเหวี่ยง

    สารป้องกันการแข็งตัวของเลือดที่นิยมใช้คือ เอทิลีนไดอะมีนเตตระอะซีติกแอซิด โดยใช้ EDTA 1.50 มิลลิกรัมต่อเลือด

    1 มิลลิลิตร EDTA ใช้เป็นสารป้องกันการแข็งตัวของเลือดที่มีปฏิกิริยาดึงเอาแคลเซียมออกจากเลือดทำให้เลือดไม่แข็งตัวเมื่อตั้งทิ้งไว้

    - ซีรัม (Serum) หมายถึง น้ำเลือดสีเหลืองที่แยกลิ่มเลือดออกภายหลังจากการเจาะเลือด แยกได้โดยการปั่นเหวี่ยง

    การเจาะเลือดปลายนิ้วนางกับนิ้วกลางเป็นการเจาะเลือดจากหลอดเลือดฝอยมักทำในเด็กหรือผู้ใหญ่ที่มีหลอดเลือดดำไม่ชัดเจน

    ตำแหน่งที่เหมาะในการเจาะควรเลือกหลอดเลือดดำบริเวณหน้าแขนส่วนบน หลอดเลือดดำเส้นหลักคือ หลอดเลือดดำมีเดียนคูบิตัล ที่เห็นได้ชัดเจนบริเวณหน้าแขนส่วนบนที่ข้อพับ อาจเลือกหลอดเลือดดำเบซิลิก หรือหลอดเลือดดำเซฟาลิกหรือหลอดเลือดดำมีเดียนหรือไม่ชัดเจนอาจเลือกหลอดเลือดดำบริเวณหลังมือ ใช้สายรัดเหนือตำเหน่งที่เจาะเลือดประมาณ 3-4 นิ้ว รัดไม่เกิน 1 นาที

    ปัสสาวะ เป็นของเหลวสีเหลืองที่ขับออกจากร่างกายผ่านไต การเก็บอสิ่งส่งตรวจที่เป็นปัสาวะต้องคำนึงว่าจะเก็บปัสสาวะเพื่อตรวจหาสารใด และควรเก็บปัสสาวะเวลาใด ปัสสาวะที่ถ่ายในเวลาต่างกันจะมีส่วนผสมที่แตกต่างกัน ควรบันทึกเวลาการเก็บไว้ด้วยเพื่อประกอบในการแปลผลการเก็บปัสสาวะต้องทำอย่างถูกต้องเพื่อให้ได้ผลที่น่าเชื่อถือแม่นยำ รวดเร็ว ประหยัด

    อุจจาระ ใช้ประโยชน์ในการวินิจฉัยและรักษาโรคระบบทางเดินอาหาร เช่น อุจจาระร่วง ภาวะมีเลือดออกในทางเดินอาหาร โรคพยาธิในลำไส้ อุจจาระประกอบด้วยน้ำ ร้อยละ 70 อีกร้อยละ 30 เป็นกากอาหาร แบคทีเรียในทางเดินอาหาร สารต่างๆที่ร่างกายหลั่งออกมาในทางเดินอาหาร

    เสมหะ อาจเก็บเพื่อตรวจหาเชื้อวัณโรค อาจเก็บเพื่อต้องการเพาะเชื้อหาสาเหตุการอักเสบของลำคอ เก็บเสมหะลงในขวดฝาเกลียวปากกว้างที่ปราศจากเชื้อ ระวังอย่าให้ปนเปื้อนด้วยน้ำลายใส่ในตู้เย็นที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียสก่อนนำส่ง

    ฝี หนอง ต้องเก็บหนองในอาหารเลื้ยงเชื้อเพื่อการขนส่งไปยังห้องปฏิบัติการ นำส่งไม่ทันเก็บในอุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส

    สิ่งส่งตรวจจากระบบสืบพันธุ์ ไม่ต้องใช้น้ำยาฆ่าเชื้อใดๆในการทำความสะอาดเพราะมักมีเชื้อประจำถิ่นอยู่แล้ว ควรเก็บสิ่งส่งตรวจบริเวณที่มีการอักเสบหรือเป็นแผยโดยไม่แตะต้องบริเวณอื่นแล้วใส่ลงในอาหารเลี้ยงเชื้อเพื่อการขนส่งไปยังห้องปฏิบัติการทันที เพราะเชื้อบริเวณนี้มักตายง่าย

    เล็บ โดยตัดเล็บมือและเล็บเท้าใส่ในถุงพลาสติกใหม่ที่สะอาด และแห้งสนิท ปิดปากถุงหรือรัดด้วยยางรัด

    ผม ตัดผมให้ชิดหนังศรีษะและนำปลายผมมาติดบนเทปกาวโดยเรียงให้ปลายโคนเสมอกัน เลือกตัดหลายๆจุดประมาณ 50 เส้น ใส่ในถุงพลาสติก ผมสั้นให้ใช้ 100 เส้น มักใช้ผมเพื่อตรวจหาโลหะหนัก เช่นตะกั่ว สารหนู

    สิ่งบรรจุในกระเพาะอาหาร การเก็บสิ่งส่งตรวจที่เป็นอาเจียน

    น้ำนม เก็บน้ำนมอย่างน้อย 10 มิลลิลิตร ตรวจหาสารโลหะหนัก สารป้องกันและกำจัดศรัตรูพืช

    วัตถุที่พบในที่เกิดเหตุ อาจเกี่ยวข้องกับการได้รับสารพิษ พิษวิทยาทางนิติเวช

    ภาชนะบรรจุสิ่งส่งตรวจทางสิ่งแวดล้อมที่เป็นสารระเหยได้ เช่น ตัวทำละลายอินทรีย์ควรเก็บแยกจากสิ่งส่งตรวจทางชีวภาพเพื่อป้องกันการปนเปื้อน สิ่งส่งตรวจทางชีวภาพทุกชนิดควรเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียสก่อนการวิเคราะห์ และหลังเสร็จสิ้นการตรวจวิเคราะห์ด้านพิษวิทยาแล้วควรเก็บสิ่งส่งตรวจไว้ 3-4 สัปดาห์ เนื่องจากอาจต้องวิเคราะห์ต่ออีกในกรณีที่สิ่งส่งตรวจมีความเกี่ยวข้องทางการแพทย์และกฎหมาย ประกันสังคมหรือกองทุนเงินทดแทน จนกว่าจะแน่ใจ การสอบสวนหรือการดำเนินการรักษาสิ้นสุดแล้ว เป็นไปได้ควรเก็บที่อุณหภูมิ - 20 องศาเซลเซียส

    การตรวจวิเคราะห์สิ่งส่งตรวจทางชีวภาพ

    การตรวจวิเคราะห์เลือด ที่สำคัญทางห้องปฏิบัติการในงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัยประกอบด้วยการตรวจวิเคราะห์ทางเคมีคลินิก การตรวจวิเคราะห์ทางโลหิตวิทยา และการตรวจวิเคราะห์ทางพิษวิทยา

    - การตรวจวิเคราะห์ทางเคมีคลินิก ที่สำคัญได้แก่ การตรวจระดับน้ำตาลในเลือด การตรวจเกลือแร่ ก๊าซในเลือดและความเป็นกรด-ด่าง การวัดออสโมลาริตีของพลาสมา การหาเอมไซม์ในเลือด

    - การตรวจวิเคราะห์ทางโลหิตวิทยา ที่สำคัญได้แก่ การแข็งตัวของเลือด การวัดระดับคาร์บอกซีฮีโมโกลบิน และเมทฮีโมโกลบิน ปริมาตรของเม็ดเลือดแดง และปริมาณเม็ดเลือดขาว

    - การตรวจวิเคราะห์ทางพิษวิทยา การตรวจวิเคราะห์ด้านพิษวิทยาที่สำคัญ ได้แก่ การตรวจทางกายภาพ การทดสอบสี ทินเลเยอร์โครมาโตกราฟี และการตรวจวัดการได้รับสารพิษหรือสารเคมีโดยรวมของผู้ปฏิบัติงานแต่ละคน

    การตรวจวิเคราะห์ปัสสาวะ .ใช้ในการตรวจวิเคราะห์หาสารเคมีอันตรายหรือสารพิษหรือสารเมตาบอไลต์ได้

    - การตรวจด้วยตาเปล่าเพื่อสังเกตลักษณะทั่วไปของปัสสาวะ สี ความขุ่น กลิ่น การตรวจสมบัติทางเคมีโดยใช้แถบทดสอบ

    - การตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์เพื่อดูตะกอนปัสสาวะ

    - การสกัดเพื่อตรวจวิเคราะห์หาสารเคมีอันตรายหรือสารพิษหรือสารเมตาบอไลต์

    การตรวจวิเคราะห์สารพิษ

    การตรวจวิเคราะห์สารพิษทางกายภาพ ที่สำคัญและใช้กันมากในการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการคือ

    - การตรวจวิเคราะห์สารพิษโดยใช้หลักการเคลื่อนที่ของอนุภาคที่มีประจุในสนามไฟฟ้า หรือเรียกว่า อิเล็กโทรโฟรีซิส โดยใช้หลักการ ว่าอนุภาคที่มีประจุเมื่อวางอยู่ในสนามไฟฟ้าจะเคลื่อนที่ไปยังขั่วบวกหรือแอโนด(Anode) หรือขั่วลบ (Cathode)ขึ้นอยู่กับค่าอนุภาคนั้นว่ามีประจุรวมเป็นประจุอะไร โดยจะเคลื่อนไปยังขั่วที่มีประจุไฟฟ้าตรงกันข้าม โดยมีแถบหาปริมาณของแถบโดยเครื่องเดนซิโตมิเตอร์

    - การตรวจวิเคราะห์สารพิษโดยใช้หลักการวัดความต่างศักย์ไฟฟ้าอิเลคโทรด ได้แก่เครื่องวัดความเป็นกรด- ด่าง (pH) ที่เรียกว่าพีเอชอิเลคโทรด (pH Electrode) ใช้หลักการวัดความต่างศักย์ไฟฟ้าอิเลคโทรดที่เกิดขึ้นตรงผิวรอยต่อของความเข้มข้นที่ต่างกัน 2 ความเข้มข้นของประจุชนิดเดียวกันที่ถูกเชื่อมติดต่อกัน

    การตรวจวิเคราะห์สารพิษทางเคมี ที่สำคัญและใช้กันมากในการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ คือ การตรวจวิเคราะห์สารพิษโดยใช้หลักการของแสง การตรวจวิเคราะห์สารพิษโดยใช้หลักการของโครมาโตกราฟี และเครื่องตรวจวิเคราะห์สารอัตโนมัติ

    การตรวจวิเคราะสารพิษทางชีวภาพ เป็นการตรวจวิเคราะห์สารพิษโดยการใช้สิ่งที่มีชีวิตคือ การตรวจวิเคราะห์สารพิษโดยการใช้สัตว์ทดลองและการตรวจวิเคราะห์สารพิษโดยการไม่ใช้สัตว์ทดลอง

    สารก่อมะเร็งทุกชนิดทำให้เกิดการก่อกลายพันธุ์ได้ แต่สารก่อกลายพันธุ์เพียงร้อยละ 80-90 เท่านั้นทำให้เกิดมะเร็ง

    การศึกษาหรือทดสอบสารเคมีหรือสารพิษโดยใช้สัตว์ทดลองที่เรียกว่า in vivo test เป็นการศึกษาขนาดใหญ่ ซับซ้อน มีค่าใช้จ่ายสูง ใช้สัตว์เป็นจำนวนมากและต้องติดตามตลอดช่วงชีวิตของสัตว์ทดลองเป็นเดือนหรือเป็นปีโดยเฉพาะในการศึกษาการก่อกลายพันธุ์และการเกิดมะเร็ง และเหตุผลทางจริยธรรม จึงได้มีการพัฒนาวิธีการตรวจที่ใช้เวลาไม่นาน ให้ผลได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ และค่าใช้จ่ายไม่แพงมากนัก เรียกว่า in vitro test โดยไม่ใช้สัตว์ทดลอง สิ่งมีชีวิตที่นำมาใช้แทนสัตว์ทดลองประกอบด้วยแบคทีเรีย ยีสต์ แมลง พืช เซลล์เพาะเลี้ยงจากสัตว์

    เทคนิคหนึ่งที่กำลังมีบทบาทในการทดสอบทางพิษวิทยาคือ เทคโนโลยีพันธุวิศวกรรม(Genetic engineering) มีพื้นฐานมาจากการตัดต่อหรือสลับที่กันของยีนหรือดีเอ็นเอ

    manasu

     



    อ่านทั้งหมด: 65186, ความเห็นทั้งหมด: 40
     อยากได้แนวข้อสอบจังเลยคะ jeabwin@hotmail.com
    โดย - jeab - วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 21:32

    หนังสิอยังได้ไม่ครบเลย เหมือนกันครับ  อยากได้แนว ข้อสอบครับ chanachaik@hotmail.com
    โดย - ck - วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 6:03

     

    เนื้อเพลง : Now

    กล้าๆกลัวๆ ไม่ชัวร์ก็ไม่ยอมทำ ได้ยินประจำว่ารอก่อน
    ชักช้าโลเลลีลา ไม่ลุกขึ้นมาจากที่นอน ไม่ออกไป
    ทุกฝันในใจที่เราเห็น โวโฮโฮ จะปล่อยให้เป็นแค่ฝันไหม
    มีแรงอย่าเก็บไว้ ไปทำให้มันเป็นจริงขึ้นมา

    * อยากจะไปไกลๆ อย่ามัวอะอะอาย ไม่ทำซักทีจะรอใคร ปล่อยให้ละละลาย
    แค่เปิดประตูในใจ ปล่อยให้มันบินไป เส้นทางของเรามันยาวไกล (ออกไปลงมือทำ/อยู่ที่เราเลือกทำ)

    ถ้าเลือกจะตามใครๆ ที่เขาทำมา ก็ดีหรอกนะแค่ไม่มัน
    เมื่อเลือกจะเป็นตัวเอง ต้องกล้าวิ่งตาม สิ่งที่ฝันไม่หวั่นไหว
    มีอิสระอยู่ในมือ โวโฮโฮ มันอยู่ที่เราจะเลือกใช้
    มีใจอย่าเก็บไว้ จะเริ่มเมื่อไรก็นาทีนี้เลย

    (ซ้ำ *)

    ** เอ้าไปๆๆ อย่ามัวอะอะอาย ไม่ทำเสียทีจะรอใคร ปล่อยให้ละละลาย
    ที่สุดคือความภูมิใจ ประสบการณ์มากมาย ได้เรียนได้ลองได้มองไกล และได้เป็นตัวเอง

    แล้วเราจะรู้ว่าโลกใบนี้ไม่มีกำแพงกัน แล้วเราจะรู้ความจริงกับความฝันต่างกันแค่ทำ

    (ซ้ำ * , ** , * , **)
    (ที่มา:http://vdoclip.exteen.com/20070530/mv-now-dan-beam-the-album-3-freedom )

    โดย - pichet - วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 2:46

     เหมือนกันครับ  อยากได้แนว ข้อสอบครับ หากใครมีก็กรุณาติดต่อมาที่ Email : DusitS@thaimail.com จะเป็นพระคุณอย่างมากเลยครับ
    โดย - Dusit - วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 11:33

    samapong_poon@hotmail.com ใครทราบบ้างว่าหนังสือจะส่งมาช่วงไหน บทที่6-15 จะอ่านทันไหมนี้สอบเดือนหน้าแล้ว
    โดย - poon - วันที่ 2 มีนาคม 2551 เวลา 21:46

     หนังสิอยังได้ไม่ครบเลย เหมือนกันครับ  อยากได้แนว ข้อสอบครับ หากใครมีก็กรุณาติดต่อมาที่ Email : Jirawatk@betagro.comจะเป็นพระคุณอย่างมากเลยครับ
    โดย - jirawat - วันที่ 24 มีนาคม 2551 เวลา 1:58

     หนังสิอยังได้ไม่ครบเลยค่ะ อยากได้แนว ข้อสอบ หากใครมีก็กรุณาติดต่อมาที่ Email : toa.38@hotmail.com ค่ะ
    โดย - su - วันที่ 8 เมษายน 2551 เวลา 16:56

    APF ย่อมาจากอะไร และหมายความว่าอย่างไรค่ะ เห็นใน MSDS การเลือกใช้อุปกรณ์ป้องกันระบบทางเดินหานใจอ่ะค่ะ 
    โดย - ดา - วันที่ 16 เมษายน 2551 เวลา 13:03

    ขอบคุณนะครับ  แบบว่ายังอ่านไม่จบเลยจะสอบแล้ว
    โดย - ติงลี่ - วันที่ 16 เมษายน 2551 เวลา 13:30

    APF ย่อมาจากอะไร และหมายความว่าอย่างไรค่ะ เห็นใน MSDS การเลือกใช้อุปกรณ์ป้องกันระบบทางเดินหานใจอ่ะค่ะ 
    โดย - ดา - วันที่ 16 เมษายน 2551 เวลา 15:01

     MSDS (Material Safety Data Sheet) หมายถึง เอกสารที่ให้รายละเอียดข้อมูลเกี่ยวกับอันตรายของสารเคมี ทั้งในแง่สุขภาพ อัคคีภัย การเกิดปฏิกิริยา สิ่งแวดล้อม และข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับสารเคมีนั้นๆ

    ส่วน APF น่าจะมาจากคำว่า อุปกรณ์ทำให้อากาศบริสุทธิ์ (Air - purifying respirator) เช่น การเลือกใช้หรือสัมผัสสารเคมีอันตราย ที่ระเหยได้ เราต้องใช้หน้ากากป้องกันการหายใจ ก็ดูค่า MSDS หรือเอกสารข้อมูลอันตรายของสารเคมี (มีสอนในชุดวิชาบริหารอาชีวอนามัยและความปลอดภัย หน่วยที่ 8 เรื่องการสื่อสารเพื่อความปลอดภัย)ที่มากับสารเคมีที่เราใช้ ขอได้ที่ผู้ขายหรือผู้ผลิต เขาก็จะบอกค่านี้มา เช่น ADF = 50

    หรือเรารู้ชื่อสารเคมีแต่ไม่รู้รายละเอียดหรือไม่มีรายการแสดงบอก ก็เข้าไปดูที่ ศูนย์ข้อมูลวัตถุอันตรายและเคมีภัณฑ์ กรมควบคุมมลพิษ

    http://msds.pcd.go.th/searchName.asp?vID=196

    เราสามารถพิมพ์ชื่อสารเคมี เข้าก็จะบอกรายละเอียดทั้งหมด เกี่ยวกับสาร อันตราย สูตรเคมี การป้องกัน วิธีใช้ โรคที่เกี่ยวเนื่องจากการสัมผัสหรือใช้งาน
    โดย - manasu - วันที่ 17 เมษายน 2551 เวลา 12:13

    ขอบคุณค่ะพี่ manasu ที่ช่วยตอบคำถามให้นะค่
    โดย - ดา - วันที่ 17 เมษายน 2551 เวลา 14:49

    มีเทคนิคจำวิชา พิษวิทยา กับ สถิติ มั้ยคะ แนะนำหน่อยได้มั้ยเอ่ย รุ่นพี่ๆช่วยหน่อยนะคะ แระ จะเป็นไปได้มั้ยคะ ที่จะออกตามแบบฝึกหัด แล้วยังมีรุ้นพี่รุ่นเพื่อนๆที่อยู่แถวรามฯ มั้ยเอ่ย ช่วยแนะนำหน่อยนะคะ เพิ่งจะลงสนามสอบงวดแรก ขอบอกเกร็ง จร้า^^ รบกวนหน่อยนะคะ

    - Lyta_bipor@hotmail.com

    - 084-5226030
    โดย - bipor - วันที่ 18 เมษายน 2551 เวลา 9:21

    ก่อนอื่นก็ขอฝากตัวก่อนนะครับผมก็เป็นอีกคนหนึ่งที่พึงจะเข้ามาเรียนครับ  พยายามใช้ทุกวิธีที่จะทำความเข้าใจในเนื้อหา ไม่ว่าจะเป็นอ่านเขียนจดจำ แต่ค่อยข้างที่จะไม่เป็นที่พอใจ ก็ขอบคุณ manasu ที่มีเนื้อหาวิชาที่ผมไม่ค่อยเข้าใจและ สุดท้ายนี้ เพื่อนพี่ฯฯ ที่เรียน เอก นี้ด้วยกันถ้ามีปัญหาเนื้อหาส่วนไหนที่ไม่เข้าใจก็ โพส์มาคุยกันได้เผื่อบ้างที่ผมอาจจะช่วยได้ไม่มากก็น้อย
    nongdon_w@advanceagro.com
    โดย - เค..จัง - วันที่ 22 เมษายน 2551 เวลา 10:10

     รบกวนช่วยส่ง file สรุปย่อบทที่ 6 วิชา 54106 ให้ทีนะคะ อ่านไม่ทันแล้วจิงๆ เข้ามาหลายครั้งแล้ว แต่ download ไม่ได้เลย ขอบคุณคุณ manasu มากค่ะ

    nok_83@yahoo.com ค่ะ
    โดย - piya - วันที่ 24 เมษายน 2551 เวลา 14:48

    ใครทราบบ้างว่า  ทำไมคนเราแต่ละคนที่ได้รับสารพิษแล้ว เหตุใดจึงมีอาการ  หนักเบาไม่เท่ากัน

    รบกวนส่งคำตอบมาที่  ameena_71@hotmail.com  โดยด่วน
     
    ขอบคุณค่ะ

    โดย - คนเดินทาง - วันที่ 17 สิงหาคม 2551 เวลา 20:05

    ยังไม่ตายน๊ะ
    โดย - xxx - วันที่ 30 พฤศจิกายน 2551 เวลา 12:06

    ทำไมเข้าสู่บทเรียนไม่ได้  ลองเข้าหลายรอบมากแล้วอยากอ่านมาก ๆเลย
    อยากได้หนังสือส่งยังไม่ครบเลย  อยากได้แนวข้อสอบเหมือนกัน
    โดย - ตัวเล็ก ๆ - วันที่ 9 ธันวาคม 2551 เวลา 12:33

    เข้าบทเรียนไม่ได้เหมือนกันคับ...แนะนำหน่อยคับ  viprasert@hotmail.com
    โดย - viprasert - วันที่ 10 มีนาคม 2552 เวลา 11:58

    ตอนที่ผมเรียน ผมใช้วิธีการ ทำ Mind mapping (แผนที่ความคิด) ซึ่งจะสามารถช่วยในเรื่องความเข้าใจและความจำได้ดีมากเลยครับ และสามารถใช้ได้กับทุกวิชา หรือ จะประยุกต์ใช้กับงานที่ทำอยู่ก็ได้ครับ ลองหาเอกสารมาศึกษาดูนะครับ  หรือ ลองหาซื้อหนังสือมาอ่านดู หรือ จะค้นหาใน Internet ก็มีอยู่พอสมควร

        รับรองครับได้ผลดีในระยะยาวแน่นอนครับ ลองมาแล้วครับ
    โดย - s - วันที่ 11 มีนาคม 2552 เวลา 13:10

    อยากมีเพื่อนที่เรียน อาชีวอานามัย มสธ.มากครับจะได้ปรึกษา
    โดย - ออโต้ - วันที่ 17 มีนาคม 2552 เวลา 14:08

     อย่ที่ภูเก็ตแต่ไม่เจอใครเรียนเหมือนกันเลย อยากรู้ว่า พิษวิทยากับสถิติข้อสอบออกยังไงมีอัถนัยไหมช่วยบอกหน่อย Lek13.-@hotmail.com
    โดย - ซันนี่บอย - วันที่ 28 มีนาคม 2552 เวลา 12:42

       ผลสอบออกแล้วครับ พี่น้อง ภาค 1/2552 54102 54113 54115 ผ่านทั้ง 3 วิชา เลยครับ
    โดย - พิชญ์ ปรุงสินธน - วันที่ 21 ธันวาคม 2552 เวลา 23:19

     คุย m กันได้ครับ  ผมก็ลงเรียนภาค 2/2552

    ton_envi@hotmail.com
    โดย - ekky - วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 14:40

     ใครมีสรุปแต่ละบท ช่วยส่งเมล์ให้ด้วยนะค๊า 
    a_nichaphat@hotmail.com  ขอบคุณล่วงหน้าค๊า
    โดย - KuNG - วันที่ 17 มีนาคม 2553 เวลา 19:15

    สวัสดีค่ะ
    54106 , 54112 ,54114 ตกหมดเลยเศร้าจัง ใครมีแนวข้อสอบ หรือข้อแนะนำอะไร
    pnw_hsm@hotmail.com ขอบคุณค่ะ
    โดย - พนาวัน - วันที่ 12 มิถุนายน 2553 เวลา 5:13

    รบกวนขอแยวข้อสอบวิชา พิษวิทยาหน่อยครับ
    โดย - bmn - วันที่ 22 กรกฎาคม 2553 เวลา 16:37

    รบกวนช่วยผมหน่อยนะครับ สอบตกพิษ กำลังจะสอบใหม่ครับ ขอข้อสอบหรือ สรุปย่อยได้มั้ยคับผม
    cocacola026@hotmail.com ขอบคุณคับ
    โดย - วัน - วันที่ 6 เมษายน 2554 เวลา 16:10

    ฮือ ๆ ๆ ตกแล้วตกอีกแน่ ๆ เล๊ย อ่านแล้วก้อไม่จำ ทำก้อได้บ้างไม่ได้บ้าง เศร้าเป็นที่สุด
    โดย - [บอสคุง] - วันที่ 22 เมษายน 2554 เวลา 21:21

     สวัสดีครับผมสมาชิกใหม่ สอบพิษฯไม่ผ่านขอคำชี้แนะจากรุ่นพี่หน่อยครับ
    โดย - chaitana - วันที่ 16 มิถุนายน 2554 เวลา 11:51

     สวัสดีครับผมสมาชิกใหม่ สอบพิษฯไม่ผ่านขอคำชี้แนะจากรุ่นพี่หน่อยครับ
    โดย - chaitana - วันที่ 16 มิถุนายน 2554 เวลา 11:53

     สวัสดีครับผมสมาชิกใหม่ สอบพิษฯไม่ผ่านขอคำชี้แนะจากรุ่นพี่หน่อยครับ
    โดย - chaitana - วันที่ 16 มิถุนายน 2554 เวลา 11:55

     สวัสดีครับผมสมาชิกใหม่ สอบพิษฯไม่ผ่านขอคำชี้แนะจากรุ่นพี่หน่อยครับ
    โดย - chaitana - วันที่ 16 มิถุนายน 2554 เวลา 12:00

     สวัสดีครับผมสมาชิกใหม่ สอบพิษฯไม่ผ่านขอคำชี้แนะจากรุ่นพี่หน่อยครับ
    โดย - chaitana - วันที่ 16 มิถุนายน 2554 เวลา 12:03

    สวัสดีครับใกล้วันสอบซ่อมมาทุกที่เตรียมให้ดีนะครับเพือนสมาชิกทุกท่าน
    โดย - chaitanayud - วันที่ 3 สิงหาคม 2554 เวลา 15:10

    สวัสดีครับใกล้วันสอบซ่อมมาทุกที่เตรียมให้ดีนะครับเพือนสมาชิกทุกท่าน
    โดย - chaitanayud - วันที่ 3 สิงหาคม 2554 เวลา 15:11

    ผมสอบซ่อมไปแล้วก็ยังไม่ผ่าน..............ท้อจัง
    โดย - checkenman - วันที่ 17 กันยายน 2554 เวลา 10:28

    สอบมาแล้ว4ครั้งไม่ผ่านเลย54106ยากมากช่วยผมหน่อยนะครับส่งเมลแนวข้อสอบให้ผมด้วยนะครับ  aui_zagi@hotmail.co  ขอบคุณครับ
    โดย - สมพร - วันที่ 27 มกราคม 2555 เวลา 11:19

    เคยเรียนชีวเคมีและพิษวิทยาสิ่งแวดล้อม เอามาเทียบโอนกันได้ไหมค่ะ
    โดย - บีจี - วันที่ 9 มีนาคม 2555 เวลา 14:35

    ไม่ได้คับ....
    โดย - บีบี - วันที่ 17 มีนาคม 2555 เวลา 1:20

    แสดงความเห็น
    ข้อความ
       
      
     
     
       
    แนบรูป *เฉพาะสมาชิกเท่านั้น
    จาก  
    พิมพ์คำว่า คนไทย ในช่องนี้ ->

    เรื่องราวอื่นๆจากบลอกเพื่อนบ้าน

    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องอัตโนมัติ(ดีโพลมา2564)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน
    ลูกครูญี่ปุ่น ถูกฆ่าหั่นศพ รุดพบตำรวจ (ดีโพลมา2563)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    กำเนิดเจ้าแม่กวนอิม - ตอนที่ 26(ดีโพลมา2562)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    อาการของหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
    ออกกำลังอย่างไรในคนทำงานคอมพิวเตอร์
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องอัตโนมัติ (ดีโพลมา2561)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลช
    ขับรถอย่างไรจึงไม่ปวด
    ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำคุก 1 ปี ไม่รอลงอาญา “สมชาย ไพบูลย์” แนวร่วม นปช.และอดีต ส.ข.บางบอ
    รพ.จุฬาลงกรณ์ เชิญประชาชนร่วมบำเพ็ญกุศล (ดีโพลมา2559)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    กำเนิดเจ้าแม่กวนอิม -ตอนที่ 25(ดีโพลมา2558)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    ไปเที่ยวเดอะกะตะรีสอร์ทที่ภูเก็ตมา(ดีโพลมา2557)ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน).
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องอัตโนมัติ (ดีโพลมา2560)
    กฎหมายค่าส่วนกลาง(ดีโพลมา2559)
    กำเนิดเจ้าแม่กวนอิม - ตอนที่ 24 (ดีโพลมา2558)
    กินอย่างไร เมื่อไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง
    กินอย่างไรห่างไกลเบาหวาน
    กินอย่างไร เมื่อเป็นโรคเบาหวาน
    หางาน part time งานผ่านเน็ต รับงานทำที่บ้านได้ คลิก
    โรคความดันโลหิตสูง รักษาได้ แค่หลีกให้ไกลจากโซเดียม
    อีเมล และสมอง อัศจรรย์แห่งการเชื่อมโยง
    Japanese Language Course
    แค่หลับสนิท ก็ผอมได้ไม่น่าเชื่อ!
    อลังการอะ ศิลปะบนผนังที่ห้างรูปเกือกม้าในเนเธอร์แลนด์
    วิธีลดน้ําหนัก 5 กิโล 1 อาทิตย์ สูตรเด็ดที่สาว ๆ ต้องคิดก่อนลอง !
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องอัตโนมัติ(ดีโพลมา2556)
    สตช. เพิ่งตื่น สั่งเข้มปราบปรามแหล่งเงินกู้นอกระบบ(ดีโพลมา2555)
    กำเนิดเจ้าแม่กวนอิม - ตอนที่ 23(ดีโพลมา2554)
    30 วิธีฉลาดสุดๆ ที่ทำให้ชีวิตคุณ “ง่ายขึ้น” ไปดูว่ามีอะไรบ้าง!
    การปรับเปลี่ยนตัวเอง เพื่อเป็นคนที่มีความสุขทำอย่างสม่ำเสมอ
    งานพิเศษ งานรายได้เสริม ใช้เวลาว่างๆ 2-3 ชั่วโมง ทำงาน ที่นี่ค่ะ
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องอัตโนมัติ(ดีโพลมา2553)
    อินไซด์ตำรวจประจำวันที่18ต.ค.2557(ดีโพลมา2552)
    กำเนิดเจ้าแม่กวนอิม - ตอนที่ 22(ดีโพลมา2551)
    ตามหาญาติ (ดีโพลมา2550)
    หางานทำที่บ้าน งานทำทางเน็ต สร้างรายได้ที่บ้านค่ะ
    เลือกที่พัก รายวัน รายเดือน อย่างไรดี
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องอัตโนมัติ(ดีโพลมา2549)
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องอัตโนมัติ(ดีโพลมา2548)
    แต่งตั้งนายตำรวจราชสำนัก (ดีโพลมา2547)
    กำเนิดเจ้าแม่กวนอิม - ตอนที่ 21ขอขอบคุณที่มาของข่าว/ภาพจากผู้ที่มีชื่ออยู่ด้านล่างนี้ทุก
    หนังเรื่องผีชี่วะ ภาค4 (ดีโพลมา2545)
    หนี้เสียเกิดจากการปล่อยสินเชื่อที่ไม่มีคุณภาพ (ดีโพลมา2544)
    หางาน หางานทำที่บ้าน คีย์งานผ่านเน็ต ง่ายๆ คลิกเลย
    9 สุดยอดผัก แหล่งสารต้านอนุมูลอิสระชั้นเลิศ
    ลดความเครียดและรอบเอวด้วยอาหาร 4 ชนิด ที่คิดไม่ถึง
    เช็กสิ 14 สัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณกำลังเครียดมากเกินไป
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องอัตโนมัติ(ดีโพลมา2541)
    "เอก" รองผบ.ตร. ตั้งกรรมการ กำกับแต่งตั้งตำรวจ ล้อมคอกร้องทุกข์(ดีโพลมา2540)
    กำเนิดเจ้าแม่กวนอิม - ตอนที่ 20(ดีโพลมา2539)
    MAiSEN รีวิว เมนู ชุดสุกี้ยากี้ คุโรบูตะ ไข่ออนเซน ร้าน ไมเซน สยามสแควร์วัน

    เลือกดูบลอก Search:
    ใช้เวลาประมวลผลหน้านี้ 202.8003ms