เข้าสู่ระบบ จำนวนคนออนไลน์ 2185 คน
อาชีวอนามัยและความปลอดภัย
รวมสรุปวิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย
 
หัวข้อล่าสุด
 
 
  • website อาชีวอนามัยและความปลอดภัย มสธ (81)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ทำเนียบเพื่อน จป. มสธ. (639)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • พิษวิทยาและอาชีวเวชศาสตร์ 54106 (40)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ระบบสุขภาพและวิทยาการระบาดด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย 54112 (37)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • เทคนิคในการเรียนกับ มสธ (319)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ระบบสุขภาพและวิทยาการระบาดด้านงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (21)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • เออร์กอนอมิคส์และจิตวิทยาในการทำงาน (8)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • สถิติการวิจัยสำหรับวิทยาศาสตร์สุขภาพ (83)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • วิศวกรรมพื้นฐานสำหรับงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (57)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • พิษวิทยา (13)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ผลแห่งการเรียน (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • สุขศาสตร์อุตสาหกรรมพื้นฐาน (9)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • กิจกรรมวิชาไทยศึกษา ว่าวไทย (92)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • หลักสูตร สามารถเป็นจป วิชาชีพได้ตามกฎหมาย (74)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • หลักความปลอกภัยในการทำงาน (20)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • กฎหมายความปลอดภัยและสุขภาพของผู้ประกอบอาชีพ (5)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • พิษวิทยาและเวชศาสตร์อุตสาหกรรม (6)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • การบริหารงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (67)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • วิชาไทยศึกษา (102)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  •  
         
     
    ปฎิทิน
     
     

    <พฤศจิกายน 2557>
     
    44272829303112
    453456789
    4610111213141516
    4717181920212223
    4824252627282930
    491234567
     
         
     
    สถิติบลอกนี้
     
     
    • คนเข้าบลอกนี้ทั้งหมด 356311
    • เฉพาะวันนี้ 13
    • ความคิดเห็น 1673
    • จำนวนเรื่อง 19
    ให้คะแนนบลอกนี้
    แจ้งเนื้อหาบลอกไม่เหมาะสม
     
         
    วิศวกรรมพื้นฐานสำหรับงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย
    Last Updated On: 27 ธันวาคม 2550 - 9:10:00

     วิศวกรรมพื้นฐานสำหรับงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย



    หน่วยที่ 1 พื้นฐานวิศวกรรมศาสตร์และอาชีวอนามัยและความปลอดภัย.pdf
    หน่วยที่ 2 แบบพื้นฐานทางวิศวกรรมโยธา.pdf
    หน่วยที่ 3 วิศวกรรมโครงสร้างงานอาคาร.pdf
    หน่วยที่ 4 วัสดุและความแข็งแรงของวัสดุ.pdf
    หน่วยที่ 5 อนุภาคในบรรยากาศ.pdf
    หน่วยที่ 6 อุณหพลศาสตร์และการถ่ายเทความร้อน.pdf
    หน่วยที่ 7 กลศาสตร์ของไหล.pdf
    หน่วยที่ 8 ระบบท่อ ปั๊ม เครื่องอัดอากาศและเครื่องระบายอากาศ.pdf
    หน่วยที่ 9 แบบพื้นฐานทางวิศวกรรมเครื่องกลและไฟฟ้า.pdf
    หน่วยที่ 10 ไฟฟ้าและวงจรไฟฟ้า.pdf
    หน่วยที่ 11 ระบบควบคุมทางวิศวกรรม.pdf
    หน่วยที่ 12 หน่วยการผลิตและกระบวนการผลิตทางวิศวกรรมเคมี.pdf
    หน่วยที่ 13 พื้นฐานวิศวกรรมอุตสาหกรรม.pdf
    หน่วยที่ 14 อันตรายจากกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรม.pdf
    หน่วยที่ 15 เศรษฐศาสตร์วิศวกรรม.pdf
     สรุปเข้มวิศวะพื้นฐาน.pdf
    แนวทางในการทำข้อสอบวิชาวิศวกรรมพื้นฐาน.pdf

     

    หน่วยที่1 พื้นฐานวิศวกรรมศาสตร์และอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

    ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับวิศวกรรมศาสตร์

    ความหมายของวิศวกรรมศาสตร์ ตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า engineering มาจากภาษาละตินว่า ingenerare แปลว่าการสร้างวิศวกรรมศาสตร์เป็นศาสตร์หรือวิชาเกี่ยวกับการนำความรู้พื้นฐานทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้พัฒนาหาคำตอบที่ประหยัดและเหมาะสมเพื่อช่วยแก้ปัญหาสนองความต้องการของมนุษย์

    บุคคลที่ศึกษาทางด้านวิศวกรรมศาสตร์เราจะเรียกว่าวิศวกร ( engineer) วิศวกรจะต้องมีความรู้พื้นฐานเหมือนนักวิทยาศาสตร์แต่แตกต่างกันที่ นักวิทยาศาสตร์(scientist) ใช้ความรู้พื้นฐานดังกล่าวหาความรู้ใหม่ๆ แต่วิศวกรประยุกต์ความรู้นี้ในการออกแบบและพัฒนาอุปกรณ์ โครงสร้างและกระบวนการต่างๆ หรือกล่าวอืกนัยหนึ่งว่า นักวิทยาศาสตร์มุ่งแสวงหาความรู้แต่วิศวกรมุ่งที่จะทำงาน

    ความสำคัญของวิศวกรรมศาสตร์ มนุษย์อาศัยวิศวกรรมศาสตร์ในการเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิตและอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ ความก้าวหน้าทางวิศวกรรมศาสตร์มีส่วนช่วยในการพัฒนามาตรฐานการครองชีพของมนุษย์ เช่นความรวดเร็วในการเดินทาง โลกเหมือนแคบลง รวมทั้งมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้น

    วิศวกรรมศาสตร์สาขาหลัก

    ทุกสาขาของวิศวกรรมศาสตร์ต้องมีความรู้ พื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ เช่น เวกเตอร์ พิชคณิต แคลคูรัส และ พื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์ทางฟิสิกส์ เช่น การเคลื่อนที่ของวัตถุ งานและพลังงาน ความร้อน การสั่นสะเทือน คลื่น กลศาสตร์ของไหล องค์ประกอบของแม่เหล็กไฟฟ้า วงจรไฟฟ้า อุปกรณ์ไฟฟ้า การสะท้อนการหันเหของแสง ความรู้เบื้องตนเกี่ยวกับอิเลคทรอนิคส์ พื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์เคมี เช่น ปริมาณความสัมพันธ์ทางเคมี พื้นฐานทฤษฎีอะตอม คุณสมบัติของแก๊ส ของเหลว ของแข็ง และสารละลาย สมดุลเคมี สมดุลไอออนิก จลนศาสตร์เคมี ไฟฟ้าเคมี โครงสร้างอะตอม พันธะเคมี คุณสมบัติของตารางธาตุ ธาตุเรพรีเซนเททีฟ และทรานซิชั่น เป็นต้น

    วิศวกรรมศาสตร์สาขาหลัก แบ่งเป็น 5 สาขา ได้แก่ วิศวกรรมโยธา วิศวกรรมเครื่องกล วิศวกรรมไฟฟ้า วิศวกรรมเคมี และวิศวกรรมอุตสาหการ

    วิศวกรรมโยธา (Civil engineer) เป็นสาขาที่เก่าแก่ที่สุด เกี่ยวข้องกับสิ่งก่อสร้างต่างๆ เช่นบ้าน อาคาร โรงงาน สะพาน เขื่อน สนามบิน การศึกษาในวิศวกรรมโยธา เพื่อการออกแบบ ก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน พฤติกรรมทางวิศวกรรมของดินและหิน และระบบสาธารณูปโภคของประเทศ การคมนาคม การบริหารการก่อสร้าง

    วิศวกรรมเครื่องกล (mechanical engineer) เกี่ยวข้องกับเครื่องจักรกล และกระบวนการทางเครื่องกลเช่น การผลิต การเปลี่ยนรูปพลังงาน โดยมีเนื้อหา เช่น การเขียนแบบวิศวกรรม การฝึกงานโรงงานกลศาสตร์วิศวกรรม กลศาสตร์ของไหล การเปลี่ยนรูปพลังงาน อุณหพลศาสตร์ การออกแบบระบบทางความร้อน การสั่นเชิงกล การถ่ายเทความร้อน การทำความเย็นและปรับอากาศ การเผาไหม้ การออกแบบเครื่องจักร วิศวกรรมยานยนต์ วิศวกรรมโรงต้นกำลัง ระบบควบคุม เป็นต้น

    วิศวกรรมไฟฟ้า (electrical engineering) เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ วงจร และระบบไฟฟ้า มีเนื้อหาวิชา เช่น วงจรไฟฟ้า สนามแม่เหล็กไฟฟ้า การวิเคราะห์การทำงาน การออกแบบระบบต่างๆ ทางด้านควบคุม สื่อสาร อิเลคทรอนิคส์ ระบบควบคุมอัตโนมัติ การประยุกต์เทคโนโลยีทางด้านวิศวกรรมไฟฟ้า เพื่อใช้ในงานอุตสาหกรรม ธุรกิจ สื่อสาร การแพทย์ เกษตร เป็นต้น

    วิศวกรรมเคมี (chemical engineering) เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม มีเนื้อหาวิชา การศึกษาออกแบบอุปกรณ์และโรงงาน กระบวนการอุตสาหกรรมเคมี การควบคุมปฏิกรณ์เคมีและกระบวนการ การเดินหน่วยปฏิบัติการ การคำนวณดุลมวลและพลังงาน ตลอดจนเศรษฐศาสตร์วิศวกรรม เป็นต้น

    วิศวอุตสาหการ (industrial engineering) เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานในอุตสาหกรรม ออกแบบ การวางแผน ควบคุมการผลิต เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและมีต้นทุนต่ำ มีเนื้อหาวิชา เช่น วัสดุวิศวกรรม กระบวนการผลิต การควบคุมคุณภาพ การวางผังโรงงาน วิศวกรรมความปลอดภัย วิศวกรรมการซ่อมบำรุง เศรษฐศาสตร์วิศวกรรม การวิจัยการดำเนินงาน และการศึกษาการปฏิบัติงานอุตสาหกรรม เป็นต้น

    วิศวกรรมศาสตร์สาขาอื่นๆ

    ในปัจจุบันวิศวกรรมศาสตร์ได้แตกแขนงแยกสาขามากมาย เนื่องจากความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ได้พัฒนาอย่างรวดเร็ว

    1. สาขาวิศวกรรมศาสตร์ที่แตกแขนงมาจากวิศวกรรมโยธา

    1.1 วิศวกรรมโครงสร้าง (structure engineer) เน้นเกี่ยวกับการวิเคราะห์ออกแบบโครงสร้างต่างๆ วิชาเนื้อหาเกี่ยวกับ วิเคราะห์ และออกแบบโครงสร้างต่างๆ ไม้ เหล็ก คอนกรีตเสริมเหล็ก

    1.2 วิศวกรรมสำรวจ (survery engineer) เน้นเกี่ยวกับการสำรวจทำแผนที่วิศวกรรมต่างๆ การสำรวจงานระนาบ การสำรวจขั้นสูง ทฤษฎีการคำนวณปรับแก้ ระบบการฉายแผนที่ เป็นต้น

    1.3 วิศวกรรมปฐพี (geotechnical engineering) เกี่ยวกับวิศวกรรมของดิน และหิน เช่นความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมและโครงสร้างของดินและหินเพื่อเป็นรากฐานของสิ่งก่อสร้างและเป็นวัสดุก่อสร้าง

    1.4 วิศวกรรมการขนส่ง (transportation engineer) เกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายขนส่ง สนามบิน ท่าเรือ การออกแบบระบบจราจร ระบบขนส่งมวลชน เป็นต้น

    1.5 วิศวกรรมการบริหารก่อสร้าง (construction and management engineer) เน้นเกี่ยวกับการบริหารและวางแผนงานก่อสร้างต่างๆ การจัดหาบุคลากร วัสดุ จักรกล และเงินในการก่อสร้าง เป็นต้น

    1.6 วิศวกรรมทรัพยากรน้ำ (water resources engineer) การพัฒนาและจัดการแหล่งน้ำทุกขนาด กลศาสตร์ของไหลชลศาสตร์ อุทกวิทยาผิวดินและใต้ดิน วิศวกรรมแม่น้ำ วิศวกรรมทรัพยากรน้ำ การควบคุมคุณภาพน้ำ วิศวกรรมชายฝั่ง ระบายน้ำ

    1.7 วิศวกรรมชลประทาน ( irrigation engineer) เกี่ยวกับระบบชลประทานการจัดการและกระจายน้ำสู่พื้นที่ต่างๆ เนื้อหา การกระจายน้ำออกแบบชลประทานในไร่นาชนิดต่างๆ การให้น้ำแบบผิวดิน แบบหยด แบบฉีดฝอย ระบบขนส่งน้ำ สูบน้ำ ระบบระบายน้ำ การบริหารโครงการชลประทาน

    1.8 วิศวกรรมสิ่งแวดล้อม ( environmental engineer) หรือ วิศวกรรมสุขาภิบาล (sanitary engineering) การควบคุมมลพิษสิ่งแวดล้อมต่างๆ เนื้อหา กระบวนการผลิตน้ำประปา การบำบัดน้ำเสีย การออกแบบระบบระบายน้ำ ระบบบำบัดน้ำเสียระบบประปา ระบบท่อในอาคาร ระบบสูบน้ำ การบริหารจัดการคุณภาพน้ำ การจัดการขยะมูลฝอย การจัดการกากของเสียอันตราย การควบคุมมลพิษอากาศ การวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของโครงการเป็นต้น

    2. สาขาวิกรรมศาสตร์ที่แตกแขนงจากวิศวกรรมสาขาหลักอื่นๆ

    2.1 วิศวกรรมการเกษตร (agricultural engineer) การผลิตทางการเกษตร และอุตสาหกรรมการเกษตร การออกแบบเครื่องจักรกลทางการเกษตร วิศวกรรมแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร วิศวกรรมโรงสี การประยุกต์พลังงานทดแทนเพื่อการเกษตร

    2.2 วิศวกรรมอากาศยาน (aerospace engineering) เกี่ยวกับการออกแบบและพัฒนาอากาศยานต่างๆ เนื้อหา อากาศยานพลศาสตร์ การขับดันอากาศยาน โครงสร้างอากาศยาน เสถียรภาพและการควบคุมการบินและการจัดการอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ เป็นต้น

    2.3 วิศวกรรมยานยนต์ (automotive engineering) ออกแบบและพัฒนาทกสอบ ผลิต และประกอบชิ้นส่วนในยานยนต์และอุปกรณ์ในการขนส่ง

    2.4 วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ (computer engineer) เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ และฮาร์ดแวร์ เนื้อหา เครือข่ายคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง การประยุกต์ใช้งานไมโครโฟรเซสเซอร์ โปรแกรมประดิษฐ์ การพัฒนาระบบงานคอมพิวเตอร์ระบบจัดการฐานข้อมูล สืบค้นข้อมูลและเทคโนโลยี

    2.5 วิศวกรรมซอฟต์แวร์ (software engineering) เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ เนื้อหา ความรู้เกี่ยวกับการผลิตซอฟต์แวร์ การจัดการข้อมูลสารสนเทศ การจัดการองค์กรทุกระดับ เป็นต้น

    2.6 วิศวกรรมอิเลคทรอนิคส์ (electronic engineer) เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์ต่างๆ เนื้อหา เช่น วิศวกรรมอิเลคทรอนิคส์ ไมโครโปรเซสเซอร์ หลักการของระบบสื่อสาร อิเลคทรอนิคส์การสื่อสาร เป็นต้น

    2.7 วิศวกรรมอาหาร (food engineer) เกี่ยวกับการแปรสภาพของผลผลิตทางการเกษตรให้อยู่ในรูปของอาหาร เนื้อหา วิศวกรรมอาหาร วิศวกรรมการแปรสภาพผลผลิต วิศวกรรมเก็บรักษาอาหาร การผลิตอาหารสำเร็จรูป การออกแบบ วิเคราะห์และทดสอบเครื่องจักรกลอาหาร ระบบควบคุมในการผลิต

    2.8 วิศวกรรมการผลิตอุตสาหกรรม( manufacturing engineer) การจัดการการผลิตในอุตสาหกรรม การออกแบบวิเคราะห์วางแผนควบคุมการทำงาน กำหนดวิธีการผลิต การเลือกใช้เครื่องจักรในการผลิต เนื้อหา เช่น การออกแบบเครื่องจักร การทำงานของเครื่องจักร การจัดงานบุคคล เศรษฐศาสตร์วิศวกรรม

    2.9 วิศวกรรมความปลอดภัย (safety engineer) เป็นสาขาที่มีความใกล้เคียงกับอาชีวอนามัยและความปลอดภัยมาก เกี่ยวข้องกับการป้องกันควบคุมภัยต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นและส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บหรือการสูญเสียในอุตสาหกรรมต่างๆ มีเนื้อหา การป้องกันและแก้ไขกระบวนการเกิดภัยต่างๆ ในอุตสาหกรรมการผลิต การป้องกันอุบัติเหตุ หลักการควบคุมสิ่งแวดล้อมในโรงงานอุตสาหกรรม หลักการบริหารความปลอดภัย จิตวิทยาอุตสาหกรรม เป็นต้น

    2.10 วิศวกรรมวัสดุ (materials engineering) เกี่ยวข้องกับการใช้วัสดุชนิดต่างๆ การคิดค้นวัสดุใหม่ๆ การปรับปรุงคุณสมบัติของวัสดุตลอดจนกรรมวิธีการผลิตวัสดุ

    2.11 วิศวกรรมเหมืองแร่ (mine engineer) เกี่ยวกับการค้นหา สำรวจ และการพัฒนาแหล่งแร่ เนื้อหา ธรณีวิทยา กลศาสตร์หิน วิศวกรรมการขุดเจาะ การออกแบบเหมือง วิศวกรรมการจัดการเหมืองแร่

    นอกจากนี้ยังมีวิศวกรรมสาขาอื่นๆ เช่น วิศวกรรมนิวเคลียร์ (nuclear engineer) วิศวกรรมโทรคมนาคม (telecommunication engineer) วิศวกรรมทางทะเล (marine engineering) วิศวกรรมชีวการแพทย์ (biomedical engineer) วิศวกรรมสิ่งทอ (textile engineer) วิศวกรรมนาโน (nano engineering) เป็นต้น

    วิศวกรรมควบคุมในประเทศไทยมี 5 สาขา ได้แก่ สาขาวิศวกรรมโยธา สาขาวิศวกรรมเหมืองแร่ สาขาวิศวกรรมเครื่องกล สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า สาขาวิศวกรรมอุตสาหการ ผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมแบ่งเป็น 4 ระดับคือ ภาคีวิศวกร ภาคีวิศวกรพิเศษ สามัญวิศวกร และวุฒิวิศวกร

    ศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับอาชีวอนามัยอละความปลอดภัย กลุ่มวิชาการที่สำคัญ 4 กลุ่มหลักคือ

    1. กลุ่มวิชาสุขศาสตร์อุตสาหกรรมหรืออาชีวสุขศาสตร์ ศึกษาเกี่ยวกับการตระหนัก ประเมิน และการควบคุมปัจจัยสิ่งแวดล้อมหรือสภาวะแวดล้อมที่มีอยู่ หรือเกิดจากสถานประกอบการที่อาจเป็นสาเหตุของการเจ็บป่วย ชีวิตความเป็นอยู่ สุขภาพที่ทรุดโทรมหรือทำให้เกิดความไม่สุขสบาย ต่อคนงาน เช่น การประเมินสิ่งแวดล้อมในการทำงาน ความร้อน แสง เสียง ความสั่นสะเทือน อุณหภูมิ การควบคุม การใช้อุปกรณ์ป้องกันอัตรายส่วนบุคคล

    2. กลุ่มวิชาอาชีวนิรภัย เป็นกลุ่มวิชาศึกษาเกี่ยวกับการดำเนินการป้องกันอุบัติเหตุ ความปลอดภัยในการทำงานลักษณะต่างๆ เทคโนโลยีความปลอดภัย การจัดการด้านความปลอดภัยและการบริหารงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในสถานประกอบการ เช่น การสอบสวน วิเคราะห์อุบัติเหตุ หลักการควบคุมป้องกันอุบัติเหตุ ความปลอดภัยในการทำงานกับเครื่องจักร

    3. กลุ่มวิชาการยศาสตร์และจิตวิทยาในการทำงาน เป็นกลุ่มวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับการจัดและการปรับปรุงสภาพการทำงานให้เหมาะสมกับสรีรวิทยาและจิตวิทยาของมนุษย์ในการทำงาน เช่น วิธีการทำงานให้เหมาะสมกับลักษณะของงานและตัวผู้ปฏิบัติงาน การออกแบบใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ให้เหมาะสมตามหลักการยศาสตร์ จิตวิทยาในการทำงานเป็นต้น

    4. กลุ่มวิชาอาชีวเวชศาสตร์หรือเวชศาสตร์อุตสาหกรรม เป็นกลุ่มวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับความรู้ทางการแพทย์และสาธารณสุขศาสตร์ในการดูแลสุขภาพอนามัยของลูกจ้าง การเฝ้าระวัง การป้องกัน การตรวจวินิจฉัย โรคที่เกิดจากการประกอบอาชีพ

    เช่น หลักการทางพิษวิทยา หลักการวินิจฉัยโรคเบื้องต้น การปฐมพยาบาลเบื้องต้น

    ความสัมพันธ์ระหว่างวิศวกรรมศาสตร์กับอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

    การศึกษาในศาสตร์อาชีวอนามัยและความปลอดภัยมีความจำเป็นที่ต้องมีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับพื้นฐานทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ด้วยเหตุผลที่สำคัญ 2 ประการ คือ

    1. การนำความรู้พื้นฐานวิศวกรรมศาสตร์สาขาต่างๆ ไปประยุกต์ใช้ในงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย มี 2 ลักษณะ

    1.1 เพื่อเป็นความรู้พื้นฐานในการศึกษาศาสตร์ด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

    1.2 เพื่อนำไปวิเคราะห์และประยุกต์ใช้ในงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย เช่นการศึกษาเรื่องเศรษฐศาสตร์วิศวกรรมจะมีส่วนช่วยในการประเมินและวิเคราะห์โครงการทางด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

    2. เพื่อประโยชน์ในการประสานงานกับวิศวกรสาขาต่างๆ ที่อยู่ในสถานประกอบการ

    2.1 พิจารณาเลือกปรึกษากับวิศวกรสาขาต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง เช่น เกิดปัญหาของพื้นโรงงานผุกร่อนควรปรึกษาวิศวกรโยธา

    2.2 สามารถสื่อสารกับวิศวกรสาขาต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น มีความเข้าใจทางด้านการดูแบบ คำศัพท์ทางเทคนิค สัญลักษณ์ต่างๆ ทางวิศวกรรม สื่อสารกับวิศวกรได้อย่างถูกต้อง

    สัญลักษณ์คณิตศาสตร์ มิติและระบบหน่วยทางวิศวกรรมศาสตร์สำหรับอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

    1.สัญลักษณ์คณิตศาสตร์

    2. มิติและระบบหน่วยทางวิศวกรรม

    2.1 มิติ (dimension) ใช้ในการอธิบายปริมาณทางกายภาพของตัวแปรต่างๆ แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ

    - มิติพื้นฐาน (fundamental dimensions) คือมิติที่ง่ายในการแปลง หรือมิติของตัวแปรที่มีหน่วยเดี่ยวๆ เช่น ความยาว เวลา มวล กระแสไฟฟ้า อุณหภูมิ ปริมาณสาร ความเข้มแสง เป็นต้น

    - มิติอนุพันธ์ (derived dimensions) เกิดจากมิติพื้นฐานรวมกันหรือมิติประกอบ เช่น พื้นที่ ปริมาณ ความเร็ว ความเร่ง ความหนาแน่นมวล แรง พลังงาน

    2.2 ระบบหน่วย (unit system) หน่วย คือคำที่ใช้วัดหรือแสดงปริมาณของมิติเพื่อใช้สื่อให้เข้าใจตรงกัน ตัวอย่างมิติความยาว หน่วยคือ นิ้ว ฟุต เซนติเมตร หรือเมตร มี 2 ระบบคือ

    - ระบบอังกฤษ (the english system) เป็นระบบที่พบเห็นในอเมริกา โดยหน่วยพื้นฐานในระบบอังกฤษ เช่น ความยาวมีหน่วยเป็นฟุต (foot, ft ) มวลมีหน่วยเป็นสลัก (slug) เวลามีเหน่วยเป็นวินาที (second, s) แรงมีหน่วยเป็นปอนด์ (pond, lb)

    - ระบบเมตริกเก่า พบทั่วไปในแถบยุโรปฌริ่มจากฝรั่งเศสต่อมาได้รับการพัฒนาเป็นระบบสากล (SI unit)

    SI unit ระบบหน่วยสากล แบ่งหน่วยเป็น 3 ชั้นด้วยกัน

    1. หน่วยพื้นฐาน (base unit) คือ หน่วยที่ใช้เป็นพื้นฐานของหน่วยอื่นๆ มีอยู่ 7 ปริมาณคือ ความยาว มวล เวลา กระแสไฟฟ้า อุณหภูมิ ปริมาณสารและความเข้มแสง

    2. หน่วยเพิ่มเติม หน่วยเพิ่มเติมในระบบหน่วย SI เป็นหน่วยของมุมมีอยู่ 2 มุม

    - มุมเชิงระนาบ หน่วยคือเรเดียน หมายถึง มุมเชิงระนาบระหว่างรัศมีทังสองวงกลม ซึ่งมุมนี้เกิดจากการตัดให้ส่วนโค้งของวงกลม (arc) เท่ากับความยาวของรัศมี (radius)

    - มุมตัน หน่วยของมุมตันคือ สเตอเรเดียน หมายถึง มุมที่มีจุดยอด (vertex) อยู่ที่จุดศูนย์กลางของทรงกลมซึ่งเมื่อตัดพื้นที่ของของทรงกลมแล้วจะมีค่าเท่ากับสี่เหลี่ยมที่มีด้านของความยาวเท่ากับรัศมีของทรงกลม

    3. หน่วยอนุพันธ์ คือ หน่วยของปริมาณกายภาพที่สร้างขึ้นจากหน่วยพื้นฐานและหน่วยเสริม ตัวอย่างเช่น หน่วยอนุพันธ์คือความเร็วซึ่งหมายถึงระยะทางต่อเวลา ดังนั้นหน่วยอนุพันธ์ของความเร็วคือ เมตรต่อนาที (m/s) ซึ่งจะเห็นได้ว่าหน่วยอนุพันธ์ของความเร็วนี้สร้างจากหน่วยพื้นฐานสองหน่วยคือ หน่วยของระยะทางหรือความยาว คือเมตร และหน่วยของเวลาคือ วินาที

    นอกจากนี้ยังมีหน่วยอนุพันธ์ที่มักพบเห็นในงานวิศวกรรมศาสตร์สาขาต่างๆ ดังตารางที่ 1.8

    ตัวอุปสรรค ระบบหน่วยสากลนอกจากจะมีแบ่งเป็น 3 ชั้นแล้วจุดเด่นที่สำคัญอีกประการคือระบบหน่วยสากลมีการกำหนดคำมาเติมเข้าที่หน้าชื่อหน่วยเรียกว่าคำนำหน้าหน่วยหรือตัวอุปสรรค (prefix) สัญลักษณ์ที่ใช้แทนจำนวน10 ยกกำลังค่าต่างๆ เพื่อให้สะดวกในการเขียนตัวเลขที่มีค่ามากๆ หรือตัวเลขค่าน้อยๆ ดังตารางที่ 1.9

    manasu



    หน่วยที่2 แบบพื้นฐานทางวิศวกรรมโยธา

    ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับแบบก่อสร้างและรายการประกอบแบบ

    ที่มาและความจำเป็นในแบบก่อสร้าง แบบก่อสร้าง (construction drawing) คือรูปภาพแสดงขนาด รูปร่างและรายละเอียดขององค์อาคารโดยมีการกำหนดค่าระดับและมิติที่ถูกต้องและครบถ้วน เพื่อให้ผู้อ่านแบบมีความเข้าใจในรายละเอียดขององค์อาคาร และสามารถก่อสร้างได้ตรงตามรายละเอียดที่สถาปนิกและวิศวกรได้ออกแบบไว้ ดังนี้

    1. การออกแบบ สถาปนิกใช้แบบก่อสร้างในการสื่อสารกับเจ้าของงาน เพื่อเห็นรูปร่างหน้าตาก่อนการก่อสร้างจริง เพื่อความมั่นใจ และยังแสดงถึงฟังก์ชันการใช้งานของอาคาร

    2. การขออนุญาตปลูกสร้างและดัดแปลงอาคาร ตามความในพระราชบัญญัติควบอาคารผู้ยื่นขออนุญาตจะต้องส่งแบบในการขออนุญาต ปลูกสร้างหรือดัดแปลงอาคาร โดยหน่วยงานท้องถิ่นที่รับผิดชอบในการควบคุมอาคารจะทำการตรวจสอบ

    3. การเสนอราคาและประมูลงาน ในขั้นตอนการประมูลงานบริษัทรับเหมาก่อสร้างจะทำการประมาณราคาค่าก่อสร้างอย่างละเอียดโดยการคำนวณปริมาณวัสดุ จำนวนแรงงานและเครื่องมือเครื่องจักรที่ใช้โดยพิจารณาจากรายละเอียดในแบบก่อสร้างและรายการประกอบแบบ เพื่อหาค่าใช้จ่ายคาดการณ์และระยะเวลาที่คาดว่าจะใช้ในการก่อสร้าง เพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการเสนอราคา

    4. การทำสัญญาว่าจ้าง แบบก่อสร้างเป็นเอกสารสำคัญที่ใช้ประกอบในการทำสัญญาว่าจ้างก่อสร้างระหว่างเจ้าของงานและบริษัทรับเหมาก่อสร้าง

    5. การก่อสร้างและการตรวจรับงาน แบบก่อสร้างเป็นเอกสารอ้างอิงสำคัญในการก่อสร้างและตรวจรับงาน โดยบริษัทรับเหมาก่อสร้างจะต้องก่อสร้างองค์อาคารให้ถูกต้องตามรายละเอียดด้านสถาปัตยกรรมและด้านวิศวกรรมตามที่ระบุไว้ในแบบก่อสร้างและรายการประกอบแบบ

    6. ขั้นตอนการต่อเติมหรือดัดแปลงอาคาร วิศวกรที่ทำการออกแบบต่อเติมหรือดัดแปลงอาคาร ต้องตรวจสอบรายละเอียดและความแข็งแรงของโครงสร้างจากแบบเดิมว่าส่งผลกระทบหรือไม่

    7. ขั้นตอนการบำรุงรักษา การบำรุงรักษาอาคารต้องตรวจดูแบบก่อสร้างประกอบเช่นแนววางท่อน้ำ

    8. ในกรณีฉุกเฉิน เช่นในกรณีไฟไหม้ในอาคาร งานหน่วยงานกู้ภัยต้องตรวจสอบรายละเอียดเส้นทางเข้าออกก่อนช่วยเหลือผู้ประสบภัยในอาคาร

    ประเภทของแบบก่อสร้าง

    1. แบบสถาปัตยกรรม (architectural drawing) แสดงรูปลักษณ์ ขนาด ตำแหน่ง รูปทรง และรายละเอียดต่างๆ ของอาคาร แบบสถาปัตยกรรมนับเป็นหัวใจสำคัญของโครงการก่อสร้างทุกประเภท มีหลายมุมมอง

    1.1 แบบรูปด้านหน้า (front view) แสดงภาพและรายละเอียดภายนอกของด้านหน้าอาคาร

    1.2 แบบรูปด้านหลัง (back view) แสดงภาพและรายละเอียดภายนอกของด้านหลังอาคาร

    1.3 แบบรูปด้านข้าง (side view) แสดงภาพรายละเอียดภายนอกของด้านข้างอาคาร

    1.4 แบบรูปด้านบน (top view) แสดงภาพและรายละเอียดภายนอกของด้านบนของอาคาร

    1.5 แบบแปลน (plan view หรือผังพื้น (floor plan) คือภาพแสดงองค์ประกอบและรายลพเอียดภายในของอาคารมองมาลงในแนวดิ่ง แสดงรายละเอียดภายในของอาคาร โดยปกติแบบก่อสร้างจะต้องประกอบด้วยแบบแปลนทุกชั้นของอาคารเพื่อความชัดเจนในการทำงาน

    1.6 แบบรูปตัด (section view) คือภาพอาคารที่ถูกตัดในแนวดิ่งตามแนวระนาบการตัดภาพที่กำหนด จุดประสงค์เพื่อ แสดงรายละเอียดภายในของอาคารในส่วนที่มองไม่เห็น จากภายนอกเพื่อเพิ่มความชัดเจนของแบบก่อสร้าง

    1.7 แบบขยาย ในกรณีที่องค์ประกอบของอาคารมีขนาดเล็ก มีความซับซ้อน และรายละเอียดสูง ผู้เขียนแบบจะจัดทำแบบขยาย นิยม 1: 20 เพื่อแสดงรายละเอียดชัดเจนยิ่งขึ้น

    1.8 ผังที่ตั้งโครงการและผังบริเวณ

    ผังที่ตั้งโครงการ (map) คือแผนที่แสดงตำเหน่งที่ตั้งโครงการและเส้นทางสัญจรในการเดินทางเข้าออดโครงการเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับผู้เกี่ยวข้องในการวางแผนการทำงานและการคมนาคมขนส่งของโครงการ

    ผังบริเวณ (site plan) คือแผนที่แสดงรายละเอียดขอบเขตที่ดินของโครงการและบริเวณข้างเคียง ที่ตั้งและขอบเขตของอาคาร ระยะห่างขอบนอกของอาคารถึงขอบเขตที่ดิน เพื่อให้บริษัทรับเหมาก่อสร้างรู้ตำแหน่งในการก่อสร้างที่แน่นอน

    2. แบบโครงสร้าง (structural drawing) บางครั้งเรียกแบบวิศวกรรม แสดงรายละเอียดโครงสร้างอาคารที่ได้รับการออกแบบโดยวิศวกร บริษัทรับเหมาก่อสร้างและวิศวกรผู้ควบคุมโครงการจะต้องปฏิบัติตามแบบโครงสร้างอย่างเคร่งครัดเพื่อความแข็งแรงและมั่นคงขององค์อาคาร

    3. แบบงานระบบ (system drawing) แสดงรายละเอียดของระบบต่างๆ ที่ติดตั้งภายในอาคาร อาทิ ระบบไฟฟ้า ระบบเครื่องกล ระบบปรับอากาศ ระบบป้องกันอัคคีภัย และระบบสุขาภิบาล

    ตัวอย่างแบบงานระบบผังสุขาภิบาล

    ในระหว่างการก่อสร้างผู้รับเหมาก่อสร้างจะต้องทำแบบรายละเอียดทั่วไปสำหรับงานก่อสร้างเรียกว่าชอปดรออิงค์(shop drawing) เป็นแบบที่รวบรวมรายละเอียดทุกส่วนเข้าด้วยกัน เมื่อก่อสร้างเสร็จบริษัทผู้รับเหมาจะต้องจัดทำแบบรายละเอียด ของการก่อสร้างที่เกิดขึ้นจริง หรือมีการปรับปรุงแก้ไข เรียกว่า แอสบิวท์ดรออิงค์ (as-build drawing)

    รายการประกอบแบบ (specifications) บางครั้งเรียกว่า ข้อกำหนดงานก่อสร้าง เป็นการกำหนดรายละเอียดเพิ่มเติมจากแบบก่อสร้างเพื่อช่วยเพิ่มความชัดเจนในเรื่องของมาตรฐานและคุณภาพของงานก่อสร้าง รวมถึงเงื่อนไขที่บริษัทรับเหมาก่อสร้างจะต้องปฏิบัติตาม จะมีเนื้อหาครอบคลุม

    - รายละเอียดและขอบเขตงานตามสัญญา

    - มาตรฐานอ้างอิงทางวิศวกรรมที่ใช้ในโครงการ

    - รายละเอียดของประเภทและคุณลักษณะของวัสดุก่อสร้างที่ใช้

    - ขั้นตอนและวิธีการก่อสร้าง

    - วิธีการทดสอบคุณภาพ

    - รายละเอียดการติดตั้งและทดสอบอุปกรณ์ประกอบอาคาร

    - รายละเอียดอื่นๆ ขั้นตอนการส่งมอบ การป้องกันกระทบสิ่งแวดล้อม

    องค์ประกอบของแบบก่อสร้าง

    มาตราส่วนและสัญลักษณ์

    มาตราส่วน (scale) คือ อัตราส่วนระหว่างขนาดที่วัดได้จากรูปในแบบก่อสร้างเทียบกับขนาดจริงขององค์อาคาร เช่น แบบก่อสร้างมาตราส่วน 1 : 50 หมายความว่าความยาว 1 เซนติเมตรที่วัดได้ในแบบมีค่าเท่ากับ 50 เซนติเมตรในสภาพความเป็นจริงตามมาตรฐาน ISO 5454 (Technical Drawing) ได้แก่

    - แบบรูปด้าน แบบแปลน และแบบรูปตัดใช้มาตรส่วน 1: 50, 1 : 20 หรือ 1 : 10

    - แบบขยายใช้มาตราส่วน 1 : 20, 1 : 10, 1 : 5, 1 : 2 หรือ 1 : 1

    แบบรูปด้าน แบบแปลน และแบบรูปตัดในประเทศไทยส่วนใหญ่นิยมเขียนด้วยมาตราส่วน 1 : 100 แบบขยาย 1 : 20

    สัญลักษณ์ (symbol) คือองค์ประกอบของรูปภาพ เส้น และตัวหนังสือที่ใช้แสดงแบบรายละเอียดในแบบก่อสร้างมี 3 ประเภท - -

    - สัญลักษณ์อ้างอิง (reference symbol) อ้างอิงระหว่างรูปในการก่อสร้าง อาทิ ตำแหน่งรูปตัด หรือรูปขยาย

    - สัญลักษณ์เนื้อวัสดุ (material symbol) เลียนแบบจากรูปลักษณ์ของวัสดุจริง ผู้อ่านจิตนาการตามได้ง่าย

    - สัญลักษณ์วัตถุ ( object symbol) แทนตาเหน่งและจำนวนจองวัสดุที่จะติดตั้งในอาคาร

    เส้นและการกำหนดขนาด

    เส้น ( line) แบ่งเป็น 3 ชนิด เส้นบาง ใช้เขียนเส้นบอกขนาด เส้นฉาย และเส้นลงเงา เส้นหนา เส้นหนามากใช้เขียนเส้นรอบรูปและขอบเขตในพื้นที่ เส้นหนาหนาประมาณสองเท่าของเส้นบาง เส้นหนามากหนาประมาณสองเท่าของเส้นหนา เส้นประหนาหนาสองเท่าของเส้นหนาเขียนแสดงรายละเอียดองค์อาคารในส่วนที่มองไม่เห็นหรือจะรื้อถอน เส้นลูกโซ่บางใช้แสดงแนวเส้นผ่าศูนย์กลางของวัตถุ ส่วนเส้นลูกโซ่หนาแสดงแนวท่อและทางระบายน้ำ ดังตาราง 2.1

    การกำหนดขนาด (dimension) หรือ มิติ หน่วยควรใช้ SI Unit ( International System of Units) เช่นเมตร เซนติเมตร มิลลิเมตร เป็นระบบหน่วยที่ยอมรับและใช้กันแพร่หลายในประเทศไทย

    1.เส้น ฉาย (projection line) เป็นเส้นที่ลากออกจากวัตถุเป็นแนวเส้นตรงมายังเส้นมิติ ใช้เส้นบางตามมาตรฐาน มอก. 440

    2. เส้นมิติ (dimension line) เป็นเส้นที่ใช้กำหนดความยาวของวัตถุในแต่ละช่วง ใช้เส้นบาง อยู่ระหว่างเส้นฉายทั้งสองด้านปลายทั้งสองมีสัญลักษณ์กำกับ

    3. ตัวเลขบอกขนาด (number) คือตัวเลขบอกระยะจริงที่เขียนกำกับไว้บนเส้นมิติเพิ่มความชัดเจนและความสะดวกในการอ่านแบบ มีสองแบบ

    - การเขียนตัวเลขบอกขนาดแบบทิศทางเดียว (unidirectional) วิธีนี้จะให้ตัวเลขบอกขนาดจะอยู่ในแนวระนาบเสมอ

    - การเขียนบอกขนาดตามแนวเส้นมิติ (aligned) วิธีนี้จะให้ตัวเลขบอกขนาดอยู่ในแนวขนาดกับเส้นมิติอยู่เสมอ

    ขนาดกระดาษเขียนแบบ

    มาตรฐาน มอก. 440(การเขียนแบบก่อสร้าง) แบ่งออกเป็น 5 ชนิด คือ A4 ,A3,A2,A1,A0

    A4 ขนาด 210x297 A4 สองเท่า= A3 , A3 สองเท่า= A2 , A2 สองเท่า= A1 , A1สองเท่า= A0 ชึ่ง A0 ขนาดใหญ่สุด

    ตัวอย่าง ถ้าต้องการเขียนแบบรูปด้านของอาคารขนาดกว้าน 25 เมตร ลึก 20 เมตร และสูง 20 เมตร โดยใช้มาตราส่วน 1:100 ควรใช้กระดาษเขียนแบบชนิดใด ต้องการพื้นที่เขียนแบบประมาณ 25x 25 เซนติเมตร ผู้เขียนแบบควรเลือกใช้กระดาษขนาด A3 ซึ่งมีพื้นที่สำหรับเขียนแบบขนาด 41 x 28.7 เซนติเมตร

    การอ่านแบบโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก

    โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก (reinforced concrete structure) นิยมใช้ในประเทศไทย เนื่องจากเป็นโครงสร้างที่มีราคาถูก มีความทนทานสูง มีค่าบำรุงรักษาต่ำ และสามารถต้านทานเพลิงไหม้ได้ดีเมื่อเปรียบเทียบกับโครงสร้างประเภทอื่น

    หน้าที่ของเหล็กเส้นในโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก (steel bar) เสริมเข้าไปในคอนกรีตเพื่อทำหน้าที่

    - ช่วยต้านทานแรงดึง คอนกรีตมีความสามารถในการต้านทานแรงดึงต่ำมาก ในการออกแบบจะถือว่าคอนกรีตไม่สามารถต้านทานแรงดึงได้เลย จึงใช้เหล็กเสริมเพื่อต้านทานแรงดึงแทนคอนกรีต

    - ช่วยต้านทานแรงอัด คอนกรีตเป็นวัสดุที่มีความสามารถในการต้านทานแรงอัดสูง แต่บางจุดรับแรงอัดมากวิศวกรจะทำการเสริมเหล็กเพื่อต้านทานแรงอัดได้มากขึ้น

    - ช่วยต้านทานแรงเฉีอน ถ้าแรงเฉือนมีค่าสูงเกินความสามารถในการต้านทานของคอนกรีต วิศวกรผู้ออกแบบจะเสริมเหล็กลูกตั้ง หรือเหล็กคอม้า เพื่อช่วยในการต้านทานแรงเฉือน ที่เกิดขึ้นในชิ้นส่วนขององค์อาคาร

    - ช่วยป้องกันการแตกร้าวของคอนกรีต คอนกรีตจะยีดหดตัวเนื่องมาจากการเปลื่ยนแปลงของอุณหภูมิ วิศวกรผู้ออกแบบจะเสริมเหล็กในแผ่นพื้นคอนกรีต เป็นรูปตะแกรงสี่เหลี่ยมเรียกว่า เหล็กกันร้าว (temperature steel)หรือ เหล็กตะแกรงสำเร็จรูป (wire mesh)

    ชนิดของเหล็กที่ใช้ในโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก ในประเทศไทยแบ่งได้เป็น 2 ประเภทตามมาตรฐาน มอก คือ

    1. เหล็กเส้นกลม (round bar) เป็นเหล็กเส้นที่มีลักษณะผิวเรียบ เหล็กเส้นกลมที่ใช้ในประเทศไทยตามมาตรฐาน มอก. มีชั้นคุณภาพเดียวคือ SR24 เป็นเหล็กเส้นที่มีความแข็งแรงที่จุดคราก (yield strength) อย่างต่ำ 2,400 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร ความแข็งแรงที่จุดครากเป็นหนึ่งในคุณสมบัติเชิงกลที่ใช้ในการวัดคุณภาพของเหล็กเส้น สัญลักษณ์ RB แล้วตามด้วยขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของเหล็ก เช่น RB9 คือเหล็ก เส้นกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 9 มิลลิเมตร

    2. เหล็กข้ออ้อย (deformed bar) เป็นเหล็กที่มีผิวนูนเป็นครีบคล้ายข้ออ้อย โดยคลีบเกลียวที่ผิวของเหล็กข้ออ้อยจะเพิ่มแรงยึดเหนี่ยว (bond) ระหว่างคอนกรีตกับเหล็ก ในประเทศไทยมาตรฐาน มอก. มี 3 ชั้นคุณภาพคือ SD30, SD40, และ SD50 มีคุณภาพสูงสุดคือมีความแข็งแรงที่จุดคราก(yield strength) อย่างต่ำ 5,000 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร สัญลักษณ์ตัวอักษร DB เช่น DB25 คือเหล็กข้ออ้อยขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 25 มิลลิเมตร

    ตัวอย่าง การอ่านแบบโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก

    การอ่านแบบโครงสร้างเหล็กรูปพรรณ โครงสร้างเหล็กรูปพรรณ (steel structure) เป็นโครงสร้างที่มีน่ำหนักเบาสามารถประกอบและติดตั้งได้ง่าย ใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างน้อย ง่ายต่อการควบคุมคุณภาพ เพราะมีมาตรฐานการผลิตจากโรงงาน

    ตำแหน่งและทิศทางการวางเหล็กรูปพรรณ จะต้องวางในตำแหน่งและทิศทางที่ถูกต้องตามที่ออกแบบไว้ ถ้าวางผิดการรับน้ำหนักจะน้อยกว่า ค่าโมดุรัสหน้าตัด เช่น วางแบบ B ค่าโมดุรัสหน้าตัดน้อยกว่า แบบ A 3 เท่า

    รอยต่อระหว่างชิ้นส่วนของเหล็กรูปพรรณ มีความสำคัญอย่างมากต่อความแข็งแรงของโครงสร้าง ถ้าต่อไม่ดีจะทำให้ต้านทานน้ำหนักไม่ได้และเกิดอันตราย มี รอยต่อ 2 ลักษณะคือ

    - แบบสลักเกลียว

    - แบบรอยเชื่อม รอยเชื่อมต่อชน และรอยเชื่อมแบบทาบ

    ตัวอย่างการอ่านแบบบันไดเหล็กรูปพรรณ

    การอ่านแบบโครงสร้างไม้ โครงสร้างไม้(timber structure) เป็นโครงสร้างที่มีน้ำหนักเบา ติดตั้งและรื้อถอนได้ง่าย ต้านทานแรงสั่นสะเทือนได้ดี มีลวดลายที่งดงามตามธรรมชาติ โครงสร้างไม่นิยมใช้กับสิ่งปลูกสร้างที่เน้นความสวยงาม เช่นศาลา บ้านทรงไทย โครงหลังคาวัด ปัจุบันมีราคาแพง โครงสร้างมีความทนทานต่ำ ใช้งบประมาณในการดูแลรักษาสูงในการก่อสร้างขนาดใหญ่จึงไม่ได้รับความนิยม ขนาดและชนิดของไม้ที่ใช้ ในไทยมี 5 ประเภทคือไม่เนื้ออ่อนมาก ไม้เนื้ออ่อน ไม้เนื้อปานกลาง ไม้เนื้อแข็ง ไม้เนื้อแข็งมาก และการวางไม้ในทิศทางขนานกับเสื้ยนจะรับแรงอัดได้มากกว่าในทิศทางตั้งฉากกับเสี้ยน

    รอยต่อ ใช้ ตะปู ตะปูควง ตะปูเกลียว สลักเกลียว

     

    หน่วยที่ 3 วิศวกรรมโครงสร้างงานอาคาร

    ส่วนประกอบของอาคารเบื้องต้น ประกอบด้วย หลังคาและโครงสร้างหลังคา คาน เสา พื้น ผนังและฝ้าเพดาน ฐานราก เสาเข็ม

    หลังคาและโครงสร้างหลังคา หลังคา (roof) ทำหน้าที่ป้องกันฝน แดด ฝุ่น หลังคาทำให้อาคารมีความสวยงาม บ่งบอกถึงวัฒนธรรมท้องถิ่น การออกแบบต้องคำนึงถึงน้ำหนัก วัสดุที่เลือกใช้

    การถ่ายน้ำหนัก (load distribution) น้ำหนักของหลังคาทั้งหมดจะถูกถ่ายลงโครงหลังคาของอาคารและจะถ่ายไปลงเสา

    แป มีหน้าที่ รับน้ำหนักของหลังคา

    จันทัน มีหน้าที่ รับน้ำหนักจากแป

    อกไก่ มีหน้าที่ รับน้ำหนักจากจันทัน

    ดั้ง มีหน้าที่ รับน้ำหนักจากอกไก่ที่อยู่ตามแนวจันทันเอก และส่งให้หลังคามีทรงสูงขึ้นหรือแบบราบ

    อะเส มีหน้าที่ รับน้ำหนักจากจันทั่นและยึดหัวเสาให้มั่นคง

    ขื่อ มีหน้าที่ รับน้ำหนักจากดั้งและยึดหัวเสาให้มั่นคง

    ประเภทของโครงหลังคา ปัจจุบันนิยมก่อสร้างมี 2 ประเภทคือ

    1. โครงหลังคาไม้ สร้างจากไม้เนื้อแข็ง เช่นไม้แดง ไม้เต็ง ไม้มะค่าเหมาะกับหลังคาสังกะสี กระเบื้องลอนคู่ หรือลอนเล็กที่มีน้ำหนักไม่มาก

    2. โครงหลังคาเหล็ก นิยมกันมาก หาไม่ยาก ราคาไม่แพง และรับน้ำหนักได้มากขึ้น จะได้ความยาวและความกว้างของตัวอาคารมากกว่า

    ส่วนประกอบของโครงหลังคาเหล็ก

    1. แผ่นวัสดุมุงหลังคา (sheet) แผ่นกระเบื้องหรือแผ่นเหล็ก

    2. แปเหล็ก (purlins) ทำจากเหล็กกล่องหรือเหล็ก C ทำหน้าที่รับน้ำหนักจากแผ่นหลังคาไปสู่จุดอื่นๆ ของโครงหลังคา

    3. เหล็กยึดแป (sag rods) ใช้ยึดแปไม่ให้โก่งงอหรือบิดตัว

    4. คานโครงเหล็กยึดโครงหลังคาเหล็ก (miner truss) เป็นชิ้นส่วนที่ยึดระหว่างโครงหลังคาเหล็ก ทำหน้าที่คล้ายกับดั้งในโครงหลังคาไม้ แต่มีหลายชิ้น เพื่อยึดโครงหลังคาเหล็กให้มั่นคง แข็งแรง

    5. เหล็กยึดทแยงโครงหลังคาเหล็ก (cross bracing) เหล็กเส้นช่วยยึดโครงหลังคาในแนวนอนกับหัวเสาของอาคาร

    6. โครงเหล็ก (steel truss) เป็นโครงเหล็กรูปทรงเป็นหลังคาของอาคารเพื่อรับน้ำหนักหลังคา ถ่ายลงสู่เสาและฐานราก

    คาน (beam) เป็นส่วนของอาคารที่รับน้ำหนักจากพื้นลงสู่และพนังลงสู่เสาของอาคาร รวมทั้งทำหน้าที่ยึดเสาของอาคารให้อยู่ในสภาพที่มั่นคงแข็งแรง แบ่งตามชนิดของวัสดุที่ใช้ก่อสร้าง 3 ประเภท คือ

    1. คานไม้ (timber beam) ทำจากไม้เนื้อแข็ง เช่นไม้แดง ไม้สัก รับน้ำหนักจากผนังไม้ หรือวัสดุที่มีน้ำหนักเบา มีทั้งคานเดี่ยวและคานคู่

    2. คานคอนกรีตเสริมเหล็ก (reinforced concrete beam) รับน้ำหนักได้มาก มีความคงทนสูง ก่อสร้างง่าย ราคาไม่แพง เสริมเหล็กเข้าไปเพื่อรับแรงดึงได้สูงขึ้น ใส่ปอกเหล็กเพื่อให้คานคอนกรีตสามารถรับแรงเฉือนได้ดียิ่งขึ้น

    3. คานเหล็ก (steel beams) ทำจากเหล็กขนาดใหญ่และหนา นิยมมากในปัจจุบัน ไม่ใหญ่เทอะทะเหมือนคานคอนกรีตเสริมเหล็ก รับแรงอัดและแรงดึงได้ดี ก่อสร้างง่าย รวดเร็ว แต่ทนความร้อนสูงๆ ไม่ได้ จะมีจุดอ่อนในบริเวณจุดต่อของคาน

    ลักษณะของคานในอาคาร มี 3 ลักษณะคือ

    1.คานช่วงเดี่ยว รับน้ำหนักแล้วถ่ายเทน้ำหนักไปที่ปลายคานทั้งสองด้านคือหัวเสา

    2. คานแบบต่อเนื่อง เป็นคานที่ต่อเนื่องกันตั้งแต่ 2 ช่วงคานขึ้นไป มีแรงมากระทำบนคาน มีความต่อเนื่องเรียงกันไป

    3. คานยื่น เป็นคานยื่นออกไปจากอาคาร มีจุดยึดที่ปลายคานด้านเดียวของอาคารเท่านั้น เช่น คานรองรับพื้นกันสาด หรือระเบียงอาคาร

    เสา (column) เป็นส่วนของอาคารที่ทำหน้าที่รับน้ำหนักตั้งแต่หลังคา โครงหลังคา ผนัง และคาน รวมทั้งน้ำหนักของสิ่งของที่วางอยู่ในอาคาร มีรูปร่าง วงกลม สี่เหลี่ยม หลายเหลี่ยม ตามแต่จะออกแบบ แต่ต้องมีความมั่นคง แข็งแรง รับน้ำหนักได้ มี 4 ประเภท

    1. เสาไม้ (timber column) ทำจากไม้เนื้อแข็ง ไม้สัก ไม้แดง ไม้พยุง เป็นต้น ปัจจุบันราคาแพงหายาก

    2. เสาคอนกรีตเสริมเหล็ก (reinforce concrete column) ทำจากคอนกรีตใส่เหล็กเสริมเพื่อเพิ่มกำลังในแรงรับแรงอัดและแรงดัด ซึ่งคอนกรีตจะรับแรงอัดได้ ส่วนเหล็กจะรับแรงดัดหรือแรงดึงได้ดี ขนาดเสาจะเพิ่มขึ้นตามน้ำหนักที่รับ เช่น อาคาร 4 ชั้น ชั้นล่างเสาขนาด 40 x 40 เซนติเมตร ชั้น 2 ลดลง 30 x 30 เซนติเมตร ชั้น3 25 x 25 เซนติเมตร ลดลงตามลำดับการรับน้ำหนัก ตามมาตรฐาน ของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (ว. ส. ท.) เสาเหลี่ยมมีเหล็กเสริมไม่น้อยกว่า 4 เส้น และไม่น้อยกว่า 6 เส้นในเสากลม คอนกรีตหุ้มเหล็กไม่น้อยกว่า 3 เซนติเมตร

    3. เสาเหล็ก (steel column) เป็นเสาที่ทำจากเหล็กรูปพรรณล้วนๆ หรือนำเหล็กแผ่นมาประกอบกัน หรือท่อเหล็กกลม เป็นที่นิยมเพราะน้ำหนักน้อยกว่า แต่ข้อด้อยคือทนความร้อนได้ไม่ดี เกิดวิบัติได้ง่าย กรณีอาคารเวิลด์เทรดที่นิวยอร์ค ถูกโจมตีโดยเครื่องบิน แล้วเกิดเพลิงลุกไหม้ และทรุดตัวลงมาทั้งอาคาร

    4. เสาเหล็กผสมคอนกรีต เป็นเสาที่ใช้เหล็กรูปพรรณจากข้อ 3 เทคอนกรีตหุ้มทับอีกครั้ง เพื่อให้สามารถรับน้ำหนักได้มากขึ้น ทนไฟ ได้มากขึ้น

    พื้น (slab) เป็นส่วนของอาคารที่รับน้ำหนักของสิ่งต่างๆ รวมทั้งน้ำหนักของบุคคลผู้อยู่อาศัยอยู่ในอาคาร ก่อนจะส่งน้ำหนักไปลงที่คานของอาคาร พื้นของอาคารยังเป็นส่วนที่ช่วยยึดให้โครงสร้างของอาคารมีความมั่นคงแข็งแรงมากยิ่งขึ้น มี 2 ประเภท คือ

    1. พื้นไม้ (timber floors) เป็นพื้นที่ทำจากไม้เนื้อแข็ง เช่น สัก ไม้แดง ไม้มะค่า ไม้พยุง ที่มีความแข็งแรง ไม่ยืดงอทนทานต่อปลวกหรือเมลงกินเนื้อ พื้นจะรับน้ำหนักผ่านไปยังตง และถ่ายน้ำหนักไปสู่คาน

    2. พื้นคอนกรีตเสริมเหล็ก ( reinforce concrete slab) มีหลายชนิด วางบนดิน วางบนคาน พื้นไร้คาน พื้นกระทงชนิดไร้คาน พื้นตงถี่ พื้นกระทง พื้นคอนกรีตอัดแรงดึงภายหลัง พื้นผสม พื้นคอนกรีตสำเร็จรูป

    แรงกระทำบนพื้น แบ่งเป็น 2 ลักษณะคือ

    1. น้ำหนักบรรทุกคงที่ (dead load) คือน้ำหนักของพื้นทั้งหมด รวมถึงน้ำหนักของอุปกรณ์สิ่งของที่นำมาวางถาวร เช่นสุขภัณฑ์ เครื่องกลึง ตู้เย็นขนาดใหญ่ เป็นต้น

    2. น้ำหนักบรรทุกจร (live load) คือน้ำหนักบรรทุกที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงขนาดและตำแหน่ง เช่น รถบรรทุก คน เครน

    ผนังและฝ้าเพดาน

    ผนัง (wall ) เป็นส่วนของอาคารทำหน้าที่ปิดกั้นความเป็นสัดส่วนของอาคาร มีทั้งผนังภายนอกอาคาร ผนังภายในอาคาร ทำหน้าที่หลายอย่างเช่น กันแดด กันฝน กันลม สร้างความเป็นส่วนตัว ลดเสียงดัง ช่วยให้อาคารสวยงามน่าอยู่ มี 4 ประเภท

    1. ผนังเบา (light wall) ผนังที่มีน้ำหนักน้อย แยกประเภทได้ง่าย เช่น ผนังไม้แปรรูป ผนังกระเบื้องแผ่นเรียบ ผนังกระจก ผนังไม้อัด หรือผนังเหล็กแผ่นบาง

    2. ผนังก่อด้วยวัสดุประสาน ได้แก่ ผนังก่อด้วยอิฐมอญ อิฐบล็อก คอนกรีตบล็อก อิฐมวลเบา บล็อกแก้ว หรือแผ่นหินเรียง ผนังประเภทนี้จะต้องมีปูนซีเมนต์เป็นวัสดุประสาน มีความแข็งแรงคงรูป ผนังประเภทนี้ มีน้ำหนักมากกว่าประเภทแรกมาก

    3. ผนังคอนกรีตสำเร็จรูป ได้แก่ ผนังคอนกรีตเสริมเหล็กที่หล่อสำเร็จจากโรงงาน นำมาติดตั้ง โดยมีสลักยึด ปัจจุบันนิยมสูง ก่อสร้างได้เร็ว ราคาถูกกว่าแบบที่ 2

    4. ผนังคอนกรีตเสริมเหล็ก ผนังของอาคารก่อสร้างในสถานที่ก่อสร้าง โดยเสริมเหล็กรูปพรรณ ทำหน้าที่คล้ายกับคานของอาคาร มีน้ำหนักสูง นิยมก่อสร้างในชั้นใต้ดินของอาคารที่สัมผัสกับดิน น้ำ เช่นผนังของสระว่ายน้ำ หรือผนังที่ด้านหนึ่งเป็นบ่อน้ำ

    ผ้าเพดาน (ceiling) คือ แผ่นที่ดาดกรุหลังคา เพดาน หรือปิดใต้ตง เพื่อปิดส่วนโครงหลังคา หรือส่วนล่างของพื้น ฝ้าเพดานแบ่งตามวัสดุที่ใช้ทำได้เป็น 4 ประเภท ได้แก่ ไม้ กระเบื้องแผ่นเรียบ แผ่นยิบซั่ม อลูมิเนียม

    ประโยชน์ 1. ช่วยปิดส่วนต่างๆที่ไม่เรียบร้อย

    2. ช่วยป้องกันความร้อนใต้หลังคา

    3. ช่วยซ่อนอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ

    4. ช่วยป้องกันเสียงจากห้องบนชั้นถัดไป

    5. ช่วยตกแต่งเพิ่มบรรยากาศต่าง ๆ ภายในห้องให้น่าอยู่อาศัยมากขึ้น

    6. สำหรับฝ้าที่เป็นวัตถุทนไฟ ช่วยป้องกันไฟได้

    ฐานราก (footing) เป็นส่วนสุดท้ายของอาคารที่รับน้ำหนักทั้งหมดของอาคารลงสู่พื้นดิน ดังนั้นอาคารจะมั่นคงหรือไม่ก็ต้องอยู่ที่ฐานราก หลักการทำงานคือ น้ำหนักทั้งหมดที่มาจากอาคารจะผ่านที่เสา แล้วเสาจะส่งต่อมาที่ฐานราก หากฐานรากไม่แข็งแรง ฐานรากรับน้ำหนักไม่ได้ อาคารจะทรุด แบ่งเป็น 2 ลักษณะ

    1. ประเภทของฐานรากตามลักษณะของที่รองรับ

    - ฐานรากแผ่ (bearing footing) เป็นฐานรากแบบกระจายออก โดยที่ให้ดินเป็นที่รองรับน้ำหนักทั้งหมด มักจะก่อสร้างที่ดินทรายแข็งแรงรับน้ำหนักได้เช่นดินตามที่ราบสูง เชิงเขา

    ฐานแผ่

    - ฐานรากบนเสาเข็ม (pile footing) เป็นฐานรากแบบที่น้ำหนักทั้งหมดถ่ายลงสู่เสาเข็มที่รองรับฐานราก ต้นเดียวหรือหลายต้น เข็มทำจากไม้ หรือคอนกรีต เหมาะกับดินที่รับน้ำหนักมากๆ ไม่ได้ เช่น ดินเหนียวอ่อน ดินฝุ่นแป้ง

    ฐานรากบนเสาเข็ม

    2. ประเภทของฐานรากตามลักษณะของน้ำหนักบรรทุก ได้แก่

    - ฐานรากต่อเนื่องรับกำแพง (wall footing) เป็นฐานรากที่รับน้ำหนักของอาคารที่ถ่ายเทลงตามผนังหรือกำแพงเป็นทางยาว

    - ฐานรากเดี่ยว (single footing) เป็นฐานรากรองรับน้ำหนักจากเสาเป็นจุดๆ โดยเสาหนึ่งต้นต่อฐานรากหนึ่งฐาน นิยมใช้กับอาคารขนาดเล็ก เช่น บ้านพักอาศัย

    - ฐานรากร่วม (combined footing) เป็นฐานรากรองรับน้ำหนักจากเสาหลายๆ ต้น ซึ่งมีตำแหน่งของเสาอยู่ใกล้กัน

    - ฐานรากแพ (raft footing ) เป็นฐานรากที่แผ่กระจายบนพื้นที่ก่อสร้าง เสาทุกเสาอยู่บนฐานรากเดียวกัน เหมาะกับอาคารขนาดใหญ่ หรืออาคารสูงเพื่อป้องกันการทรุดตัวไม่เท่ากันของอาคาร

    - ฐานรากตีนเป็ด (strap footing) ฐานรากที่ติดกับพื้นที่ของคนอื่นไม่สามารถก่อสร้างฐานรากแพกับน้ำหนักของอาคารลงสู่จุดศูนย์กลางของฐานรากได้ จึงต้องทำเป็นรูปตีนเป็ดและใช้คานรัด (strap beam) ระหว่างเสา 2 เสา ของอาคารก่อนจะลงฐานรากตีนเป็ด

    ข้อกำหนดของมาตรฐานฐานราก ตาม วสท. ได้กำหนดค่าต่ำสุดของฐานราก

    - ในฐานรากคอนกรีตเสริมเหล็ก ความหนาของคอนกรีตส่วนที่อยู่เหนือเหล็กเสริมที่อยู่ขอบฐานรากจะต้องไม่น้อยกว่า 15 เซนติเมตร

    - ในฐานรากคอนกรีตไม่เสริมเหล็ก ความหนาของคอนกรีตที่ขอบนอกของฐานรากจะต้องไม่น้อยกว่า 20 เซนติเมตร สำหรับฐานรากที่รองรับด้วยดิน หรือไม่น้อยกว่า 35 เซนติเมตร จากหัวเสาเข็มสำหรับฐานรากที่รองรับด้วยเสาเข็ม

    เสาเข็ม (pile) แบ่งออกเป็น 6 ประเภท คือ

    1. เสาเข็มไม้ (timber piles) ทำจากไม้ที่มีลำต้นตรง เช่น ไม้สนประดิพัทธิ์ ไม้ยูคาลิปตัส ไม้โกงกาง เหมาะกับอาคารขนาดเล็ก เช่นบ้านพักอาศัย

    2. เสาเข็มคอนกรีตเสริมเหล็ก ( reinforce concrete pile) ผลิตจากการหล่อคอนกรีตแล้วเสริมด้วยเหล็กเส้น เหมาะกับอาคารขนาดเล็กที่รับน้ำหนักไม่มาก

    3. เสาเข็มคอนกรีตอัดแรง (prestressed concrete pile) ผลิตด้วยเทคนิคการอัดแรงที่สามารถรับน้ำหนักได้มากเป็นพิเศษ ซึ่งในปัจจุบันเสาเข็มแบบนี้ได้รับความนิยมมาก

    4. เสาเข็มคอนกรีตอัดแรงแบบกลม (prestressed concrete spun pile) ผลิตด้วยเทคนิคการอัดแรงใช้แรงเหวี่ยง รับน้ำหนักได้มากกว่าเสาเข็มคอนกรีตอัดแรง จะเป็นทรงกลมกลวง เหมาะสำหรับอาคารขนาดใหญ่รับน้ำหนักได้มาก ๆ

    5. เสาเข็มเหล็ก (steel pile) ทำจากเหล็กรูปพรรณต่างๆ ใช้ชั่วคราว เสาเข็มแบบแผ่นเรียกเข็มพืด(sheet pile) ป้องกันดินพังทลายขณะทำงานก่อสร้าง

    6. เสาเข็มเจาะ (bored pile) ผลิตในพื้นที่ก่อสร้างในกรณีที่ไม่สามารถตอกเข็มได้เพราะสะเทือนรบกวนอาคารอื่น อาจแตกร้าวและพัง จึงจำต้องเจาะดิน เสริมเหล็กเส้นแล้วเทคอนกรีต บางชนิดเสริมด้วยเหล็กรูปพรรณขนาดใหญ่เพื่อรับน้ำหนักที่มากขึ้น

    การกำหนดคุณสมบัติของวัสดุก่อสร้าง

    งานดิน ดิน ( soil) เป็นส่วนแรกที่รองรับน้ำหนักทั้งหมดของอาคารที่ถ่ายน้ำหนักจากฐานรากลงสู่ดิน ดินจะต้องแข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนัก บางกรณีต้องเพิ่มเสาเข็มมาช่วยรับน้ำหนักของอาคาร การก่อสร้างจึงต้องทำการตรวจสอบลักษณะของดิน

    ดินที่ไม่เหมาะสมในการรับน้ำหนัก ความสามารถในการรับกำลังต่ำ ได้แก่ ดินเหนียว ดินเหนียวที่มีทรายปน หรือมีทราบปนแป้ง ดินทรายแป้งมีสารอินทรีย์พวกฮิวมัสปน

    ดินที่เหมาะสมในการรับน้ำหนัก ดินทรายที่มีขนาดใกล้เคียงกัน ดินทรายผสมกรวด กรวดปนทรายขนาดเล็ก มีความเหมาะสมเป็นบานรากให้กำลังสูง

    การสำรวจดิน เจาะลึก 10-20 เมตร งานก่อสร้างอาคารทั่วๆ ไป 30-40 เมตรอาคารขนาดใหญ่ (ตาม พรบ ควบคุมอาคาร 2522 ) 10-12 เมตร อาคารบ้านพักอาศัย 2-3 ชั้น โดยวิศวกรปฐพี ในสภาพธรรมชาติลักษณะที่ตั้ง ดินเหนียวจะพบบริเวณริมน้ำหรือปากแม่น้ำ ดินทรายบริเวณต้นน้ำ ดินทรายแป้งบริเวณที่ราบที่น้ำท่วมถึง

    งานไม้ พิจารณาจากความแข็งแรงทางกลและความทนทานของไม้เป็นสำคัญ ได้แก่

    - ไม้เนื้อแข็ง หมายถึง ไม้ที่มีน้ำหนักมาก มีความถ่วงจำเพาะสูง มีความทนทานดี

    - ไม้เนื้ออ่อน หมายถึง ไม้ที่มีน้ำหนักเบา มีความถ่วงจำเพราะต่ำ มีความทนทานต่ำ

    มาตรฐานของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (ว.ส.ท. ) จำแนกประเภทของไม้ 5 ประเภท

    1. ไม้เนื้ออ่อนมาก

    2.. ไม้เนื้ออ่อน

    3. ไม้เนื้อแข็งปานกลาง

    4. ไม้เนื้อแข็ง

    5. ไม้เนื้อแข็งมาก

    การเลือกใช้ไม้สำหรับงานก่อสร้าง

    -ทำเสา คำนึงถึงการรับน้ำหนักและความทนทานสูง ควรเลือก ไม้แดง ตะเคียนทอง นนทรี มะค่าแต้ เต็ง รัง มะค่า

    เคี่ยม อินทนิล เป็นต้น

    - พื้นภายในอาคาร ต้องเลือกไม้มีความทนทาน และมีลายสวยงาม เช่นไม้สัก แดง ตะเคียนทอง เต็ง ประดู่ กระบาก รัง กะท้อน นนทรี กราด กว้าว

    - ทำคานและตง ต้องเป็นไม้เนื้อแข็งมีความทนทานสูง เช่น ไม้เต็ง รัง

    - ทำโครงหลังคา เช่น อกไก่ จันทัน ใช้ไม้มีความทนทานสูงน้ำหนักเบา เช่น ตะแบก นนทรี พลวง

    - ทำฝาและคร่าวฝา ไม้เนื้อแข็ง น้ำหนักเบา เช่น เต็ง รัง

    - พื้นภายนอกอาคาร ต้องเป็นไม้เนื้อแข็งทนทานต่อสภาพแวดล้อม เช่น ไม้แดง ตะเคียนทอง เต็ง รัง

    มาตรฐานกรมโยธาธิการเกี่ยวข้องกับงานไม้ได้แก่ มยธ . 104-2533 มาตรฐานงานไม้

    งานคอนกรีต (concrete) เป็นวัสดุที่เกิดจากการผสมกันของวัสดุหลัก 4 ชนิด น้ำ ปูนซีเมนต์ ทราย หิน

    ปูนซีเมนต์ ทำหน้าที่ประสาน ยึด กับวัสดุก่อสร้าง ตามมาตรฐานสมาคมทดสอบวัสดุอเมริกัน (ASTM) แบ่งเป็น 5 ประเภท

    1. ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ธรรมดา ใช้กับงานทั่วไป ไม่มีสภาวะอากาศรุนแรงหรือที่มีซัลเฟตสูง

    2. ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ดัดแปลง ใช้กับสถานที่เกิดความร้อนและทนซัลเฟตได้ดี

    3. ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ให้กำลังอัดเร็ว ที่ใช้งานต้องการความรวดเร็วหรือถอดแบบเร็วในเวลาอันสั้น

    4. ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์เกิดความร้อนต่ำ เป็นปูนที่ใช้ในงานที่ก่อให้เกิดความร้อนต่ำ ลดการแตกร้าว

    5. ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ทนซัลเฟตสูง เป็นปูนที่ต้องการก่อสร้างภายในบริเวณที่มีอิทธิพลของซัลเฟต เช่นน้ำ หรือดินที่มีด่าง สูง

    งานเหล็ก

    ประเภทของเหล็กเส้นปัจจุบัน มี 2 ชนิด 1 เหล็กเส้นกลมผิวเรียบ (RB ) 2 เหล็กเส้นข้ออ้อย (DB) มีครีบเพื่อจับ ยึดต่อได้ดีกับคอนกรีต

    เหล็กรูปพรรณที่ใช้ในงานโครงสร้างเหล็ก มี 2 ประเภท 1 เหล็กรูปพรรณจากเหล็กรีดร้อน 2. เหล็กรูปพรรณจากการรีดเย็น

    มาตรฐานงานก่อสร้างและมาตรฐานทดสอบวัสดุก่อสร้างที่สำคัญในประเทศไทยมี 3 หน่วยงานคือ 1 กรมโยธาธิการ 2 วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย 3. สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.)








    หน่วยที่ 4 วัสดุและความแข็งแรงของวัสดุ

    คำนิยามพื้นฐานเกี่ยวกับสมบัติของวัสดุ

    1. การขึ้นรูปเย็น (Cold working) เป็นกระบวนการเปลี่ยนรูปร่างโลหะหรือขึ้นรูปโลหะที่อุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูมิการตกผลึกใหม่ (recrystallization temperature) อุณหภูมิที่ทำให้ผลึกเปลี่ยนโครงสร้างภายใน

    2. การขึ้นรูปร้อน (hot working) เป็นกระบวนการเปลี่ยนรูปร่างของโลหะที่อุณหภูมิสูงกว่าอุณหภูมิการตกผลึกใหม่การใช้อุณหภูมิที่สูงเพื่อลดพลังงานที่ใช้ในการเปลี่ยนรูปของโลหะ

    3. ความยืดหยุ่น (elasticity) เป็นความสามารถของวัสดุเมื่อได้รับแรงกระทำจะเกิดการยืดตัวแล้วกลับคืนสู่สภาพเดิมได้เมื่อนำแรงที่มากระทำออก หรือสามารถเรียกได้ว่า สภาพการเปลี่ยนรูปแบบยืดหยุ่น

    4. ความอ่อน (malleability) เป็นสมบัติของโลหะที่เปลี่ยนรูปได้มากขณะรีดหรือตีอัดถ้าโลหะมีความอ่อนมากจะทำให้เป็นแผ่นได้บางมาก

    5. ความอ่อนเหนียว (ductility) หรือสภาพยืดดึงได้ เป็นสมบัติของโลหะเมื่อได้รับแรงกระทำจนเปลี่ยนรูปถาวรกล่าวคือ ช่วงในการเปลี่ยนรูปร่างถาวรนั้นวัสดุสามารถยืดตัวหรือเปลี่ยนรูปได้มากน้อยระดับใดขึ้นอยู่กับความอ่อนเหนียวของวัสดุนั้นๆ ความอ่อนเหนียวตรงกันข้ามกับความเปราะ ถ้านำวัสดุนั้นมาทดสอบการดึงชิ้นทดสอบยาว 50 mm เมื่อดึงแล้วยืดได้มากกว่า 5% จะจัดให้เป็นวัสดุเหนียว แต่ถ้ายืดแล้วได้น้อยกว่า 5% จะเป็นวัสดุเปราะ

    6. สภาพตักปาดผิวได้ (machinability) คือระดับความสามารถของวัสดุในการถูกตัดปาดเอาผิวของวัสดุออกไปได้ด้วยคมของเครื่องมือตัดเฉือน

    7. สภาพชุบแข็งได้ (hardenability) คือระดับความสามารถที่วัสดุจะรับการชุบแข็งที่ผิวได้มากน้อยระดับใด โดยสังเกตจาก ความลึกของผิวชุบแข็งของวัสดุ ปกติการแข็งที่ผิวจะสูงกว่าเนื้อใน เนื่องจากอัตราเย็นตัวที่ผิวจะสูงกว่าเนื้อใน

    8. การชุบผิวแข็ง (surface hardening) เป็นกรรมวิธีที่ทำให้ผิงวัสดุมีความแข็งมากขึ้นโดยที่เนื้อในยังคงอ่อนเหมือนเดิม

    9. การชุบ (quenching) เป็นการลดอุณหภูมิของโลหะที่มีอุณหภูมิสูงอย่างรวดเร็ว โดยนำโลหะนั้นใส่ลงในตัวกลางที่ใช้ชุบ เช่นน้ำ น้ำมัน หรือ อากาศ เพื่อเพิ่มความแข็งของโลหะ

    10. การบ่มหรือการบ่มแข็ง (aging หรือ age hardening) เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างของโลหะจากสภาวะที่ไม่เสถียร (unstable) อันเนื่องมาจากการชุบหรือการขึ้นรูปเย็นให้เป็นโครงสร้างที่เสถียรการเปลี่ยนโครงสร้างเกิดขึ้นเนื่องจากการแตกตัวของสารละลายของแข็งอิ่มตัว ทำให้โลหะแข็งขึ้น แข็งแรงขึ้น แต่ความเหนียวลดลง การบ่มจะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ที่อุณหภูมิปกติ ซึ่งอาจจะเร่งให้เกิดเร็วขึ้นได้ถ้าเพิ่มอุณหภูมิให้สูงขึ้นกว่าอุณหภูมิของห้องเล็กน้อย

    11. การสูญเสียคาร์บอน (decarbonization) เป็นการที่เหล็กกล้าสูญเสียคาร์บอนที่ผิวไปในระหว่างการรีดร้อน (hot rolled) การตีอัด (forging) และกรรมวิธีทางความร้อน (heat treatment) เนื่องจากสารที่อยู่รอบๆ ทำปฏิกิริยากับคาร์บอน

    แรงกระทำทางกลที่มีผลต่อสมบัติของวัสดุ เมื่อมีแรงมากระทำกับวัสดุ เนื้อวัสดุจะออกแรงต้านเพื่อรองรับแรงที่มากระทำ หากแรงที่มากระทำมากกว่าวัสดุจะเสียรูปทรงหรือเปลี่ยนรูปถาวร(plastic deformation) แตกร้าวและเสียหาย (crack) ได้ แรงทางกลที่มากระทำได้แก่ แรงดึง แรงกด แรงเฉือน แรงกระแทก แรงกระทำซ้ำๆกัน หรือกระทำเป็นคาบเวลา

    1. แรงดึงและแรงกด ที่กระทำกับวัสดุ จะเกิด

    1.1 ความเค้น (stress) คือ แรงต้านภายในเนื้อวัสดุ ถ้ามีแรงภายนอกมากระทำ ความเค้นดึง หรือความเค้นกด ตามลักษณะของแรงภายนอกที่กระทำ หน่วยเป็นนิวตันต่อตารางเมตร

    1.3 ความเครียด (strain) คือการเปลี่ยนขนาด ระยะ ของรูปทรงตามแรงภายนอกที่มากระทำ เช่นเดิมวัตถุยาว 10 มิลลิเมตร

    เราออกแรงดึง ยาว 12 มิลลิเมตร ส่วนที่เพิ่มขึ้น 2 มิลลิเมตร คือความเครียด

    2. แรงเฉือน คือ แรงภายนอกที่กระทำกับวัสดุให้หลุดขาดออกจากกัน เช่น วัสดุ 2 ชิ้นต่อประกบด้วยกาว เราพยายามดึงออกจากกัน( คือ แรงเฉือน) กาวก็จะออกแรงต้านไม่ให้หลุด(แรงต้านเรียกว่า ความเค้นเฉือน )เพื่อรักษาภาวะสมดุล ถ้าวัสดุทนแรงดึงไม่ไหวมีการบิดงอ หรือเปลี่ยนระยะไประยะที่เพิ่งขึ้นคือ ความเครียดเฉือน

    ความเค้นเฉือนที่เกิดจากแรงบิด เช่นเพลา เมื่อโดนบิดจะเกิดแรงต้านคือความเค้นเฉือนที่เกิดจากแรงบิด ถ้าระยะมุมหัวท้ายเปลี่ยนไปเสียรูปทรงคือ บิดเบี้ยว เรียกว่าระยะที่บิด คือความเครียดเฉือนที่เกิดจากแรงบิด หน่วยวัดตามวัสดุ นั้น

    3. แรงกระแทก (impact force) คือแรงที่กระทำกับวัสดุในเวลาไม่นานแต่ส่งผลให้วัสดุได้รับความเสียหาย ความสามารถในการรับแรงกระแทกของวัสดุคือค่าความเหนียว (toughness)

    4. แรงกระทำเป็นคาบเวลา คือแรงที่กระทำกับวัสดุต่อเนื่อง จะทำให้วัสดุเกิดความเค้นล้าตัว คือความแข็งแกร่งของวัสดุลดลง ถ้ามีแรงกระทำอย่างต่อเนื่อง นานเข้าก็อาจจะหัก ตัวอย่าง เช่น เราทำการบิดหักลวดไปมา

    - แรงดึง (tensile force) ทำให้เกิดความเค้นดึง (tensile stress) ความเครียดดึง (tensile strain)

    - แรงเฉือน (shear force) ทำให้เกิดความเค้นเฉือน (shear stress) ความเครียดเฉือน ( shear strain)

    - แรงบิด (torsion force) ทำให้เกิดความเค้นเฉือนบิด (torsion shear stress)

    - แรงกระแทก (impact force) ทำให้เกิดความเค้นกระแทก (impact stress)

    - แรงกระทำเป็นคาบเวลา (fatigue force) ทำให้เกิดความเค้นล้าตัว (fatigue stress)

    ดัชนีที่ใช้เป็นเครื่องชี้วัดความแข็งแรงของวัสดุ

    ความหมายและที่มาของสมบัติทางกลที่ใช้เป็นเครื่องมือชี้วัดความแข็งแรงของวัสดุประเภทต่างๆ

    1. มอดูรัสยืดหยุ่น (modulus of elasticity) ใช้ในการวัดความต้านทานต่อความเครียดของวัสดุในช่วงที่มีพฤติกรรมยืดหยุ่นและยังใช้ประเมินความสามารถในการกลับคืนสู่ขนาดและรูปทรงเดิมของวัสดุเมื่อนำแรงกระทำออก

    2. อัตราส่วนของปัวซองต์ ใช้ในการประเมินความสามารถในการเปลี่ยนรูปได้ในแนวแกนซึ่งวัสดุอยู่ในช่วงยืดหยุ่นพลาสติก

    3. ความเค้นครากและความต้านแรงดึงสูงสุด

    ความเค้นคราก เป็นความเค้นที่ทำให้วัสดุเกิดการเปลี่ยนรูปถาวร ใช้เป็นดัชนีชี้วัดเพื่อการประเมินสภาพจุดเปลี่ยนรูปถาวรของวัสดุ

    ความต้านทานแรงดึงสูงสุด ใช้เป็นเครื่องชี้วัดค่าความเค้นที่วัสดุสามารถต้านทานรับไว้ได้ ถ้าค่าความเค้นมากกว่านี้ วัสดุจะเกิดการฉีกขาดเสียหาย

    4. ความอ่อนเหนียวและความเหนียวของวัสดุ

    ความอ่อนเหนียว เป็นดัชนีที่ใช้ชี้วัดความสามารถในการยืดตัวได้ของวัสดุหลังจากวัสดุเปลี่ยนรูปถาวรแล้ว

    ความเหนียวของวัสดุ เป็นเครื่องมือชี้วัดความสามารถของวัสดุที่จะต้านทานต่อแรงกระทำตั้งแต่เริ่มรับแรงจนแตกหักเสียหาย วัสดุที่มีความเหนียวมากจะรับแรงกระแทกได้ดี

    5. ความแข็งของวัสดุ เป็นเครื่องมือชี้วัดความสามารถต้านทานต่อแรงกดของวัสดุ

    6. การคืบ เป็นดัชนีที่ใช้เป็นเครื่องชี้วัดความสามารถต้านทานการเปลี่ยนรูปของวัสดุเมื่อวัสดุนั้นรับความเค้นครากที่อุณหภูมิสูง

    7. ความต้านแรงล้า เป็นดัชนีที่ใช้เป็นเครื่องชี้วัดความสามารถของวัสดุที่ต้านทานต่อแรงที่มากระทำแบบกลับไปกลับมา

    การแตกหักของวัสดุภายใต้แรงกระทำทางกล

    1. ชิ้นงานทรงตันรับแรงดึงและแรงกด มีลักษณะความเสียหายแบ่งตามประเภทของวัสดุได้ดังนี้

    - วัสดุเหนียว เมื่อรับแรงดึงและแรงกด ตามแนวแกนของวัสดุ จะขาดออกจากกันในแนว 45 องศากับแนวแกน

    - วัสดุเปราะ เมื่อมีแรงดึงและแรงกดกระทำ ตามแนวแกนของวัสดุ จะขาดออกจากกันในแนว 45 องศากับแนวแกน

    2. ชิ้นงานทรงตันรับแรงบิด มีลักษณะความเสียหายแบ่งตามประเภทของวัสดุได้ดังนี้

    - วัสดุเหนียว เมื่อมีแรงบิดมากระทำกับวัสดุ จะแตกหักตามแนวความเค้นเฉือนสูงสุดคือตามแนวแกนหรือแนวขวาง

    - วัสดุเปราะ จะขาดตามแนวทแยงมุม 45 องศา กับแนวแกนเป็นเกลียว

    3. ชิ้นงานทรงกระบอกกลวงเมื่อรับแรงบิดจะเกิดการย่นเข้าหากันเนื่องจากแรงกดตามแนว 45 องศากับแนวแกน

    4. ชิ้นงานทรงกระบอกกลวงภายใต้การรับแรงกด เมื่อรับแรงกดจะเกิดการโก่งงอที่ผนังโดนท่อยังไม่ขาด ถ้ากดอัดแรงต่อไปอีกผนังของท่อจะย่นมากขึ้นไปตามลำดับ

    พฤติกรรมของวัสดุภายใต้แรงทางกล แรงภายนอกที่มากระทำจะทำให้วัสดุมีพฤติกรรม 2 รูปแบบคือ

    1. พฤติกรรมสภาพยืดหยุ่น เมื่อวัสดุได้รับแรงกระทำทำให้เกิดความเค้นกระทำกับวัสดุ โดยที่ค่าความเค้นนี้ไม่เกินค่าความเค้นจุดครากตัวของวัสดุ วัสดุจะเกิดการเปลี่ยนรูปร่าง แต่เมื่อนำแรงกระทำออกจะทำให้วัสดุยืดตัวหดกลับมาอยู่ในสภาพรูปร่างเดิมก่อนที่จะมีแรงมากระทำ

    2. พฤติกรรมสภาพพลาสติก เมื่อวัสดุได้รับแรงกระทำ ทำให้เกิดความเค้นกระทำกับวัสดุ เมื่อให้แรงต่อไปจนค่าความเค้นเกินค่าความเค้นครากตัวของวัสดุ วัสดุจะเปลี่ยนรูปร่างอย่างถาวร โดยเมื่อปล่อยแรงออกจะทำให้วัสดุไม่กลับมามีรูปร่างเหมือนเดิม

    กฎของฮุก ( Hook’s law) กล่าวคือ ความเค้นจะเป็นสัดส่วนโดยตรงกับความเครียดโดยที่ไม่ขึ้นอยู่กับเวลา

    โลหะในกลุ่มเหล็กในงานอุตสาหกรรม

    โลหะในกลุ่มเหล็กจะถูกนำมาใช้มากที่สุดประมาณถึงร้อยละ 94 ของกลุ่มโลหะทั้งหมด ราคาค่อนข้างถูกถ้าเทียบกับโลหะอื่น

    เหล็กหล่อ เหล็กกล้า เหล็กกล้าไร้สนิม เหล็กเครื่องมือ

    เหล็กหล่อ ( cast iron) เป็นเหล็กที่นิยมใช้มากที่สุด ราคาถูก ออกแบบซับซ้อนได้ ตามแม่พิมพ์ แบ่งเป็น 4 ชนิดคือ

    1. เหล็กหล่อเทา (gray cast iron) ใช้มากที่สุดในเหล็กหล่อทั้งหมด มีคาร์บอนผสม 2-4% จะรวมตัวเป็นสารประกอบเรียกว่า ซีเมนไตต์ ส่วนที่เหลือจะอยู่ในรูปคาร์บอนบริสุทธิ์เรียกแกรไฟต์ (graphite) เป็นแถวยาวๆ แทรกในเนื้อเหล็กสีเทา ทำให้สภาพการตัดปาดผิวดีแม้บางครั้ง เหล็กจะมีความแข็งสูง ทนแรงดึงได้สูง ทนการสึกหรอได้ดี หน่วงการสั่นสะเทือนได้ดี ไม่มีการยืดหดตัวหรือเปลี่ยนรูป จะแตกหักก่อน มักนำไปทำฐานของเครื่องจักร โครงสร้างที่ต้องการความต้านแรงกดสูง หรือสั่นสะเทือนมาก เช่นเพลาข้อเหวี่ยงของเครื่องยนต์ เพราะเหล็กหล่อเทาต้านทานการล้าได้ดี เสื้อสูบ กระบอกสูบ เพลาลูกเบี้ยว จานเบรก รางแท่นไส เฟือง ห้องเฟือง เป็นต้น

    2. เหล็กหล่อเหนียว เป็นเหล็กหล่อเทาที่ผสมแมกนีเซียมลงไปในน้ำเหล็กเหลว ทำให้แกรไฟต์ตกผลึกเป็นเม็กกลมเล็ก กระจายทั่วไปในเนื้อเหล็ก แทนที่จะเป็นแบบเกล็ดเหมือนในเหล็กหล่อเทา ลักษณะโครงสร้างที่มีเม็ดแกรไฟต์กลมนี้จะทำให้ความเหนียว ความต้านแรง กะทันหันดีกว่า เหล็กหล่อเทาแต่ ทนการสึกหรอ และนำความร้อนน้อยกว่า เหล็กหล่อเหนียวมีจุดครากเหมือนกับเหล็กกล้า คือสามารถยืดตัวหรือเปลี่ยนรูปได้ก่อนที่จะเกิดการเสียหายพังทลายของวัสดุ นำไปใช้กับชิ้นส่วนที่ได้รับแรงกระแทกและอุณหภูมิสูงกะทันหัน และในงานที่ได้รับแรงดัน เช่น กระบอกวาล์ว ชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ เครื่องมือกลอุปกรณ์ของเรือ ห้องเฟือง เพลาข้อเหวี่ยง เฟืองบานพับประตูรถยนต์ ตุ๊กตาเพลาท้ายรถบรรทุก

    4. เหล็กหล่ออบเหนียว คือเหล็กหล่อขาวที่แข็งเปราะซึ่งถูกเปลี่ยนโครงสร้างให้เป็นเหล็กหล่อที่อ่อนและเหนียว โดยกรรมวิธีการอบในบรรยากาศพิเศษทำให้ดาร์ไบด์ที่แข็งแต่เปราะสลายตัวเป็นผลึกคาร์บอนเม็ดกลมกับเฟอร์ไรต์หรือเพอไลต์ ทำให้เหล็กหล่อชนิดนี้มีสมบัติเหมือนเหล็กกล้าตรงที่มีความเหนียวดี คือแสดงจุดคราก เมื่อทำการทดสอบการดึง เหล็กหล่ออบเหนียวมักจะถูกนำไปใช้มากกว่าเหล็กหล่อคาร์บอนธรรมดา เพราะนอกจากความเหนียวที่เหมือนกันแล้วยังมีสมบัติที่เหนือกว่า ต้านแรงกระแทก การต้านความล้า ต้านการสึกหรอ ความสามารถรับการตัดปาดผิวได้ดี มอดูรัสยืดหยุ่นสูง รวมไว้ด้วยกัน ราคาต่ำกว่าเหล็กหล่อเหนียวเล็กน้อย ถูกนำไปใช้ในงานหนัก เช่น ชิ้นส่วนของรถยนต์ รถไฟ และรถแทคเตอร์ เป็นต้น

    เหล็กกล้า เป็นวัสดุที่ใช้กันมากที่สุดสำหรับทำชิ้นส่วนเครื่องกล เนื่องจากมีสมบัติที่ดี ความต้านทานสูง ความแข็งตึงสูง ทนทานและแปรรูปค่อนข้างง่าย เหล็กกล้าเกิดจากการผสมกันของเหล็กกับคาร์บอนและธาตุอื่นๆ แบ่งเป็น 6 ชนิดคือ

    1. เหล็กกล้าคาร์บอนธรรมดา แบ่งเป็น 3 กลุ่ม

    1.1 เหล็กกล้าคาร์บอนต่ำ (low carbon steel) มีคาร์บอนผสมอยู่ระหว่าง 0.05-0.30% นำไปอัดขึ้นรูปชิ้นส่วนต่างๆได้ง่ายใช้ในงานทางด้านผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมและงานโครงสร้าง เช่น ทำท่อโครงสร้าง ถัง รถไฟ ตัวถังรถยนต์ สลักเกลียว แป้นเกลียว แผ่นเหล็กชุบสังกะสี ถ้ามีกำมะถันผสมอยู่มากเรียกเหล็กกลึงเสรี นิยมใช้ในเครื่องทำเกลียวอัตโนมัติ ในอุตสาหกรรมส่วนมากใช้เหล็กกล้าชนิดนี้ทั้งแบบรีดร้อน และรีดเย็น เหล็กกล้าที่ผ่านการรีดเย็นจะมีความต้านทานแรงดี ตัดปาดผิวได้ดี และมีขนาดแน่นอน

    1.2 เหล็กกล้าคาร์บอนปานกลาง (medium carbon steel) มีคาร์บอนผสมอยู่ 0.30 ถึง 0.50% สามารถนำมาชุบหรือเทมเปอร์ได้โดยกรรมวิธีทางความร้อนแบบทั่วไป ดั้งนั้นจึงมักใช้งานที่ต้องการความต้านแรงสูง และทนต่อการสึกหรอ ผลิตภัณฑ์จากเหล็กกล้าผสมคาร์บอนปานกลางคือ เพลา แกน เพลาข้อเหวี่ยง ก้านสูบ และชิ้นส่วนเครื่องจักรกลที่ต้องการความต้านแรงสูงกว่าเล็กกล้าคาร์บอนต่ำ

    1.3 เหล็กกล้าคาร์บอนสูง (high carbon steel) มีคาร์บอนผสมอยู่ระหว่าง 0.50% ขึ้นไป มีความแข็งและความต้านแรงสูงทนต่อการสึกหรอได้ดี ขึ้นรูปเรียบร้อยแล้วต้องผ่านกรรมวิธีทางความร้อน ( แอนนีน) เพื่อให้แข้งตามต้องการ ทำเครื่องมือชนิดต่างๆ เช่น ดอกสว่าน อุปกรณ์ตัดเกลียวใน ดอกคว้านรู แบบพิมพ์ และมักทำอุปกรณ์ที่ต้องการความคม เช่น มีด สกัด กรรไกร ลวดสปริง ลวดสลิง แต่ความแข็งและความต้านแรงจะลดลงเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น นำไปชุบอาจจะบิดเบี้ยวหรือแตกร้าวได้

    2. เหล็กกล้าผสมต่ำ ความต้านแรงสูง มีคุณสมบัติเพิ่มขึ้นโดยการเติมธาตุต่างๆเข้าไป ถูกนำไปใช้ในลักษณะที่ผลิตโดยตรงเป็นส่วนมาก ธาตุที่เติมลงในเหล็กกล้ามักจะเป็นโลหะเช่น โครเมียม นิเกิล วาเนเดียม โมลิบดินัม ทังสเตน และโคบอลต์

    ธาตุที่ผสมลงไปเพื่อปรับปรุงสมบัติต่างๆของเหล็กกล้า

    1) ความแข็งแรง (strength)

    2) ความสามารถชุบแข็งได้ลึก (hardenability)

    3) ความสามารถตัดปาดผิว (machinability)

    4) การทนการกัดกร่อน (corrosion resistance)

    5) การทนการสึกกร่อน (wear resistance)

    6) การเพิ่มเสถียรภาพของสมบัติต่างๆ เมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนไป

    3. เหล็กกล้าโครงสร้างผสมต่ำ ใช้มากในงานทางด้านการขนส่งและการก่อสร้าง เหล็กกล้าชนิดนี้ไม่ได้ผ่านกรรมวิธีทางความร้อน สมบัติต่างๆ จึงขึ้นอยู่กับการผสมโลหะผสมลงไปอย่างเหมาะสมกับปริมาณคาร์บอนที่มีอยู่

    4. เหล็กกล้าหล่อ เป็นวัสดุที่ใช้มากในอุตสาหกรรมทั่วไป โดยเฉพาะอุตสาหกรรมหนัก น้ำเหล็กของเหล็กกล้าหล่อให้มีรูปทรงที่ซับซ้อนได้ง่ายตามต้องการ ใช้ทำ เสื้อคอมเพรสเซอร์ขนาดใหญ่ เสื้อสูบเครื่องยนต์ดีเซล เป็นต้น

    เหล็กกล้าไร้สนิม มีความคงทนต่อการตกสะเก็ด มีความต้านแรงที่อุณหภูมิสูงดี แต่มีคุณสมบัติทนต่อการกัดกร่อนต่างกัน ขึ้นอยู่กับปริมาณโครเมียมที่ผสมอยู่ โดยทั่วไปเหล็กกล้าไร้สนิมมีความต้านทานต่อการกัดกร่อนได้ดี ขึ้นรูปได้ดี มีความเหนียวที่อุณหภูมิสูงและต่ำ หาได้ง่ายราคาไม่แพง

    1. เหล็กกล้าไร้สนิมที่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการขึ้นรูป (wrought products) หมายถึง ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปหรือกึ่งสำเร็จรูปที่ได้จากการแปรรูปทางกล เช่น การรีด การตี การดึง ได้แก่ เหล็กแผ่น เหล็กแท่งกลม เหล็กแท่งเหลี่ยม เหล็กท่อนมีรูปทรง (shapes) ลวดเหล็ก มี 4 ชนิดคือ

    1. เหล็กกล้าไร้สนิมแบบออสตินิติก มีความต้านทานต่อการกัดกร่อนดีมาก มีสภาพแข็งขึ้นหลังจากผ่านการขึ้นรูปเย็น สามารถทำการตีอัดขึ้นรูปและทำการเชื่อมได้ ทำการตัดปาดผิวได้ยาก แต่สามารถแปรรูปทางกลได้ง่าย เหล็กกล้าไร้สนิมแบบออสตินิติก นำไปใช้มากในงานอุตสาหกรรมทางด้านอาหาร อุปกรณ์ขนถ่ายวัสดุ เครื่องใช้ในครัว

    2. เหล็กกล้าไร้สนิมแบบเฟอร์ริติก มีความต้านทานต่อการกัดกร่อนดีกว่าเหล็กกล้าไร้สนิม แบบ มาร์เทนซิติกแต่น้อยกว่าแบบออสตินิติก มีสภาพไม่แข็งขึ้นมากนักหลังจากผ่านการขึ้นรูปเย็น ไม่สามารถปรับปรุงด้วยกรรมวิธีทางความร้อนและทางกลได้ สมบัติทางด้านตัดปาดผิวไม่ดีนัก เหล็ดเหล่านี้นำไปใช้ทำท่อ อุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อนอุปกรณ์เกี่ยวกับการกลั่นน้ำมันและอุปกรณ์เคมี

    3. เหล็กกล้าไร้สนิมแบบมาร์เทนซิติก มีความสามารถรับแรงกระแทกได้ดี ทนต่อการสึกหรอได้สูงมีความต้านทานต่อการคืบและการแตกหักเสียหายที่อุณหภูมิสูง การนำไปใช้งานของเหล็กกล้ามาเทนซิติก คือ ใช้ทำวาล์ว มีดตัด มีดโกน ชิ้นงานที่รับความเค้นสูง ได้แก่เพลา ชิ้นส่วนที่ทนต่อการสึกหรอ ลูกปืนในแบริ่ง บุชชิ่ง

    4. เหล็กกล้าไร้สนิมแบบพรีซิฟปิเตชั่นฮาร์ดเดนนิ่ง สามารถแปรรูปทางกลได้ดี เมื่อได้รับความร้อน มีความเหนียวสูงขึ้น หลังจากนั้นก็ทำกรรมวิธีทางความร้อน เพื่อให้เหล็กมีความแข็ง แต่มีความเหนียวดังได้กล่าวมาแล้ว นำไปใช้งานที่ต้องรับภาระดัดได้ดีทนต่อการสึกหรอ

    เหล็กเครื่องมือ ผลิตจากเหล็กกล้าโลหะผสมสูง (high alloy steels) ที่สะอาดและหลอมด้วยเตาไฟฟ้าที่ควบคุมเนื้อโลหะให้มีส่วนผสมถูกต้องสม่ำเสมอ ทั่วๆกัน เพื่อให้เหล็กเครื่องมือมีสมบัติเท่ากันทุกๆส่วน โลหะที่ผสมในเหล็กเครื่องมือ ได้แก่ โมลิบดินัม ทังสเตน โครเมียม วาเนเดียม และแมงกานีส เหล็กเครื่องมือมีสมบัติเด่น ดังนี้

    - มีความแข็งและความต้านแรงสูง ขณะอยู่ในสภาวะอุณหภูมิสูง

    - สามารถรับแรงกระแทก และแรงกระตุกแบบกะทันหันได้เป็นอย่างดี

    - ทนทานต่อการสึกหรอ การขูดขีด ได้เป็นอย่างดี ขณะใช้งานอย่างต่อเนื่องเหล็กเครื่องมือสามารถนำไปทำเป็นเครื่องมือตัด เฉือน แม่พิมพ์ขึ้นรูปโลหะ แม่พิมพ์ตัด ดอกสว่าน มีดกลึง มีดใส

    ชนิดของเหล็กเครื่องมือ

    1. เหล็กเครื่องมือชนิดชุบแข็งด้วยน้ำ (hardening with water tool steels) มีคาร์บอนผสมเป็นธาตุหลักทำให้แข็งกว่าเหล็กกล้าคาร์บอนธรรมดา มี 2 ชนิด ชุบแข็งที่ผิว และ ชุบแข็งได้ลึก สามารถชุบแข็งได้ต่ำ ราคาถูก กรรมวิธีการชุบแข็งไม่ยุ่งยาก เช่นทำ ตะไบ

    2. เหล็กเครื่องมือชนิดทนแรงกระแทกกะทันหัน (shock impact resistant tool steels) เป็นเหล็กกล้าที่มีความแข็งแรงและเหนียวแต่ไม่ทนการสึกหรอเหมือนเหล็กเครื่องมืออื่นๆ เหมาะสำหรับใช้งานที่รับแรงกะทันหันหรือรับและคายแรงสลับกัน เช่น ค้อนลม(jack hammer) อุปกรณ์ลม สิ่ว ใบมีด

    3. เหล็กเครื่องมือสำหรับงานขึ้นรูปเย็น (cold work tool steels) แบ่งเป็นชนิดชุบแข็งด้วยน้ำมัน ชุบแข็งด้วยลม และชนิดงานขึ้นรูปเย็น ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อหลีดเลี่ยงการบิดงอจากการชุบแข็งด้วยน้ำความแข็งจะได้ใกล้เคียงกัน ใช้ทำ แม่พิมพ์ขึ้นรูปลึก แม่พิมพ์ตัดเฉือน

    4. เหล็กเครื่องมือสำหรับการขึ้นรูปร้อน (hot work tool steels) สามารถรักษาความแข็งให้คงเดิมอยู่ได้แม้จะอยู่ในที่อุณหภูมิสูง นำไปใช้ทำตีอัดขึ้นรูปร้อน แม่พิมพ์งานร้อน

    5. เหล็กเครื่องมือความเร็วสูง (high speed tool steels) เป็นเหล็กกล้าทำอุปกรณ์การตัด ไส กลึง เจาะรู เช่น มีดไส มีดกลึง ดอกสว่าน เพราะสามารถคงความแข็งอยู่ได้แม้อุณหภูมิใช้งานจะสูงขึ้นจนร้อนแดง เรียกว่า red-hardness ทนแรงกระทำได้สูงมากแต่ทนแรงกระแทกได้ไม่ดี

    โลหะนอกกลุ่มเหล็กและอโลหะในงานอุตสาหกรรม

    อะลูมิเนียม ( aluminium ) โลหะที่มีน้ำหนักเบา นำมาใช้มากเป็นที่สองรองจากเหล็ก มีคุณสมบัติที่ดี ดังนี้

    1. มีความหนาแน่นน้อย น้ำหนักเบา และมีความแข็งแรงของวัสดุต่อหน่วยน้ำหนักสูง

    2. มีความเหนียวมาก สามารถขึ้นรูปด้วยกรรมวิธีต่างๆ ได้ง่ายโดยไม่เสี่ยงต่อการแตกหัก

    3. จุดหลอมเหลวต่ำ หล่อหลอมง่าย

    4. มีความสามารถในการนำไฟฟ้าไม่สูงนัก

    5. มีค่าการนำความร้อนสูง

    6. ไม่เป็นพิษต่อร่างกายมนุษย์

    7. ผิวหน้าอลูมิเนียมบริสุทธิ์มีดัชนีการสะท้อนกลับของแสงสูงมาก

    8. ทนทานต่อการเกิดสนิมและการผุกร่อน

    9. ซื้อหาได้ง่ายในท้องตลาดและราคาไม่แพงนัก

    แมกนีเซียม (magnesium) จัดเป็นโลหะเบาที่สุดที่ใช้ในงานวิศวกรรม (ลิเทียมเป็นโลหะที่เบาที่สุดในโลก) มีความแข็งสูงมาก ตัดปาดผิวดี โลหะผสมแมกนีเซียม มี 3 ชนิดดังนี้

    1. โลหะผสมระหว่างแมกนีเซียมกับแมงกานีส แมงกานีสที่ผสมลงไปในแมกนีเซียม เพื่อเพิ่มคุณสมบัติด้านความทนทานต่อการผุกร่อน และความแข็งแรงของวัสดุให้มีค่าเพิ่มสูงขึ้น

    2. โลหะผสมระหว่างแมกนีเซียมกับอลูมิเนียม โลหะผสมแมกนีเซียมชนิดนี้มี อลูมิเนียมเป็นธาตุผสมหลักและมีแมงกานีสและสังกะสีเป็นธาตุผสมรอง มีความแข็งแรงสูง สามารถนำไปผ่านกรรมวิธีทางความร้อนเพื่อเพิ่มสมบัติด้านต่างๆ ได้ และยังใช้งานได้ที่อุณหภูมิไม่เกิน 170 องศาเซลเซียส

    3. โลหะผสมระหว่างแมกนีเซียมกับสังกะสี สังกะสีช่วยเพิ่มความแข็งแรงของโลหะแมกนีเซียมให้มีค่าสูงขึ้น พร้อมทั้งสามารถนำไปบ่มแข็งได้เพื่อเพิ่มความแข็งแรง มีความต้านทานกัดกร่อนสูงขึ้น

    ทองแดง (copper) มนุษย์รู้จักใช้ประโยชน์ของทองแดง ทำเครื่องมือใช้สอยและอาวุธต่างๆ ตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ ที่เรียกว่า ยุคสำฤทธิ์ (bronze age) มีสมบัติเด่นในด้าน

    1. มีความแข็งแรงในช่วงที่พอใช้งานได้ ทั้งยังสามารถปรับปรุงสมบัติทางกลได้

    2. ความเหนียวของทองแดงสูงมาก สามารถขึ้นรูปโดยไม่เสี่ยงต่อการแตกหัก

    3. เป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีมาก และเป็นตัวนำความร้อนที่ดีมาก

    4. ตัดปาดผิวได้ง่าย เมื่อผสมธาตุบางตัวเข้าไป

    5. ต้านทานความล้าได้ดีพอควร

    6. ไม่เป็นสารแม่เหล็ก

    7. ทนทานต่อการกัดกร่อน โดยเฉพาะเมื่อใช้กับกรดและน้ำทะเล

    8. ทนทานต่อการกัดกร่อนได้ดีพอควร

    ทองแดงผสม แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ ทองเหลือง และบรอนซ์

    ทองเหลือง เป็นโลหะผสมระหว่างทองแดงกับสังกะสี สังกะสีในทองเหลืองมีสมบัติการต้านทานแรงดึงและความเหนียวสูงขึ้น ความแข็งจะสูงกว่าทองแดงมาก สมบัติจะดีขึ้นเรื่อยๆแต่ถ้าสังกะสีเกิน 40% ความเหนียวจะลดลง

    บรอนซ์ (bronze) ความหมายเดิมหมายถึงโลหะผสมระหว่างดีบุกกับทองแดง ความหมายใหม่หมายถึงโลหะผสมระหว่างทองแดงกับธาตุอื่นๆ ไม่เกิน 12% มี บรอนซ์ดีบุก บรอนซ์อะลูมิเนียม บรอนซ์ซิลิคอน

    โลหะผสมทองแดงกับนิกเกิล มีนิกเกิลผสมอยู่ ประมาณ 4-30% ทำปลอกกระสุนปืน ทำเหรียญกษาปณ์ เช่นเหรียญบาท เหรียญห้าบาท

    ทองแดงที่ใช้กับน้ำทะเลเช่น เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนและกังหันเรือเดินสมุทรและวาล์ว

    นิกเกิล สังกะสี และตะกั่ว โลหะผสมระหว่างนิกเกิลและทองแดงนำไปใช้ในอุตสาหกรรมเคมี เภสัชกรรม การต่อเรือ ไฟฟ้า การซักรีดผ้า ทอผ้า การทำกระดาษ

    สังกะสี สมบัติของสังกะสีหล่อ

    - หล่อหลอมง่าย - มีความแข็งแรงสูงมาก – สามารถควบคุมผลิตภัณฑ์ได้ใกล้เคียงกัน – ตัดปาดผิวได้ง่าย – ทนทานต่อการผุกร่อนภายใต้บรรยากาศทั่วไป – ราคาไม่แพง

    ธาตุที่นำไปผสมตะกั่ว มี

    - พลวง เมื่อผสมในเนื้อตะกั่ว ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้สูงขึ้น ใช้ทำตะกั่วแผ่นสำหรับทำปลอกหุ้มรอยเชื่อมต่อของสายส่งไฟฟ้าและสายโทรศัพท์

    - แคลเซียม ผสมลงไปในตะกั่วเพื่อเพิ่มสมบัติด้านความต้านทานต่อการเกิดการคืบ(การเปลี่ยนรูปอย่างถาวรขึ้นอย่างช้าๆ) นิยมใช้ทำท่อระบายน้ำที่ทนต่อการกัดกร่อน

    พลาสติกและวัสดุคอมโพสิต

    สมบัติพิเศษที่เด่น

    คุณสมบัติทางกายภาพ มีความแข็งแรง เหนียว ยืดหยุ่นได้

    คุณสมบัติทางไฟฟ้า เป็นฉนวนไฟฟ้า

    คุณสมบัติทางเคมี ทนกรด ด่าง และสารเคมีอื่นๆ ได้

    ปัจจุบันมีพลาสติกประมาณ 40 ตระกูลใหญ่ๆ

    พลาสติกแบ่งเป็น 2 ประเภท

    1.เทอร์โมเซตติง (thermosettings) หรือ เทอร์โมเซต (thermosets) เป็นพลาสติกที่มีการเปลี่ยนแปลงระหว่างกรรมวิธีการผลิต การขึ้นรูป และการหล่อด้วยพลาสติกเหลว (casting) ด้วยการผสมสารเคมีทำให้โครงสร้างเปลี่ยนไป เป็นโมเลกุลที่สร้างเครือข่ายยาวไม่สามารถเปลี่ยนรูปได้อีก เหมือนไข่เมื่อนำไปทำให้สุกแล้วจะทำให้เหลวเหมือนเดิมอีกไม่ได้

    2. เทอร์โมพลาสติก (thermoplastics) เป็นพลาสติกที่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีกหลังจากนำไปหล่อเป็นผลิตภัณฑ์แล้ว เปรียบเหมือนน้ำแข็ง เมื่อถูกความร้อนก็จะกลายเป็นน้ำ

    เทอร์โมเซตติง

    อีพอกซี – สมบัติ รับแรงดึงและแรงอัดได้ดีมาก และรับแรงกระแทกได้ดีพอสมควร สามารถติดแนบได้ดีกับวัสดุอื่น เป็นฉนวนไฟฟ้าที่ดี ทนความร้อนสูง ทนกรด ด่าง และการละลายได้ดี

    - การใช้ประโยชน์ ในรูปของเหลวใช้ทำกาวติดวัตถุ และวัสดุเคลือบผิวต่างๆ นำไปหล่อทำแม่พิมพ์ชนิดทดลองแม่พิมพ์ นำไปทำไฟเบอร์กล๊าสชนิดดี ใช้ทำชิ้นส่วนเครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์ รถยนต์

    โพลีเอสเตอร์ – สมบัติ รับแรงดึง แรงอัด และบิดงอได้ดี ผิวหน้ามีความแข็งพอสมควร ถูกแดดจะซีด ทนสภาพอากาศภายนอกได้ดี มีความสามารถหดตัวได้เล็กน้อยแต่มากกว่าอีพอกซี เป็นฉนวนไฟฟ้าที่ดี ทนกรดด่างชนิดอ่อนได้

    - การใช้ประโยชน์ นิยมใช้ทำเป็นผลิตภัณฑ์ไฟเบอร์กล๊าสมากที่สุด เช่น เรือ รถยนต์ ชิ้นส่วนในเครื่องบิน ถังบรรจุของเหลว ลังบรรจุของ ท่อของเหลว เฟอร์นิเจอร์ ซิลิโคน

    ซิลิโคน - สมบัติ รับแรงดึงและแรงบิดได้ปานกลาง ทึบแสง เป็นฉนวนไฟฟ้าที่ดี แต่เป็นตัวนำความร้อนที่ดี ทนกรดด่างได้ทุกชนิด

    - การใช้ประโยชน์ ซิลิโคนถูกนำไปใช้ทำยางแม่แบบชนิดทนความร้อน ยางขอบบานปิดเปิดในยานอวกาศ ซิลิโคนในรูปของแข็งใช้ทำชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้านอกจากนั้นซิลิโคนยังใช้ทำเป็นน้ำยาถอดชิ้นงานออกจากแบบในอุตสาหกรรมหลายประเภท พร้อมกันนี้ได้นำไปใช้ในกลุ่มศัลยกรรมตกแต่งทางการแพทย์

    เทอร์โมพลาสติก

    โพลิเอทีลีน (polyethylene)

    - สมบัติ รับแรงกดและแรงดึงได้น้อย มีความสามารถยืดตัวได้สูง ฉีกขาดได้ยากเป็นฉนวนไฟฟ้าได้ดีมาก ทนความร้อนได้น้อย แต่ทนความเย็นได้มาก

    - การใช้ประโยชน์ ถุงบรรจุภัณฑ์ บรรจุอาหารและเสื้อผ้า ดอกไม้พลาสติก ภาชนะในครัวเรือน ถาดน้ำแข็งใส่ตู้เย็น ภาชนะบรรจุของเหลว สายเคเบิล แผ่นกันความชื้นในอาคาร

    โพลิโพรพิลีน (polypropelene)

    - สมบัติ โดยทั่วๆไปคล้ายกับโพลีเอทีลีนแต่มีคุณภาพดีกว่า ทนทานและแข็งแรงกว่าโพลีเอทีลิน ทนความร้อนได้ดีกว่ามีความสามารถใช้งานได้ดีในอุณหภูมิสูง คล้ายกับโพลิเอทีลิน แต่คุณภาพดีกว่า ทดสอบอย่างง่ายคือใช้เล็บขูดดู หากเป็นโพลิเอทีลินจะขูดออก หากเป็นโพลิโพรพิลีนจะขูดออกยากกว่าเนื่องจากมีผิวแข็งกว่า

    - การใช้ประโยชน์ ใช้ทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆได้มากมาย เช่น ถุงบรรจุอาหารร้อน พลาสติกหุ้มซองบุหรี่ เชือกปอพลาสติก แถบพลาสติกมัดของ ริบบิ้น สายไฟฟ้า สายเคเบิ้ล กล่องแบตเตอรี ถังตักน้ำ ฝาปิด โถส้วม หมวกกันน็อค กระเป๋าใส่ของภาชนะ และเครื่องใช้ในบ้าน

    โพลีสไตริน (polystyrene)

    - สมบัติ มีน้ำหนักเบาที่สุดในพลาสติก มีความสามารถหดตัวได้น้อยมาก โพลิสไตรินมีความคงรูปได้ดีแต่เปราะ ทนความร้อนได้พอสมควร ทนกรดและด่างชนิดอ่อนได้

    - การใช้ประโยชน์ ใช้ทำกล่องบรรจุอาหารชนิดใส กล่องบรรจุของใช้อื่นๆ เช่น แปรงสีฟัน ถังบรรจุเครื่องดื่ม ไม้บรรทัดราคาถูก วิทยุ ไฟท้ายรถ

    การทดสอบเพื่อหาสมบัติทางกลของวัสดุ

    ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการทดสอบวัสดุ

    วัสดุที่นำมาใช้ในงานวิศวกรรมต้องมีสมบัติที่ใช้งานในลักษณะต่างกันเพื่อให้ใช้งานได้อย่างปลอดภัย ต้องทดสอบเพื่อการประเมินสมบัติด้านต่างๆ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

    การทดสอบแบบทำลาย (destructivetesting; DT) เป็นการทดสอบเพื่อหาสมบัติทางกล ดังเช่นการทดสอบหาค่าดัชนีที่บ่งชี้ถึงความแข็งแรงของวัสดุ เช่น

    - การทดสอบการดึง เพื่อหาค่าความเค้นคราก ความต้านการดึง

    - การทดสอบความแข็ง เพื่อหาความสามารถของวัสดุที่ต้านทานการเปลี่ยนรูป

    - การทดสอบแรงกระแทก เพื่อหาค่าความเหนียวและความสามารถในการรับแรงกระแทกของวัสดุ

    - การทดสอบความล้าทำเพื่อเป้าประสงค์ในการในการหาค่าความสามารถที่วัสดุจะรับแรงแบบคาบเวลาหรือแรงกระทำแบบซ้ำๆ กันตลอดเวลา

    - การทดสอบการคืบตัวที่อุณหภูมิสูง เป็นการทดสอบเพื่อหาค่าความแข็งแรงของวัสดุที่ยังมีแรงด้านทานภายในขณะที่รับแรงที่ไม่มากไปกว่าความเค้นคราก ที่อุณหภูมิสูงในระยะเวลาที่ไม่จำกัด

    การทดสอบแบบไม่ทำลาย (nondestructive testing; DNT) เป็นการตรวจสอบเพื่อหาสิ่งบกพร่องในวัสดุ เช่น รอยร้าว หรือความไม่สมบูรณ์ของรูปร่างชิ้นงาน ที่เกิดขึ้นบริเวณผิว ใต้ผิวเล็กน้อย และในเนื้อวัสดุเช่น

    - การตรวจสอบด้วยอนุภาคแม่เหล็กเป็นการตรวจสอบหาสิ่งบกพร่องที่ผิวและใต้ผิวชิ้นงานเล็กน้อย

    - การตรวจสอบด้วยการถ่ายรังสีสามารถแสดงภาพของสิ่งบกพร่องออกมาบนฟิล์มถ่ายภาพและสามารถตรวจสอบสิ่งบกพร่องในเนื้อวัสดุได้

    - การตรวจสอบด้วยอัลตราโซนิกสามารถตรวจสอบสิ่งบกพร่องในเนื้อวัสดุได้เช่นเดียวกับภาพถ่ายรังสี

    - การตรวจสอบด้วยสายตา เป็นการตรวจสอบที่สะดวก โดยใช้ความสามารถพื้นฐานตรวจสอบได้ด้วยตัวเองและไม่ต้องใช้อุปกรณ์พิเศษและความชำนาญการของผู้ตรวจสอบ

    การทดสอบแบบทำลาย ที่สำคัญและใช้กันมากในอุตสาหกรรม มี 6 วิธีคือ

    1. การทดสอบการดึง (tensile testing) เป็นการทดสอบวัสดุที่สำคัญที่สุด เพราะในการออกแบบส่วนใหญ่จะใช้ค่าซึ่งได้จากการทดสอบนี้ไปใช้ในการคำนวณ เพื่อกำหนดขนาดรูปร่างของชิ้นงาน วัตถุประสงค์ เพื่อหาค่าความต้านแรงดึงสูงสุด ความเค้นคราก และเปอร์เซ็นต์การยืดตัวของวัสดุ โดยั่วไปจะดึงชิ้นทดสอบจนขาดออกจากกันในขณะเดียวกันก็จะบันทึกแรงที่ใช้ในการดึงและระยะยืดของชิ้นทดสอบด้วยเครื่องบันทึก

    2. การทดสอบความแข็ง (hardness test) ค่าความแข็งเป็นสมบัติทางกลที่สำคัญค่าหนึ่งบ่งบอกถึงความสามารถในการต้านทานการเปลี่ยนรูปถาวรของวัสดุ เนื่องจากการกดหรืออัด มีการทดสอบดังนี้

    2.1 การทดสอบความแข็งของบริเนล์ (brinell hardness test) ชาวสวีเดนใช้ลูกบอลเหล็กกด แล้ววัดเส้นผ่าศูนย์กลางรอยกด

    2.2 การทดสอบความแข็งแบบวิกเกอร์ ใช้ตัวกดทำด้วยเพชรเจียระไน วัดเส้นทแยงมุม ของรอยกด

    2.3 การทดสอบความแข็งแบบรอกเวลล์ ลุคเวลชาวเยรมัน วัดความลึกของหัวกดซึ่งทำด้วยเพชรทรงกรวย

    2.4 การทดสอบความแข็งด้วยค้อนโพลดี้ ใช้ค้อนมือ 100g ตีแกนสลักที่มีลูกบอลกับวัสดุทดสอบ

    2.5 การทดสอบความแข็งโดยการกระดอนแบบชอร์ ใช้ตุ้มน้ำหนัก0.2 N ตกจากความสูง 112 mm กระแทกกับผิวชิ้นทดสอบวัดความกระดอนตุ้มน้ำหนักถ้าวัสดุทดสอบมีความแข็งสูงตุ้มน้ำหนักก็กระดอนสูง

    3.การทดสอบแรงกระแทก (impact testing) เป็นการใช้แรงกระทำเคลื่อนที่ด้วยความเร็วกระแทกชิ้นทดสอบให้แตกหักในเวลาอันสั้นเพื่อศึกษาพฤติกรรมของวัสดุเมื่อถูกแรงกระแทกใช้หลักการค้อนเหวี่ยง และชิ้นทดสอบต้องมีร่องบากนิยมใช้แบบชาร์ปี

    4.การทดสอบการล้า หาความต้านล้าของวัสดุ หมายถึงความเค้นสูงสุดแบบเปลี่ยนแปลงที่กระทำต่อชิ้นงานเป็นจำนวนครั้งไม่สิ้นสุด โดยชิ้นงานไม่เสียหาย ถ้าความเค้นที่กระทำต่อชิ้นงานมีค่าสูงกว่าความเค้นล้าของวัสดุ ก็จะทำให้ชิ้นงานแตกหักแบบล้าได้ อาจจะภายในไม่กี่นาที หรือได้รับแรงเป็นระยะเวลานานเป็นปี

    5.การทดสอบความแข็งแรงของวัสดุที่อุณหภูมิสูง เพื่อหาค่าความเค้นครากที่อุณหภูมิสูง

    6. การทดสอบการคืบ การคืบ (creep) คือการที่วัสดุได้รับความเค้นนำไปสู่การยืดตัว

    ค่าความต้านการคืบ(creep strength) ที่อุณหภูมิหนึ่ง คือค่าความเค้นสูงสุดเมื่อเริ่มต้นมีความคืบและเวลาผ่านไปจนหยุดความคืบ แต่ถ้าความเค้นสูงกว่าค่านี้จะนำไปสู่การแตกหัก

    การทดสอบแบบไม่ทำลาย ( nondestructive-testing) หรือ NDT ที่สำคัญใช้มากมี 5 วิธี

    1. การตรวจสอบด้วยสายตา (visual inspection) เป็นวิธีที่ไม่ยุ่งยาก แต่ผู้ตรวจสอบต้องมีความรู้ในด้านทฤษฎีและปฏิบัติเกี่ยวกับการผลิต ลักษณะที่ผิดปกติ ต่างๆ

    2. การตรวจสอบด้วยสารแทรกซึม (penetrant testing; PT) เพื่อหาความบกพร่องในเนื้อวัสดุ โดยสารแทรกซึมสามารถซึมเข้าไปในช่องว่างแคบๆ ที่เป็นรอยร้าวขนาดเล็กได้ ใช้ได้ผลดีกับชิ้นงานที่เป็นโลหะ

    3. การตรวจสอบโดยอนุภาคแม่เหล็ก (magnetic particle testing; MT ) ใช้กับวัสดุเฟอร์โรแมกเนติก ได้แก่ เหล็ก นิกเกิล และ โคบอลท์ สิ่งบกพร่องที่อยู่บนผิววัสดุ ผงแม่เหล็กจะจัดเรียงตัวตามรอยร้าว สิ่งบกพร่องอยู่ใต้ผิวเล็กน้อย ผงแม่เหล็กจะจัดเรียงตัวอย่างไม่เป็นระเบียบ

    4. การตรวจสอบวัสดุด้วยอัลตราโซนิก (ultrasonic testing; UT)นำไปใช้ในการทดสอบเหล็กโครงสร้างประเภท I-Beam ขณะอยู่ในสายการผลิต รางรถไฟ ท่อส่งความร้อน เหล็กแผ่น

    5. การตรวจสอบด้วยการถ่ายภาพรังสี (radiographic testing; RT) อาศัยหลักการของรังสีที่ผ่านเข้าไปสู่วัสดุที่ทึบแสงแล้วทะลุอีกด้านหนึ่ง ปริมาณที่ทะลุผ่านออกมาของรังสี จะบ่งชี้ให้ทราบถึงสิ่งบกพร่องและปริมาณของเนื้อวัสดุ สาเหตุเพราะรังสีถูกดูดซึมเอาไว้ ถ้าเนื้อวัสดุที่มีสิ่งบกพร่อง หรือปริมาณของเนื้อวัสดุน้อย จะมีปริมาณของรังสีที่ทะลุผ่านออกมามากและจะไปปรากฏบนแผ่นฟิล์มในปริมาณที่มาก แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าไม่มีสิ่งบกพร่องหรือเนื้อวัสดุมากปริมาณรังสีที่ตกกระทบแผ่นฟิล์มน้อยเพราะถูกเนื้อวัสดุดูดซับเอาไว้

    manasu





    หน่วยที่ 5 อนุภาคในบรรยากาศ

    ละอองลอย (aerosol) คืออนุภาคมีลักษณะเป็นของแข็งหรือของเหลว

    อนุภาคอาจเกิดจากการแตกกระจาย(dispersion)หรือการควบแน่น(condensation) ตัวอย่างของการเกิดจากการแตกกระจายเช่น การบด การขัด การระเบิด ส่วนการควบแน่นเกิดจากการรวมตัวของโมเลกุลของสสารเนื่องจากความร้อนหรือความเย็นอนุภาคมีชนิด รูปร่าง ขนาด และคุณสมบัติทางกายภาพและเคมีแตดต่างกัน คุณสมบัติที่สำคัญของอนุภาคด้านอาชีวอนามัย ดังนี้

    1. ชนิดของอนุภาค แบ่งเป็นชนิดต่างๆ ได้

    1.1 ฝุ่น (dusts) เกิดจากการแตกกระจายของวัสดุที่เป็นของแข็ง จากการบดหรือย่อยวัสดุหรือขนส่ง ฝุ่นที่มีขนาดใหญ่กว่า 50 ไมคอนจะตกตะกอนได้เร็วมาก

    1.2 ฟูม (fumes) เกิดจากการควบแน่นของไอร้อนของวัสดุที่เป็นของแข็ง เกิดในโรงงานหล่อหลอมโลหะและอุตสาหกรรมโลหะ

    1.3 ละออง (mists) เกิดจากการแตกกระจายของของเหลวโดยการกระทำด้วยกลไกทางกายภาพหรือจากการควบแน่นของไอระเหย(vapours) โดยทั่วไปเกิดขึ้นในโรงงานอุตสาหกรรมเกษตร เช่น โรงงานผลิตยาฆ่าแมลง อุตสาหกรรมโลหะต่างๆ โรงชุบโลหะ โรงพ่นสี

    1.4 ควัน (smokes) เป็นอนุภาคที่เกิดจากการรวมตัวของของแข็งและของเหลวขนาดเล็ก โดยเกิดขึ้นจากขบวนการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของวัสดุคาร์บอน ส่วนใหญ่ควันจะมีสารก่อมะเร็งเป็นส่วนประกอบ

    2. รูปร่างของอนุภาค (shape) จะแตกต่างกันตามลักษณะของวิธีการเกิดขึ้นและธรรมชาติของวัสดุของอนุภาคนั้นๆ แบ่งเป็น 3 ประเภทดังนี้

    2.1 อนุภาคที่มีขนาดเท่ากันทั้งสามมิติ (isometric particles) เป็นอนุภาคที่มี ขนาด ความกว้าง ความยาว และความสูงเท่ากัน หรือเกือบเท่ากัน โดยอาจมีรูปร่างกลม เกือบกลม หรือหลายเหลี่ยม ตัวอย่างของอนุภาคได้แก่ คาร์บอนแบล็ค สนิมเหล็ก เถ้าบิน ละอองเกสรดอกไม้

    2.2 อนุภาคที่มีรูปร่างแผ่นแบน (platelets) เป็นอนุภาคที่มีขนาดความกว้างและความยาวมากแต่มีความหนาน้อย ทำให้มีรูปร่างเป็นแผ่นแบน ได้แก่ เศษไมก้า เศษใบชา เศษใบยาสูบ

    2.3 อนุภาคที่มีรูปร่างเป็นเส้นใย (fibers) มีขนาดความยาวมากเมื่อเทียบกับอีก 2 มิติ โดยอาจมีรูปร่างคล้ายปรึซึม เข็ม ด้ายท่อ หรือเส้นด้าย เช่น ใยฝุ่นฝ้าย ขนสัตว์ แอสเบสตอส ไฟเบอร์กลาส

    3. ขนาดของอนุภาค ถ้าอนุภาคกลมหรือเกือบกลมจะบอกขนาด(size) เป็นเส้นผ่าศูนย์กลาง มีวิธีบอกขนาดอนุภาคที่ไม่กลมได้หลายวิธี ดังนี้

    3.1 เฟอเรต ไดอะมิเตอร์ และมาร์ติน ไดอะมิเตอร์ เป็นการบอกขนาดของอนุภาคโดยการวัดเส้นผ่าศูนย์กลางผ่านการมองด้วยกล้องจุลทรรศน์ เฟอเรตไดอะมิเตอร์ คือระยะที่ยาวที่สุดจากขอบด้านหนึ่งถึงอีกด้านหนึ่งของอนุภาค ส่วนมาร์ติน ไดอะมิเตอร์ คือความยาวของเส้นที่แบ่งพื้นที่ของอนุภาคออกเป็นสองส่วนเท่ากันพอดี

    3.2 แอโรไดนามิค ไดอะมิเตอร์ เป็นการบอกขนาดของอนุภาคโดยการตกของอานุภาคในอากาศนิ่งซึ่งเกิดจากแรงโน้มถ่วง อนุภาคที่มีขนาดรูปร่างและความหนาแน่นต่างกัน หากมีความเร็วปลายในการตกเท่ากัน จะมีค่าแอโรไดนามิค ไดอะมิเตอร์เท่ากันเสมอ

    3.3 สะโต้กไดอะมิเตอร์ บอกขนาดของอนุภาคโดยการตกของอนุภาคในอากาศนิ่งเช่นเดียวกับแอโรไดนามิค ไดอะมิเตอร์ แต่เพิ่มเติม ให้ความยาวของเส้นผ่านศูนย์กลางของอนุภาคทรงกลมต้องมีทั้งความหนาแน่นและความเร็วปลายในการตกเท่ากับอนุภาคที่ต้องการวัดขนาด โดยอาจมีขนาดและรูปร่างแตกต่างกันได้

    ค่าแอโรไดนามิค ไดอะมิเตอร์เป็นค่าที่นิยมใช้บอกขนาดของอนุภาคมากที่สุดเนื่องจากเป็นค่าที่เกี่ยวข้องกับความสามารถของอนุภาคที่เข้าสู่ทางเดินหายใจและการเกาะติดอยู่ในบริเวณดังกล่าว อนุภาคเริ่มต้นที่ 0.01-100 ไมโครเมตรหรือไมครอนเล็กกว่า0.01ไมครอน จะเป็นโมเลกุล

    อนุภาคที่มีขนาดแอโรไดนามิค ไดอะมิเตอร์ 5-10 ไมครอน จะถูกกำจัดออกจากร่างกายโดยระบบทางเดินหายใจส่วนบนได้ตามธรรมชาติ ถ้าหากมีขนาดใหญ่กว่านี้ก็จะไม่สามารถอยู่ในระบบทางเดินหายใจได้นานเนื่องจากจะถูกขับออกมาได้เร็วขึ้น แตถ้ามีขนาดเล็กกว่า 5 ไมครอน ก็จะเข้าสู่ทางเดินหายใจส่วนปลายในบริเวณถุงลมปอดและไม่สามารถกำจัดออกจากร่างกายได้

    4. โครงสร้างของอนุภาค อนุภาคอาจล่องลอยในบรรยากาศในลักษณะอนุภาคเดี่ยวหรือบางชนิดอาจจับตัวกันเป็นกลุ่มก้อนในลักษณะที่เป็นเส้นยาว ทรงกลม หรือลูกบาศก์ เรียกว่า แอกโกเมอเรต หรือฟล็อก ตัวอย่างเกิดจากการจับตัวกันของขนาดเล็กที่มีประจุไฟฟ้า ตัวอย่างของอนุภาคแบบนี้ได้แก่ ควันที่มีความหนาแน่นสูง หรือฟูมโลหะ อนุภาคบางชนิดเกิดขึ้นโดยมีขนาดใหญ่และมีด้านในกลวงบรรจุด้วยก๊าซ หรือด้านในกลวงบรรจุด้วยอนุภาคขนาดเล็ก ชนิดที่มีด้านในกลวงบรรจุด้วยอนุภาคขนาดเล็กได้แก่ เถ้าบิน

    5. คุณสมบัติของผิวอนุภาค มีขนาดเล็ก ดังนั้นจึงมีพื้นที่ผิวมากและมีโอกาสที่จะเกิดปฏิกิริยาเคมี เช่น การติดไฟ การดูดซับ การดูดซึม หรือผลจากไฟฟ้าสถิตได้ง่าย ขนาดของพื้นที่ผิวจะเพิ่มขึ้นเมื่อขนาดของอนุภาคเล็กลง ในอนุภาคต่างกลุ่มกันซึ่งมีค่าเฉลี่ยของของขนาดเท่ากันและมีน้ำหนักเท่ากัน อนุภาคกลุ่มที่มีความแตกต่างของขนาด มากจะทำให้มีพื้นที่ผิวรวมน้อยกว่าอนุภาคกลุ่มที่มีความแตกต่างของขนาดน้อยกว่าหรือมีขนาดเท่าๆ กัน

    การวัดขนาดและนับจำนวนอนุภาค มีวิธีดังนี้

    1. การใช้กล้องจุลทรรศน์ เก็บตัวอย่างด้วยกระดาษกรอง หรือมิดเจ็ต อิมพิงเจอร์ (midjet impinger) ในกรณีใช้กระดาษกรองต้องนำกระดาษกรองมาวางบนสารละลายที่ทำให้กระดาษกรองโปร่งแสงเพื่อที่เมื่อนำไปส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์แล้วจะทำให้สามารถมองเห็นอนุภาคได้ ในกรณีใช้กระดาษ มิดเจ็ต อิมพิงเจอร์ อาจต้องเขย่าอนุภาคให้กระจายตัวด้วยเครื่องอุลตราโซนิค ก่อนทำการตรวจวัด

    2. การใช้อิเล็กรอนไมโครสโคป คือกล้องจุลทรรศน์ชนิดหนึ่งซึ่งมีกำลังขยายสูงกว่ากล้องจุลทรรศน์ธรรมดามากจึงใช้สำหรับวิเคราะห์ตัวอย่างอนุภาคเพื่อศึกษาโครงสร้างและลักษณะของอนุภาคอย่างละเอียด การตรวจวัดในการตรวจวัดต้องวางตัวอย่างที่ต้องการตรวจวัดไว้ในสุญญากาศบนฟิล์มบางๆ ทีมีความหนาแน่นต่ำโดยมีตะแกรงลวดทองแดงหรือสแตนเลสช่วยพยุงฟิล์ม แล้วใช้ลำแสงอิเลคตรอนส่องผ่านตัวอย่าง ก็จะเห็นอนุภาคได้อย่างละเอียด แต่พื้นที่มองเห็นผ่านกล้องมีขนาดเล็ก มองเห็นอนุภาคเพียงบางส่วน วิเคราะห์ผิดพลาดได้ง่าย

    3. การใช้เครื่องมือที่ใช้แสง ใช้วิธีส่งลำแสงไปกระทบกับอนุภาคที่ล่องลอยอยู่ในอากาศที่ถูกดูดให้ไหลผ่านเครื่องมือ เมื่อลำแสงกระทบอนุภาค ก็จะทำให้เกิดการเบี่ยงเบนของลำแสงปริมาณการเบี่ยงเบนของลำแสงขึ้นกับจำนวนอนุภาคที่ลำแสงไปกระทบ เหมาะกับวัดจำนวนอนุภาค ไม่เหมาะกับวัดขนาด

    4. การใช้เครื่องมือที่ใช้ประจุไฟฟ้า ใช้วิธีดูดอากาศที่มีอนุภาคแขวนลอยอยู่ให้ไหลผ่านเครื่องมือแล้วให้ประจุไฟฟ้าแก่โมเลกุลของอากาศ ประจุไฟฟ้าก็จะถูกถ่ายทอดไปยังอนุภาคที่อยู่ในกระแสอากาศ จะมีแผ่นโลหะคู่ตรวจจับ และวัด

    5. การใช้เครื่องมือที่ใช้แรงกระทบ เป็นเครื่องมือที่จัดเก็บและตรวจวัดในเครื่องเดียวกัน อนุภาคในกระแสอากาศจะถูกดูดเข้ามาในเครื่องด้วยความเร็วสูง แล้วกระทบกับวัตถุที่ถูกจัดวางขวางกั้นทิศทางการไหล อนุภาคใหญ่จะติด อนุภาคเล็กก็จะไปกระทบอีกชั้นถัดไป

    6. การใช้เครื่องมือที่ใช้แรงเหวี่ยง เป็นเครื่องมือที่ใช้ตรวจวัดและเก็บตัวอย่างในเครื่องเดียวกัน ใช้กันอย่างแพร่หลาย ได้แก่ ไซโคลน (cyclone) อนุภาคในกระแสอากาศจะถูกดูดเข้ามาในกรวยทรงกลม ถูกทำให้หมุนด้วยแรงหนีศูนย์กลางลงสู่ก้นกรวย อนุภาคมีขนาดใหญ่กว่า 10 ไมครอนจะหลุดจากกระแสอากาศถูกเหวี่ยงลงสู่ก้นกรวย ส่วนอนุภาคที่เล็กกว่า10 ไมครอนจะถูกดูดหมุนย้อนมาปากกรวยที่มีกระดาษกรองดักเอาไว้อนุภาคส่วนนี้จะติดที่กระดาษกรองเมื่อนำไปชั่งจะทราบปริมาณของอนุภาคดังกล่าว

    การกระจายขนากของอนุภาค การแสดงการกระจายตัวของออนุภาคทำได้หลายวิธี ดังต่อไปนี่

    1. เส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ยและมัธยฐาน

    1.1 เส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ย หาค่าเฉลี่ยทางคณิตศาสตร์

    1.2 เส้นผ่านศูนย์กลางมัธยฐาน ใช้วิธีหาค่ามัถยฐานโดยการสร้าวตารางประกอบ

    2.ฮีสโตรแกรมเป็นการใช้วิธีแสดงการกระจายขนาดของอนุภาคโดยใช้กราฟเส้นหรือกราฟแท่งหรือฮีสโตแกรม (histogram)

    พฤติกรรมของอนุภาคของไหล

    การเคลื่อนที่ของอนุภาคในของไหล ปกติอนุภาคจะแขวนลอยหรือเคลื่อนไหวอยู่ในกระแสก๊าซหรือกระแสอากาศหรือในบรรยากาศ การเคลื่อนไหวของอนุภาคในก๊าซหรืออากาศหรือในบรรยากาศซึ่งเป็นของไหลชนิดหนึ่ง สามารถอธิบายได้โดยวิธีการทางคณิตศาสตร์ดังนี้

    แรงลาก ในขณะที่ อนุภาคเคลื่อนไหวในของไหล ทั้งอนุภาคและของไหลต่างเคลื่อนไหวด้วยกัน ขณะเดียวกันของไหลได้มีแรงลาก (drag force) กระทำต่ออนุภาคในทิศทางสวนกันกับการเคลื่อนที่ของอนุภาค

    ค่าเรย์โนลด์ นัมเบอร์ (Reynolds number) คือค่าลักษณะการไหลของของไหล ถ้าน้อยกว่า 2000 เป็นการไหลแบบราบเรียบ(laminar Flow) มากกว่า 4000 แสดงว่าของไหลๆแบบปั่นป่วน(turbulent flow) 2,000-4,000 เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างราบเรียบกับปั่นป่วน

    จากกราฟแสดงอนุภาคที่มีรูปร่างต่างๆ ทรงกลม ทรงกระบอก และแผ่นดิสก์ จะเห็นว่าเมื่อค่าเรย์โนลด์ นัมเบอร์เพิ่มขึ้นคือของไหลที่มีอนุภาคอยู่ด้วย ไหลแบบปั่นป่วนมากขึ้น ทำให้ค่าสัมประสิทธิ์ของการลากลดลง ซึ่งส่งผลให้แรงลากต่ออนุภาคลดลงด้วย

    ค่าคันนิงแฮม คอเร็กชั่น แฟกเตอร์ เป็นค่าที่ใช้แก้ไขผลการคำนวณแรงลากสำหรับอนุภาคที่มีขนาดเล็กใกล้เคียงกับขนาดของ มีน ฟรี พาทให้ถูกต้องตามความเป็นจริง

    การตกของอนุภาพในของไหล การตกของอนุภาคจาตกระแสอากาศหรืออากาศนิ่งเกิดจากแรงกระทำของแรงหลายชนิด แรงที่สำคัญได้แก่ แรงภายนอกและแรงโน้มถ่วง

    1. การตกของอนุภาคเนื่องจากแรงภายนอก ในการเคลื่อนไหวของอนุภาคในก๊าซ หรืออากาศจะต้องมีแรงภายนอก (external force) อย่างน้อยหนึ่งชนิดที่กระทำต่ออนุภาคในทิศทางตรงกันข้ามกับแรงลาก

    อนุภาคที่มีลักษณะต่างกัน เช่นขนาดหรือความหนาแน่นต่างกันและเคลื่อนไหวในของไหลต่างชนิดกัน ก็จะมีพฤติกรรมเหมือนกันรวมทั้งมีความเร็วปลายในการตกเท่ากัน หากมีค่าคาร์แรกเตอริสติกไทม์

    2. การตกของอนุภาคเนื่องจากแรงโน้มถ่วง

    3. ระยะหยุดและความเร่งของอนุภาค

    การกระทบของอนุภาค คือ การวิ่งชนของอนุภาคในกระแสอากาศเคลื่อนที่เนื่องจากแรงเฉื่อยกับวัตถุที่ขวางอยู่ทำให้อนุภาคที่มีขนาดใหญ่ถูกแยกออกมาจากชั้นบรรยากาศตามธรรมชาติ

    การกระดอนของอนุภาค ลดการกระดอนโดยใช้สารเคลือบผิว วาสลิน น้ำมัน ไขมัน

    การตกของอนุภาคโดยแรงหนีศูนย์กลาง

    การแพร่ของอนุภาค โดยอนุภาคที่มีขนาดเล็กจะเคลื่อนที่แบบบราวเนียน (Brownian motion) ไปยังผิวของอุปกรณ์และเกาะติดที่ผิวของอุปกรณ์ แล้วถูกแยกออกจากกระแสอากาศในที่สุด

    แรงจากสนามไฟฟ้าเรียกว่าแรงคูลอมบ์ (Coulombic force)

    ความเข้มของสนามไฟฟ้าของประจุไฟฟ้าบนอนุภาคแปรผกผันกับรัศมีของการเหนี่ยวนำของประจุไฟฟ้าบนอนุภาค

    manasu


    หน่วยที่ 6 อุณหพลศาสตร์และการถ่ายเทความร้อน

    อุณหพลศาสตร์ (thermodynamics) เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับพลังงาน (energy) และเอนทัลปี(enthalpy) ของระบบ กล่าวถึงระบบ คุณสมบัติของระบบ และอันตรกิริยา(interaction) ระหว่างระบบกับสิ่งแวดล้อมในรูปของพลังงานความร้อน สำหรับพลังงานที่กล่าวในวิชาอุณหพลศาสตร์นั้นอาจอยู่ในรูปต่างๆ เช่น พลังงานภายใน (internal energy) พลังงานศักย์ พลังงานจลน์ งานและความร้อน พลังงานสามารถเปลี่ยนจากพลังงานรูปหนึ่งไปเป็นพลังงานอีกรูปหนึ่งโดยพลังงานทั้งหมดจะคงที่เสมอ นั่นคือ พลังงานไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่หรือทำลายให้หมดไปได้ ซึ่งเป็นไปตามกฎอนุรักษ์พลังงาน (principle of energy conservation)

    1. มวลควบคุม (Control mass) หรือระบบปิด (close system)

    เมื่อกล่าวถึงระบบหนึ่งๆ ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ภายนอกระบบจะเรียกว่าสิ่งแวดล้อม (surrounding) มวลควบคุมจะแยกออกจากสิ่งแวดล้อมโดยมีขอบเขตของระบบ(bound) เป็นเครื่องแบ่งพรมแดน

    มวลควบคุมระบบปิด หมายถึง ปริมาณที่แน่นอนของสสารหนึ่งๆ ที่ต้องการศึกษาพฤติกรรมทางอุณหพลศาสตร์ โดยมีลักษณะดังนี้

    1 .1 มวลของสารภายในระบบไม่เปลี่ยนแปลง และไม่มีมวลสารไหลข้ามเขตของระบบ

    1.2 มวลควบคุมจะแยกออกจากสิ่งแวดล้อมโดยขอบเขตของระบบ

    1.3 มวลควบคุมมีเพียงความร้อนและงานที่สามารถถ่ายเทข้ามขอบเขตของระบบ

    1.4 ขอบเขตของระบบสามารถเคลื่อนที่ได้ (หดหรือขยายตัวได้)

    ระบบปิดแสดงขอบเขตของระบบที่เคลื่อนที่ได้

    2. ปริมาณควบคุม ( control volume) หรือระบบเปิด ( open System) หมายถึงปริมาตรของสสารหนึ่ง ที่ต้องการศึกษาพฤติกรรมทางอุณหพลศาสตร์ พื้นผิวของปริมาตรควบคุมที่เลือกขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่เป็นพรมแดนระหว่างปริมาตรควบคุมกับสิ่งแวดล้อม เรียกว่าผิวควบคุม (control surface) หรือขอบเขต (boundary)

    มีลักษณะดังนี้

    - มวลสารในปริมาณควบคุมอาจเปลี่ยนแปลงหรือไม่ก็ได้

    - - ปริมาตรควบคุมจะแยกออกจากสิ่งแวดล้อมโดยผิวควบคุม

    - ปริมาตรควบคุมจะมีความร้อน งาน และมวลสารที่ถ่ายเทข้ามผิวควบคุมได้

    - ผิวควบคุมของปริมาตรควบคุมนั้นอาจคงที่ ขยาย หรือหดได้

    ปริมาณควบคุม (control volume : CV ) และขอบเขตของระบบ

    ปริมาณควบคุมที่มีสสารไหลเข้าไหลออก

    3. สถานะ (phase) หมายถึงปริมาณของสารที่เป็นเนื้อเดียวกันตลอด ปกติจะมี 3 สถานะ ของแข็ง ของเหลว ก๊าซ

    การเปลี่ยนแปลงจากสถานะหนึ่งไปสู่อีกสถานะหนึ่งของสารพิจารณาได้ดังนี้

    การหลอมตัว (melting) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงสถานะจากของแข็งไปเป็นของเหลว

    การแข็งตัว (Freezing) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงสถานะจากของเหลวไปเป็นของแข็ง

    การระเหย ( vaporization) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงสถานะจากของเหลวไปเป็นไอหรือก๊าซ

    การควบแน่น (condensation) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงสถานะจากของแข็งไปเป็นไอหรือก๊าซ

    4. พลังงาน (energy) หมายถึงความสามารถในการทำงานได้ หรือสามารถเปลี่ยนแปลงจากพลังงานรูปหนึ่งไปเป็นพลังงานอีกรูปหนึ่งได้ ถ้าหากกล่าวถึงระบบ พลังงานนั้นหมายถึงคุณสมบัติของระบบซึ่งเปลี่ยนแปลงไป เมื่อระบบมีงานและความร้อน หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง ข้ามขอบเขตของระบบ หน่วยเป็น N.m หรือ Joule แยกเป็น 2 ประเภท

    - พลังงานสะสม ได้แก่ พลังงานศักย์ พลังงานจลน์ พลังงานเคมี พลังงานการเคลื่อนไหวของโมเลกุล

    - พลังงานถ่ายเท ความร้อนสัมผัส ความร้อนแฝง และงาน

    5. พลังงานศักย์ (potential energy) คือ พลังงานของมวลใดมวลหนึ่ง ที่เป็นผลมาจากแรงดึงดูดของโลก เมื่อมวลนั้นอยู่ที่ตำแหน่งซึ่งมีความสูงเหนือระดับอ้างอิง

    6. พลังงานจลน์ (kinetic energy) คือพลังงานของระบบที่เป็นผลมาจากระบบ ( หรือมวล ) นั้นมีการเคลื่อนที่ พลังงานจลน์มีค่ามากหรือน้อยขึ้นอยู่กับขนาดความเร็วและมวลของระบบนั้น

    7. งานของระบบที่ไม่มีการไหล เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า งานเนื่องจากการเคลื่อนที่ของขอบเขตของระบบ หรือ งานเนื่องจากการแทนที่ (displacement work) ขอบเขตของระบบเคลื่อนที่เมื่อระบบเปลี่ยนแปลงสภาวะ (ขยายหรือหดตัว) ซึ่งทำให้ระบบนั้นเปลี่ยนแปลงปริมาตรและเกิดงานเนื่องจากการแทนที่

    งานที่กระทำโดยระบบ (ลูกสูบ- กระบอกสูบ)

    8. งานเนื่องจากการไหล (flow work) จะทำให้มีการไหลของมวลสาร ผ่านปริมาตรควบคุมอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา เมื่อพิจารณางานเนื่องจากการไหลบนหน้าตัดใดๆ

    การเคลื่อนที่ของลูกสูบที่มีมวลน้อยมาก และขับของไหลให้เคลื่อนที่ผ่านหน้าตัดของภาชนะบรรจุ

    9. ความจุความร้อนจำเพาะ (specific heat) หมายถึง ปริมาณความร้อนที่สารนั้นสามารถรับไว้ (หรือคายออก) ต่อหนึ่งหน่วยมวลของสาร แล้วทำให้สารนั้นมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นหรือลดลง หนึ่งองศา มีหน่วยเป็น kJ/kg.K 1หรือ kJ/kg.C

    10. ความร้อน สำหรับระบบหนึ่งๆ ความร้อนจะเกิดการถ่ายเทเมื่อมีอุณหภูมิแตกต่างกัน 2 บริเวณ โดยความร้อนจะถ่ายเทจากบริเวณที่มีอุณหภูมิสูงไปสู่บริเวณที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าเสมอ การถ่ายเทความร้อนเข้าหรือออกจากระบบจะกำกับด้วยเครื่องหมาย บวกหรือลบ

    - ความร้อนมี เครื่องหมายลบ เมื่อระบบสูญเสียความร้อนหรือมีความร้อนถ่ายเทออกจากระบบ

    - ความร้อนมีเครื่องหมายบวก เมื่อระบบได้รับความร้อนหรือมีความร้อนถ่ายเทเข้าระบบ

    รูปแบบของความร้อนแยกเป็นสามประเภทคือความร้อนสัมผัส ความร้อนแฝง ความร้อนจากปฏิกิริยาเคมี

    - ความร้อนสัมผัส (sensible heat) คือ ปริมาณความร้อนจำนวนหนึ่งที่ทำให้สารหนึ่งๆมีอุณหภูมิเปลี่ยนแปลง โดยไม่ทำให้สถานะของสารนั้นเปลี่ยนแปลง

    - ความร้อนแฝง (latent heat) คือปริมาณความร้อนจำนวนหนึ่งที่ให้สารหนึ่งๆ (หรือดึงออกจากสาร) แล้วทำให้สารนั้นเปลี่ยนแปลงสถานะภายใต้อุณหภูมิคงที่

    - ความร้อนจากปฏิกิริยาเคมี คือ พลังงานความร้อนของสารเชื้อเพลิง ขณะสารเชื้อเพลิงเผาไหม้จะปลดปล่อยพลังงานความร้อนออกมา

    11. พลังงานภายใน พิจารณากระบวนการให้ความร้อนแก่ระบบปิด (มวลควบคุม) ภายใต้ปริมาตรคงที่ ภายในภาชนะปิดสนิทและหุ้มฉนวนเป็นอย่างดีโดยรอบ จึงไม่มีความร้อนสูญเสียออกสู่ภายนอก

    สภาวะเริ่มต้น ให้ความร้อน สภาวะสุดท้าย

    Q = พลังงานความร้อน

    12. เอนทัลปี (H) เป็นคุณสมบัติทางอุณหพลศาสตร์อีกตัวหนึ่ง ซึ่งมีค่าเท่ากับผลรวมของพลังงานภายใน (U) กับงานเนื่องจากการไหล (PV) ดังนั้นเอนทัลปีของระบบหนึ่งจึงเขียนเป็นสมการได้ดังนี้ H = U + PV

    เมื่อ H = เอนทัลปีของระบบที่สภาวะใดสถาวะหนึ่ง หน่วยเป็น kJ

    U = พลังงานภายในของระบบที่สภาวะเดียวกัน หน่วยเป็น kJ

    PV = งานเนื่องจากการไหลของระบบที่สภาวะเดียวกัน หน่วยเป็น kJ

    13. กฎอนุรักษ์พลังงาน (principle of energy conservation) กฎอนุรักษ์พลังงานเป็นกฎพื้นฐานแห่งธรรมชาติ ซึ่งมีใจความดังนี้ พลังงานไม่สามารถสร้างขึ้นหรือทำลายให้หมดไปได้ แต่พลังงานนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงจากรูปแบบหนึ่งไปสู่อีกรูปแบบหนึ่งได้โดยพลังงานทั้งหมดยังคงเดิมเสมอ ซึ่งถ้าหากปราศจากการสูญเสียพลังงานเนื่องจากความเสียดทาน พลังงานทั้งหมดของวัตถุหรือระบบที่ตำแหน่งใดๆ (หรือสภาวะใดๆ) มีค่าคงที่เสมอ

    คุณสมบัติของสารบริสุทธิ์

    สารบริสุทธิ์ หมายถึง สารที่มีส่วนประกอบทางเคมีเหมือนกันทั้งมวลสาร ตัวอย่างเช่น น้ำ ไนโตรเจน ฮีเลี่ยม และคาร์บอนไดออกไซด์ แอมโนเนีย ฟรีออน-12 เป็นต้น สารบริสุทธิ์อาจจะประกอบด้วยส่วนประสมทางเคมีหลายอย่าง แต่มีความเป็นเนื้อเดียวกัน เช่น อากาศ ที่ประกอบด้วยก๊าซหลายชนิด

    1. สถานะของสารบริสุทธิ์ สลายดำรงอยู่ได้ในสถานะที่แตกต่างกัน ที่อุณหภูมิและความดันบรรยากาศ

    2. การเปลี่ยนสถานะ เช่น ในหม้อต้มไอน้ำ (boiler) น้ำเดือดกลายเป็นไอน้ำ หรืออุปกรณ์ควบแน่น (condenser) อยู่ในสภาพของผสมระหว่างของเหลวและไอ สารทำความเย็นในตู้เย็น

    เมื่อน้ำอุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส น้ำเปลี่ยนสถานะกลายเป็นไอ ณ อุณหภูมิคงที่ การเปลี่ยนสถานะจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งของเหลวกลายสภาพเป็นไอน้ำจนหมด สภาวะนี้เรียกว่า ไอน้ำอิ่มตัว (saturated vapor)

    ถ้ายังมีการถ่ายเทความร้อนให้กับไอน้ำอิ่มตัวต่อไป ก็จะทำให้อุณหภูมิของไอน้ำและปริมาตรจำเพาะเพิ่มขึ้น เรียกว่าไอดง (superheated vapor)

    3. อุณหภูมิอิ่มตัวและความดันอิ่มตัว การเดือดของน้ำที่ 100 องศา C เกิดที่ความดันบรรยากาศ ( 1atm) ดังนั้นในสภาวะความดันอื่นๆ อุณหภูมิสำหรับการเดือดของน้ำก็จะแตกต่างกันไป

    4. ไดอะแกรม T-v เป็น ความสัมพันธ์ระหว่าง อุณหภูมิ (T) และ ปริมาตรจำเพาะ (V)

    ไดอะแกรม T-v แสดงขบวนการเปลี่ยนแปลงสถานะของน้ำ ณ ความดันต่างๆ

    5. ไดอะแกรม P-v

    ความดันภายในกระบอกสูบ สามารถปรับลดได้โดยลดน้ำหนักของลูกสูบ

    ไดอะแกรม P-v ของสารบริสุทธิ์ที่หดตัวเมื่อมีการแข็งตัว

    6. ไดอะแกรม P-T ในบางสภาวะ สถานะของสารบริสุทธิ์ คือของแข็ง ของเหลว ก๊าซ อาจจะอยู่ในสภาวะเดียวกันได้ ดังแสดงเป็นเส้นทริปเปิ้ล (triple line) ในไดอะแกรม P-v ซึ่งเป็นเส้นที่มีความดันและอุณหภูมิที่คงที่ แต่มีปริมาตรจำเพาะที่แตกต่างกัน แต่ถ้าพิจารณาจาก ไดอะแกรม P-T พบว่าเส้นทริปเปิลนี้จะปรากฏเป็นจุดซึ่งเรียกว่าจุดทริปเบิล (triple point)

    7. ตารางคุณสมบัติ

    - ตารางคุณสมบัติของเหลวอิ่มตัวและไออิ่มตัว

    - ตารางคุณสมบัติไอดง (superheated vapor)

    การถ่ายเทความร้อน คือ คือการที่พลังงานได้มีการส่งผ่านเนื่องจากมีความแตกต่างของอุณหภูมิ นั่นคือเมื่อใดก็ตามที่มีความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิในตัวกลาง หรือระหว่างตัวกลางจะต้องมีการถ่ายเทความร้อนเกิดขึ้น การถ่ายเทความร้อนมี 3 รูปแบบคือ 1. การนำความร้อน (conduction) หมายถึงการถ่ายเทความร้อนที่เกิดขึ้นตกคร่อมระหว่างตัวสื่อกลาง

    2. การพาความร้อน (convection) หมายถึงการถ่ายเทความร้อนที่เกิดขึ้นตกคร่อมระหว่างพื้นผิวและของไหลที่เคลื่อนที่ผ่านพื้นที่ผิว และมีอุณหภูมิที่แตกต่างกัน

    3. การแผ่รังสีความร้อน (radiation) ทุกๆ พื้นผิวมีอุณหภูมิอยู่ค่าๆ หนึ่งจะมีการส่งพลังงานออกมาในรูปของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และโดยที่ไม่ต้องมีสื่อกลางใดๆ จะมีการส่งผ่านความร้อนระหว่างสองพื้นที่ผิวที่มีอุณหภูมิแตกต่างกัน

    การนำความร้อน การพาความร้อน การแผ่รังสีความร้อน

    การนำความร้อน การพาความร้อน และการแผ่รังสีความร้อน

    1. การนำความร้อน ( conduction) เกิดขึ้นจากการส่งผ่านพลังงานจากอนุภาคที่มีพลังงานมากไปยังอนุถาคที่มีพลังงานน้อยกว่า กลไกของการนุความร้อนอาจพิจารณาตัวอย่างได้จากก๊าซที่มีความแตกต่างของอุณหภูมิ ขณะที่ก๊าซอยู่ในช่องว่างระหว่างสองระนาบที่มีอุณหภูมิแตกต่างกัน อนุภาคที่มีอุณหภูมิสูงย่อมมีพลังงานที่สูงกว่า และมีการเคลื่อนที่ๆมากกว่า เกิดการชนกันของอนุภาค และเกิดการส่งถ่ายพลังงานจากโมเลกุลที่มีพลังงานสูงกว่าไปยังโมเลกุลที่พลังงานต่ำกว่า ในสภาพที่อุณหถูมิแตกต่างกัน การส่งผ่านพลังงานจะต้องเกิดขึ้นในทิศทางจากอุณหภูมิสูงไปยังที่อุณหภูมิต่ำกว่า

    ตัวอย่างเช่น การนำความร้อนของช้อนกาแฟโลหะที่จุ่มลงในถ้วยกาแฟร้อน เมื่อผ่านไปช่วงเวลาหนึ่ง ปลายที่จับของช้อนกาแฟที่อยู่ด้านบนก็จะเกิดความร้อนขึ้นมา

    2. การพาความร้อน (convection) การพาความร้อนประกอบด้วยกลไกการทำงาน 2 กลไกคือ การส่งผ่านพลังงานเนื่องจากการเคลื่อนที่กลับไปมาของโมเลกุล และการส่งผ่านพลังงานเนื่องจากการเคลื่อนที่ของๆไหลเอง การเคลื่อนที่ของของไหลนี้เกี่ยวข้องกับความจริงที่ว่า โมเลกุลจำนวนมากเคลื่อนที่และไหลไปสะสมกัน การไหลดังกล่าวยังคงมีการเคลื่อนที่กลับไปมา การส่งผ่านความร้อนทั้งหมด เกิดขึ้นเนื่องจากการซ้อนทับกันของการส่งผ่านพลังงานโดยการเคลื่อนที่ของโมเลกุลและของๆไหล

    การพาความร้อนสามารถแบ่งแยกตามการไหลของๆไหลได้เป็น การพาความร้อนแบบบังคับ (forced convection) และการพาความร้อนแบบธรรมชาติ (free or natural convection)

    การพาความร้อนแบบบังคับ การพาความร้อนแบบธรรมชาติ

    3. การแผ่รังสี (radiation) พิจารณาวัตถุของแข็ง เริ่มต้นมีอุณหภูมิสูงกว่าสิ่งแวดล้อม เมื่อปล่อยวัตถุทิ้งไว้ระยะหนึ่งของแข็งชื้นนี้จะเย็นตัวลง และท้ายสุดจะมีอุณหภูมิเท่ากับสิ่งแวดล้อม การเย็นตัวลงเกี่ยวข้องกับการลดลงของพลังงานภายในที่เก็บไว้ในของแข็งและเป็นผลโดยตรงจากการแผ่รังสี (emission) ของการแผ่รังสีจากพื้นผิวของแข็ง ซึ่งในขณะเดียวกันพื้นผิวของแข็ง ก็มีการรับและดูดซับรังสีที่ออกมาจากสิ่งแวดล้อมด้วย

    manasu

    หน่วยที่ 7 กลศาสตร์ของไหล

    คุณสมบัติของของไหล

    กลศาสตร์ของไหล (fluid mechanic) เป็นสาขาหนึ่งของกลศาสตร์ประยุกต์ที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของของเหลวและก๊าซ สาขาวิชานี้สามารถแบ่งออกได้เป็น สถิตย์ศาสตร์ของไหล (ของไหลอยู่กับที่) และพลศาสตร์ของไหล (ของไหลที่มีการเคลื่อนที่) การศึกษาทางด้านนี้สามารถประยุกต์ใช้ในการออกแบบ และแก้ไขปัญหาต่างๆ เช่น การไหลของน้ำดีและน้ำเสีย การไหลของน้ำในระบบท่อดับเพลิง การระบายอากาศ การดูดควันหรือสารเคมีอันตรายออกจากพื้นที่ทำงาน เป็นต้น

    1. ความหมายของของไหล ของไหลคืออะไร ความแตกต่างระหว่างของแข็งและของไหล พิจารณาที่โครงสร้างโมเลกุล คือ ของแข็ง เช่น โลหะคอนกรีต มีโมเลกุลที่อยู่ชิดติดกัน มีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลสูง ซึ่งทำให้ของแข็งสามารถคงรูปร่าง และไม่เปลี่ยนรูปง่ายๆ กรณีของเหลวเช่น น้ำ น้ำมัน มีระยะห่างระหว่างโมเลกุลมากกว่า มีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลต่ำกว่า โมเลกุลมีอิสระในการเคลื่อนที่มากกว่า จึงสามารถเปลี่ยนรูปได้ง่าย สามารถเทลงในภาชนะบรรจุได้ หรือบังคับให้ไหลไปในท่อหรือรางได้กรณีก๊าซ เช่น อากาศ ออกซิเจน ยิ่งมีระยะห่างระหว่างโมเลกุล และแรงยึดเหนี่ยวที่น้อยกว่าของเหลว จึงสามารถเปลี่ยนรูปร่างและถูกกดดันได้ง่าย

    แรงเฉือน คือ แรงในแนวสัมผัสกับพื้นผิว โลหะหรือคอนกรีตถ้าได้รับแรงเฉือนวัตถุนั้นจะไม่เปลี่ยนรูป ในกรณีของไหลถ้าได้รับแรงเฉือนจะมีการเปลื่ยนรูปและไหลไปสู่ที่อื่น แต่ถ้ามีความหนืดมากจะไม่ไหล

    2. คุณสมบัติของของไหล ก๊าซมีความเบาและกดอัดได้ ของเหลวหนักและกดอัดไม่ได้ น้ำเชื่อมไหลช้าจากภาชนะบรรจุ แต่น้ำไหลอย่างรวดเร็ว เพราะคุณสมบัติเหล่านี้ ได้แก่ ความหนาแน่น ค่าปริมาตรจำเพาะ ค่าน้ำหนักจำเพราะ และค่าความถ่วงจำเพาะ

    สถิตยศาสตร์ของของไหล

    ของไหลที่อยู่นิ่งไม่มีความเค้นเฉือน มีแต่แรงที่เกิดขึ้นบนพื้นผิวเนื่องมาจากความดันในแนวตั้งฉาก หน่วยของความดันในระบบเมตริกใช้เป็น ปาสคาล (Pascal) หรือ PA หรือนิวตันต่อตารางเมตร หน่วยของความดันในระบบอังกฤษใช้เป็น ปอนด์ต่อตารางนิ้ว ( psi หรือ pound per square inch)

    ความดันเป็นข้อมูลที่สำคัญอันหนึ่งของๆไหล อุปกรณ์เทคนิคหลายๆ อย่างจึงได้ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้ในการวัดค่าความดัน โดยทั่วไปจะใช้ค่าความดัยบรรยากาศ (atmospheric pressure) และความดันสัมบูรณ์ที่เป็นศูนยน์ (absolute zero pressure) เป็นค่าความดันอ้างอิง ค่าความดันที่วัดเทียบกับความดันบรรยากาศเรียกว่า ความดันเกจ (gage pressure) ส่วนความดันที่วัดเทียบกับความดันสัมบูรณ์ที่เป็นศูนย์เรียกว่าความดันสมบูรณ์ (absolute zero pressure) ความดันเกจที่เป็นศูนย์จะเท่ากับความดันบรรยากาศ

    กฎของก๊าซอุดมคติ ก๊าซเป็นของไหลที่กดดันได้ เมื่อเปรียบเทียบกับของเหลว การเปลี่ยนแปลงของความหนาแน่นของก๊าซมีผลโดยตรงต่อการเปลี่ยนแปลงความดันและอุณหภูมิ ตามกฎเกณฑ์ของก๊าซ

    สมการนี้เรียกว่า กฎของก๊าซในอุดมคติ (ideal gas law)

    กฎของบอยล์ กฎนี้กล่าวไว้ว่า ณ ที่อุณหภูมิคงที่ ปริมาตรก๊าซจะเปลี่ยนแปลงเป็นอัตราส่วนผกผันกับความดันก๊าซนั้น

    กฎของเกย์ลุกแซก ถ้าปริมาตรคงที่ในขณะที่ก๊าซหรืออากาศจำนวนหนึ่งมีการเปลี่ยนแปลงสภาพ ความดันจะแปรผันตรงกับอุณหภูมิสัมบูรณ์ เขียนสมการได้ดังนี้

    สมการของของไหล สมการที่มีความสำคัญต่อการวิเคราะห์ การเคลื่อนที่ของของไหลมี 2 สมการ ซึ่งประกอบด้วย

    - สมการความต่อเนื่อง ( continuity equation) และสมการเบอร์นูลี่ (Bernoulli equation)

    1. สมการความต่อเนื่อง

    2. สมการเบอร์นูลี่

    หลักการของการไหลของของไหลภายในท่อ ในการวิเคราะห์จะใช้ท่อที่มีหน้าตัดกลมเป็นหลัก สำหรับการไหลในท่อกลมจะถือว่า ของไหลอยู่เต็มภายในท่อ การไหลแบบไม่เต็มท่อเรียกว่าการไหลแบบช่องเปิด (open channel) โดยมีแรงโนม้ถ่วงเพียงอย่างเดียวเป็นตัวขับเคลื่อนในการไหล กรณีการไหลแบบเต็มท่อแรงขับเคลื่อนจะมาจากความดันที่แตกต่างกัน ระบบปั๊ม หรือพัดลมเป็นหลัก

    การไหลแบบราบเรียบ (laminar flow) หรือ ปั่นป่วน (turbulent flow) นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ออสบอนด์ เรย์โนลด์ เป็นผู้ค้นพบ ค.ศ. 1842-1912 ฉีดสีย้อมลงไปในท่อสังเกตการไหลของสี ความเร็วของไหลต่ำ สีจะเป็นเส้นตรง อย่างมีระเบียบ เรียกว่าการไหลแบบราบเรียบ ถ้าความเร็วของไหลสูงขึ้จนถึงจุดหนึ่งเส้นการไหลจะไม่เป็นเส้นตรง ไม่มีระเบียบ เรียกการไหลแบบนี้ว่าการไหลแบบปั่นป่วน

    การวิเคราะห์ค่าความดันสูญเสีย

    1. ความสัมพันธ์ระหว่างค่าความดันสูญเสีย หรือความดันตกคร่อมและความหนืด

    2. เฮดความดัน

    3. ความดันสูญเสียเนื่องจากแรงเสียดทาน ภายในท่อ สูญเสียจากข้อต่อและอื่นๆ สูญเสียที่วาล์ว ทางเข้าท่อ ทางออกท่อ ที่ท่อลด ที่ท่อขยาย

    การตรวจวัดการไหล

    หลักการและเครื่องมือวัดความดัน ความดันเป็นคุณสมบัติที่สำคัญมากอันหนึ่งของของไหล จึงมีอุปกรณ์หลายอย่างถูกออกแบบและพัฒนามาเพื่อทำหน้าที่ในการตรวจวัดความดัน เช่น บาร์โรมีเตอร์ พีโซมีเตอร์ ทิวยูทิว มาโนมีเตอร์ มาโนมีเตอร์แบบท่อเอียง และเกจวัดความดันแบบบูดอง

    1. บาร์โรมีเตอร์ (barometer) รูปแบบประกอบด้วยหลอดแก้ว ปลายด้านหนึ่งปิด ปลายอืกด้านหนึ่งเปิด ปลายด้านเปิดจะถูกจุ่มลงในภาชนะที่บรรจุปรอทไว้

    2. พีโซมิเตอร์ ทิว (piezometer tube) เป็นเทคนิควัดค่าความดันเกจโดยใช้แท่งของเหลวที่ตั้งไว้ในแนวดิ่ง ปลายเปิด ติกเข้ากับภาชนะบรรจุของเหลว A ที่ต้องการวัดค่าความดัน

    ความดันในภาชนะบรรจุบรรจุต้องมากกว่าความดันบรรยากาศ

    3. ยู ทิว มาโนมีเตอร์ (U Tube manometer) เพื่อเอาชนะข้อจำกัดของพีโซมีเตอร์ รูปแบบของมาโนมีเตอร์แบบตัวยู จึงได้ถูกพัฒนาออกมา ของไหลที่อยู่ในมาโนมีเตอร์เรียกว่าของไหลเกจ (gage fluid)

    4. มาโนมีเตอร์แบบท่อเอียง (inclined – tube- manometer) ในการวัดเปลี่ยนแปลงความดันน้อยๆ ขาด้านหนึ่งของมาโนมีเตอร์อาจถูกจัดให้มีมุมเอียง

    5. เกจวัดความดันแบบบูดอง (bourdon pressure gage) มาโนมิเตอร์ทั้ง 4 ประเภท มีข้อจำกัดคือไม่สามารถวัดความดันสูงมากๆได้ หรือความดันมีการเปลื่ยนแปลงขึ้นลงอย่างรวดเร็ว เกจวัดความดันแบบบูดองได้ถูกพัฒนาจากท่อกลวงที่มีความอ่อนตัว นำมาจัดให้มีความโค้ง เมื่อต่อของไหลให้ไหลเข้าไปในท่อกลวงนี้ หากมีการเปลี่ยนแปลงความดัน ความดันของของไหลเพิ่มขึ้น ท่อจะดึงออกเป็นเส้นตรงแล้วไปขับฟันเฟืองหมุนขับเข็มชี้ไปตามสเกล

    หลักการและเครื่องมือวัดอัตราการไหล

    1. มิเตอร์วัดอัตราการไหล 3 ประเถทคือ ออริฟิช (orifice) หัวฉีด (nozzle) และแบบเวนทูรี (venture) มิเตอร์ทั้ง 3 แบบทำงานโดยใช้หลักการลดพื้นที่หน้าตัดของการไหลทำให้ความเร็วของการไหลสูงขึ้นพร้อมกับความดันที่ลดลง ความสัมพันธ์ระหว่างความดันที่ลดลงและความเร็วที่เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดเป็นแนวคิดหลักของของการวัดอัตราการไหล

    manasu

    หน่วยที่ 8 ระบบท่อ ปั๊ม เครื่องอัดอากาศและเครื่องระบายอากาศ

    วัสดุท่อและการเลือกใช้งาน ท่อแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ ท่อโลหะ และท่อพลาสติก

    1.ท่อโลหะ ที่นิยมนำไปใช้ในงานอุตสาหกรรมทำจากวัสดุ 4 ชนิด

    - เหล็กกล้า เหล็กกล้าคาร์บอน ประเทศไทยผลิตตามมาตรฐาน สมอ. เหล็กกล้าไร้สนิม เหล็กเครื่องมือ เหล็กกล้าพิเศษ

    - เหล็กหล่อ ( cast steel) มีคาร์บอน 2.5-4% เหล็กจะเปาะและมีความเหนียวน้อยลง ไม่เหมาะกับขึ้นรูปเย็น แต่หลอมขึ้นรูปต่างๆได้ง่าย เหล็กหล่อมีความต้านทานแรงดึงต่ำกว่าความต้านทานแรงกด นำมาใช้ขนส่งน้ำมันหรือก๊าซ ไม่ควรนำมาใช้กับท่อไอน้ำและน้ำมัน ที่อุณหภูมิเกิน 230 องศาเซลเซียส

    - ทองแดงและทองแดงผสม ส่วนมากจะผ่านกระบวนการความร้อนไม่ได้ แต่คุณสมบัติทางกลจะเปลี่ยนแปลงและแข็งแรงขึ้นได้โดยการขึ้นรูปเย็น ทองแดงผสมมี 2 ประเภทคือ ทองเหลือง (brass) เป็นโลหะผสมระหว่างทองแดงกับทองเหลือง และ ทองสัมฤทธิ์ (bronze) เป็นโลหะผสมระหว่างทองแดงกับดีบุก

    - อลูมิเนียม เป็นโลหะที่ นิยมใช้เป็นอันดับสองรองจากเหล็กกล้า ต้านทานการกัดกร่อนได้ดี ยกเว้นกรอฮาโลเจนและอัลคาไลเข้มข้น เป็นตัวนำไฟฟ้าได้ดี ไม่เหมาะกับงานที่อุณหภูมิสูง

    2. ท่อพลาสติก ท่ออโลหะที่ใช้ในงานอุตสาหกรรมมากที่สุด ราคาไม่แพง น้ำหนักเบา มีสภาพต้านทานเคมีสูง ไม่มีปัญหาเรื่องการกัดกร่อน แต่ต้านทานอุณหภูมิและแรงดันน้อยกว่าโลหะ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

    - ชนิดเทอร์โมพลาสติก (thermoplastic) เป็นเรซินที่อ่อนตัวเมื่อได้รับความร้อน และข็งตัวเมื่อได้รับความเย็นสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ ได้แก่ โพลิไวนิลคลอไรด์ (PVC) คลอรีเนต”พลิไวนิลคลอไรด์ (CPVC) โพลิเอทิลีน (PE) โพรลิโพรพิลีน (PP) อะครีโลโนตริลบิวตาไดอีนสไตรีน (ABS) ฟลูออโรคาร์บอนต่างๆ

    - ชนิดเทอร์โมเซ็ต (thermoset) เป็นพลาสติกแข็งที่มีความแข็งแรงไม่สามารถยืดหยุ่นได้ และเมื่อบ่มตัวเสร็จแล้วหลังการผลิตไม่สามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างได้อีก ใช้ประโยชน์ในด้านเสริมความแข็งแรง

    ประเภทของวาล์วและการเลือกใช้งาน

    1. หน้าที่ของวาล์ว

    - การเริ่มการไหลแล้วหยุดการไหล เกทวาล์ว บอลวาล์ว และปลั๊กวาล์ว

    - การปรับระดับการไหล วายวาล์ว โกลบวาล์ว วาล์วผีเสื้อ แองเกิลวาล์ว นีดเดิลวาล์ว รวมถึงไดอะเฟรมวาล์ว

    - การป้องกันการไหลย้อนกลับ หรือตรวจสอบการไหล เช็ควาล์ว สวิงเช็ควาล์ว

    - การปรับลดความดัน

    - การระบายความดัน วาล์วนิรภัย วาล์วระบายความดัน

    - วาล์วเปลี่ยนทิศทางการไหล ได้แก่วาล์วสามทาง

    2. ส่วนประกอบของวาล์ว

    2.1 ตัวเรือนวาล์ว เป็นส่วนห่อหุ้มโครงสร้างยึดชิ้นส่วนภายในของวาล์ว แบ่งเป็นสามลักษณะ

    - ปลายแบบเชื่อม - ปลายแบบขันเกลียว - ปลายแบบหน้าแปลน

    2.2 ลิ้นและบ่ารองลิ้น ชิ้นส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมการไหล และบังคับทิศทางของการไหล

    2.3 ก้านวาล์ว มีหน้าที่ขับวาล์วให้เคลื่อนที่เพื่อควบคุมการไหล หมุนด้วยมือ หรืออุปกรณ์ขับ

    2.4 บอนเน็ต เป็นอุปกรณ์ที่ครอบอยู่บนชิ้นส่วนอื่นๆ ที่เคลื่อนที่ได้ของวาล์ว มีชนิดเกลียว ยูเนี่ยนเกลียว ยึดด้วยสลักเกลียว และบอเน็ตชนิดเชื่อม

    2.5 อุปกรณ์ขับวาล์ว แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ

    - อุปกรณ์ขับวาล์วแบบใช้มือ มือหมุน ก้านหมุน โซ่และเกียร

    - อุปกรณ์ขับวาล์วแบบใช้กำลังขับ จะใช้ ไฟฟ้า นิวแมติก หรือไฮดรอลิคมาช่วยขับ

    3. ประเภทของวาล์ว

    - แบ่งประเภทของวาล์วตามชนิด เรียกตามลักษณะของลิ้นวาล์วคล้ายคลึงกัน

    - แบ่งตามหน้าที่การใช้งาน

    4. การเลือกใช้งาน

    - สภาวะการใช้งาน ทั่วไป เช่น ระบบท่อสุขภัณฑ์ ส่วนสภาวะวิกฤตนั้นคือการใช้งานที่อุณหภูมิสูง ความดันสูง

    - วัสดุที่ใช้ในการผลิตวาล์ว ขึ้นอยู่กับลักษณะของงานต่างๆ วาล์วเหล็ก วาล์วเหล็กอ่อน วาล์วเหล็กกล้าผสม วาล์วทองเหลือง วาล์วทองสัมฤทธิ์ วาล์วอโลหะ

    การออกแบบระบบท่อและแบบแปลนระบบท่อ

    1. การออกแบบระบบท่อ แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ การออกแบบระบบท่อลม และการออกแบบระบบท่อน้ำ

    1.1 การออกแบบระบบท่อลม ท่อลมสำหรับเครื่องอัดอากาศ หรือคอมเพรสเซอร์

    - ขนาดเส้นท่อสำหรับดูดอากาศและจ่ายอากาศ เป็นข้อมูลเพื่อการคำนวณทางวิศวกรรม

    1) เส้นท่อทางดูดควรมีความโตเพียงพอ และเปิดอากาศเข้าได้อย่างเพียงพอ

    2) เส้นท่อทางอัด

    - การวางแนวท่อและการติดตั้งคอมเพรสเซอร์ ติดตั้งบนคอนกรีตที่ยกสูง มักมีการตอกเสาเข็ม จักระบบท่อให้ชัดเจน มีที่ว่างเหนือศีรษะ ให้ใช้ข้องอหรือข้อโค้งรัศมียาว ไม่ควรใช้รัศมีสั้น จัดวางอุปกรณ์ต่างๆให้น้ำระบายออกได้ต่อเนื่อง พื้นที่ควบคุมน้ำมัน

    1.2 ระบบท่อน้ำ แบ่งเป็น 2 ระบบคือ ระบบปิดน้ำไหลเวียนกลับไม่สัมผัสกับบรรยากาศ และระบบเปิด

    พิจารณาสิ่งต่อไปนี้

    - ความดันลดผ่านท่อวาล์ว (pipe friction loss)

    - ความเร็วของน้ำในท่อ (water velocity) พิจารณาตามชนิดการใช้งาน การกัดกร่อน

    - อัตราความดันลดผ่านท่อต่างๆ (friction rate)

    2. แบบแปลนระบบท่อ มี 2 ลักษณะ คือ

    - แบบออร์โธกราฟิก (orthographic) เป็นภาพ ด้านบน ด้านข้าง ภาพระดับ

    - แบบรูปภาพ (pictorial) ภาพที่ได้จะเป็นภาพไอโซเมติกและภาพมุมเฉียง

    2.1 แบบแปลนอื่นๆ ที่มีผลต่อการจัดทำระบบท่อ แบบแปลนจัดวางอุปกรณ์ แบบแปลนที่ตั้ง แบบแปลนโครงร่าง

    ทั้งสามแบบแปลนจะถูกนำมาใช้เป็นพื้นฐานในการพัฒนาแบบแปลนระบบท่อ

    2.2 หลักการจัดทำแบบแปลนระบบท่อ พิจารณาดังนี้

    - มาตราส่วน 3/8 นิ้ว/ฟุต หรือ 1: 30

    - การจัดวางพื้นที่บนผัง รายละเอียดทั่วไปอยู่กรอบล่างด้านขวา ด้านบนใส่ชนิดของวัสดุ ด้านซ้ายเว้นไว้1.1/2-2นิ้วไว้เก็บแฟ้มส่วนที่เหลือไว้เขียนแบบจริง

    - รายละเอียดฉากหลัง ให้เขียนเป็นเส้นจางๆ จะช่วยไม่ให้สับสนกับเส้นระบบท่อ

    - เส้นทางกระบวนการและเส้นทางบริการบนผังระบบท่อ เขียนหัวลูกศร และแสดงหมายเลขเส้น ระบุตำแหน่งที่ติดตั้งฉนวน

    - การแสดงข้อต่อ หน้าแปลนวาล์ว และปั้มบนแปลนระบบท่อ

    - การแสดงอุปกรณ์เครื่องมือวัดและการเชื่อมต่อบนแบบแปลยระบบท่อ

    - แสดงการระบายอากาศและของเหลว

    - การแสดงการหนุนรับท่อ

    - ภาพด้านบนของผังระบบท่อ

    - ภาพระดับหรือหน้าตัด และรายละเอียดอื่นๆ

    ประเภทและลักษณะการทำงานของปั๊ม

    1.ปั๊มแบบลูกสูบชัก

    - ปั๊มแบบขับดันโดยตรง ใช้ไอน้ำ อากาศ หรือน้ำมันไฮดรอลิคทำให้ลูกสูบเคลื่อนที่

    - ปั๊มแบบเพาเวอร์ ทำงานคล้ายลูกสูบของเครื่องยนต์ ใช้เครื่องยนต์หรือมอเตอร์เป็นตัวขับ

    - ปั๊มแบบไดอะแฟรม

    - ปั๊มแบบโรตารี่ลูกสูบ

    2. ปั๊มโรตารี่

    - ปั๊มโรตารี่แบบเฟือง (gear pump) นิยมมากโครงสร้างที่ง่าย ราคาถูก สร้างความดันได้สูง

    - ปั๊มโรตารีแบบคลีบ (vane pump) แบบคลีบเคลื่อนเข้าออกจะมีประสิทธิภาพสูงมาก ที่ความดันต่ำกว่า 1000 psi

    - ปั๊มโรตารี่แบบลอน จะมีโรเตอร์เป็นลอน มีอัตราการไหลมา ตัวขับจะมีเฟืองอืดชุดหนึ่ง

    - ปั๊มแบบสกรู (Screw pump) ลักษณะของโรเตอร์จะเป็นสกรูเมื่อสกรูหมุนของเหลวจะถูกพาให้เคลื่อนตัวไปตามร่องเกลียวของสกรูจนถึงทางออก

    3. ปั๊มแบบอาศัยแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง (centrifugal pump) จะอาศัยการหมุนของใบพัดหรืออิมพิลเลอร์ทำให้คลีบใบพัดผลักดันของเหลวที่อยู่รอบๆ ทำให้เกิดการไหลแนวสัมผัสกับเส้นรอบวง

    แบ่งตามลักษณะการไหลได้ 3 แบบคือ การไหลในแนวรัศมี ไหลในแนวแกน และรัศมีกับแกนร่วมกัน

    ปั๊มแบบการไหลในแนวรัศมีกับแนวแกนร่วมกันจะให้ความดันน้อยกว่าการไหลแบบรัศมีแต่อัตราไหลที่มากกว่า

    4. ปั๊มลักษณะพิเศษ (special pump) ออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์การใช้งานอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะเท่านั้น

    4.1 ปั๊มแบบพ่น (jet pump) จะประกอบด้วยปั๊มแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางทำงานร่วมกับหัวฉีดซึ่งฉีดน้ำแรงดันสูงผ่านคอคอดทำให้น้ำที่อยู่รอบๆไหลตามไป โดยคอคอดจะต่อไปยังด้านดูดของปั๊ม น้ำที่ออกจากปั๊มส่วนหนึ่งจะถูกส่งไปเข้าหัวฉีดใหม่อืก ส่วนที่เหลือจะนำไปใช้งานต่อ เหมาะสำหรับบ่อบาดาลที่มีขนาดเล็กและลึก

    4.2 ปั๊มแบบอัดอากาศ ( air-lift pump) ทำงานโดยอัดอากาศความดันสูงผ่านท่อลงไปด้านล่างทำให้อากาศผสมกับของเหลว ฟองอากาศจะดันของเหลวขึ้นมา เหมาะสำหรับใช้กำจัดทรายในบ่อน้ำและวัสดุที่มีความหนีดสูง โดยมีเช็ควาล์วตัวบนและล่างเป็นตัวเปิดปิดให้วัสดุเข้าออก เมื่อลูกสูบเลื่อนขึ้นเช็ควาล์วตัวล่างจะเปิดให้วัสดุเข้ามา และเมื่อลูกสูบเลื่อนขึ้นเช็ควาล์วตัวล่างจะปิด เช็ควาล์วตัวบนจะเปิดให้วัสดุไหลออกไป

    4.3 ปั๊มแบบแรงกระแทก (hydraulic ram) หรือตะบันน้ำ ทำงานโดยอาศัยแรงกระแทกของน้ำ

    การออกแบบและเลือกขนาดของปั๊ม

    1. ความดันและเฮด (pressure and head) สามารถเปลี่ยนกลับไปกลับมาได้เนี่องจากเฮดพลังงานในรูปความสูงของของเหลวที่เกี่ยวข้องกับความดันโดยตรง ความดัน (pressure) คือแรงที่กระทำหนึ่งหน่วยพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นของเหลวหรืออื่นๆ ที่กดทับอยู่ด้านบน

    เฮด (head) คือ พลังงานในรูปความสูงของของเหลว มีหน่วยเป็นเมตร มี เฮดความดัน เฮดความเร็ว เฮดสถิตย์ เฮดความฝืด

    2. กำลังงานที่ต้องการของปั๊ม คืออัตราการทำงานต่อหนึ่งหน่วยเวลานิยมบอกเป็นแรงม้า มีค่า 1 แรงม้า = 745.7วัตต์ ประมาณ 746 นิวตันเมตรต่อวินาที การคำนวนมี 2 แบบคือแรงม้าต้นทางทฤษฏีและแรงม้าของต้นกำลัง

    3. ความเร็วจำเพาะ (specific speed) ปั๊มแบบอาศัยแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง อัตราการเพิ่มพลังต่อหนึ่งหน่วยปริมาตรของของเหลวจะขึ้นอยู่กับรูปทรงของใบพัด ใบพัดรัศมีโตจะให้เฮดสูงรัศมีต่ำ ใบพัดรัศมีเล็กช่องเปิดกว้างจะให้อัตราไหลสูงแต่เฮดต่ำ

    4. กราฟเฮดของระบบ (system head curve) เป็นกราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างอัตราการไหลผ่านระบบกับเฮดรวมของปั๊ม (TDH)

    - เฮดสถิตย์ คือ ความต่างระดับของของเหลวที่ปลายท่อดูดและท่อจ่าย

    - เฮดความฝืด เป็นพลังงานที่สูญเสียไปในการไหลผ่านระบบเนื่องมาจากความฝืดในเส้นท่อ และสูญเสียในอุปกรณ์อื่นๆ

    5. การออกแบบ

    - เลือกกำหนดประเภทและขนาดของท่อส่งน้ำ

    - เลือกประเภทของปั๊มพร้อมต้นกำลังให้เหมาะสม

    - กำหนดขนาดของท่อดูดและอุปกรณ์ที่เหมาะสม

    - ในกรณีที่เป็นปั๊มแบบอาศัยแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง อาจเลือกกำหนดวิธีการล่อน้ำ

    - เลื่อกกำหนดขนาดและลักษณะของบ่อสูบ

    - ให้รายละเอียดการติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ ที่กล่าวข้างต้น

    6. การเลือกปั๊ม 4 ประเภทใหญ่ๆ แบบอาศัยแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางเป็นที่นิยมมาก โรตารี่ ลูกสูบชัก และแบบลักษณะพิเศษ

    การเลือกปั๊มแบบแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางให้เหมาะสมกับการใช้งานจะพิจารณาได้ 3 ลักษณะ คือ พิจารณาจากวัตถุประสงค์การใช้งาน พิจารณาจากความเร็วจำเพาะร่วมกับระยะดูดยก และพิจารณาจากกราฟแสดงลักษณะการทำงานของปั๊ม

    หลักการติดตั้งและอุปกรณ์

    1. ตำแหน่งที่ติดตั้งของปั๊ม

    - ไม่ตั้งอยู่ในที่ที่ตากแดดตากฝน โรงสูบที่ตั้งต้องไม่เปียกชื้น

    - สถานที่ติดตั้งควรอยู่ในที่สามารถเข้าไปตรวจสอบ บำรุงรักษา ซ่อมแซมได้ง่าย

    - ปั๊มควรอยู่ในที่ๆ ใกล้ระดับน้ำ หรือของเหลวที่ต้องการสูบให้มากที่สุด

    2. หลักการติดตั้งปั๊มและต้นกำลังบนแท่นคอนกรีต

    - ทำการติดตั้งสลักเกลียวตั้งแต่เริ่มแรกของการหล่อแท่น

    - ทำการติดตั้งสลักเกลียวภายหลังการหล่อแท่นคอนกรีต ทำการเจาะรูแล้วใส่

    3. การติดตั้งท่อดูดและอุปกรณ์

    - ศูนย์กลางของปั๊มควรจะอยู่ใกล้ระดับผิวน้ำที่จะทำการสูบมากที่สุด และตั้งอยู่บนแท่นที่มั่นคงแข็งแรง

    - มีอุปกรณ์ เช่น ข้องอ ข้อต่อต่างๆ และจุดต่อน้อยที่สุด

    - ความยาวของท่อดูดควรจะสั้นที่สุด และแนวข้อลดคางหมูกับข้องอ 90องศา ควรจะสั้นที่สุดแต่ไม่น้อยกว่า6 เท่าของขนาดส้นผ่านศูนย์กลางท่อเพื่อให้ไหลได้สม่ำเสมอก่อนถึงใบพัด

    - ข้อดูดควรจะโตกว่าขนาดหน้าจานด้านดูดของปั๊ม

    - ข้อลดระหว่างหน้าจานด้านดูดกับท่อดูดซึ่งโตกว่าควรจะเป็นข้อลดแบบคางหมู

    - จะต้องมีเสาหรือโครงรับน้ำหนักที่แข็งแรงพอ

    - ข้องอที่ใช้กับท่อดูดควรเป็นประเภทรัศมีโต เพื่อลดการสูญเสียพลังงานในท่อดูด

    - ปลายท่อดูดไม่รวมกะโหลกกรองน้ำและฟุตวาล์ว จะต้องอยู่ต่ำจากผิวน้ำไม่น้อยกว่า 4 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางของท่อและอยู่สูงจากพื้นบ่อสูบไม่น้อยกว่าขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของท่อ

    - ถ้าปลายท่อดูดจำเป็นต้องอยู่ใกล้กับพื้นบ่อสูบ พื้นบ่อควรเป็นพื้นคอนกรีต เพื่อไม่ให้ตะกอนทรายหลุดไป ทำความเสียหายให้ใบพัด

    - ท่อดูดควรมีความลาดเทจากข้อลดคางหมูลงมาในอัตราส่วน 2 เซนติเมตรต่อความยาวของท่อ 1 เมตรป้องกันโพรงอากาศ หรือลาดเท 1 : 50

    - อุปกรณ์ต่างๆ ทางท่อดูดควรจะมีน้อยที่สุดเท่าทีจำเป็น ระวังรอยรั่ว

    - ในกรณีปกติไม่ควรมีประตูน้ำทางท่อทางดูด

    - อุปกรณ์ทางท่อทางดูดควรมีฟุตวาล์ว (foot valve) ทำให้ไม่ต้องเติมน้ำใหม่ทุกครั้งที่เดินเครื่อง

    - อุปกรณ์ล่อน้ำ (primer) ซึ่งทำให้เกิดสูญญากาศในห้องสูบ ต้องมีประตูน้ำกั้นเพื่อป้องกันอากาศรั่ว

    เครื่องอัดอากาศและเครื่องระบายอากาศ

    หน่วยที่ 9 แบบพื้นฐานทางวิศวกรรมเครื่องกลและไฟฟ้า

    1.คำนิยามและรายละเอียดระบบป้องกันอัคคีภัย

    ระบบท่อน้ำดับเพลิง หมายถึง ระบบดับเพลิงที่มีน้ำอยู่ภายในท่อและจะต้องมีความดันน้ำเพียงพอที่จะใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความดันภายในท่อดับเพลิงได้มาจากถังเก็บน้ำสูง เครื่องสูบน้ำ หรือจากถังอัดความดัน มีน้ำสำรองใช้ในการดับเพลิงอย่างน้อย 30 นาที ความดันไม่ต่ำกว่า 60 ปอนด์/ตารางนิ้ว (psi) อัตราน้ำไหล 500 แกลลอนต่อนาที (gpm) การออกแบบใช้มาตรฐาน วสท และ NFPA ระบบดับเพลิงภายในอาคารแบบต่างๆ

    1) ระบบสายฉีดน้ำดับเพลิง (fire hose reel system)

    2) ระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิง ( sprinkler system)

    3) ระบบโฟม (foam system)

    4) ระบบก๊าซ (CO2)

    5) ระบบก๊าซฮาลอน (Halon)

    6) ระบบเคมีแห้ง (dry chemical system)

    7) ระบบเคมีเปียก (wet chemical system)

    คำนิยามมาตรฐานการป้องกันอัคคีภัย (มาตรฐาน ว.ส.ท. E.I.T. Standard 3002-45)

    เครื่องสูบนน้ำรักษาความดัน (jockey pump) หมายถึง เครื่องสูบน้ำขนาดเล็ก เพื่อสูบน้ำทดแทนส่วนที่รั่ว หรือส่วนที่ใช้ในการทดสอบ และจะได้ไม่ต้องทำให้เดินเครื่องสูบน้ำดับเพลิงเมื่อไม่จำเป็น หรือทำให้เครื่องสูบน้ำดับเพลิงเดินๆหยุดๆ และทำงานโดยอัตโนมัติโดยอาศัยแรงดัน (pressure switch)

    เครื่องสูบน้ำดับเพลิง หมายถึง เครื่องสูบน้ำที่สามารถสูบน้ำไม่ต่ำกว่าร้อยละ 150 ของปริมาณน้ำที่กำหนด โดยมีแรงดันทางด้านส่งไม่ต่ำกว่าร้อยละ 65 ของแรงดันที่กำหนดแรงดันน้ำ เมื่อปิดวาล์วทางด้านส่งสนิทจะต้องมีแรงดันไม่เกินร้อยละ 140 ของแรงดันที่กำหนด

    ประเภทของถังดับเพลิง แบ่งเป็น 4 ประเภท คือ

    ประเภท ก. (class A) หมายถึง เพลิงที่เกิดขึ้นจากวัสดุติดไฟปกติ เช่น ไม้ ผ้า กระดาษ ยางและพลาสติก

    ประเภท ข. (class B ) หมายถึง เพลิงที่เกิดขึ้นจากของเหลวติดไฟ เช่น น้ำมันจารบี น้ำมันผสมสี น้ำมันชักเงา น้ำมันดิน และก๊าซติดไฟต่างๆ

    ประเภท ค. (class C) หมายถึง เพลิงที่เกิดจากอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่นไฟฟ้าลัดวงจร

    ประเภท ง. (class D ) หมายถึง เพลิงที่เกิดจากวัตถุที่เผาไหม้ได้ เช่น แมกนีเซียม ซินโครเมี่ยม โซเดียม ลิเซียม และโปรแตสเซียม

    พัดลมระบายควัน หมายถึง พัดลมที่ถูกออกแบบมาให้ใช้กับการระบายอากาศหรือควันไฟที่มีอุณหภูมิสูงไม่น้อยกว่า 200 องศาเซลเซียส

    พัดลมระบายอากาศ หมายถึง พัดลมที่ใช้ระบายอากาศออกจากบริเวณที่ต้องการ และในบางกรณีสามารถจัดให้เป็นพัดลมระบายควันได้

    ระบบท่อน้ำดับเพลิงภายนอกอาคาร หมายถึง ระบบท่อน้ำดับเพลิงที่ติดตั้งรอบอาคารสถานประกอบการเพื่อจ่ายน้ำดับเพลิงให้กับระบบดับเพลิงด้วยความมุ่งหมายที่จะให้ดับเพลิงอย่างเดียวเท่านั้น

    ระบบท่อเปียก หมายถึง ระบบน้ำที่มีอยู่ในท่อดับเพลิงพร้อมที่จะใช้งานได้ทันทีตลอดเวลา

    ระบบท่อยืน หมายถึง ท่อส่งน้ำและอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับดับเพลิง

    ระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิง หมายถึง ระบบส่งน้ำ โครงข่ายระบบท่อน้ำดับเพลิง วาล์วควบคุม หัวกระจายน้ำดับเพลิงและอุปกรณ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หัวกระจายน้ำดับเพลิงจะทำการดับเพลิงที่เกิดขึ้นทันทีอย่างอัตโนมัติ

    ลิ้นกันควัน (smoke damper) หมายถึง อุปกรณ์ที่ติดตั้งไว้เพื่อป้องกันมิให้ควันถูกส่งต่อไปยังส่วนอื่นๆของระบบส่งลม

    ลิ้นกันไฟ (fire damper) เป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งไว้เพื่อกันมิให้ไฟถูกส่งต่อไปยังส่วนอื่นๆ ของระบบส่งลม ทำงานโดยอัตโนมัติ และทนไฟได้ไม่น้อยกว่าโครงสร้างที่ติดตั้งอยู่

    เส้นทางหนีไฟ (means of egress) หมายถึง ทางที่ต่อเนื่องและไม่มีอุปสรรคไม่ว่าจากตำแหน่งใดๆ อาคารไปยังทางสาธารณะโดยตลอดเส้นทาง แบ่งออกเป็น 3 ส่วน

    1) ทางไปสู่ทางหนีไฟ (exit access)

    2) ทางหนีไฟ (exit)

    3) ทางปล่อยออก (exit discharge)

    หัวกระจายน้ำอัตโนมัติ (automatic sprinkler) หมายถึง หัวกระจายน้ำดับเพลิงที่จะเปิดออกอัตโนมัติให้น้ำไหลออกมาดับเพลิงทันทีเมื่อความร้อนจากเพลิงไหม้ทำให้อุณหภูมิบริเวณที่ติดตั้งสูงกว่าอุณหภูมิทำงาน (temperature rating) ของหัวกระจายน้ำดับเพลิงนั้น

    หัวฉีดน้ำดับเพลิง (fire hose nozzle ) หมายถึง อุปกรณ์ที่ใช้ฉีดน้ำเพื่อการดับเพลิงทำจากโลหะที่มีน้ำหนักเบา ปลายหัวอาจปรับลักษณะการฉีดน้ำได้ ปลายอีกด้านเป็นข้อต่อสวมเร็ว

    หัวดับเพลิง (hydrant) หมายถึง หัวต่อสายฉีดน้ำดับเพลิงติดตั้งอยู่ภายนอกอาคารของสถานประกอบการ

    หัวรับน้ำดับเพลิง หมายถึงข้อต่อสำหรับพนักงานดับเพลิงใช้ต่อสายส่งน้ำ เพื่อส่งน้ำเข้าไปในระบบดับเพลิง

    สปริงเกอร์น้ำ (Sprinkler) หมายถึง หัวฉีดน้ำซึ่งจะทำการฉีดน้ำได้เองโดยอัตโนมัติ เมื่ออุณหภูมิในบริเวณนั้นสูงจนถึงจุดที่กำหนด

    2. คำนิยามและรายละเอียดระบบสุขาภิบาล

    ระบบท่อภายในอาคาร หมายถึง ระบบท่อทุกชนิดที่มีอยู่ในอาคาร ซึ่งมีไว่ลำเลียงทั้งน้ำดีและระบายน้ำทิ้ง เพื่อการจ่ายน้ำเข้าเครื่องสุขภัณฑ์ต่างๆ และระบายน้ำเสีย จะรวมถึง

    ท่อประปา (water piping) หมายถึง ท่อที่ใช้จ่ายน้ำเพื่อการใช้และดื่ม

    ท่อน้ำเสีย (waste water piping) หมายถึง ท่อที่ใช้ระบายน้ำทิ้งจาก อ่างล้างมือ อ่างอาบน้ำ อ่างซักล้าง นิยมใช้ท่อพีวีซี หรือท่อเหล็กอาบสังกะสี (galvanized steel pipes)

    ท่อโสโครก หมายถึง ท่อที่ใช้ระบายน้ำโสโครกจากโถส้วม และโถปัสสาวะ นิยมใช้ท่อเหล็กอายยาง หรือท่อพีวีซี

    ท่อระบายอากาศ (vent pipe) หมายถึงท่อที่ทำหน้าที่ให้อากาศมีการไหลถ่ายเทเข้า หรือออกจากท่อระบายน้ำเพื่อช่วยให้น้ำทิ้งไหลได้สะดวก รักษาระดับน้ำในการดักกลิ่นเอาไว้ และระบายก๊าซภายในท่ออกสู่บรรยากาศ

    ท่อระบายน้ำฝน หมายถึงท่อที่ใช้ในการระบายน้ำฝนจากหลังคากันสาด รวมทั้งทางเท้าออกไปสู่ท่อระบายน้ำสาธารณะ แยกออกจากท่อน้ำทิ้งอื่นๆ

    3. คำนิยามและรายละเอียดระบบปรับอากาศและระบายอากาศ

    กล่องลม (plenum) หมายถึง กล่องที่มีทางลมเข้าหรือออกหลายทาง

    กับดักเสียง (sound trap) หมายถึง อุปกรณ์ที่ใช้ลดการส่งทอดเสียงไปในระบบท่อลมให้น้อยลง

    การบุภายใน (lining) หมายถึง การบุภายในของอุปกรณ์ หรือท่อส่งลมเพื่อวัตถุประสงค์ที่จะใช้เป็นฉนวนหรือลดระดับเสียง หรือทั้งสองอย่าง

    การปรับดุล (balancing) หมายถึง

    1) การปรับเพื่อให้สถานะของทั้งสองสิ่งเท่ากัน

    2) การปรับอัตราการไหลของๆไหลให้ได้ค่าตามที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เช่น การปรับอัตราการไหลของน้ำเข้าสู่คอยล์เย็น

    การหุ้มท่อลม (duct insulation) หมายถึง การหุ้มภายนอกท่อลม หุ้มภายนอกตัวถังพัดลม หุ้มภายนอกกล่องลม รวมถึงวัสดุต่างๆที่ใช้ เช่นฉนวน สิ่งรัดท่อ วัสดุทาท่อ และสิ่งหุ้มท่อ

    ข้อต่ออ่อน (flexible connector) หมายถึง ข้อต่อที่อ่อนตัวได้สำหรับการติดตั้งในระบบท่อ เพื่อช่วยลดการสั่นสะเทือนจากเครื่องจักรกล หรือส่วนที่สั่นสะเทือนมิให้ส่งทอดความสั่นสะเทือนไปยังระบบท่อ

    คอนเดนซิ่งยูนิต (condensing unit) หมายถึงเครื่องควบแน่นพร้อมคอมเพรสเซอร์ลัอุปกรณ์ประกอบครบชุด

    คอนเดนเซอร์ระบายความร้อนด้วยน้ำ- ลม (evaporative condenser) หมายถึงเครื่องควบแน่นที่ระบายความร้อนโดยการผ่านอากาศ และน้ำลงไปบนผิวระบายความร้อนพร้อมกัน

    คอยล์ทำความเย็น (cooling coil) หมายถึง แผงท่อซึ่งมีน้ำหรือสารทำความเย็นอยู่ภายในท่อและสารที่ต้องการถ่ายความร้อน เช่นอากาศไหลผ่านอยู่ภายนอกท่อ แผงส่วนใหญ่จะมรคลีบอยู่ภายนอกท่อด้วย

    คูลลิ่งทาวเออร์ (cooling tower) หมายถึงอุปกรณ์สำหรับระบายความร้อนของน้ำด้วยการโปรยน้ำหรือพ่นน้ำออกมาเป็นฝอยเพื่อให้สัมผัสกับอากาศที่ผ่านเข้าไปทำให้ความร้อนของน้ำระบายออกสู่อากาศ

    บริภัณฑ์ส่งลม (air handling equipment) หมายถึงอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการส่งลม เช่น พัดลม ชุดแฟนคอยล์

    เครื่องส่งลม (air handing unit: AHU ) หมายถึง พัดลม คอยล์ทำความเย็น แผ่นกรองอากาศรวมอยู่ในเครื่องส่งลมเย็น ตัวถังเครื่องเดียวกัน

    ช่องผ่าน (sleeve) หมายถึง ช่องที่เตรียมไว้ล่วงหน้าเพื่อให้ท่อต่างๆทะลุผ่าน

    ช่องลม หมายถึง ช่องเกล็ดสำหรับจ่ายลมหรือรับลมให้ผ่านเข้าห้องปรับอากาศ

    ชุดแผ่นรับปริมาณลม (damper) หมายถึงลิ้น หรือแผ่นที่ใช้สำหรับควบคุมปริมาณการไหลของลมหรือของของไหลอื่นๆ

    ชุดแฟนคอยล์ยูนิต (fan-coil unit) หมายถึง เครื่องส่งลม ประกอบด้วยอุปกรณ์ พัดลม มอเตอร์ขับพัดลม ชุดคอยล์เย็น ที่กรองฝุ่นผง หรือแผงกรองอากาศ ชุดแฟนคอยล์จะมีอัตราการส่งลมน้อยกว่าเครื่องส่งลม (AHU) มาก

    แดมเปอร์กันควัน (smoke damper) หมายถึง แดมเปอร์ที่ติดตั้งไว้เพื่อมิให้ลมและควันไฟถูกส่งต่อไปยังส่วนอื่นๆ ของท่อลม ทำงานโดยอัตโนมัติ

    แดมเปอร์กันไฟลาม (fire damper) หมายถึงแดมเปอร์ที่อยู่ในระบบท่อลมเพื่อป้องกันไม่ให้ควันหรือเปลวไฟแพร่กระจาย จากบริเวณหนึ่งไปสู่บริเวณอื่นได้

    ถังพัก (accumulator) หมายถึง ถังพักสำหรับสารทำความเย็นที่อยู่ในสถานะของเหลวทางด้านความดันต่ำ

    ท่ออ่อน (ลม) (flexible duct) หมายถึง ท่อลมที่มีโครงสร้างซึ่งสามารถวางให้คดเคี้ยวไปมาได้โดยไม่ต้องใช้ท่องอ

    เทอร์โมสตัส (thermostat) ฃอุปกรณ์ควบคุมไฟฟ้าชนิดหนึ่งซึ่งทำงานโดยการตอยสนองต่ออุณหภูมิ

    ผนังกันไฟ (fire wall) หมายถึง ผนังที่มีคุณสมบัติทนไฟแข็งแรงเพียงพอเมื่อเกิดไฟไหม้ มีหน้าที่กันไฟไม่ให้ลามไปยังส่วนอื่นๆของอาคาร

    แผงกรองอากาศ (air filter) หมายถึงอุปกรณ์สำหรับกรองฝุ่น ผง ในอากาศ

    พัดลม (fan) หมายถึง อุปกรณ์ที่ทำให้ลมเคลื่อนที่ไป

    พัดลมดูดทิ้ง (exhaust fan) หมายถึง พัดลมที่ใช้สำหรับดูดอากาศออกจากบริเวณที่ต้องการเปลี่ยนอากาศใหม่ เช่น พัดลมดูดอากาศทิ้งจากโรงครัว พัดลมดูดอากาศทิ้งจากบริเวณห้องน้ำ

    ระดับชั้นพัดลม (fan class of construction) หมายถึงการกำหนดระดับชั้นของพัดลมหอยโข่ง แบ่งตามความดัน

    ระบบท่อลม (duct system) หมายถึง ท่อส่งลม ท่อลมกลับ ท่อลมภายนอก หัวกระจายลม เกล็ดลมส่งลมกลับ แดมเปอร์

    ระบบทำความเย็น (refrigerating system) หมายถึง ระบบการทำความเย็นที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ทางกล ไฟฟ้า อื่นๆ

    ลมกลับ (return air) หมายถึง ลมชึ่งหมุนเวียนกลับจากห้องปรับอากาศ และจะผ่านเข้าไปในเครื่องส่ง ลมเย็น เพื่อทำให้เย็นลงก่อนที่จะจ่ายกลับไปในห้องปรับอากาศใหม่

    อากาศใหม่ (fresh air; outdoor air) หมายถึง อากาศภายนอกที่ยังไม่ผ่านกระบวนการปรับมาก่อน

    อุปกรณ์ตรวจจับควัน หมายถึง เครื่องมือที่ใช้วงจรอิเลคทรอนิคส์ ในการตรวจความเข้มข้นของควันไฟ (smoke detector) แล้วส่งสัญญาณให้ระบบควบคุม เพื่อควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้กับระบบระบายควัน

    อุปกรณ์ลดการสั่นสะเทือน (vibration isolator) หมายถึง อุปกรณ์ที่ใช้ลดการสั่นสะเทือนจากเครื่องจักร เช่นชุดสปริงใช้รองฐานปั๊มน้ำ

    นิยามตามมาตรฐานระบบเครื่องทำความเย็นและอุปกรณ์และมาตรฐานการติดตั้งระบบการปรับภาวะอากาศ

    ( มาตรฐาน ว.ส.ท. E.I.T Standard 3003-18) มีดังนี้

    เช็ควาล์ว (check valve) วาล์วที่ยอมให้สารความเย็นไหลในทิศทางเดียว

    เครื่องอัด (compressor) หมายถึง อุปกรณ์ที่เพิ่มความดันของสารความเย็นที่อยู่ในสภาวะที่เป็นไอ

    ระดับทำความเย็นโดยตรงหรือระบบโดยตรง หมายถึง ระบบการทำความเย็นซึ่งติดตั้งอีแวพพอเรเทอร์ไว้ในบริเวณที่ต้องการความเย็นจากระบบนี้อากาศที่ไหลหมุนเวียนในบริเวญนั้นถูกพัดผ่านคอยล์ของอีแวพพอเรเตอร์นี้

    ระบบทำความเย็นโดยอ้อม หมายถึง ระบบการทำความเย็นซึ่งทำให้ของเหลว เช่นน้ำเกลือหรือน้ำธรรมดา ให้เย็นด้วยสารทำความเย็นแล้วทำให้ของเหลวนั้นไหลหมุนเวียนไปยังบริเวณที่ต้องการให้เย็น หรือไปทำความเย็นกับอากาศที่ไหลหมุนเวียนอยู่ในบริเวณนั้น

    อุปกรณ์รับสารความเย็นเหลว ( liquid receiver ) หมายถึงอุปกรณ์ในระบบทำความเย็นอยู่ทางด้านความดันสูงของระบบ สำหรับเก็บความเย็น

    สารความเย็น (refrigerant) หมายถึง สารที่ทำให้เกิดการทำความเย็นโดยดูดความร้อนเมื่อขยายตัว หรือเปลี่ยนสภาพจากของเหลวเป็นไอ สารนี้ในสภาพเป็นไอถ้าได้ระบายความร้อนออกจะคืนสภาพเป็นของเหลวอีก

    ระบบทำความเย็น (refrigeration system) หมายถึง ระบบที่มีอุปกรณ์หลายอย่างมาประกอบกันและมีสารความเย็นไหลวนเวียนเพื่อดูดความร้อน และระบายความร้อน

    ระบบแยกส่วน (split system) หมายถึง ระบบทำความเย็น ซึ่งเครื่องอัดหรือเครื่องควบแน่นแยกต่างหากจากอีแวพพอเรเทอร์

    อุปกรณ์แบบเชลล์ (shell type apparatus) หมายถึงอุปกรณ์ความดันที่บรรจุสารทำความเย็น ภายในมีท่อเล็กจำนวนหนึ่งสำหรับเป็นทางไหลของสารทำความเย็น หรือของไหลชนิดอื่น

    วาล์ว (valve) หมายถึง อุปกรณ์ปิดกั้นสารไหล สารทำความเย็นมีความดันสูงกว่าบรรยากาศและมีสถานะแปรเปลี่ยนตามวัฏกรรม

    มาตรฐานทางวิศวกรรมเครื่องกล

    มาตรฐานที่นิยมใช้กัน

    - British Standard (BS) คือมาตรฐานของประเทศอังกฤษ

    - German Industrial Standard (DIN) คือมาตรฐานของประเทศเยอรมัน

    - Japanese Industrial Standard (JIS) คือมาตรฐานของประเทศญี่ปุ่น

    - American National Standard Institute (ANSI) คือมาตรฐานของประเทศสหรัฐอเมริกา

    - Thailand Industrial Standard (TIS) คือมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ของประเทศไทย

    มาตรฐานทางเครื่องกลมีหลายมาตรฐานแต่ที่นิยมใช้กันมากคือ มาตรฐาน ANSI ของประเทศไทย คือ มอก.

    หน่วยงานที่จัดทำมาตรฐานงานวิศวกรรมเครื่องกลคือ สมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (ว.ส.ท.)

    สัญลักษณ์ของแบบทางวิศวกรรมเครื่องกล

    สัญลักษณ์ที่ใช้งานกับแบบของงานระบบทางเครื่องกลสำหรับอาคาร แบ่งเป็น 2 ระบบหลักๆ คือ

    1. ระบบป้องกันอัคคีภัยและระบบสุขาภิบาล

    ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับไฟฟ้า และแบบวิศวกรรมไฟฟ้า

    คำนิยามทางไฟฟ้า

    กระแส ( ampere) หมายถึง อัตราการไหลของกระแสไฟฟ้าผ่านตัวนำ มีหน่วยเป็น Ampere หรือ A

    โวลต์ (volt) หมายถึง แรงดันไฟฟ้าที่ทำให้เกิดการเคลื่อนที่ของอิเลคตรอนซึ่งจะส่งให้มีกระแสไฟฟ้าไหลขึ้น มีหน่วยเป็น Volt หรือ V

    เครื่องใช้ไฟฟ้า (appliance) หมายถึง บริภัณฑ์ไฟฟ้าเพื่อใช้ประโยชน์ในการใช้สอยทั่วไป โดยบริภัณฑ์เหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาตามมาตรฐานสากล เช่น เครื่องปรับอากาศ เครื่องซักผ้า ตู้เย็น

    วงจรย่อย ( branch circuit) หมายถึง ตัวนำวงจรในวงจรระหว่างอุปกรณ์ป้องกันกระแสเกินตัวสุดท้ายกับบริภัณฑ์ไฟฟ้า

    เซอร์กิตเบรกเกอร์ (circuit breaker: CB) หมายถึง อุปกรณ์ที่ถูกออกแบบเพื่อให้เปิดและปิดวงจรโดยไม่อนุมัติ หากกระแสไหลผ่านเกินกว่าที่กำหนดไว้ เซอร์กิตเบรกเกอร์จะเปิดวงจรโดยอัตโนมัติ

    หม้อแปลงกระแส (current transformer: CT) หมายถึง หม้อแปลงที่ทำหน้าที่ลดปริมาณกระแสไฟฟ้า

    หม้อแปลงแรงดัน (voltage transformer: VT) หมายถึง หม้อแปลงที่ทำหน้าที่ลดระดับแรงดันไฟฟ้า

    หม้อแปลงจำหน่าย (distribution transformer) หมายถึง หม้อแปลงที่ทำหน้าที่ลดระดับแรงดันจากระดับแรงดันปานกลาง เป็นระดับแรงดันต่ำ

    เครื่องปลดวงจร (disconnecting switch) หมายถึง บริภัณฑ์ที่ใช้ในการตัดวงจรในขณะที่ไม่มีโหลด

    รางเคเบิล (cable trays) หมายถึง รางเปิดซึ่งทำด้วยวัสดุไม่ติดไฟ ใช้สำหรับรองรับและจับยึดสายเคเบิล

    สายป้อน (feeder) หมายถึง ตัวนำของวงจร ระหว่างบริภัณฑ์ประธานและบริภัณฑ์ป้องกันกระแสเกินของวงจรย่อย

    แผงย่อย (panel board) หมายถึง แผงเดี่ยวหรือกลุ่มของแผงเดี่ยวที่ประกอบรวมกันเป็นแผงเดียว

    เต้ารับ (receptacle) หมายถึง อุปกรณ์ที่ติดตั้งเพื่อเป็นจุดจ่ายไฟให้กับเครื่องใช้ไฟฟ้า

    วงจรประธาน (service) หมายถึง บริภัณฑ์และตัวนำสำหรับจ่ายไฟฟ้าจากระบบของการไฟฟ้ามายังระบบสายป้อน

    ตัวนำประธาน (service conductor ) หมายถึงตัวนำ(สายไฟฟ้า) ที่ทำหน้าที่นำพลังงานไฟฟ้าจากระบบของการไฟฟ้า มายังบริภัณฑ์ประธาน

    บริภัณฑ์ประธาน (service equipment) หมายถึง บริภัณฑ์ที่ทำหน้าที่ตัดกระแสทั้งหมดของระบบไฟฟ้า โดยทั่วไปประกอบด้วยเซอร์กิตเบรกเกอร์ หรือสวิทช์ และฟิวส์

    สวิทช์ต่อลงดิน

    กับดักฟ้าผ่า

    ฟิวส์แรงสูง ใช้ที่ หม้อแปลงไฟฟ้า แปลงแรงดัน

    สวิทช์เกียร (switchgear) หมายถึงอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่รับและจ่ายกระแสไฟฟ้า ตัดกระแสที่ลัดวงจรหรือโหลดเกิน

    บริภัณฑ์เครื่องวัด หมายถึง บริภัณฑ์ที่ใช้วัดค่าต่างๆ กระแส แรงดัน กำลังไฟฟ้า ความถี่ พลังงานไฟฟ้า

    บัสเวย์ (Busways) หมายถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ทำหน้าที่นำกระแสไฟฟ้าปริมาณมากจากจุดแหล่งจ่ายไฟฟ้าไปยังโหลด

    หน้าที่จะคล้ายกับสายไฟ

    มาตรฐานทางไฟฟ้าและระบบไฟฟ้าในประเทศไทย

    1. มาตรฐานทางไฟฟ้า

    2. ระบบไฟฟ้าในประเทศไทย โดยทั่วไปประกอบด้วย 4 ส่วน

    1) ระบบการผลิต ( generating system)

    2) ระบบการส่งกำลังไฟฟ้า (transmission system)

    3) ระบบจำหน่าย (distribution system)

    4) ระบบการใช้กำลังไฟฟ้า (utilization system)

    1. สัญลักษณ์ทางไฟฟ้าตามมาตรฐานสากล

    สัญลักษณ์ส่วนใหญ่จะใช้มาตรฐานอเมริกา หรือตามมาตรฐาน IEC

    ตามมาตรฐาน IEC

    2. ลักษณะแบบทางวิศวกรรมไฟฟ้า

    ที่สำคัญได่แก่ ไดอะแกรมเส้นเดี่ยว (single line diagram)

    ไดอะแกรมแนวดิ่งและแบบวิศวกรรมไฟฟ้า ของระบบไฟฟ้าแรงดันปานกลาง

    1. ไดอะแกรมแนวดิ่ง (Riser Diagram) ไดอะแกรมเส้นเดี่ยวอาจมีข้อจำกัดในกรณีอาคารที่มีหลายชั้นอาจจะทำให้ไม่สามารถทราบได้ว่าแผงจ่ายไฟตั้งอยู่ที่ชั้นใด การออกแบบอาคารสูงจะจ่ายไฟจากชั้นล่างไปยังชั้นต่างๆ ด้วย เพื่อให้เกิดความเข้าใจ จึงต้องมีการเขียนไดอะแกรมแนวดิ่ง

    2. แบบทางวิศวกรรมไฟฟ้าของระบบไฟฟ้าแรงดันปานกลาง

    2.1 ผู้ใช้ไฟฟ้ารับไฟฟ้าด้วยสายป้อนอากาศ จากสายป้อนอากาศของการไฟฟ้า

    2.2 ผู้ใช้ไฟฟ้ารับไฟฟ้าด้วยสายป้อนใต้ดิน จากสายป้อนอากาศของการไฟฟ้า

    2.3 ผู้ใช้ไฟฟ้ารับไฟฟ้าด้วยสายป้อนใต้ดิน จากสายป้อนใต้ดินของการไฟฟ้า

    ขอปัญญาเกิดแด่ท่าน

    มอสจัง



    อ่านทั้งหมด: 66119, ความเห็นทั้งหมด: 57
     ถ้ามีเวลาเพื่อนๆ ควรอ่านเนื้อหาสาระในหนังสือสัก 1 รอบก่อนนะครับแล้วค่อยมาอ่านสรุปที่ผมจัดทำไว้จะทำให้ได้รายละเอียดที่มาที่ไปดีขึ้น
    โดย - manasu - วันที่ 11 กันยายน 2550 เวลา 5:30

    ข้อมูลของคุณมีประโยชน์มากสำหรับคนที่ทำงานและไม่ค่อยมีเวลาอ่าน
    โดย - jeabbl - วันที่ 20 กันยายน 2550 เวลา 21:51

    ขอบคุณมากครับ
    โดย - อิทธิฤทธิ์ วัช - วันที่ 22 กันยายน 2550 เวลา 22:30

    มีหน่วยที่6-15 หรือป่าวครับหลายคนกำลังรออยู่ครับ
    และถ้ามี ไฟล์ mp ด้วยยิ่งดีมากเลยครับ
    ขขอบคุณ manasu มากๆๆครับ
    โดย - Offshre24 - วันที่ 24 กันยายน 2550 เวลา 11:35

     ดีมากค่ะ ขอด้วยคะ 6-15
    โดย - karojunk - วันที่ 27 กันยายน 2550 เวลา 15:57

    เสียงน่าฟังนะคะ ไม่ชวนง่วง...อิอิ
    ฟังแล้ว...ขอให้ GET H กันทุกคนนะคะ
    *\(^o^)/*
    โดย - ผึ้ง - วันที่ 5 ตุลาคม 2550 เวลา 23:40

    ขอบคุณมาก ๆ ค่ะ
    โดย - บุ๋ม - วันที่ 7 ตุลาคม 2550 เวลา 7:50

    ขอบคุณมากค่ะสำหรับสรุปย่อชุดนี้ กำลังอ่านหนังสือสอบอยู่ พอเล่น Net คลายเคลียด ก็หายเครียดทันที มีกำลังใจอ่านหนังสือต่ออีกเยอะเลยค่ะ ขอบคุณมากค่ะ
    โดย - nokrun - วันที่ 8 ตุลาคม 2550 เวลา 21:33

     คุณ manasu ทำอะไร อยู่ที่ไหนค่ะ ทำไมเป็นคนดีจัง
    สรุปย่อของคุณมีประโยชน์มาก ขอให้ความดีส่งผลให้ร่ำรวยๆ ขอบคุณมากค่ะ
    โดย - yumiko - วันที่ 9 ตุลาคม 2550 เวลา 10:32

     ตอนนี้กำลังท้อใจกับการเรียน   กำลังจะเลิกเรียนอยู่แล้วถ้าไม่มาเจอคุณ   คุณเหมือนแสงสว่างของคนที่กำลังมึดแปดด้านอย่างฉัน  ขอบคุณค่ะ  ที่ทำฉันอยากสู้อีกครั้งจะลองไปสอบดูนะคะ ขอให้คุณได้รับสิ่งที่ดีๆตอบแทนความดีของคุณนะคะ
    โดย - Nok - วันที่ 23 ตุลาคม 2550 เวลา 10:46

    ขอบคุณ ค่ะ กำลังคิดว่าต้องเตรียมสอบซ่อมพอดีเลย...
    โดย - fang - วันที่ 23 ตุลาคม 2550 เวลา 17:10

    ให้กำลังใจนะคิดว่าวิชานี้ไม่ยากอย่างที่คิด แนวข้อสอบ น่าจะเป็น เน้นที่ความจำ สัญลักษณ์ ความเข้าใจ คำนวนยากๆคงไม่มีมาก อยากให้ลองไปสอบดูครับถึงจะไม่ผ่านแต่เราก็จะรู้แนวข้อสอบที่ออก ยังมีโอกาศซ่อมได้ คงไม่ยากเกินความตั้งใจของเราครับ
    โดย - manasu - วันที่ 24 ตุลาคม 2550 เวลา 4:10

     อยากรู้จังว่าทำไมถึงขยันพิพพ์จัง
    โดย - jr - วันที่ 11 มกราคม 2551 เวลา 21:43

    ข้อมูลเยอะมาก ๆ
    โดย - ช่างต้า - วันที่ 15 มกราคม 2551 เวลา 16:20

     จะสอบซ่อมแล้วครับ ครั้งแรกไม่ผ่าน ข้อสอบแนวเดียวกะที่เราสอบคร้งแรกหรือเปล่าครับ
    โดย - comuter - วันที่ 18 มกราคม 2551 เวลา 10:44

     คิดว่าคล้ายกัน ครับ ข้อสอบเดิมน่าจะมี และในแบบประเมินก่อนและหลังเรียนคงนำมาออกสอบบ้าง แต่ยังไงถ้ามีเวลาควรจะดูให้ครอบคลุมครับ

    แนะนำเพิ่มเติมควรจะจำข้อสอบเดิม และในแบบฝึกหัด แบบประเมินก่อนและหลังเรียนให้แม่นหรือจำให้ได้มากที่สุด จะได้เปรียบเวลาทำข้อสอบครับ
    โดย - manasu - วันที่ 18 มกราคม 2551 เวลา 11:09

    ดีใจจังที่มาเจอพวกเดียวกัน  เราก็เรียน มสธ.  ตกวิชานี้เหมือนกัน  ยังไง 2 กพ 51 จะพยายามทำให้ดีกว่าที่ผ่านมาครับ
    โดย - โนบิต้อม - วันที่ 25 มกราคม 2551 เวลา 1:49

    ผมเพิ่งซื้อใบสมัครครับปี51 ครับ อยากเรียน จป. ครับ ผมจบ ปวส.ช่างยนต์ ช่วยชี้แนะด้วยนะครับ ขอบคุณครบ
    โดย - Boiljung - วันที่ 2 มีนาคม 2551 เวลา 9:18

    เราสอบแล้วยังไม่ผ่านเลย...ยากมากเลยหละค่ะ
    โดย - แพ้ - วันที่ 14 มีนาคม 2551 เวลา 16:21

    สุดยอด มาก ๆ ครับ นับถือท่านพี่มากเลย
    โดย - สัภยา - วันที่ 21 มีนาคม 2551 เวลา 18:37

    เพิ่งสมัครคับ ได้ยินมาว่าวิชานี้ยาก
    ตอนนี้คอยหนังสืออยู่ เลยเครียดง่ะ
    โดย - มินิจอปอ - วันที่ 28 มีนาคม 2551 เวลา 15:49

    เพิ่งจะสมัครเรียนเป็นเทอมแรก  ขอขอบุคณมาก ๆ  ค่ะ สำหรับแนวข้อสอบ
    โดย - อ้อ - วันที่ 29 เมษายน 2551 เวลา 20:56

     ผมจัดทำ website ใหม่แล้วนะครับ
    พบweb.เต็มรูปแบบ. ชมรมนักศึกษา อาชีวอนามัยและความปลอดภัย มสธได้ที่ www.safety-stou.com

    http://www.safety-stou.com/sf50/index.php



    โดย - manasu - วันที่ 24 พฤษภาคม 2551 เวลา 22:24

     ผมจัดทำ website ใหม่แล้วนะครับ
    พบweb.เต็มรูปแบบ. ชมรมนักศึกษา อาชีวอนามัยและความปลอดภัย มสธได้ที่ www.safety-stou.com

    http://www.safety-stou.com/sf50/index.php



    โดย - manasu - วันที่ 24 พฤษภาคม 2551 เวลา 22:46

    chatvisit_chat@hotmail.com
    lสอบ 2 ครั้งแล้วไม่ผ่านช่วยบอกที่ทำงัยดีครับ
    โดย - ชัช - วันที่ 9 มิถุนายน 2551 เวลา 10:39

     ผมลงเข้าสู่ระบบไม่ได้ครับ
    โดย - ชัช - วันที่ 9 มิถุนายน 2551 เวลา 10:48

    ช่วยบอกความหมายของ  austenitizing  carburizing  babbit  Decarburized picral  bainite  austenitized  ขอความกรุณาด้วยครับ
    โดย - โหน่ง - วันที่ 12 มิถุนายน 2551 เวลา 8:44

    ยากกว่าที่เราคิดไวซะอีก...เรา จบ ปวส ซ่อมบำรุง
    โดย - เทคนิกเพชรบุรี - วันที่ 24 มิถุนายน 2551 เวลา 18:47

    ค่ะมีเมลล์มั้ยค่ะอยากได้เพื่อจะส่งเมลล์กลับไปสอบถามข้อมูลบ้างอ่ะค่ะเทอมนี้จะสอบพื้นฐานวิศวกรรมพอดีเลย
    โดย - goodwill - วันที่ 27 สิงหาคม 2551 เวลา 15:47

    อันที่จะหาไม่มี
    โดย - kew bay - วันที่ 10 กันยายน 2551 เวลา 19:14

    ขอบคุณมั๊กม๊ากกกกค๊า
    กำลังท้ออยู่พอดีเลย  มีแรงฮึดสู้
    อ่านมันเข้าไป
    สู้ๆ
    โดย - jib - วันที่ 12 กันยายน 2551 เวลา 17:16

    ข้อมูลกระชับครบถ้วนครับ เหมาะสำหรับเพื่อนที่มีเวบลาอ่านหนังสือน้อยจริงๆครับ
    โดย - santafe - วันที่ 4 ตุลาคม 2551 เวลา 18:34

    สมาชิกใหม่ครับ...25 ต.ค.51 สอบครับ แต่อ่านยังไม่จบเลย เฮ้อๆๆๆๆ (เศร้า)
    โดย - edifice - วันที่ 6 ตุลาคม 2551 เวลา 20:14

     ขอบคุณมากๆเลยคะ กำลังจะพื้นฐานวิศวกรรมแล้ว สุดยอดคะ ขอบคุณมากมายจริงๆคะ
    โดย - airclub - วันที่ 8 ตุลาคม 2551 เวลา 20:54

    ขอบคุณที่ไห้ข้อมูลครับ
    โดย - นิค - วันที่ 29 พฤศจิกายน 2551 เวลา 19:56

    เกรดออกแล้วนะครับ
    ผมผ่านด้วยแหละ ดีใจจัง
    ขอบคุณเจ้าของเวบมากนะครับ
    โดย - Delpurero - วันที่ 6 ธันวาคม 2551 เวลา 15:36

    สมาชิกใหม่ค่ะ อยากรู้จักว่าจะใช้กับปีการศึกษา51กับ52ได้ป่ะน๊า  เห็นเค้าว่ามีการปรับปรุงหลักสูตร
    โดย - แซ้ว - วันที่ 15 มิถุนายน 2552 เวลา 3:12

    สมาชิกใหม่คร๊าบ พึ่งเรียนไม่ค่อยเก่งอังกฤษ จะเรียนจบไหมหนอ แต่อน่างงัยก็สู้ๆๆ พี่ๆ ช่วยนำทางให้ด้วยนะคร๊าบ
    โดย - หมูซาบซ่า - วันที่ 2 กันยายน 2552 เวลา 14:36

     สมาชิกใหม่ครับ สอบวันที่ 24ตุลา
    โดย - aodpa - วันที่ 13 กันยายน 2552 เวลา 20:55

    ขอ อนุญาติ เป็นสมาชิก(น้องใหม่) ด้วยคนนะครับ
    พอดีลงทะเบียนเรียน ช่วงโค้งสุดท้ายครับ ก่อนที่จะเป็น 4ปี
    กำลังรอรับ หนังสือเรียนครับ สอบก็น่าจะเป็นเดือน เมษายนครับ
    ต้องขอขอบคุณ ....ทุกๆท่าน ..ขอ อนุญาติใช้คำนี้คงไม่ว่ากันนะครับ
    และต้องขอบคุณอย่างมากๆๆ ที่ใจดี แจกข้อมูลดี สำหรับการเรียนรู้
    เปิดเข้าเว็ปมาก็ไม่ผิดหวังเลยจริงๆครับ 
    และถ้าหากท่านใด..มีอะไรดีๆๆแบบนี้ ก็กรุณาส่งมาได้ หรือพูดคุย เกี่ยวกับการเรียน หรือแนะนำ เชิญได้ตลอดเลยครับ เมลล์นี้ครับ Thanya7@gmail.com ครับ 
    ขอให้เว็ปดีๆแบบนี้เป็นอยู่คู่กับ นักศึกษา มสธ (วิทยาศาสตร์สุขภาพ)ตลอดไปครับ น้องใหม่
    โดย - ตู่ ครับ - วันที่ 25 ตุลาคม 2552 เวลา 12:56

    ผลสอบออกมาแล้วเศร้าใจจริงๆ สอบตกวิชานี้
    มันยากมากๆเลย แต่ก็จะพยายามอ่านหนังสือให้มากขึ้น
    เพื่อสอบแก้ตัวใหม่ในเดือนกุมภา ปีหน้ายังไงก้อไม่ท้อค่ะ
    สู้ๆ สู้ๆ ... นะคะ เป็นกำลังให้ทุกคนเลยค่ะ
    โดย - amiko - วันที่ 4 ธันวาคม 2552 เวลา 11:47

     สอบตกเหมือนกัน  เศร้าใจ ยากมากเลยอ่ะ คริคริ แต่ยังไง ก้อสู้ๆๆ วันข้างหน้าต้องเป็นของเรา ขอให้ทุกคนพยายามน่ะค่ะ
    สอบซ่อมเสร็จเมื่อไหร่ จะแวะเข้ามาทักทายอีกน่ะค่ะ สู้ๆๆๆค่ะ
    โดย - sanaka - วันที่ 4 ธันวาคม 2552 เวลา 22:28

    ขอบคุณมากครับ
    โดย - fire_man - วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 19:58

    ขอบคุณจังหู้
    โดย - ส้ม อนาคต จป - วันที่ 3 มีนาคม 2553 เวลา 22:40

     ฮือ ๆ ๆ ๆ สอบซ่อมก็ตกเหมือนกันอ่ะ ต้องลงใหม่อ่า
    โดย - Talon - วันที่ 22 มีนาคม 2553 เวลา 15:49

    เข้าไปโหลดไม่ได้ค่ะ รบกวนส่ง E-Mail เนื้อหาให้หน่อยค่ะ
    Nutthanun2523@gmail.com ขอบพระคุณมากค่ะ
    โดย - น้องใหม่ - วันที่ 6 กรกฎาคม 2553 เวลา 7:24

     ขอขอบพระคุณพี่ manasu มากนะคะ เพิ่งสมัครเรียน จป. เทอมแรกเหมือนกันค่ะ ตอนนี้ยังไม่ได้หนังสือ เป็นประโยชน์มากที่สุดเลยค่ะ แต่ว่าเนื้อหาโหลดไม่ได้เช่นกัน โหลดได้แค่แนวทางการทำข้อสอบ รบกวนพี่ manasu ส่งเมลล์ให้ได้ไหมคะ nokimt@gmail.com จะขอบพระคุณมากเลยค่ะ
    โดย - OpoL - วันที่ 13 กรกฎาคม 2553 เวลา 14:33

     ขอบคุณมากๆ เลยนะครับที่มีสิ่งดีๆมาให้ ผมอ่านไปอ่านมา กว่าจะหมดทุกเล่มก็ลืมพอดีเลยครับ
    โชคดีมากๆ เลยครับ ขอบคุณอีกครับนะครับ
    โดย - Thanapat - วันที่ 11 สิงหาคม 2553 เวลา 9:03

     
    เข้าไปโหลดไม่ได้ครับ รบกวนส่ง E-Mail เนื้อหาให้หน่อยครับ
    toytoy99@windowslive.com ขอบพระคุณมากครับ
    โดย - toy - วันที่ 1 กันยายน 2553 เวลา 17:04

     ไฟล์สรุปเข้มวิศวกรรมพื้นฐานเปิดไม่ได้อะค่ะ รบกวนส่งไฟล์นี้ให้หน่อยได้มั้ยค่ะ

    ขอบคุณมากๆเลยค่ะ
    โดย - HK - วันที่ 11 กันยายน 2553 เวลา 8:23

     ไฟล์สรุปเข้มวิศวกรรมพื้นฐานเปิดไม่ได้อะค่ะ รบกวนส่งไฟล์นี้ให้หน่อยได้มั้ยค่ะ

    ขอบคุณมากๆเลยค่ะ
    โดย - HK - วันที่ 11 กันยายน 2553 เวลา 8:25

    โทษทีค่ะลืมให้ E-mail : i_koytualek@hotmail.com
    โดย - HK - วันที่ 11 กันยายน 2553 เวลา 8:29

     ขอบคุณพี่ manasu มากนะคะ  เพราะเพิ่งลงเรียนเป็นปีแรก และก็เพิ่งสอบเสร็จ
    แต่ยังไม่รู้ว่าจะผ่านหรือเปล่า    ก็อยากจะเพิ่มเติมว่า ข้อสอบของปี 53 ออกค่อนข้าง
    ตรงกับที่พี่แนะนำไว้  ประมาณ 50  ข้อ แล้ว 
    ก็อยากจะเพิ่มเติมให้ เท่าที่พอจะจำได้ เช่น
    - ข้อใดเป็นกฎของโอห์ม (ออกเป็นสูตรน่ะค่ะ)
    - แบบบันได ถามว่า เหล็กเสริมตามแนวยาวคือข้อใด
    - ถังดับเพลิงประเภทใดใช้ในการดับเพลิงจากไม้ กระดาษ ฯลฯ  ตอบ ประเภท ก (A)
    - โซนอันตราย 
    - ปิระมิดน้ำแข็ง  ส่วนที่ลอยน้ำ (อะไรประมาณนี้)
    - การคำนวณ ง่าย ๆ บางข้อเหมือนต้องให้คำนวณ แต่จริง ๆ แล้วมีคำตอบอยู่ในคำถามแล้ว

    เท่าที่พอจะจำได้ก็คงจะมีเท่านี้  เพราะบางข้อจะคล้าย ๆกับจะต้องวิเคราะห์ด้วยน่ะ
    โดย - pen - วันที่ 3 พฤศจิกายน 2553 เวลา 14:12

    เปิด pdf ไม่ได้เลยค่ะ ในเครื่องเป็นเวอร์ชั่น 8 ค่ะ
    ขอรบกวนเป็นไฟล์ word ได้มั้ยค่ะ เพราะสอบตกมาแล้วค่ะ
    ต้องสอบซ่อมเดือนหน้า แล้วตอนนี้มาทำงานที่กรุงเทพ
    ไม่ได้เอาหนังสือติดตัวมาด้วย ตอนนี้เลยไม่มีอะไรให้อ่าน
    k_k_aimar@hotmail.com ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ
    โดย - แก้ว - วันที่ 1 มกราคม 2554 เวลา 12:10

    วิชานี้สอบไม่ผ่าน ยากจัง อ่านหนังสือก็ไม่ค่อยเข้าใจ อ่านสรุปก่อนดีกว่า ใกล้ถึงวันสอบซ่อมแล้ว   
    โดย - แอน - วันที่ 28 มกราคม 2554 เวลา 15:03

    ช่วยแปคำสับเล่านี้ช่วยผๆมที
    roughing mill train
    horizontal 3HI-Mill stand with Base Plates
    3HI pinion Stand with Base Plates
    Fiber bearing Chock
    Cardon Shaft Coupling For Stand
    pusher type reheating furnace
    loop control system
    Rhomboidity (right angularity) 
    thank you 
    โดย - สอน - วันที่ 7 พฤษภาคม 2554 เวลา 23:10

    สอบตกมาหลายรอบแล้วค่ะและจะไปซ่อมอีกค่ะวันนี้แต่จะสู้ๆๆๆ มาเจอช้าไปหน่อยแต่ก็ดีเพราะยังมีเพื่อนๆหลายคนที่เจอปัญหาเดียวกัน สู้ๆๆๆๆๆนะคะ
    โดย - ต้นอ้อ - วันที่ 9 มีนาคม 2555 เวลา 6:02

    แสดงความเห็น
    ข้อความ
       
      
     
     
       
    แนบรูป *เฉพาะสมาชิกเท่านั้น
    จาก  
    พิมพ์คำว่า คนไทย ในช่องนี้ ->

    เรื่องราวอื่นๆจากบลอกเพื่อนบ้าน

    คลิปสรุปข่าวThaiPBSวันนี้ มีหลายข่าว(ดีโพลมา2657.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    คลิปสรุปข่าวASTVวันนี้มีหลายข่าว (ดีโพลมา2656.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    หนังตลกแอนนากวนส้วนเตียน(ดีโพลมา2655.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    คลิปสรุปข่าวThaiPBSวันนี้ มีหลายข่าว(ดีโพลมา2654.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    คลิปสรุปข่าวASTVวันนี้มีหลายข่าว (ดีโพลมา2653.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    ขอเชิญร่วมทำข่าวโครงการแสดงเฉลิมพระเกียรติในโอกาส 120 ปี (ดีโพลมา2652.ร่วมกับสื่อสยามข่
    รวมมุขเด็ดๆของน้าค่อม ชวนชื่น1-3(ดีโพลมา2651.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    ทำงานผ่านเน็ต..100% 7วัน/100 ดอลล่าห์US.http://www.adams.ws
    หารายได้ผ่านเน็ต..ได้เงินจริงๆครับ...100$ /สัปดาห์เขาทำกันยังไง..
    เสน่ห์.. เมืองลาว
    โฮมสเตย์ บ้านสวนจินดา_ลำพูน
    คลิปสรุปข่าวThaiPBSวันนี้ มีหลายข่าว(ดีโพลมา2650.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    คลิปสรุปข่าวASTVวันนี้มีหลายข่าว (ดีโพลมา2649.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    หนังตลกถอนฟัน พยัคฆ์ร้ายส่ายหน้า (ดีโพลมา2649.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    ซัว สะ ได .. อังกอร์!! ..มหาปราสาทนครวัด
    คลิปสรุปข่าวThaiPBSวันนี้ มีหลายข่าว(ดีโพลมา2648.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    คลิปสรุปข่าวASTVวันนี้มีหลายข่าว(ดีโพลมา2647.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    ฉากฮาฮา ยายสั่งมาใหญ่ (ดีโพลมา2646.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    การจัดแสดงคอนเสิร์ต “วนาสินธุ์”(ดีโพลมา2645.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    ลดอ้วนง่าย ๆ
    คลิปสรุปข่าวThaiPBSวันนี้ มีหลายข่าว(ดีโพลมา2644.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    คลิปสรุปข่าวASTVวันนี้มีหลายข่าว(ดีโพลมา2643.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    น้าค่อม ฟ้าใสใจชื่นบาน (ไมเกรน)(ดีโพลมา2642.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    เที่ยวไต้หวัน ราคาสุดตลึง!! กับหลากหลายโปรแกรม ที่ท่านไม่ควรพลาด
    ติดตามอ่านข่าวรถใหม่
    คลิปสรุปข่าวThaiPBSวันนี้ มีหลายข่าว(ดีโพลมา2640.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    คลิปสรุปข่าวASTVวันนี้มีหลายข่าว (ดีโพลมา2638.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    ชื่นชมตำรวจซื้อหมวกกันน้อคให้(ดีโพลมา2637.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    เพลงบรรเลงพิณจีนสิริมงคล (ดีโพลมา2637.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    (ดีโพลมา2636)งานมอบถ้วยรางวัลของ ไทยซัมซุงประกันชีวิต
    คลิปสรุปข่าวThaiPBSวันนี้ มีหลายข่าว (ดีโพลมา2635.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    คลิปสรุปข่าวASTVวันนี้มีหลายข่าว(ดีโพลมา2634.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    ตลกแก๊ง 3ช่าปะทะโย่งเชิญยิ้ม 2/3 (ดีโพลมา2633.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    คลิปสรุปข่าวThaiPBSวันนี้ มีหลายข่าว(ดีโพลมา2632.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    คลิปสรุปข่าวASTVวันนี้มีหลายข่าว (ดีโพลมา2631.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    งานแถลงข่าวโครงการกิจกรรมการแสดงเฉลิมพระเกียรติ(ดีโพลมา2630)
    รวมเพลงลูกทุ่งเพราะๆ ชุดที่ 3 (ดีโพลมา2629.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    คลิปสรุปข่าวThaiPBSวันนี้ มีหลายข่าว(ดีโพลมา2628.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    คลิปสรุปข่าวASTVวันนี้มีหลายข่าว(ดีโพลมา2627.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    (คลิป) ตร.จีนไล่ยิงหมูป่าหลุดบนถนน พลาดถูกชาวบ้านปอดทะลุ(ดีโพลมา2626.ร่วมกับสื่อสยามข่าว
    เปิดรั้ว!! รพ.จุฬาลงกรณ์ ให้ความรู้วิชาการ (ดีโพลมา2625.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    โปรแกรมทัวร์พม่า เวียดนาม ที่ยังรับได้ครับ...... ออกทุกกรุ๊ปแน่นอน!!!
    คลิปสรุปข่าวThaiPBSวันนี้ มีหลายข่าว(ดีโพลมา2624.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    คลิปสรุปข่าวASTVวันนี้มีหลายข่าว(ดีโพลมา2623.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    ตลกคลาสสิค (ดีโพลมา2622.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    แถลงข่าวโครงการกิจกรรมการแสดงเฉลิมพระเกียรติ(ดีโพลมา2621.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงา
    มีข่าวดีมาบอก ปรับลดราคา หลายพีเรียดเอาใจคนชอบเที่ยวสุดฤทธิ์
    คลิปสรุปข่าวASTVวันนี้มีหลายข่าว(ดีโพลมา2620.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    คลิปสรุปข่าวASTVมีหลายข่าว
    แต่งตั้งข้าราชการตำรวจ(ดีโพลมา2619.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)

    เลือกดูบลอก Search:
    ใช้เวลาประมวลผลหน้านี้ 218.4003ms