เข้าสู่ระบบ จำนวนคนออนไลน์ 1565 คน
อาชีวอนามัยและความปลอดภัย
รวมสรุปวิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย
 
หัวข้อล่าสุด
 
 
  • website อาชีวอนามัยและความปลอดภัย มสธ (81)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ทำเนียบเพื่อน จป. มสธ. (639)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • พิษวิทยาและอาชีวเวชศาสตร์ 54106 (40)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ระบบสุขภาพและวิทยาการระบาดด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย 54112 (37)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • เทคนิคในการเรียนกับ มสธ (319)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ระบบสุขภาพและวิทยาการระบาดด้านงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (21)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • เออร์กอนอมิคส์และจิตวิทยาในการทำงาน (8)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • สถิติการวิจัยสำหรับวิทยาศาสตร์สุขภาพ (83)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • วิศวกรรมพื้นฐานสำหรับงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (57)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • พิษวิทยา (13)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ผลแห่งการเรียน (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • สุขศาสตร์อุตสาหกรรมพื้นฐาน (9)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • กิจกรรมวิชาไทยศึกษา ว่าวไทย (92)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • หลักสูตร สามารถเป็นจป วิชาชีพได้ตามกฎหมาย (74)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • หลักความปลอกภัยในการทำงาน (20)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • กฎหมายความปลอดภัยและสุขภาพของผู้ประกอบอาชีพ (5)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • พิษวิทยาและเวชศาสตร์อุตสาหกรรม (6)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • การบริหารงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (67)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • วิชาไทยศึกษา (102)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  •  
         
     
    ปฎิทิน
     
     

    <พฤศจิกายน 2557>
     
    44272829303112
    453456789
    4610111213141516
    4717181920212223
    4824252627282930
    491234567
     
         
     
    สถิติบลอกนี้
     
     
    • คนเข้าบลอกนี้ทั้งหมด 356440
    • เฉพาะวันนี้ 45
    • ความคิดเห็น 1673
    • จำนวนเรื่อง 19
    ให้คะแนนบลอกนี้
    แจ้งเนื้อหาบลอกไม่เหมาะสม
     
         
    พิษวิทยา
    14 สิงหาคม 2550 - 9:40:00

    54106 พิษวิทยา


    บทที่ 1 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับพิษวิทยา

    พิษวิทยา หมายถึง การศึกษาผลของสารพิษที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางชีววิทยาและสรีรวิทยาของสิ่งมีชีวิต
    ศึกษาครอบคลุมทางด้าน
    1) สารเคมี เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาทางพิษวิทยาขึ้น ครอบคลุมถึงด้านกายภาพ แสง เสียง ความร้อน รังสี (จุลินทรีย์ = ชีวภาพ)
    2) กลไกการเกิดพิษ เป็นพื้นฐานสำคัญในกระบวนสะสม การป้องกันและรักษา เพื่อให้ทราบถึงกระบวนการจับเกาะของสารเคมีกับเซลล์-เนื้อเยื่อต่างๆจนเกิดพิษขึ้น
    3) การเกิดพิษและการเสียชีวิตของผู้ได้รับสารเคมี ในลักษณะต่างๆ เช่น เกิดพิษเฉียบพลัน เรื้อรัง เกิดพิษเฉพาะ เช่น มะเร็ง กลายพันธุ์ภูมิคุ้มกันผิดปกติ ทำให้เสียชีวิตหรือไม่ก็ได้
    ความสำคัญ : การทดสอบความเป็นพิษชนิดต่างๆในสัตว์ทดลองชนิดต่างๆในสภาวะที่คล้ายกับคนที่ได้รับสารพิษนั้นๆ ทำให้รู้ลักษณะการเกิดพิษ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสารเคมีในร่างกายก่อนและระหว่างการจับเกาะกับองค์ประกอบทางเคมีของส่วนต่างๆของเซลล์ การกระจายไปส่วนต่างๆของร่างกาย การกำจัดออกจากร่างกาย กลไกที่ทำให้เกิดพิษในอวัยวะเป้าหมาย
    o นำผลมาวิเคราะห์ถึงอัตราเสี่ยง Risk assessment โดยใช้ข้อมูลจากการระบาดวิทยาหรือจากการทดลองในสัตว์ทดลองมาคำนวณ
    o การพัฒนาสารเคมีให้มีความปลอดภัยมากขึ้น โดยสังเคราะห์สารเคมีอนุพันธ์ที่มีโครงสร้างคล้ายคลึงกับสารเคมีตัวเดิม ใช้งานได้เช่นเดิม แต่มีอันตรายน้อยกว่า
    o การรักษาพยาบาล และยับยั้งการออกฤทธิ์ของสารพิษ antidote จะได้ผลแน่นอนเมื่อทราบกลไกการเกิดพิษในระดับโมเลกุลของเซลล์ที่แน่นอน
    o การพัฒนาความรู้พื้นฐานทางสรีรวิทยาและชีวเคมี เช่น ศึกษาการเกิดพิษของแอลกอฮอล์และกรดทำให้ทราบถึงขบวนการเมตาโบลิซึมของคาร์โบไฮเดรตและไขมันในร่างกาย
    หน่วยงานที่เกี่ยงข้องในการควบคุมด้านพิษวิทยา
    ใน USA มี
    o องค์การอาหารและยา Food and Drug Administration รับผิดชอบความปลอดภัยจากการใช้ยา เครื่องสำอาง สารเคมีที่ใช้ในอาหาร
    o องค์การป้องกันสิ่งแวดล้อม Environmental Protection Agency ควบคุมการใช้สารเคมีชนิดอื่นๆ
    ในไทย มี
    o กรมโรงงานอุตสาหกรรม ควบคุมดูแลปริมาณสารเคมีที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมไม่ให้เกินกำหนดมาตรฐานในสภาวะแวดล้อมในการทำงาน และ ที่จะนำทิ้งออกจากสถานประกอบการ
    o คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ควบคุมปริมาณสารเคมีที่จะนำทิ้งออกจากสถานประกอบการ ทั้งทางอากาศ น้ำทิ้ง การขนส่ง
    o กรมการแพทย์ มีกองอาชีวอนามัย และกองอนามัยสิ่งแวดล้อม เป็นผู้ควบคุมดูแลสุขภาพผู้ใช้แรงงานและเกษตรกรทั่วประเทศ
    o คณะกรรมการอาหารและยา ควบคุมการใช้สารเคมีในอาหาร เครื่องสำอางและการใช้ยา
    o กรมแรงงาน ดูแลการจ่ายเงินชดเชยค่ารักษาพยาบาล ทุพลภาพจากการใช้สารเคมีและการทำงาน
    o กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มีหน่วยงานด้านพิษวิทยาบริการรับตรวจวิเคราะห์สารพิษต่างๆ
    ความเป็นมาและวิวัฒนาการ
    1) สมัยโบราณ Antiguity ใช้ความรู้จากพืช-สัตว์พิษมาใช้ในการล่าสัตว์และทำสงคราม การศึกษามักเป็นเรื่องการเกิดพิษและสารยับยั้งการออกฤทธิ์ของสารพิษ
    o ดิโอสคอไรเดส แพทย์ชาวกรีก จำแนกสารพิษด้วยการวาดรูปและบรรยายออกเป็นสารพิษจากพืช ต้นไม้ สัตว์ และเกลือแร่ คล้ายกับการจำแนกในปัจจุบัน
    2) สมัยกลาง Middle ages ใช้สารพิษทดลองกับนักโทษในอิตาลี
    o แคทเธอรีน ศึกษาการเกิดพิษชนิดต่างๆโดยจดผลการทดลองอย่างละเอียด (ความเร็วในการตอบสนอง , ความสามารถในการออกฤทธิ์ , การตอบสนองการเกิดพิษของร่างกายในส่วนต่างๆ , อาการและการเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่พบ) เป็นการเรียนรู้ด้วยตนเองและเป็นแบบอย่างสำคัญในการทดลองด้านพิษวิทยา
    3) สมัยรุ่งเรือง Ages of enlightment เป็นการพยายามเปลี่ยนแปลงความเชื่อเรื่องของเวทมนต์ให้เป็นขบวนความคิดทางวิทยาศาสตร์
    o พาราเซลลัส จัดทำข้อมูลและสูตรการเปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการด้านแพทย์-พิษวิทยาขึ้น และใช้จนปัจจุบันคือ (มีการทดลองเพื่อตรวจการตอบสนองของร่างกาย , ต้องแยกสารเคมีที่มีคุณสมบัติใช้ในการรักษาและเกิดพิษออกจากกัน หรืออาจใช้ปริมาณความเข้มข้นถ้าแยกกันได้ยาก , สารเคมีที่มีคุณสมบัติใช้ในการรักษาและเกิดพิษจะมีความจำเพาะเจาะจงต่ออวัยวะในร่างกาย)
    4) สมัยใหม่ Modern toxicology ใช้สัตว์ทดลอง วิธีการทดลองที่ทันสมัย กระบวนการที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาและชีวเคมี
    o ออร์ฟิลา แพทย์ชาวสเปน แยกเป็นงานด้านพิษวิทยาและให้คำจำกัดความว่าเป็นการศึกษาคุณสมบัติของสารพิษ แสดงความจำเป็นในการผ่าพิสูจน์ศพเพื่อเก็บวิเคราะห์ตัวอย่างสารพิษซึ่งเป็นต้นแบบวิธีการทางนิติเวชวิทยา ในปัจจุบัน
    o มาเจนดี ใช้ความเข้าใจในการทำงานของเนื้อเยื่อและอวัยวะของร่างกายศึกษากลไกการออกฤทธิ์ของสารที่ปลายธนูในการล่าสัตว์เพื่อดำรงชีพ (สารอิมิทีนและสตริกนิน) เป็นการศึกษาเกี่ยวกับสรีรวิทยาและเภสัชวิทยา
    o เคลาด์ เบอร์นาร์ด ลูกศิษย์ได้ศึกษาการทำงานของเส้นประสาทกับกล้ามเนื้อจากกลไกการออกฤทธิ์ของยางน่องหรือคิวแร ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์สื่อประสาทชนิดอะเซทิล โคลีน
    ขอบเขตที่เกี่ยวข้องกับพิษวิทยา
    1) งานด้านเคมี 1.1.การสังเคราะห์สารเคมี (ให้ใช้ได้ดีขึ้นแต่อันตรายลดลง) 1.2.การวิเคราะห์สารเคมี (เพื่อกำหนดมาตรการควบคุมป้องกันและรักษา โดยวิเคราะห์โครงสร้างทางเคมี การออกฤทธิ์ การสะสม การกำจัดออกจากร่างกาย )
    2) งานด้านเกษตรกรรมและอาหาร (ใช้เพิ่มรสชาติอาหาร ถนอมอาหาร สารกำจัดแมลงและศัตรูพืชที่ตกค้างในอาหารหรือเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต-สิ่งแวดล้อม)
    3) งานด้านอุตสาหกรรม(มีมากที่สุด ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตต่างๆ ทำให้ผู้ทำงานรับสารเคมีเข้าร่างกายทางปาก หายใจ ผิวหนัง และมีสภาวะแวดล้อมร่วมด้วย เช่น ความร้อน เสียง ปริมาณออกซิเจนและสร้างมลภาวะแวดล้อมด้านนอกโรงงานทั้งทางอากาศและน้ำเสีย)
    4) งานด้านสุขภาพ (ด้านการป้องกันและควบคุมดูแล , ด้านการรักษาพยาบาล , ด้านการพิสูจน์ปัญหาการเกิดพิษการเกิดโรคจากสารเคมีต่างๆ , ด้านพิษวิทยาการทดลอง-เป็นงานที่สำคัญและกว้างมากเป็นการทดลองในสัตว์ทดลองเพื่อหากลไกการเกิดและความปลอดภัย ตลอดจนสามารถคาดหมายอัตราความเสี่ยงต่อการเกิดพิษนั้นในคนได้)
    5) งานด้านสิ่งแวดล้อม ป้องกันผลกระทบจากการใช้สารเคมีการเกษตร มลภาวะทางอากาศและน้ำ ที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิตและสภาพแวดล้อม
    6) งานด้านการควบคุมดูแล การใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย ควบคุมการใช้ให้เป็นไปตามกฏระเบียบและมาตรฐานที่กำหนด
    ปริมาณสารพิษที่เข้าสู่ร่างกายมีผลต่อการเกิดพิษ โดยปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการได้รับสารพิษ คือ
    1) ตำแหน่งที่สารพิษเข้าสู่ร่างกาย
    โดยการกิน การหายใจ ทางผิวหนัง และการฉีดเข้าร่างกาย ซึ่งการฉีดสารพิษเข้าร่างกายทางหลอดเลือดดำจะเกิดเป็นพิษเร็วและรุนแรงที่สุดกว่าวิธีอื่น ในทางอุตสาหกรรมจะเข้าร่างกายทางหายใจและผิวหนัง
    2) ระยะเวลาและความถี่ของการได้รับสารพิษสู่ร่างกายคนตามนักพิษวิทยาแบ่งตามเวลาการได้รับพิษ มี 4 วิธีคือ (ถ้าการเกิดพิษในร่างกายคนและสัตว์ทดลองจะแบ่งได้ 3 วิธี คือ การเกิดพิษเฉียบพลัน การเกิดพิษกึ่งเรื้อรังพิษ และการเกิดพิษเรื้อรัง )
    o การได้รับพิษแบบเฉียบพลัน acute toxicity ได้รับพิษครั้งเดียวหรือหลายครั้งในเวลาน้อยกว่า 24 ชม. ส่วนใหญ่โดยการฉีด การกิน การทาที่ผิวหนัง
    o การได้รับพิษแบบกึ่งเฉียบพลัน sub-acute toxicity ได้รับพิษสู่ร่างกายในปริมาณน้อยติดต่อกันไม่เกิน 1 เดือน
    o การได้รับพิษแบบกึ่งเรื้อรัง sub-chronic toxicity ได้รับพิษสู่ร่างกายในปริมาณน้อยติดต่อกันนาน 1-3 เดือน สารพิษที่ได้รับต้องไม่มากกว่าร้อยละ10 ของอายุขัยของสัตว์ทดลอง
    o การได้รับพิษแบบเรื้อรัง chronic toxicity ได้รับพิษสู่ร่างกายในปริมาณน้อยติดต่อกันนานเกิน 3 เดือนขึ้นไป สารพิษที่ได้รับต้องมากกว่าร้อยละ10 ของอายุขัยของสัตว์ทดลอง และอาการเป็นพิษที่แสดงออกมาคือ
    1) เกิดมะเร็ง(carcinogen)ที่อวัยวะภายในร่างกาย tumor สารพิษก่อมะเร็งเข้าไปยังอวัยวะจำเพาะและจับกับกรดออกซีไรโบนิวคลีอิก(DNA) ภายในเซลล์และเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในกลายเป็นเซลล์มะเร็งและขยายแบ่งตัวเป็นจำนวนมากขึ้น
    2) เกิดการกลายพันธุ์และผ่าเหล่าของเซลล์ mutagenicity จากการได้รับสารก่อกลายพันธุ์ที่มีโครงสร้างคล้ายเบสในDNA โดยการแทนที่เบส หรือจากการแตกสลายของเบสในDNA ทำให้ถ่ายทอดพันธุกรรมต่างจากเดิม
    3) เกิดการผิดปกติในอวัยวะทารกที่เกิดออกมา (การเกิดลูกวิรูป) teratogenicity ได้รับสารพิษที่ไปยับยั้งการแบ่งเซลของอวัยวะหนึ่งๆ
    4) เกิดการผิดปกติในระบบภูมิคุ้มกัน immunotoxicity ได้รับสารพิษซึ่งทำให้ร่างกายสร้างสารเคมีในรูปแบบภูมิคุ้มกันในการป้องกันการติดเชื้อ หรือป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็งได้น้อยลงทำให้เกิดการเจ็บป่วย-เสียชีวิต
    ดัชนีแสดงความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณสารพิษและการตอบสนองต่อการเกิดพิษ
    1) ดัชนีการเกิดพิษ
    1.1. ดัชนีการเกิดพิษถึงตาย
    o LD50 (mean lethal dose 50) คือปริมาณสารพิษต่อน้ำหนักตัวของสัตว์ทดลองที่ได้รับเข้าไปครั้งเดียว ทำให้สัตว์ทดลองตายไปครึ่งหนึ่ง (50%) ของจำนวนสัตว์ทดลองที่ใช้ทั้งหมด มักใช้ทดสอบสารเคมีที่ผลิตขึ้นมาใหม่ testโดยการกินหรือฉีด
    o LC50 (mean lethal concentration 50) คือความเข้มข้นของสารพิษในอากาศหรือในน้ำที่ทำให้สัตว์ทดลองที่ได้รับเข้าไปโดยการหายใจหรืออาศัยในน้ำแล้วทำให้สัตว์ทดลองตายไปครึ่งหนึ่ง (50%) ของจำนวนสัตว์ทดลองที่ใช้ทั้งหมด มักใช้ทดสอบสารเคมีที่ผลิตขึ้นมาใหม่ testโดยการกินหรือฉีด
    (มีปัจจัยทำให้ค่าทั้ง2 ไม่คงที่ คือ พันธุ์สัตว์ทดลอง อายุ เพศ อาหาร และสภาพแวดล้อม เช่น อุณหภูมิ, ปริมาณสัตว์ต่อกรง ,สารพิษอื่นปะปนในอากาศ)
    1.2. ดัชนีการเกิดพิษถึงเจ็บป่วย ได้แก่ ค่าเฉลี่ยปริมาณสารที่ทำให้เกิดพิษ TD50 (mean toxic dose) คือปริมาณสารพิษต่อน้ำหนักตัวของสัตว์ทดลองที่ได้รับเข้าไป ทำให้สัตว์ทดลองจำนวนครึ่งหนึ่งเกิดอาการเป็นพิษโดยไม่ถึงตาย
    2) ดัชนีการเกิดผลทางเภสัชวิทยา ED50 (mean effective dose) คือปริมาณสารเคมีต่อน้ำหนักตัวของสัตว์ทดลองที่ได้รับเข้าไปครั้งเดียว ทำให้สัตว์ทดลองจำนวนครึ่งหนึ่ง (50%) ของจำนวนสัตว์ทดลองที่ใช้ทั้งหมด เกิดผลดีในการรักษา ป้องกันโรคได้
    3) ดัชนีความปลอดภัยจากสารเคมี
    ดัชนีของการให้ผลในการรักษา Therapeutic TI = LD50 ถ้า TI มีค่าสูงแสดงว่าปลอดภัยในการนำไปใช้
    ED50

    ดัชนีขอบเขตของความปลอดภัย margin of safety = LD1 ถ้ามีค่าสูงแสดงว่าปลอดภัยในการนำไปใช้โดยปกติค่าLD1
    ED99 ED1 จะมีค่าใกล้กัน
    ED99 = ปริมาณสารเคมีต่อน้ำหนักตัวของสัตว์ทดลองที่ได้รับเข้าไปครั้งเดียวแล้วให้ผลดีในการรักษา 99% ของจำนวนสัตว์ทดลองที่ใช้ทั้งหมด LD1 = ปริมาณสารเคมีต่อน้ำหนักตัวของสัตว์ทดลองที่ได้รับเข้าไปครั้งเดียวแล้วให้สัตว์ทดลองตายจำนวน 1% ของจำนวนสัตว์ทดลองที่ใช้ทั้งหมด
    การคาดการณ์การเกิดพิษ จะทดสอบความเป็นพิษแบบเรื้อรังในสัตว์ทดลองโดยได้รับสารพิษปริมาณสูงสุดที่ปะปนในอาหารในช่วงเวลาหนึ่งที่ไม่ทำให้สัตว์ทดลองแสดงอาการเป็นพิษ เรียกว่า โนเอ็ล ( NOAEL = no observed sdverse effect level)
    การทดลองหาค่าโนเอ็ลของสารเคมีนี้ต้องคำนึงถึงจำนวนของสัตว์ทดลองจะต้องมากพอ ไม่ต่ำกว่า 10 ตัว/กลุ่มและช่วงห่างของปริมาณสารพิษที่ใช้ไม่ควรกว้างมาก
    ค่าตัวแปรความปลอดภัย คือ 1.มนุษย์มีความไวต่อการเกิดพิษมากกว่าสัตว์ทดลอง 10 เท่า และ2.ความไวในการเกิดพิษในมนุษย์แต่ละบุคคลจากพิษแต่ละชนิดจะไม่เท่ากัน มีความแตกต่างกัน 10 เท่า ดังนั้นค่าระดับความปลอดภัยในมนุษย์ของสารพิษโดยปกติจะมีค่าน้อยกว่าค่า NOAEL อยู่ 100 เท่า
    ระดับความปลอดภัยในมนุษย์ของสารพิษ = ค่าโนเอ็ลที่ได้จากสัตว์ทดลอง / 100
    การเกิดพิษจำเพาะ
    o สารพิษจะออกฤทธิ์ต่ออวัยวะจำเพาะโดยมีผลต่ออวัยวะอื่นเพียงเล็กน้อยเนื่องจาก อวัยวะจำเพาะนั้นมีเซลล์ที่มีตัวรับรู้ที่สามารถเกาะจับกับสารพิษ แล้วสารพิษถูกดูดซึมเข้าสู่เซลล์จำนวนมาก หรือเซลล์นั้นมีคุณสมบัติในการเปลี่ยนแปลงสารพิษให้อยู่ในรูปเป็นพิษมากขึ้น ผลที่ตามมาคือการเกิดเป็นพิษที่อวัยวะจำเพาะดังกล่าว เช่น แมลงมีการดูดซึมเอายาฆ่าแมลงเข้าไปมากกว่าสิ่งมีชีวิตที่เลี้ยงลูกด้วยนมเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัว สมองเมื่อรับสารพิษมาจึงเกิดเป็นพิษตาย เนื่องมาจากในการตอบสนองต่อสารพิษของแต่ละเนื้อเยื่อหรือสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดมีความแตกต่างกัน
    การเกิดผลข้างเคียง side effect เช่น ให้ยาอะโทรปีนรักษาแผลในกระเพาะอาหารเพื่อลดการหลั่งปริมาณกรดเข้าไปในกระเพาะอาหาร แต่มีผลข้างเคียงคือ ทำให้ปากแห้ง ผลข้างเคียงอื่นที่พบบ่อยได้แก่
    o อาการภูมิแพ้ allergic เกิดจากการที่เคยได้รับสารเคมีนั้นมาก่อนหรือได้รับสารเคมีที่มีโครงสร้างเคมีคล้ายกันมาก่อนแล้วไปจับกับโปรตีนในร่างกายกลายเป็นแอนติเจนหรือสารเร้าต่อต้าน immunogen แล้วสารนี้ไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้าง antibodies หลังจากที่ได้รับสารแอนติเจนไปแล้ว 2-3 สัปดาห์ ดังนั้นเมื่อได้รับสารดังกล่าวอีกจะเกิดปฎิกริยาการรวมตัวของแอนติเจนแอนตีบอดีเกิดขึ้น ผลที่ตามมาคือเกิดอาการภูมิแพ้ เช่น อาการอักเสบของผิวหนังเกิดอาการลมพิษ การแพ้ละอองเกสรดอกไม้ ซึ่งอาการภูมิแพ้นี้ไม่ใช่การเกิดพิษที่แท้จริงของสารเคมีเนื่องจากได้รับปริมาณน้อยและเคยได้รับมาก่อน อาการภูมิแพ้จากสารเคมีอาจรุนแรงและทำให้ตายได้
    o การตอบสนองในลักษณะพิเศษเฉพาะตัว indiosyncratic เป็นลักษณะเฉพาะทางกรรมพันธุ์ชนิดหนึ่ง มีการตอบสนองที่รุนแรงกว่าและไวต่อการเกิดพิษจากสารเคมีในปริมาณเล็กน้อยหรืออาจไม่มีการตอบสนองเลย เช่น การให้ยาซัคซินิลโคลีนในปริมาณปกติเพื่อให้กล้ามเนื้อลายคลายตัวในช่วงสั้นๆ ที่ปริมาณเดียวกันกับคนที่มีการการตอบสนองในลักษณะพิเศษเฉพาะตัวจะเกิดการคลายตัวของกล้ามเนื้อลายเป็นเวลานานมากซึ่งเป็นอันตรายอาจทำให้เกิดการหยุดหายใจได้
    ลักษณะการเกิดพิษที่พบในร่างกาย
    o เกิดพิษทันทีหรือเกิดพิษล่าช้า เช่น กินยาไดเอททิลสตีลเบสทรอลเพื่อให้ยาผ่านมดลูกเข้าทำลายเด็กในครรภ์และเกิดแท้งลูก ผลที่ตามมาภายหลังคือ จะเกิดมะเร็งที่มดลูก
    o การเกิดพิษแล้วสามารถกลับคืนภาวะปกติหรือไม่สามารถกลับคืนสู่ภาวะปกติ เช่น ตับ มีเนื้อเยื่อตั้งต้นที่สามารถแบ่งตัวและเจริญเติบโตขึ้นมาทดแทนได้ถ้าประสาทส่วนกลางไม่ได้ถูกทำลาย
    o การเกิดพิษเฉพาะที่หรือการเกิดพิษทั่วร่าง local or systemic toxicity การเกิดพิษเฉพาะที่จะเกิดเฉพาะตำแหน่งที่สัมผัสสารพิษ เช่น ไอกรดจะทำลายระบบหายใจตั้งแต่เยื่อบุผิวจมูกถึงหลอดลม กินด่างเข้าไปจะเกิดพิษที่ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก การเกิดพิษทั่วร่างจะเกิดได้เมื่อมีการดูดซึมสารพิษจากทางเดินอาหาร หายใจ หรือทางผิวหนังเข้ากระแสเลือดและทำให้เกิดพิษต่อเนื้อเยื่อ อวัยวะจำเพาะต่างๆ เช่น พิษตะกั่วเกิดเป็นพิษเฉพาะแห่งที่ผิวหนังและดูดซึมเข้าร่างกายไปสะสมที่กระดูกมากสุด แต่ไม่เกิดพิษในบริเวณที่มีความเข้มข้นของสารเคมีสูง แต่กลับมีผลต่อประสาทส่วนกลาง
    การตอบสนองต่อการเกิดพิษหลายอย่างพร้อมกัน ได้แก่
    1.แบบผลรวมของการเกิดพิษของสารพิษแต่ละชนิด (additive) คือทำให้เกิดพิษไปในทิศทางเดียวกัน เช่น 2 + 3 = 5
    2.แบบเสริมฤทธิ์กัน (synergistic) การตอบสนองจะมากกว่าผลรวมของสารพิษแต่ละชนิดเมื่อแยกกัน เช่น 2 + 3 = 6 ให้คาร์บอนเต
    ตระครอไรด์และแอลกอฮอล์พร้อมกัน สารพิษทั้งสองสามารถทำลายตับได้เพิ่มขึ้นมากกว่าผลรวมของการทำลายตับเมื่อให้แยกชนิดกัน
    3.แบบเพิ่มศักยภาพในการออกฤทธิ์ (potentiation) เช่น สารพิษชนิดAไม่เป็นพิษต่ออวัยวะHแต่จะไปเพิ่มการออกฤทธิ์ของสารเคมีชนิดB
    ที่มีพิษต่ออวัยวะW เมื่อรับสารเคมีพร้อมกันจะเข้าทำลายที่อวัยวะWรุนแรงขึ้น
    4.แบบตอบสนองการยับยั้งการเกิดพิษ (antagonism) คือสารเคมีชนิดAสามารถเข้าไปยับยั้งการเกิดพิษของสารเคมีชนิดBได้โดย
    • ทำให้เกิดผลทางสรีรวิทยาในทางตรงข้ามกับสารพิษ (counter balance) เช่น ให้ยาสลบพวกบิทูเรตมากเกินไปทำให้ความดันเลือดต่ำลงมากแก้โดยให้ยาพวกนอร์อีพิเนฟฟรีน
    • การเข้าไปจับกับสารพิษ (chelate) ทำให้การเป็นพิษของสารพิษลดลงหรือหายไป
    • การเข้าไปรบกวนการดูดซึม การกระจายตัวและการขับออกของสารพิษ ทำให้การเป็นพิษของสารพิษลดลงเช่นให้ยาขับปัสสาวะเพื่อขับพิษจากทางไต
    • การเข้าไปแย่งที่สารพิษในบริเวณรับรู้ โดยสารเคมีดังกล่าวจะมีโครงสร้างคล้ายสารพิษจึงเข้าแทนที่บริเวณเนื้อเยื่อ-อวัยวะเป้าหมายได้


    บทที่ 2 หลักการทางพิษวิทยา


     

    สารพิษเข้าสู่ร่างกายโดยการดูดซึม การเกิดพิษเกิดจากการกระจายของสารพิษสู่ส่วนต่างๆของร่างกาย ร่างกายจึงจำเป็นต้องมีกระบวนการกำจัดสารพิษ
    สารพิษจะรบกวน
    1) รบกวนการทำงานของเอนไซม์ต่างให้เสียไป ถ้ารบกวนมากจะทำให้เอนไซม์ตายได้ เอนไซม์เป็นสารเร่งปฏิกริยาเคมีในเซลล์ต่างๆให้ได้สารที่จำเป็นต่อการมีชีวิต
    2) รบกวนหรือมีผลต่อกรดนิวคลีอิค โดยเฉพาะ กรดออกซีไรโบนิวคลีอิก(DNA) ในนิวเคลียส และโปรตีนในเซลล์ ส่วนใหญ่เป็นสารพิษก่อมะเร็ง หรือทำให้เกิดการกลายพันธุ์ การถ่ายทอดทางพันธุกรรม
    สารพิษบางอย่างที่เข้าสู่ร่างกายจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเพื่อการออกฤทธิ์หรือขับออกจากร่างกายด้วยกระบวนการต่างๆ
    ปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงการเกิดพิษ ครอบคลุม 1.ปัจจัยเกี่ยวกับตัวสารพิษ 2. ปัจจัยเกี่ยวกับการดูดซึมสารพิษเข้าสู่ร่างกาย 3.ปัจจัยเกี่ยวกับคนหรือสัตว์ที่รับสารพิษ 4. ปัจจัยเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม
    การหมุนเวียนของสารพิษหรือการพัดพาเข้าไปหรือออกจากร่างกายประกอบด้วยกระบวนการ
    1) กระบวนการดูดซึมสารพิษจากบริเวณต่างๆของร่างกายเข้าสู่กระแสเลือด absorption of toxic substance
    2) กระบวนการกระจายสารพิษไปยังอวัยวะและส่วนต่างๆของร่างกาย distribution
    3) กระบวนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง metabolism or biotransformation
    4) กระบวนการกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย excretion
    ตำแหน่งการดูดซึม การกระจาย การขับสารพิษเข้าและออกจากร่างกาย
    1) การดูดซึม 1.ทางเดินอาหาร 2. ทางปอด lung 3.ทางเข้าทางอื่นโดยการฉีด(ทางหลอดเลือดดำ ช่องท้อง ใต้ผิวหนัง กล้ามเนื้อ) และการทา
    2) การกระจาย 1.กระแสเลือดและน้ำเหลือง 2. กระจายไปอวัยวะต่างๆ (รวมทั้งกระดูกและไขมัน)
    3) การสะสม 1.ในไขมันและเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน 2. ในกระดูก 3. ในส่วนของน้ำในร่างกาย
    4) การกำจัด 1. กำจัดออกทางน้ำดีโดยตับ ลงไปในทางเดินอาหารและอุจจาระในที่สุด 2. กำจัดออกทางปัสสาวะโดยไต 3. กำจัดออกทางอากาศที่หายใจออกโดยถุงลมและปอด 4. กำจัดออกทางต่อมสร้างน้ำย่อยในทางเดินอาหาร(ต่อมน้ำลายและตับอ่อน) และต่อมเหงื่อ
    สารพิษเข้าสู่ร่างกายผ่านทางผิวหนัง ปอด ทางเดินอาหาร และต้องผ่านเยื่อหุ้มเซลล์เข้าสู่กระแสเลือด จากนั้นจะผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ของอวัยวะต่างๆไปยังเซลล์รับรู้(เป้าหมาย) ที่ตอบสนองต่อการเกิดพิษจากสารพิษนั้นๆ การเคลื่อนที่ของสารพิษจึงมี 3 วิธีคือ
    1) การเคลื่อนที่ของสารพิษแบบธรรมดา passive diffusion มีลักษณะ 1. จะเคลื่อนที่จากด้านที่มีพิษความเข้มข้นสูงไปที่มีความเข้มข้นต่ำกว่า 2. เคลื่อนที่จะไม่ใช้พลังงานATP ซึ่งเหล่านี้จะขึ้นกับปัจจัยด้าน คุณสมบัติทางเคมีและทางกายภาพของสารพิษ ,ขนาดโมเลกุลสารพิษ ,ชนิดและความหนาของเยื่อหุ้มเซลล์ (ระยะการเคลื่อนที่), ความแตกต่างด้านความเข้มข้นของสารพิษทั้งสองด้านของเซลล์, อุณหภูมิของเซลล์และร่างกาย การเคลื่อนที่ของสารพิษแบบธรรมดาแบ่งได้เป็น
    1.1. การแพร่กระจาย simple diffusion **จะดำเนินต่อเนื่องโดยไม่มีการอิ่มตัวของความเข้มข้นของสารพิษที่ต่างกันที่เยื่อหุ้มเซลล์ทั้งสองด้าน และการเคลื่อนที่นี้จะไม่ถูกขัดขวางหรือยับยั้งด้วยสารพิษชนิดอื่นหรือกลุ่มที่มีโครงสร้างคล้ายกัน
    • การแพร่กระจายของสารที่มีโมเลกุลเล็กจะเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าขนาดใหญ่โดยผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ทางรูพรุน
    • การแพร่กระจายของสารที่มีโมเลกุลใหญ่กว่าและละลายได้ดีในไขมันจะผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ที่เป็นไขมันโดยไม่ผ่านรูพรุน
    • การแพร่กระจายของสารพิษตามน้ำ filtration , solvent drag น้ำจะเคลื่อนที่จากภายนอกเข้าสู่เซลล์ด้วยแรงดันน้ำhydro static pressureหรือด้วยแรงดันออสโมซิสผ่านรูพรุน และนำสารพิษที่มีโมเลกุลขนาดเล็กเข้าไปด้วย
    • การแพร่กระจายของสารพิษที่เป็นกรดและด่างอ่อน มักจะเป็นสารพิษพวกสารอินทรีย์ที่มีความสามารถแตกตัวเป็นประจุไอออน จะมากน้อยขึ้นกับค่า pH ของน้ำหรือสารละลายที่มีสารพิษนั้นอยู่ ดังนั้นสารพิษอินทรีย์จะถูกดูดซึมเข้าร่างกายได้ดีในสภาวะที่ไม่มีการแตกตัวหรือมีการแตกตัวน้อยที่สุด
    1.2. การแพร่กระจายแบบใช้ตัวพา facililated diffusion
    • ** การเคลื่อนที่ต้องมีตัวพาบนเยื่อหุ้มเซลล์ และมีสภาวะการอิ่มตัวเมื่อมีความเข้มข้นของสารพิษในเซลล์สูงมาก ไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานและเคลื่อนที่จากสูงไปต่ำ ส่วนการเคลื่อนที่จะเหมือนการเคลื่อนที่แบบกระจาย(ข้อ1)
    2) การเคลื่อนที่(ดูดซึม)ของสารพิษแบบแอกทีฟ active transport มีความสำคัญเนื่องจากสารพิษจะถูกขับออกจากร่างกายผ่านอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งจะต้องใช้การเคลื่อนที่นี้ เช่น ไตและตับขับสารพิษออกจากร่างกายเข้าสู่ปัสสาวะและน้ำดี
    • เป็นการเคลื่อนที่ของสารเคมีบางชนิดที่สามารถเคลื่อนที่จากความเข้มข้นต่ำไปความเข้มข้นสูง หรือเคลื่อนที่เข้าหาประจุไฟฟ้าชนิดเดียวกันได้
    • ต้องอาศัยตัวพาบนเยื่อหุ้มเซลล์
    • ตัวพาสามารถอิ่มตัวจนความเข้มข้นภายนอกเซลล์เพิ่มขึ้นเมื่อจับกับสารพิษ และตัวพาสามารถจับกับสารอื่นที่มีโครงสร้างคล้ายสารพิษจนอิ่มตัวจึงไม่สามารถจับกับสารพิษได้ สารพิษจึงไม่สามารถเคลื่อนที่สู่เซลล์
    • ต้องใช้พลังงาน ATP (ใช้เอนไซม์Na+ ,K+ ATPase ที่เยื่อหุ้มเซลล์สลาย ATP เพื่อให้ได้พลังงาน)
    3) การกลืนกินสารพิษ pinocytosis มักเป็นสารพิษที่มีโมเลกุลใหญ่และไม่สามารถผ่านรูพรุนหรือละลายในไขมันได้ ได้แก่ โปรตีน และเปปไทด์ จุลินทรีย์ชนิดต่างๆ ฝุ่นละออง การเคลื่อนที่นี้มักพบใน ทางเดินอาหาร ตับ ปอด การเคลื่อนที่นี้ต้องใช้เยื่อหุ้มเซลล์ห่อสารและกลืนเข้าสู่เซลล์ ซึ่งสารพิษที่อยู่ในเยื่อหุ้มจะถูกทำลายก่อนจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย
    ปัจจัยที่มีผลต่อการดูดซึมสารพิษ
    • สภาพทางกายภาพและเคมีของสารพิษ คือ ถ้าละลายตัวได้ดีในไขมันจะถูกดูดซึมได้เร็วและมาก
    • ความสามารถในการละลายตัว สารพิษที่ละลายในน้ำจะดูดซึมได้เร็วกว่าที่ละลายในไขมัน/อยู่ในรูปแขวนลอย/หรือของแข็ง
    • สภาวแวดล้อมบริเวณตำแหน่งที่จะมีการดูดซึมสารพิษ โดยเฉพาะกระเพาะและลำไส้เล็ก
    • ความเข้มข้นของสารพิษ ความเข้มข้นสูงจะมีอัตราการดูดซึมได้เร็วกว่า
    • การไหลเวียนของเลือดในบริเวณที่มีการดูดซึมถ้ามากจะมีอัตราการดูดซึมมากด้วย
    • พื้นที่ในการดูดซึม บริเวณทางเดินอาหารและถุงลมปอดมีพื้นที่ในการดูดซึมมาก
    การดูดซึมสารพิษจากระบบอวัยวะ
    • ผ่านระบบทางเดินอาหาร ขึ้นกับปัจจัยสำคัญคือ คุณสมบัติทางกายภาพและทางเคมีของสารพิษ ค่าpHของกระเพาะ ลำไส้ และการบีบตัวของทางเดินอาหาร สารพิษที่ผ่านมักไม่มีผลต่อระบบทางเดินอาหารยกเว้นบางชนิดที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองหรือทำลายเซลล์(caustic) สารเคมีที่เป็นด่างอ่อนเมื่อเข้าสู่ร่างกายทางปากจะไม่แตกตัวเป็นไอออนส่วนใหญ่ในบริเวณลำไส้เล็กเพื่อง่ายต่อการดูดซึม ถ้าเป็นกรดอ่อนจะถูกดูดซึมที่กระเพาะอาหาร
    • ผ่านระบบทางเดินหายใจ ส่วนใหญ่เป็นพวกก๊าซและสารระเหยชนิดต่างๆ ซึ่งดูดซึมเข้ากระแสเลือดผ่านถุงลม , อนุภาค 2-5 ไมครอนจะสะสมที่ช่องผ่านอากาศ หลอดลมใหญ่-เล็กของถุงลมปอดและถูกขับออกโดยการจาม อนุภาคเล็กกว่า1ไมครอนจะซึมเข้ากระแสเลือดหรืออาจถูกทำลายโดยเซลล์macrophages , ถุงลมปอดมีพท.การดูดซึม 50-100 ตรม.ในคน , ความเข้มข้นของก๊าซในกระแสเลือดขึ้นกับ ความสามารถในการละลายตัวของก๊าซ อัตราการหายใจและอัตราการไหลเวียนของเลือดมาที่ปอด อนุภาคที่มีขนาดเล็กกว่า 1 ไมครอนจะสามารถเข้าไปถึงบริเวณถุงลมและดูดซึมเข้ากระแสเลือดได้
    • ผ่านผิวหนัง ความสามารถในการซึมผ่านมากน้อยขึ้นกับผิวหนังชั้นบนepidemis และอัตราการไหลเวียนของเลือดในบริเวณนั้น ก๊าซที่มีความสามารถในการซึมผ่านได้ เช่น ซาริน ทำลายประสาท , คาร์บอนเตตระครอไรด์ ทำลายตับ , และสารฆ่าแมลง
    • ผ่านเข้าสู่ร่างกายโดยทางพิเศษ เช่น การฉีดเข้าใต้ผิวหนัง เข้าเส้นเลือดดำ เข้ากล้ามเนื้อ เข้าช่องท้องดูดซึมเร็วเนื่องจากมีเส้นเลือดฝอยมาก
    การเก็บสะสมสารพิษในร่างกาย ตำแหน่ง/อวัยวะใดที่มีการสะสมปริมาณสารพิษมากจะก่อเกิดพิษที่อวัยวะนั้นเป็นหลัก แต่บางครั้งไม่ก่อเกิดพิษที่อวัยวะนั้นจะเรียกว่าเป็นบริเวณที่เก็บสะสมสารพิษและทำให้ปริมาณสารพิษที่บริเวณเป้าหมายอวัยวะจำเพาะของสารพิษลดลงได้
    1) การกระจายของสารพิษในร่างกาย ขึ้นกับ อัตราการไหลเวียนของเลือดที่บริเวณนั้น อัตราของสารพิษที่ผ่านผนังเส้นเลือดฝอยและเยื่อหุ้มเซลล์ของอวัยวะ การกระจายของสารพิษมักกระจายอยู่ในน้ำของร่างกายผ่านพลาสมาน้ำในเซลล์และระหว่างเซลล์ สารเคมีที่จับกับโปรตีนในพลาสมาได้ดีหรือละลายได้ดีในน้ำจะพบว่าอยู่ในกระแสเลือดมักจะไม่เข้าไปในเนื้อเยื่อจึงมีการกระจายในร่างกายน้อย ถ้าเข้าไปในเนื้อเยื่อได้จะมีการกระจายในร่างกายมาก สารพิษจะผ่านสิ่งกีดขวางระหว่างกระแสเลือดกับเนื้อเยื่อสมองได้ยากเนื่องจากการเชื่อมต่อระหว่างเซลล์บุผิวกับหลอดเลือดฝอยหนาแน่นมากและรอบนอกเส้นเลือดฝอยมีเซลล์พยุงทำให้ผ่านยาก และของเหลวระหว่างเซลล์ในเนื้อเยื่อประสาทส่วนกลางมีโปรตีนน้อยมากสารพิษจึงซึมผ่านยาก สารพิษที่ซึมผ่านได้ต้องไม่จับกับโปรตีนและไม่อยู่ในรูปของไอออน
    2) การเก็บสะสมสารพิษในเนื้อเยื่อ
    • โปรตีนในพลาสมา สารเคมีหลายชนิดที่เข้าสู่ร่างกายมักจะถูกจับโดยโปรตีนอัลบูมินซึ่งมีมากในร่างกาย มีนน.โมเลกุลมาก มีขนาดใหญ่ และเป็นโปรตีนที่เก็บสะสมสารพิษในร่างกาย สารพิษจึงไม่สามารถซึมผ่านผนังเส้นเลือดฝอยไปทำลายอวัยวะเป้าหมายได้ จากนั้นจะถูกตับ ไตดูดซึมแบบแอกทีฟและขับออกจากร่างกาย
    • ตับและไต เป็นที่สะสมสารพิษในร่างกายมากที่สุด
    • ไขมันในร่างกาย สารเคมีที่ซึมเข้าได้ดีและเร็วมักเป็นสารประกอบอินทรีย์(ดีดีที คลอเรน โพลีคลอลิเนต ไบเพนนิล)และสะสมในไขมันที่เป็นกลางในร่างกาย ซึ่งมีร้อยละ50 ของนน.ตัวในคนอ้วน และร้อยละ 20 ของนน.ตัวในคนผอม สารพิษที่ละลายได้ดีในไขมันมักจะซึมผ่านเซลล์ได้เกือบทั่วร่างกายทำให้มีการกระจายไปทั่ว
    • กระดูก สารเคมีพวก ฟลูออไรด์ ตะกั่ว สตอนเทียม สามารถสะสมในกระดูกโดยการแลกเปลี่ยนระหว่างของเหลวที่อยู่รอบนอกระดูกกับผิวของกระดูกทีบริเวณผลึกไฮดรอกซีอะพาไทด์
    การกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย
    1) ขับออกทางปัสสาวะ ไต เป็นอวัยวะที่สำคัญในการขับพิษหลายชนิดออกจากร่างกายโดยวิธีการแพร่กระจายและแบบแอกทีฟ ไตจะรับเลือดที่ออกจากหัวใจร้อยละ25 และร้อยละ20จะถูกกรองที่นี่ สารพิษที่เป็นด่างจะถูกขับออกมากับปัสสาวะที่เป็นกรดและ สารพิษที่เป็นกรดจะถูกขับออกมากับปัสสาวะที่เป็นด่าง
    2) ขับออกทางน้ำดี โดยตับจะกำจัดสารพิษที่ดูดซึมเข้ามาทางระบบทางเดินอาหารก่อนกระจายเข้ากระแสเลือด และสามารถเปลี่ยนแปลงสารพิษให้เป็นเมตาโบไลท์ของสารพิษคืออยู่ในรูปไม่เป็นพิษละลายได้ดีในน้ำ เพื่อง่ายต่อการขับออกทางน้ำดีหรือทางปัสสาวะ
    3) ขับออกโดยปอด มักเป็นสารพิษที่ระเหยได้ การแพร่กระจายขึ้นกับความดันของสารพิษระเหยได้ระหง่างกระแสเลือดกับถุงลม อาจถูกขับจากปอดช่วงหายใจออก และความสามารถในการละลายตัวของสารพิษในเลือด เช่น เอทีลีนละลายได้ในปริมาณต่ำจะถูกขับออกโดยเร็ว การขับสารพิษออกจากปอด 1.ถ้าสะสมที่ชั้นของเหลวด้านบนปอดจะขับออกโดยการจาม ไอ หรือออกมากับเสมหะ 2.กำจัดโดยกระบวนการกลืนทำลายของเซลล์แมโกเฟจที่มีมากในถุงลม 3. ถูกดูดซึมเข้าน้ำเหลืองบริเวณปอด
    4) ขับออกโดยระบบทางเดินอาหาร สารพิษที่ตรวจพบได้ในอุจจาระและถูกขับออกมาจนตรวจพบได้เนื่องจาก
    o สารพิษนั้นไม่ได้มีการดูดซึมจากระบบทางเดินอาหารเมื่อได้รับเข้าทางปาก
    o สารพิษนั้นถูกขับออกมาทางน้ำดี
    o สารพิษนั้นถูกขับออกมาทางต่อมสร้างน้ำย่อยในทางเดินอาหาร
    o สารพิษนั้นถูกขับมาจากระบบหายใจแล้วถูกกลืนลงไปในทางเดินอาหาร
    5) ขับออกทางน้ำนม น้ำนมมีค่า pH6.5 มีไขมันเป็นส่วนประกอบร้อยละ3-5 สารพิษที่ขับออกมาจะเป็นสารประกอบที่เป็นด่าง
    เมตาโบลึซึมของสารพิษ คือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสารพิษด้วยวิธีการทางชีววิทยา (สารพิษบางชนิดออกฤทธิ์สามารถออกฤทธิ์ได้ด้วยตัวเอง เมื่อถูกเปลี่ยนแปลงโครงสร้างแล้วจะมีฤทธิ์น้อยลงหรือหมดไป แต่สารเคมีบางชนิดต้องมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างก่อนจึงจะออกฤทธิ์ได้) อวัยวะที่สำคัญในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสารพิษคือ ตับ ไต ปอด และเซลล์บุผิวของทางเดินอาหาร
    การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสารพิษ ที่ละลายได้ดีในไขมัน
    ขั้นตอนระยะที่ 1 มี 2 กลไก ที่ทำให้สารพิษหมดฤทธิ์หรือเกิดพิษรุนแรงขึ้น
    o กลไกการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่ใช้เอนไซม์โดยตรง ใช้เอนไซม์ในไซโตพลาสซึมและในไมโตคอนเดรีย
    o กลไกการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่ใช้เอนไซม์ในโครโมโซม อาศัยไซโตโครม พี50 ร่วมในการทำงาน
    ขั้นตอนการจับตัวระยะที่ 2 สารพิษที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างหรือเปลี่ยนแล้ว จะจับตัวกับสารที่อยู่ในเซลล์จนได้สารที่มีคุณสมบัติละลายน้ำได้ดีเพื่อง่ายต่อการขับออกจากร่างกาย
    ผลการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสารพิษ
    o เปลี่ยนสารพิษที่ไม่ออกฤทธิ์การเกิดพิษ กลายเป็นออกฤทธิ์เกิดเป็นพิษ
    o เปลี่ยนสารพิษที่สามารถออกฤทธิ์การเกิดพิษได้อยู่แล้ว กลายเป็นสารพิษที่ออกฤทธิ์ไม่ได้
    o เปลี่ยนสารพิษที่สามารถออกฤทธิ์การเกิดพิษได้อยู่แล้ว กลายเป็นออกฤทธิ์เกิดเป็นพิษได้มากขึ้น
    การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสารพิษด้วยเอนไซม์โดยตรง (ขั้นตอนระยะที่ 1)หลักการคือสารพิษเป็นsubstrateคอยทำปฏิกริยาโดยมีเอนไซม์เป็นตัวเร่ง(catalyst)
    o เอนไซม์ในส่วนไซโตพลาสซึม
    1) แอลกอฮอล์ออกซิเดชั่น
    2) แอลกอฮอล์และอัลดีไฮด์ดีไฮโดรจิเนชั่น
    3) ไฮโดรไลซิส เอนไซม์กลุ่มนี้ใช้ออกซิเจนและไฮโดรเจนจากโมเลกุลน้ำทำปฏิกริยา
    4) ดีอะเซทิเลชั่น
    5) เอสเตอร์เรชั่น สารเอสเตอร์
    o เอนไซม์ในส่วนไมโตคอนเดรีย จะเปลี่ยนโครงสร้างสารamine ให้เป็นอัลดีไฮด์ และโครงสร้างสารประกอบเชิง hydrocarbon เชิงเดี่ยวให้เป็นสารพิษอนุพันธ์ของเบนซิน
    การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสารพิษ(อินทรีย์เคมี)ที่ใช้เอนไซม์ในโครโมโซม (ขั้นตอนระยะที่ 1)
    o โดยสาร NADPHที่อยู่ภายในเซลล์เป็นตัวให้อิเลคตรอนแก่ระบบเคลื่อนย้ายิเลคตรอนของโครโมโซมเพื่อการเมตาโบลิซึมสารพิษหรือยาที่เข้าสู่ร่างกาย
    o ปฏิกริยาการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของไมโครโซมัลเอนไซม์ มี 4 ประเภท คือ ออกซิเดชัน รีดักชัน ไอโดไลซิส และการจับตัวคอนจูเกชัน
    o มีปฏิกริยาออกซิเดชั่น – รีดักชั่น คือ ปฏิกริยาที่มีการถ่ายทอดอิเลคตรอนโดยมีตัวรีดิวส์เป็นตัวเสียอิเลคตรอนให้กับตัวออกซิไดซ์ ตัวรีดิวส์เมื่อเสียอิเลคตรอนให้ไปแล้วก็จะกลายเป็นตัวออกซิไดซ์สามารถรับอิเลคตรอนกลับมาได้
    กระบวนการจับตัวคอนจูเกชั่น (ขั้นตอนการจับตัวระยะที่ 2) เป็นกระบวนการที่สารพิษที่มีกลุ่มแสดงคุณสมบัติทางเคมี เช่น ไฮดรอกซิล อะมิโน คาร์บอกซิล อิปอกไซด์ ฮาโลเจน เหล่านี้สามารถจับตัวกับเซลล์ตับโดยกระบวนการจับตัวคอนจูเกชั่นเมื่อจับแล้วเกิดองค์ประกอบใหม่ที่มีคุณสมบัติในการละลายน้ำได้ดีขึ้นเพื่อง่ายในการกำจัดออกทางปัสสาวะโดยไตและอุจจาระทางน้ำดีโดยตับ กระบวนการจับตัวคอนจูเกชั่นเกิดจากปฏิกริยาของไมโครโซมัลเอนไซม์(มีเอนไซม์โมโนออกซิจิเนส) ทำงานร่วมกับเอนไซม์ที่อยู่ในไซโตพลาสซึม
    เอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการจับตัวคอนจูเกชั่น คือ กลูคิวโรนิล ทรานสเฟอร์เรส , กลูตาไทโอน-เอส-ทรานเฟอร์เรส , ซัลโฟทรานเฟอร์เรส , กรดอะมิโน , คอนจูเกส เมทิลทรานฟอร์เรส , เอ็น-อะเซทิล ทรานฟอร์เรส
    สารชีวโมเลกุลภายในเซลล์ที่สามารถจับกับสารพิษที่ออกฤทธิ์แล้วทำให้เกิดการตายของเซลล์ตามมาได้ คือ DNA , RNA , Protien
    ปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงการเกิดพิษ
    1) ปัจจัยเกี่ยวกับตัวสารพิษ ทำให้เกิดพิษมากน้อยขึ้นกับ
    o ความไม่บริสุทธิ์ของสารพิษหรือการมีสารเคมีอื่นปนเปื้อนอยู่กับสารพิษนั้น ทำให้การตอบสนองต่อการเกิดพิษเปลี่ยนไป
    o ความไม่คงตัวของสารพิษ
    o สภาวะความเป็นกรด-ด่าง
    o สารที่ใช้จับเพื่อความคงตัว อาจทำให้การเกิดพิษและการดูดซึมเปลี่ยนไป ซึ่งสารเคมีที่ใช้กับสารพิษเพื่อความคงตัวได้แก่
    o ตัวทำละลาย vechicle สารที่ใช้ละลายสารพิษ ปกติตัวทำละลายต้องไม่มีอันตราย เช่น น้ำมันพืช น้ำ น้ำเกลือ
    o ตัวเสริม adjuvants คือสารที่ใช้จับสารพิษและไปเสริมฤทธิ์การเป็นพิษมากขึ้น
    o ตัวจับ binding agents คือสารที่ใช้เพื่อให้ง่ายต่อการเตรียมสารพิษ มักทำให้การดูดซึมเข้าร่างกายช้าลง
    o ตัวเคลือบ coating คือสารที่ใช้ทำให้การดูดซึมเข้าสู่ลำไส้ได้ช้าลง
    o อื่นๆที่มีผลเพิ่มหรือลดสารพิษเช่น สี สารปรุงรส สารที่ใส่เพื่อเก็บไว้ได้นานๆ ดังนั้นการทดสอบความเป็นพิษของสารใดใดควรทำให้อยู่ในรูปบริสุทธิ์
    2) ปัจจัยเกี่ยวกับการดูดซึมสารพิษเข้าสู่ร่างกาย
    o ปริมาตรและความเข้มข้นที่ให้สารพิษแต่ละครั้ง ต้องทดสอบที่หลายความเข้มข้น ปริมาตรที่ให้ต้องสัมพันธ์กับขนาดสัตว์ทดลอง
    o ตำแหน่งที่ให้สารพิษและการดูดซึม
    o ช่วงเวลาและฤดูกาลที่ได้รับพิษ เนื่องจากสรีระของในแต่ละวันจะเปลี่ยนแปลงขึ้นกับการกินอาหารและการพักผ่อน ดังนั้นระดับฮอร์โมนในร่างกายจะเปลี่ยนแปลง และมีการกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ในเซลล์โดยเฉพาะไมโครโซมัลเอนไซม์ ถ้าได้รับในช่วงที่ ฮอร์โมนดังกล่าวมีระดับสูงจะเกิดการเป็นพิษที่มากขึ้นได้
    3) ปัจจัยเกี่ยวกับคนหรือสัตว์ที่ได้รับสารพิษ
    o ชนิดและพันธุ์สัตว์ทดลอง ควรเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
    o ลักษณะเฉพาะทางพันธุกรรม ทำให้การตอบสนองต่อการเกิดพิษต่างกัน
    o ภาวะโภชนาการ สารอาหารที่กินเข้าไปทำให้เอนไซม์ภายในเซลล์ทำงานแตกต่างกัน และมีผลต่อการเพิ่ม-ลดลงของการเกิดพิษ
    ได้เมื่อมีการจับกับสารพิษนั้น
    o เพศและระดับฮอร์โมนเพศในร่างกาย มีผลต่อการเพิ่ม-ลดการทำงานของเอนไซม์ในโครโมโซมต่อการตอบสนองการเกิดพิษ
    o อายุและน้ำหนักตัว มีผลต่อการตอบสนองการเกิดพิษ การขับพิษออก ในวัยเด็กสารพิษจะเข้าสู่สมองได้ง่ายเนื่องจากเยื่อกั้นระหว่างเลือดกับสมองยังไม่โตเต็มที่
    o ภาวะทางอารมณ์ เช่น ความเครียด เสียงดัง อากาศและน้ำเป็นพิษ ความกดดันทางเศรษฐกิจและสังคม ทำให้ระดับฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลง
    o ปัจจัยอื่นๆ เช่น อยู่ในภาวะที่เจ็บป่วยเป็นโรค แบคทีเรียที่อยู่ในทางเดินอาหารแตกต่างกันมีผลต่อการเกิดพิษต่างกันเช่น รบกวนการดูดซึมหรือเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง
    4) ปัจจัยเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม
    o ทางกายภาพ เช่น อุณหภูมิ ความดันอากาศ การแผ่รังสี ความสั่นสะเทือน ความเร่ง สนามแม่เหล็กไฟฟ้า แรงดึงดูดโลก
    o ทางสารเคมี ที่มีในสิ่งแวดล้อมและเข้าร่างกายโดยการหายใจ ซึ่งสามารถไปกระตุ้นการทำงานของโครโมโซมของตับ หรือการดูดซึม การกระจายตัว และการขับสารพิษออกจากร่างกาย
    o สภาพทางสังคม ความเป็นอยู่
    หลักการทดสอบพิษ
    สารเคมีพิษที่จะทดสอบ ต้องมีข้อมูลพื้นฐาน เช่นความบริสุทธิ์ร้อยละ มีสารอื่นปน? ละลายได้ดีในตัวทำละลายชนิดใด เก็บได้นาน?
    การให้สารเคมีพิษแก่สัตว์ทดลองเพื่อทดสอบ ต้องให้ทำนองเดียวกับการที่คนได้รับสารเคมีนั้นๆและในสภาพแวดล้อมที่คล้ายกัน
    สัตว์ทดลองที่ใช้ทดสอบ (หนูถีบจักร หนูพุกขาว หนูแฮมสเตอร์ หนูตะเภา กระต่าย แมว สุนัข ลิง) ต้องใช้สายพันธุ์เดียวกัน อายุเดียวกัน อุปกรณ์เลี้ยงต้องสะอาด อาหารต้องสะอาดมีคุณค่าทางอาหารครบ
    การเฝ้าดูและตรวจสอบการเกิดพิษ จะดูการเปลี่ยนแปลงด้านสรีรวิทยาและพยาธิชีววิทยาทางด้านคลีนิกในการตอบสนองต่ออวัยวะต่างๆ
    การตรวจสอบการทำงานของอวัยวะต่างๆ หลักๆคือ ตับ ไต ปอด เลือด(การเสริมและการทำลายเม็ดเลือด) เม็ดเลือด เอนไซม์ สารชีวเคมีการตรวจสอบเนื้อเยื่อต่างๆ โดยการผ่าซากเพื่อตรวจความผิดปกติ
    วิธีการทดสอบพิษ
    1) การทดสอบการเกิดพิษแบบเฉียบพลัน
    o ใช้ดัชนีคือ 1.อัตราการตายของสัตว์ทดลองครึ่งหนึ่ง LD50 2. อาการพิษเฉียบพลันที่ไม่ทำให้เกิดการตาย
    o ใช้สัตว์ทดลอง 5-10 ตัวต่อปริมาณความเข้มข้นของสารพิษ ทดสอบใน 1-2 ชม.หรือ 24 ชม.
    2) การทดสอบการเกิดพิษแบบกึ่งเรื้อรัง ใช้สารพิษปริมาณความเข้มข้นต่ำ
    o สัตว์ทดลองควรมีอายุน้อยเนื่องจากใช้เวลาทดสอบนาน โดยใช้ทั้ง2เพศ จำนวน 10-20 ตัวในแต่ละเพศ โดยใช้ระยะเวลาทดลอง 3 เดือนสำหรับหนู และ 1 ปีสำหรับสุนัขหรือลิง
    o ช่วงระยะการทดลองให้ตายได้ไม่เกิน 10 % การทดลองจะใช้เวลา 10%ของช่วงชีวิตของสัตว์ทดลองนั้นๆ
    o ปริมาณความเข้มข้นสารเคมีที่ทดสอบจะใช้ 3 – 5 ระดับ
    3) การทดสอบการเกิดพิษเรื้อรัง
    เป็นการทดสอบที่นานกว่า3เดือนขึ้นไป หรือ12-24 เดือนสำหรับหนู ให้ได้รับสารเคมีปริมาณต่ำ อาจใช้เวลาทดสอบหลายชั่วอายุ พ่อแม่ถึงลูกหลาน
    ใช้สัตว์ทดลอง 20-50 ตัวในแต่ละเพศ การเลือกเพศและจำนวนสัตว์ทดลองแต่ละกลุ่มจะต่างกันขึ้นกับแบบทดสอบมาตรฐานที่กำหนดโดย FIFRA , TSCA , IRLG
    4) การทดสอบการเกิดมะเร็ง
    ใช้สัตว์ทดลองสองเพศเท่ากันจำนวนละ 25 ตัว การทดสอบมะเร็งมักใช้สารบริสุทธิ์ ใช้เวลาทดสอบ 18 เดือน – 2 ปี สำหรับหนูถีบจักร และ2-2.5 ปีสำหรับหนูพุกขาว สารอาหารที่ให้สัตว์ทดลองต้องเป็นสารบริสุทธิ์หรือกึ่งสารบริสุทธิ์เพื่อให้ผลทดสอบที่แน่นอน
    5) การทดสอบการเกิดพิษแบบกลายพันธุ์ เหมือนกับการทดสอบมะเร็งซึ่งพบว่า กระบวนการเกิดมะเร็งส่วนใหญ่นั้นเกิดจากการกลาย
    พันธุ์ในส่วนของยีนเกือบทั้งหมด ดังนั้นสารก่อมะเร็งทุกชนิดก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ได้แต่สารก่อกลายพันธุ์เพียงร้อยละ80-90นั้นที่
    ทำให้เกิดมะเร็ง การทดสอบการกลายพันธุ์ทั่วๆไปมักใช้จุลินทรีย์ชนิดต่างๆเนื่องจากมียีนไม่ซับซ้อนและสะดวกในการเลี้ยงที่หลอดทดลอง การทดสอบการกลายพันธุ์นิยมใช้วิธีของเอมส์Ame’s test โดยใช้เอนไซม์ Sq ของตับสัตว์ทดลองมาทดสอบกับแบคทีเรียซัลโมเนลลาในหลอดทดลอง วิธีทดสอบการกลายพันธุ์มี 3 แบบคือ1.การเกิดการกลายพันธุ์ของยีน (gene mutation) 2.การเกิดการเปลี่ยนแปลงของโครโมโซม(chromosome aberrations) 3.การเกิดการเปลี่ยนแปลงในส่วนของDNA(primary DNA damage)
    6)การทดสอบการกิดลูกวิรูป จะใช้หนูถีบจักรหรือหนูพุกเนื่องจากตั้งท้องสั้นและมีลูกมาก






















    บทที่ 3 กลไกการเกิดพิษ

    เซลล์ประกอบด้วยเยื่อหุ้มเซลล์และไซโตพลาสซึมซึ่งมีลักษณะเป็นสารคอลลอยด์และมีออร์กาเนลล์ชนิดต่างๆ การเกิดพิษจากสารเคมีขึ้นอยู่กับการเมตาโบลิซึมที่เยื่อหุ้มเซลล์หรือออกาเนลล์ภายในเซลล์และทำให้เกิดการตอบสนองทางพิษวิทยาขึ้น
    ภาวะการเกิดพิษต่อเซลล์ ตามการทำงานของเซลล์และตามการเมตาโบลิซึม ที่เกิดจากปัจจัยสิ่งแวดล้อม(เช่น อุณหภูมิ ปริมาณออกซิเจน ปริมาณน้ำ ความเข้มข้นของไอออน)
    1) การปรับขนาดของเซลล์ เกิดจากสารเคมีทำให้เซลล์มีขนาดเปลี่ยนไป สามารถกลับคืนสภาพปกติได้เมื่อเซลล์ปรับตัวให้ทนต่อสารพิษ
    o การฝ่อลีบ เล็กลงหรือการทำงานของเซลล์ลดลงหรือมีการสูญเสียเซลล์ พบใน กล้ามเนื้อลาย กล้ามเนื้อหัวใจ สมอง อวัยวะเพศ
    o การเพิ่มขนาดของเซลล์ เซลล์มีขนาดโตขึ้นจากการเพิ่มของสารชีวโมเลกุล เช่น การให้ออร์โมนเพศชายกระตุ้นกล้ามเนื้อลาย การเพิ่มขนาดเซลล์ของกล้ามเนื้อหัวใจในภาวะที่ร่างกายขาดออกซิเจนจากการอุดกั้นของหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ
    o การงอกเกินของเซลล์ คือการเพิ่มจำนวนเซลล์ เช่น กรณีตั้งครรภ์ฮอร์โมนโปรเจสเตอโลนจะกระตุ้นการแบ่งตัวจำนวนเซลล์ของเยื่อบุผนังมดลูกเพิ่มขึ้น
    2) การพบสารต่างๆเพิ่มขึ้นภายในเซลล์ อาจได้รับสารพิษเพิ่มขึ้นซึ่งอาจเป็นสารประกอบที่มีอยู่แล้วในเซลล์ หรือได้รับสารประกอบจากภายนอกเซลล์ เช่น คาร์บอน ผงเบสตอส ฝุ่นละออง ควันบุหรี่ มีผลต่อการทำงานของเซลล์ที่ได้รับหรือเซลล์ข้างเคียง
    3) การเสื่อมสลายของเซลล์degeneration เซลล์เปลี่ยนแปลงสภาวะการทำงานโดยทำหน้าที่ลดลงและสามารถกลับคืนสู่สภาพเดิมได้ถ้าไม่ได้รับสารพิษเพิ่มเข้าไปอีก การเสื่อมนี้เช่น การบวมของเซลล์ การที่ช่องว่างในเซลล์มีน้ำคั่งอยู่ เป็นต้น ถ้ายังมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆจากฤทธิ์ของสารพิษจะทำให้เซลล์เกิดการตาย
    4) การตายของเซลล์ เป็นการสูญเสียการทำงานของเซลล์อย่างถาวรและเกิดในส่วน
    o เยื่อหุ้มเซลล์ ไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนที่ของสารต่างๆโดยเฉพาะไอออน ทำให้บวมน้ำ มีแคลเซียม โซเดียมเข้าไปในไซโตพลาสซึม
    o ไซโตพลาสซึม มีการหลั่งเอนไซม์ย่อยสารชีวโมเลกุลภายในจนเกิดมีช่องว่างขึ้นมากในเซลล์
    o นิวเคลียส จะไม่พบในเซลล์ที่ตายแล้วหลังจากที่นิวเคลียสจับตัวและหดตัวติดกันแน่นจนมีขนาดเล็กลงและแตกสลายตัวลง
    การเกิดพิษที่เยื่อหุ้มเซลล์
    สารเคมีที่ออกฤทธิ์ได้ด้วยตนเองไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนโครงสร้างใหม่ ได้แก่ ฟอสฟอรัส เอทไทโอนีน กาแลคโตซามีน และฟอลลอยดิน ทำให้เกิดการสะสมไขมัน การตายของเซลล์และเกิดมะเร็งตับ
    สารเคมีที่ออกฤทธิ์ได้ต่อเมื่อมีการเปลี่ยนโครงสร้าง(metabolism)ใหม่ มี 2 ลักษณะคือ
    • ลักษณะโครงสร้างใหม่อิเลคโตรไฟท์ มีคุณสมบัติเป็นประจุไฟฟ้าบวกลบจับแน่นในรูปแบบโควาเรนต์กับชีวโมเลกุล(เช่น DNA , RNA), โปรตีน , เอนไซม์ ,ไขมัน ในส่วนต่างๆของร่างกาย
    • ลักษณะโครงสร้างใหม่อนุมูลอิสระ จะมีอิเลคตรอนที่ไม่ได้จับคู่อยู่วงนอกสุด อนุมูลอิสระนี้มีคุณสมบัติในการจับตัวเพื่อทำลายสารอินทรีย์(เช่น DNA , RNA,โปรตีน , คาร์โบไฮเดรต ,ไขมัน) และสารอนินทรีย์ได้ดี และสามารถทำให้เกิดอนุมูลอิสระตัวใหม่ในลักษณะปฏิกริยาลูกโซ่ที่จะทำลายเซลล์ได้ต่อเนื่อง
    การเกิดพิษที่เยื่อหุ้มเซลล์
    o การทำลายส่วนของเยื่อหุ้มเซลล์ที่เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว
    o การทำลายส่วนของเยื่อหุ้มเซลล์ที่เป็นโปรตีน
    o การจับกับตัวรับรู้บนเยื่อหุ้มเซลล์
    การเกิดพิษที่เยื่อหุ้มออร์กาเนล ทำให้เกิดพิษเฉียบพลันและทำลายเซลล์ สารเคมีที่สำคัญคือ คาร์บอนเตตระครอไรด์ ซึ่งเป็นสารระเหยอินทรีย์ที่ทำให้ตับอักเสบ มะเร็งตับและเมื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเป็นอนุมูลอิสระจะทำลายกระไขมันขนิดไม่อิ่มตัวซึ่งเป็นองค์ประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ต่างๆ
    o การทำลายเยื่อหุ้มเอนโดพลาสมิค เรติคิวลัม
    o การทำลายเยื่อหุ้มไมโตคอนเดรีย มีผลต่อการสร้างพลังงานเอทีพีภายในเซลล์
    o การทำลายเยื่อหุ้มไลโซโซม ทำให้เอนไซม์ชนิดต่างๆถูกหลั่งออกมาย่อยทำลายสารชีวเคมีภายในเซลล์จนทำให้เกิดการตายของเซลล์ขึ้น
    การเกิดในระบบอวัยวะในร่างกาย
    1) การเกิดพิษต่อระบบประสาท 1).ระบบประสาทส่วนกลาง 2).ระบบประสาทส่วนปลาย ประกอบด้วยเส้นประสาทสมอง มี 12 คู่ แยกมาจากสมอง และเส้นประสาทไขสันหลังที่แยกมาจากสันหลัง มี 31 คู่
    2) การเกิดพิษต่อตับ ตับเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในร่างกายเป็นส่วนหนึ่งของระบบทางเดินอาหาร ตับมีหน้าที่ 1.เมตาโบลิซึมสารอาหาร คาร์โบไฮเดรต โปรตีนและไขมัน 2.สร้างโปรตีนของพลาสมา 3.ทำลายสิ่งแปลกปลอดทั้งจุลชีพ สารพิษ และสารโปรตีนแปลกปลอม รวมทั้งสารแอมโมเนียในพลาสมา 4.ขับสารพิษและของเสียออกจากน้ำดี 5.สร้างน้ำดีเพื่อช่วยในการย่อยไขมันในลำไส้เล็ก
    โรคตับแข็ง เกิดจาก การเกิดสารพิษมีลักษณะเรื้อรัง เช่น แอลกอฮอล์ โดยที่สารพิษจะทำลายตับทำให้เซลล์บางส่วนตาย แล้วทำ
    ให้เซลล์อื่นมีการแบ่งตัวเร็วขึ้นมาทดแทนและสร้างเยื่อเกี่ยวพันคอลลาเจนมากขึ้น หรือยับยั้งการทำลายเยื่อเกี่ยวกันชนิดคอลลา
    เจน
    3) การเกิดพิษต่อระบบทางเดินหายใจ มี 3 ส่วนคือ 1.จมูกและคอหอย 2.หลอดลม 3.ปอด มีประมาณ 300 ล้านถุง เป็นเนื้อที่ 80 ตร.ม.ขณะหายใจออก และ 100 ตร.ม.เมื่อหายใจเข้า
    กลไกการเกิดพิษ เช่น 1. การระคายเคือง จากสารเคมีทำให้เกิดการหดตัวของหลอดลม เช่น จาก แอมโมเนีย อลูมิเนียม คลอรีน ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ 2. การเกิดผังผืดที่เยื่อหุ้มปอดจากการสร้างเยื่อเกี่ยวกันชนิดคอลลาเจน ทำให้การขยายตัวของปอดลดลง การตอบสนองพิษจะเป็นแบบเรื้อรัง จากสารเคมี แอสเบสทอส อลูมิเนียม ซิลิกา ฝุ่นถ่านหิน 3. จากการหดตัวของหลอดลมจากการแพ้ ทำให้มีอาการหอบหืดลักษณะต่างๆ จากการหดตัวของกล้ามเนื้อเรียบในหลอดลม ทำให้ลมหายใจเข้าออกลดลง เช่นจาก โทลูอีน ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ 4.การเกิดมะเร็งปอด เป็นลักษณะของอาการพิษเรื้อรัง เช่นจาก แอสเบสทอส บุหรี่ โครเมียม มีผลต่อโพรงจมูก หลอดลม ปอด เยื่อหุ้มปอด
    มะเร็ง
    โรคมะเร็งที่พบในอัตราสูงในผู้ชายคือ มะเร็งตับ รองมา คือ มะเร็งปอด มะเร็งช่องปากและมะเร็งลำไส้ใหญ่
    โรคมะเร็งที่พบในอัตราสูงในผู้หญิง คือ มะเร็งปากมดลูก รองมาคือมะเร็งเต้านม มะเร็งช่องปาก และมะเร็งตับ
    สาเหตุการเกิดโรคมะเร็งในคน
    1.สาเหตุจากปัจจัยภายในร่างกาย
    1) จากกลุ่มสารเคมีที่เป็นสารก่อมะเร็ง ตามหลักการประเมินของคณะกรรมการวิจัยโรคมะเร็งแห่งชาติ International Agency for Research on Cancer – IARC มีอยู่ 50 ชนิด และอีกกว่า 296 ชนิดที่อาจก่อมะเร็ง ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่ม
    o อะโรแมติกไฮโดรคาร์บอน กลุ่มเมีน กลุ่มไนโตรซามีน กลุ่มอัลคาเลท กลุ่มสเตรียรอยด์ฮอร์โมน กลุ่มโลหะ และกลุ่มสารเคมีที่เกิดได้เองตามธรรมชาติ เช่น เชื้อรา
    o IARC ยังระดับสารเคมีก่อมะเร็งในคนเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.สารเคมีก่อมะเร็งในคนได้แน่นอน 2.สารเคมีที่อาจก่อมะเร็งได้ในคน 3.สารเคมีที่อาจออกฤทธิ์ก่อให้เกิดมะเร็งในคน
    2) จากกลุ่มรังสีที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง ได้แก้ รังสีเอ็กซ์ แสงอุลตร้าไวโอเรต และสารกัมมันตภาพรังสี
    3) จากกลุ่มเชื้อไวรัส เช่น ไวรัสตับอักเสบ บี , เชื้อพยาธิใบไม้ในตับ
    2.สาเหตุจากปัจจัยภายนอกร่างกาย
    มาจากกรรมพันธุ์ เช่น ผิวขาวจะเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนัง , ผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่องแต่กำเนิด , จากการกินอาหารทีมีไขมันสูงมากเกินไปทำให้เกิดมะเร็งเต้านมได้ง่าย
    กลไกและขั้นตอนการเกิดโรคมะเร็งจากสารเคมี
    1) กลไกการออกฤทธิ์โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง เป็นสารอินทรีย์ที่มีประจุสามารถจับดีเอ็นเอได้ดี มักใช้ด้านอุตสาหกรรมและยารักษาโรค เช่น ก๊าซมาสตาร์ด ยาคอร์แนฟาซีน
    2) กลไกการออกฤทธิ์โดยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ด้วยเอนไซม์ในเซลล์หรืออวัยวะต่างๆ เกิดประจุไฟฟ้าขึ้นและจับตัวกับดีเอ็นเอเพื่อทำลายจนผิดรูปร่างจากเดิม ถ้าเซลล์ซ่อมแซมไม่ได้ก็จะเปลี่ยนแปลงถาวรและถ่ายทอดทางพันธุกรรม เช่น สารอะโรแมติก เอมีน ไวนิลคลอไรด์ ไฮดราซีน
    3) กลไกการออกฤทธิ์ลักษณะอื่น
    o กลไกการออกฤทธิ์โดยอาศัยคุณสมบัติทางฟิสิกส์ของสารเคมี เช่น ใยหิน เมื่อเข้าร่างกายจะฝังตัวในเซลล์ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเซลล์นั้นจนกลายเป็นเซลล์มะเร็ง มักเป็นสารออินทรีย์
    o กลไกการออกฤทธิ์โดยอ้อมต่อการเปลี่ยนแปลงในDNA เช่น สารหนู นิเกิล โครเมียม ตะกั่ว ปรอท ซึ่งจะออกฤทธิ์กับเอนไซม์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์และการทำงานของDNAจนเกิดการเปลี่ยนแปลง กลายพันธุ์ และความผิดปกติในโครโมโซมของDNA มักเป็นสารออินทรีย์
    o กลไกการออกฤทธิ์ของฮอร์โมน มักเป็นสารอินทรีย์พวกสเตียรอยด์ เช่น ยาคุมกำเนิด แอนโดเจน สารเหล่านี้ไม่ได้ออกฤทธิ์โดยตรงที่DNAแต่จะไปเสริมฤทธิ์ของสารมะเร็งชนิดอื่นในร่างกาย ทำให้ขาดสมดุลของระบบฮอร์โมนในร่างกาย
    o กลไกการออกฤทธิ์โดยกดการสร้างภูมิคุ้มกัน มักเป็นสารอินทรีย์ ทำให้ร่างกายไม่สามารถยับยั้งการเกิดเซลล์มะเร็งจากสารเคมีก่อมะเร็งได้ เช่น ยาอะซาไทโอพรีน ที่ใช้ในการปลูกถ่ายอวัยวะ ทำให้มีจำนวนไวรัสมากขึ้นจากการกดภูมิคุ้มกันไม่ให้ไวรัสเจริญเติบโตเพิ่มจำนวน จำนวนไวรัสที่เพิ่มจะทำให้เกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาวเพิ่ม
    o กลไกการออกฤทธิ์โดยการเพิ่มฤทธิ์ของสารก่อมะเร็ง โดยตัวสารเองไม่ก่อมะเร็งแต่เมื่อรับเข้าร่างกายพร้อมๆกับสารก่อมะเร็งแต่จะชักนำให้เกิดมะเร็งได้เร็วและรุนแรงขึ้น
    o กลไกการออกฤทธิ์โดยการกระตุ้นการเกิดมะเร็ง ตัวสารเคมีจะไม่มีฤทธิ์ก่อมะเร็ง แต่ถ้าร่างกายได้รับสารนี้หลังจากได้รับสารก่อมะเร็งแล้วจะทำให้เกิดมะเร็งรวดเร็วและรุนแรงขึ้น เช่น ดีดีที เอสเทอร์ แซกคาริน
    ขั้นตอนการเกิดมะเร็ง
    o ระยะเริ่มต้น เป็นช่วงขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงของ ดีเอ็นเอของเซลล์ปกติ
    o ระยะกระตุ้น เป็นช่วงที่ร่างกายรับเอาสารเคมีอีกชนิดซึ่งเป็นกลุ่มของสารกระตุ้นแล้วทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทางคุณลักษณะ และเกิดการแบ่งตัวอย่างรวดเร็วของเซลล์ปกติจนกลายเป็นเซลล์มะเร็ง
    การเกิดพิษในระบบพันธุกรรม
    1) สารพิษจากเชื้อรา เกิดตามธรรมชาติจากการเมตาโบลิซึมของเชื้อราที่สร้างสารนี้ขึ้นมา พบใน พืชผลการเกษตร เช่น ข้าว ขนมปัง นม ถั่ว เนื้อ
    2) สารพิษจากพืช
    3) สารก่อการกลายพันธุ์จากการปรุงอาหาร เกิดจากการเผาไหม้ เนื้อและโปรตีน กรดอะมิโน ด้วยความร้อนสูงตั้งแต่ 190 ซ0ขึ้นไป จากการปิ้ง ทอด ย่าง เผา
    4) สารประกอบพวกเอ็น-ไนโตรโซ พบในอาหารหมัก ดอง การถนอมอาหาร การปรุงอาหาร ในกระเพาะอาหาร เช่น แหนม(มีไนโตรซามีน) ไส้กรอกฝรั่ง กุนเชียง ปลาร้า ผักดอง ปลากระป๋อง
    5) สารผสมในอาหาร เช่น สีสังเคราะห์ผสมอาหาร และสารรสหวานสังเคราะห์ เช่น น้ำตาลเทียม ขัณฑสกร
    6) สารพวกโพลีไซคลิก อะโรแมติก ไฮโดรคาร์บอน พบในอากาศเมืองใหญ่ๆ เมล็ดกาแฟคั่ว ขนมปังปิ้ง ปลาย่าง เนื้อย่าง อาหารไหม้เกรียม ควันจากเครื่องยนต์
    7) ยา ยาปฏิชีวนะ ยาที่ใช้รักษามะเร็ง ยารักษาโรคติดเชื้อ เป็นต้น
    8) สารก่อกลายพันธุ์ในเครื่องสำอางค์ เช่น เฟนนิลีนไดอะมีน(ในยาย้อมผม), อะมาแรนต์(สีลิปสติก) , เมทิลีนคลอไรด์(สเปรย์ฉีดผม),
    9) สารก่อกลายพันธุ์ในมลพิษ เช่น ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก๊าซไนโตรเจน ก๊าซโอโซน ออกไซด์
    10) สารเคมีที่ใช้ในการเกษตร เช่น แคบแทน เอทิลีนไดโบรไมด์
    11) สารเคมีที่ผลิตจากโรงงานอุตสาหกรรม ไวนิลคลอไรด์(ผลิตพีวีซี) , ตะกั่ว ปรอท สารหนู กรดฟาทาลิก
    กลไกการเกิดพิษในสารพันธุ์กรรม
    1) กระบวนการกิดพิษต่อสารพันธุกรรม
    วิธีทางได้รับสาร(กิน หายใจ สัมผัสทางผิวหนัง ฉีด)

    การดูดซึม - การแพร่กระจาย

    การเมตาโบลิซึม การขับออกนอกร่างกาย ( ปัสสาวะ อุจจาระ เหงื่อ ลมหายใจ )

    สารประกอบที่ออกฤทธิ์ สารประกอบที่ไม่ออกฤทธิ์

    ที่รับบนโมเลกุลใหญ่ ซ่อมแซม

    โครงสร้างระดับโมเลกุล หรือหน้าที่ต่างๆถูกรบกวน กีดขวาง เซลล์ได้รับบาดเจ็บ

    เซลล์ร่างกายมีการกลายพันธุ์ เซลล์สืบพันธุ์มีการกลายพันธุ์ เซลล์ปกติ

    เซลล์ปกติ เซลล์ตัวอ่อน เซลล์ตาย

    เซลล์มะเร็ง เนื้อเยื่อและอวัยวะเสียหาย

    มะเร็ง ทารกตาย โรคทางกรรมพันธุ์ โรครูปวิรูป หน้าที่บกพร่อง ตาย
    2) ลักษณะความผิดปกติของสารพันธุกรรม รอยโรคหรือวิการที่เกิดบน ดีเอ็นเอเมื่อได้รับอันตรายมี 2 ลักษณะคือ
    o วิการขนาดเล็ก เป็นการเปลี่ยนแปลงระดับยีน ไม่สามารถพบด้วยตาเปล่าหรือกล้องจุลทรรศน์ เป็นการกลายพันธุ์เฉพาะที่
    o วิการขนาดใหญ่ เป็นการเปลี่ยนแปลงระดับโครโมโซม มีขนาดใหญ่ สามารถพบด้วยตาเปล่าหรือกล้องจุลทรรศน์ พบ2 แบบคือ
    • มีความผิดปกติด้านจำนวน คนปกติมีโครโมโซม 46 ตัว(จากอสุจิ 23 และจากไข่ 23 นั่นคือ= 2n) เซลล์สืบพันธุ์ไข่และอสุจิมีจำนวนโครโมโซม 23 ตัว
    แบบแรกเป็นการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของโครโมโซม 1ตัวหรือมากกว่า
    1.โมโนมี่ คือสูญเสียโครโมโซม 1 ตัว = 2n-1 , 2.ไตรโซมี่ คือ เพิ่มโครโมโซมเข้ามา 1 ตัว =2n+1 , 3.เตตร้าโซมี่ คือ เพิ่มโครโมโซมเข้ามา 2 ตัว =2n+2 , 4. นัลลิโซมี่ คือสูญเสียโครโมโซม 2 ตัว =2n-2)
    แบบที่สองเป็นการเพิ่มหรือขาดจำนวนโครโมโซมทั้งชุด
    ทั้ง2แบบเป็นผลมาจากการแบ่งตัวของนิวเคลียสโดยไม่มีการแบ่งตัวของเซลล์ซึ่งเกิดจากเส้นใยไม่ดึงโครโมโซมให้แยกจากกัน
    • มีความผิดปกติด้านรูปร่าง จากการแตกหักและมีการประสานตัวเข้ามาใหม่ไม่สนิทเหมือนเดิมหรือไม่มีการซ่อมแซม เช่น เกิดช่องว่างในเนื้อโครโมโซม chromosome gap, โครโมโซมแตกหัก chromosome break โครโมโซมขาดหายไปdeletion , การสอดแทรกเนื้อโครโมโซมตัวหนึ่งไปยังอีกตัวหนึ่ง insertion
    การปฏิสนธิและการเจริญของตัวอ่อน
    o จะเกิดเมื่อมีการตกไข่ ไข่จะหลุดจากรังไปยังท่อนำไข่ ถ้าขณะนั้นมีเชื้ออสุจิเข้ามาจะเกิดการปฏิสนธิขึ้นซึ่งเป็นการรวมตัวของนิวเคลียสของอสุจิและของไข่(มีโครโมโซมอย่างละครึ่งหนึ่ง) ระยะ1-2 สัปดาห์เป็นช่วงที่มีการเจริญของตัวอ่อนและการฝังตัวในมดลูก ระยะตัวอ่อนนี้จะไม่ยอมรับสารที่ก่อให้เกิดการลูกวิรูป จะซ่อมแซมตัวเองทันทีไม่ให้เกิดความพิการขึ้น หรือขัดขวางการฝังตัวในผนังมดลูกทำให้ตัวอ่อนตายและแท้งออกมาเมื่อรับสารที่ก่อลูกวิรูปเข้าไป , ระยะสัปดาห์ที่3-8 เป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง มีการแบ่งตัวรวดเร็ว(เป็นระยะที่ง่ายในการก่อให้เกิดความผิดปกติในด้านรูปร่างได้ง่ายที่สุด) , ระยะสัปดาห์ที่9-38/38 เป็นระยะที่มีการพัฒนาด้านสมอง (เป็นระยะที่ก่อให้เกิดความผิดปกติในด้านสมองได้คือช่วงสัปดาห์ที่ 3 - 16)
    สาเหตุของการเกิดรูปวิรูปหรือความพิการตั้งแต่กำเนิด มาจาก
    o ความผิดปกติของยีนหรือโครโมโซมเนื่องจากกรรมพันธุ์(เป็นสาเหตุสำคัญมากสุดร้อยละ40) เช่น
    - มีความผิดปกติของยีนเดี่ยว (ยีนเด่น/ยีนด้อยบนโครโมโซมของร่างกาย เช่น เตี้ยแคระ , ยีนเด่น/ยีนด้อยบนโครโมโซมเพศ)
    - มีความผิดปกติของโครโมโซม ทั้งด้านจำนวน(ทำให้เกิดการตายหลังคลอดหรือแท้ง) หรือด้านรูปร่าง (เกิดจากการกระทำของปัจจัยสิ่งแวดล้อม เช่น รังสี ยา สารเคมี มีกระบวนการซ่อมแซมกลับแต่ไม่สมบูรณ์เหมือนเดิม)
    o ปฏิกริยาร่วมกันระหว่างยีนหลายยีน และ/หรือร่วมกับปัจจัยสิ่งแวดล้อม เช่น ปากแหว่งเพดานโหว่ เท้าปุก หัวใจพิการแต่กำเนิด
    o ปัจจัยสิ่งแวดล้อม จาก
    - เชื้อไวรัส (ไวรัสหัดเยอรมัน เกิดหูหนวก โรคหัวใจ, ไวรัสเฮอร์... เกิดดีซ่าน คลอดก่อนกำหนด เลือดจาง ปัญญาอ่อน การเติบโตล้อมเหลว ,ไวรัสวาริสเชลลา เกิดอิสุกอิใส , ไวรัสงูสวัสดิ์ ทำให้เกิดแผลที่ผิวหนัง กล้ามเนื้อฝ่อเ...่ยว ปัญญาอ่อน
    - รังสี ทำให้แท้ง ตายในช่วงปีแรกที่เกิดออกมา เด็กที่รอดจะพิการทางสมอง
    - โรคของมารดา เช่น เบาหวาน(เกิดพิการของระบบหลอดเลือดและหัวใจ กระดูกก้นกบและกระดูกขา) มีไข้สูงในช่วงตั้งครรภ์ในสัปดาห์แรก ทำให้ทารกไม่มีเนื้อสมอง ตาเล็ก
    - ยาและสารเคมี ที่สำคัญได้แก่ ฮอร์โมน ยาปฏิชีวนะ ยาแก้ชัก ยากล่อมประสาท บุหรี่/นิโคติน(การพัฒนาของทารกในครรภ์ช้า แท้ง คลอดก่อนกำหนด ตัวเล็ก) แอลกอฮอล์ ปรอท
    ปัจจัยเกื้อหนุนและมีอิทธิพลในการทำให้เกิดลูกวิรูป
    o อายุตัวอ่อนหรือทารกในครรภ์ขณะได้รับสารก่อลูกวิรูป
    o ลักษณะยีนของตัวอ่อนและแม่
    o ความสามารถของแม่และตัวอ่อนในการกำจัดสารพิษ
    กลไกการป้องกันร่างกายด้วยภูมิคุ้มกัน
    1) ปฏิกริยาของสิ่งแปลกปลอมต่อระบบภูมิคุ้มกัน จากสารเคมีในสิ่งแวดล้อมหรือจากยาที่ได้รับ
    o มีการกดภูมิคุ้มกันของร่างกาย
    o ร่างกายไม่สามารถควบคุมการเพิ่มจำนวนของเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน
    o เกิดการเปลี่ยนแปลงของกลไกการป้องกันของร่างกายที่มีต่อเชื้อโรคหรือมะเร็ง
    o เกิดภาวะภูมิแพ้หรือโรคต่อต้านภูมิคุ้มกันตนเอง
    2) เซลล์ของระบบภูมิคุ้มกัน โดยมีเซลล์ลิมโฟไซท์(เซลล์เม็ดเลือดขาว)ทำหน้าที่หลักในการสร้างภูมิคุ้มกันโดยตรง ส่วนเซลล์อื่นๆจะช่วยเสริมและกำจัดสิ่งแปลกปลอม(ได้แก่ เซลล์โมโนไซท์ แมโกเฟจ ) เซลล์เหล่านี้ส่วนใหญ่จะอยู่ในเนื้อเยื่อน้ำเหลืองและไขกระดูก
    3) กลไกการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน
    แอนติเจน คือสารที่สามรถกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันโดยชักนำให้สร้างแอนตี้บอดี้
    การจดจำแอนติเจน คือการที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจำแนกได้ว่าสารที่อยู่ในร่างกายเป็นของตัวเองหรือสิ่งแปลกปลอมเข้ามา ถ้าเป็นสิ่งแปลกปลอมเข้ามาก็จะกำจัดออกอย่างรวดเร็วโดยกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายทำงานและจดจำไว้
    หน้าที่ของภูมิคุ้มกันชนิดแอนตีบอดี
    o กำจัดเชื้อไวรัสและป้องกันการทำลายของไวรัสที่เซลล์เป้าหมาย
    o ช่วยกำจัดสิ่งแปลกปลอม โดยการเคลือบและจับกิน
    o ทำให้เกิดพิษต่อเซลล์เป้าหมายและจะเกิดการหลั่งสารออกจากเม็ดเลือดขาวมาทำลายเซลล์เป้าหมายนั้น
    o ทำให้เซลล์เชื้อโรคแตกสลายในลักษณะต่อเนื่องเป็นปฏิกริยาลูกโซ่
    สารเคมีที่เป็นพิษต่อภูมิคุ้มกัน
    1) สารเคมีที่ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้
    ภาวะภูมิไวเกิน เช่น หอบหืด มักพบมากในผู้ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม ที่มีการใช้สาร โทลูอีน โรงงานทำผงซักฟอก โรงงานทำพลาสติกและเรซิน โรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ(ฟอร์มาดีไฮด์) สีทาบ้าน เฟอร์นิเจอร์ หมึกพิมพ์ กระดาษปอนด์ เครื่องสำอางค์
    2) สารเคมีที่ไปกดการสร้างภูมิคุ้มกัน
    เบนซีน ทำให้ปริมาณเม็ดเลือดขาวต่ำ ปริมาณไขกระดูกลดลง กระดูกถูกทำลายบางส่วน เกร็ดเลือดลดลง
    สารอะโรแมติกไฮโดรคาร์บอน เป็นสารก่อมะเร็ง ก่อให้เกิดลูกวิรูป เป็นพิษต่อระบบประสาทและระบบสร้างภูมิคุ้มกัน
    สารกำจัดแมลง มีพิษต่อระบบภูมิคุ้มกัน กดการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน
    มลภาวะในอากาศ ก๊าซโอโซนทำให้ความต้านทานต่อแบตทีเรียลดลง ไนโตรเจนไดออกไซด์ไปกดการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน โลหะปนเปื้อนในอากาศ


    บทที่ 4 การกำหนดมาตรฐานสารเคมี


    วัตถุประสงค์ของการกำหนดมาตรฐานสารเคมี คือ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการควบคุมป้องกันอันตรายต่อสุขภาพจากการสัมผัสสารเคมี
    วัตถุประสงค์ของการศึกษาทางระบาดวิทยา คือ เพื่อเป็นข้อมูลในการหาสาเหตุของโรค วางมาตรการในการป้องกันและควบคุมโรค และใช้ในการศึกษาการได้รับสารเคมีและการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม
    มาตรฐานสารเคมี คือ ปริมาณความเข้มข้นของสารเคมีต่างๆในภาวะนั้นซึ่งเป็นที่ยอมรับว่า ผู้ปฏิบัติงานเกือบทุกคน สนามารถที่จะทำงานได้ภายใต้ความเข้มข้นของสารที่ระดับนี้ตลอดเวลา วันละ 8 ชม.ตลอดชีวิตการทำงานโดยจะไม่มีอันตรายใดใดต่อสุขภาพของผู้ทำงาน
    หลักการกำหนดมาตรฐานสารเคมี ไม่เป็นค่ามาตรฐานสิ้นสุดตายตัว มีการปรับปรุงเพิ่มเติมได้
    1) การศึกษาทางวิทยาการระบาด ใช้ในการหาสาเหตุของโรค ธรรมชาติของโรค การระบาด การเฝ้าระวัง การวางมาตรการการป้องกัน
    และควบคุมโรค การได้รับสารเคมีและการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม โดยคำนึงถึงความถี่ในการเกิด กลุ่มบุคคลที่มีความเสี่ยง
    ความสัมพันธ์ของการได้รับสารกับการเกิดโรค
    2) การศึกษาทางพิษวิทยาในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม(สัตว์ทดลอง) เป็นการประเมินความเสี่ยงหรืออันตรายจากสารพิษที่อาจมีต่อคนในระยะสั้นและระยะยาวต่ออวัยวะต่างๆ
    3) การศึกษาในทางพิษวิทยาในสัตว์ชั้นต่ำ ศึกษาความสามารถของสารเคมีที่มีผลต่อยีนหรือลักษณะพันธุกรรมที่อาจเปลี่ยนไป
    4) การศึกษาการเป็นพิษต่อการถ่ายทอดพันธุกรรม ต้องใช้ข้อมูลจากข้อ3มาประกอบการศึกษาในสัตว์ทดลอง
    5) การเปรียบเทียบทางโครงสร้างเคมี หรือโครงสร้างหลักที่เป็นตัวกำหนดคุณสมบัติของสารเคมีนั้นๆเพื่อช่วยในการประเมินความเป็น
    พิษและลักษณะการเกิดพิษได้อย่างคร่าวๆ
    ค่ามาตรฐานกำหนดต้องไม่สูงเกินไปเพื่อความปลอดภัยของผู้ทำงานและไม่ต่ำเกินไปจนประเมินค่าจากเครื่องมือวัดไม่ได้ ข้อมูลที่ดีที่สุดคือจากประสบการณ์ จากการทดลองในคนและสัตว์ ข้อมูลต้องมีปริมาณและหลากหลายเพียงพอและจะแตกต่างกันแต่ละเคมี
    หลักการพิษวิทยาการทดลองในสัตว์เพื่อกำหนดมาตรฐานสารเคมี
    1) การทดสอบหาผลข้างเคียงของสารเคมีที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น การศึกษาการแพ้เครื่องสำอาง ผลข้างเคียงของยารักษาโรค
    2) การทดสอบความเป็นพิษของสารเคมีในปริมาณสูงในสัตว์ทดลอง
    o การตายอย่างเฉียบพลัน เป็นการศึกษาความเป็นพิษขั้นต้นสำหรับสารเคมีตัวใหม่ๆ โดยให้สัตว์ทดลองตายครึ่งหนึ่ง LD50 จะทดสอบกับสัตว์เพศผู้-เมียเป็นเวลา 14 วันหลังได้รับสารเคมีครั้งเดียว เพื่อดูความเป็นพิษ(เป็นตัวบ่งบอกความรุนแรงและการแสดงออกของสารพิษ) การเกิดโรค และเป็นแนวทางในการกำหนดปริมาณการใช้สารเคมี
    o การระคายเคือง ทดสอบกับผิวหนังกระต่ายที่โกนขนออก และสังเกตอาการผื่นบวมหลังจาก 4 ชม.
    o การทำให้เกิดอาการแพ้พิษ โดยฉีดสารเคมีเข้าในผิวหนังหนูตะเภาสัปดาห์ละ 3 ครั้งเป็นเวลา 3 สัปดาห์เพื่อดูความรุนแรงของสารในการเสริมความสามารถในการทำให้เกิดการระคายเคือง
    o การเป็นพิษอย่างกึ่งเฉียบพลัน
    o การเป็นพิษอย่างกึ่งเรื้อรัง ใช้สัตว์ทดลอง2ชนิด ให้กินสารเคมีเป็นเวลา 90 วัน และติดตามอัตราการตาย การเปลี่นแปลงต่างๆ
    o การเป็นพิษอย่างเรื้อรัง ถ้าเป็นสารปฏิชีวนะใช้เป็นยาและได้รับเวลาสั้นๆจะใช้เวลาทดสอบ 6 เดือน ถ้าเป็นสารใช้ปรุงแต่งอาหารหรือใช้กินเป็นเวลานาน จะใช้เวลาชั่วชีวิตของสัตว์ทดลองเช่น 2 ปี(หาการก่อเกิดเป็นมะเร็ง)
    o การพิการแต่กำเนิด
    o การกลายพันธุ์ ศึกษากับแบคทีเรียตะกูลซัลโมเนลลาเพื่อดูความเปลี่ยนแปลงในการสร้างกรดอะมิโน
    ปัจจัยต่างๆที่ต้องคำนึงถึงในการออกแบบทดสอบสารพิษในสัตว์ทดลอง เพื่อใช้อ้างอิงในการกำหนดมาตรฐาน
    1) ปัจจัยที่เกี่ยวกับสารพิษ
    o ส่วนประกอบทางเคมี เมื่อให้รวมกับอาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรด/ด่าง อาจมีผลต่อการแตกตัวของสารพิษซึ่งมีผลต่อการดูดซึมเข้าร่างกาย ถ้าแตกตัวมากจะดูดซึมได้ช้า
    o ลักษณะทางฟิสิกส์ ขนาดโมเลกุล จำนวน โครงสร้าง โมเลกุลเล็กดูดซึมได้ดี
    o ความบริสุทธิ์ของสาร เพื่อดูว่าถ้ามีสารใดเจือปนจะเป็นตัวไปทำให้เกิดปฏิกริยากับสารพิษจนเปลี่ยนแปลงโครงสร้างได้หรือไม่
    o ความคงทนและการเก็บรักษาสารพิษ ความสามารถในการเสื่อมสลาย อาจเกิดสารใหม่ที่เป็นตัวเพิ่ม/ลดหรือทำปฏิกริยากับสารเดิมจนเกิดความเปลี่ยนแปลงความเป็นพิษ การเก็บบางชนิดถูกแสงไม่ได้ บางชนิดถูกน้ำจะเสื่อม การเก็บจึงต้องคำนึงถึง แสงสว่าง อุณหภูมิ ความชื้น ปริมาณออกซิเจน
    o การละลายของสารพิษในของเหลวในร่างกาย ในเลือด น้ำเหลือง น้ำไขสันหลัง น้ำจากภายนอกเซลล์ น้ำในกระเพาะ ถ้าละลายได้ดีในน้ำจะกระจายได้ทั่วร่างกาย ถ้าละลายได้ดีในไขมันจะสะสมในเนื้อเยื่อไขมัน เช่น ดีดีที สารโลหะหนักจะสะสมที่กระดูกและฟัน
    o การเลือกพาหนะ ตัวทำละลายบางตัวจะทำให้ความเป็นพิษเปลี่ยนไป
    2) ปัจจัยที่เกี่ยวกับสภาวะการได้รับพิษ
    o ปริมาณ ความเข้มข้นของสารพิษที่ให้เข้าไป
    o ทางและวิธีการได้รับสารการฉีดจะดูดซึมเร็วกว่าเป็นพิษเร็วกว่าการกิน เนื่องจากการกินจะมีปัจจัยการดูดซึม เช่น ความเป็นกรด-ด่างในกระเพาะและลำไส้ทำให้ความเป็นพิษลดลง
    o ความถี่ในการให้ ให้บ่อยๆเร็วๆความเป็นพิษจะเพิ่มเนื่องจากดูดซึมเร็วขึ้น
    o ระยะเวลาในการให้ ควรให้เวลาเดิมตลอด ในช่วงแต่ละวันแต่ละฤดูกาลชีวเคมีในเลือดและน้ำย่อยในร่างกายจะเปลี่ยนแปลงตลอด
    3) ปัจจัยที่ตัวสัตว์ทดลอง
    o ชนิดและเผ่าพันธุ์ เช่น อัตราและรูปแบบการเมตาโบลิซึม การขับถ่ายสารพิษ การจับตัวกับโปรตีน การกระจายตัวในเนื้อเยื่อ
    o ภาวะทางพันธุกรรม เช่น ยีนและน้ำย่อยในร่างกาย
    o ภาวะทางภูมิคุ้มกัน ภูมิคุ้มกันและเม็ดเลือดขาวมีหน้าที่ต่อต้านแบคทีเรียมีผลต่อการได้รับทอกซินของแบคทีเรียต่างกัน
    o ภาวะทางโภชนาการ สารอาหารที่กินจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงน้ำย่อยที่คอยเปลี่ยนสารพิษหรือจับตัวสารพิษ
    o ภาวะทางฮอร์โมน เช่นภาวะตั้งท้องจะไวต่อสารพิษมากกว่าปกติ ทำให้เกิดอาการพิษเพิ่มขึ้น
    o เพศและอายุ มีระดับฮอร์โมนต่างกัน แต่ละเพศมีความสามารถในการเปลี่ยนปลงสารต่างกัน
    o ภาวะทางอารมณ์ เช่น ความหนาแน่นของพื้นที่เลี้ยงสัตว์ทดลอง
    4) ปัจจัยแวดล้อมภายนอก
    o ได้แก่ อุณหภูมิ ความกดดัน การฉายรังสี สารเคมีโดยรอบ สภาวะที่อยู่อาศัย
    ผลที่ได้จากการศึกษาทางพิษวิทยาในสัตว์ทดลอง
    o การทำให้สัตว์ทดลองตายลงครึ่งหนึ่งของกลุ่มทดสอบ
    o ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณสารเคมีกับการตอบสนอง
    o ระดับสารเคมีที่ไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย
    o ขอบเขตความปลอดภัย
    ประเภทสารเคมีที่เป็นพิษ
    ในการจำแนกแบ่งกลุ่มสารเคมีที่เป็นพิษอาจแบ่งเป็น 1. ตามลักษณะทางกายภาพ เช่น เป็นก๊าซ ไอ อนุภาค 2. แบ่งตามลักษณะตามส่วนประกอบของสารเคมีของสารพิษ 3. แบ่งตามลักษณะของปฏิกริยาของสารพิษที่มีผลต่อสรีรวิทยาของคน(ที่กำลังเรียน)
    ในบรรยากาศประกอบด้วย N2 78.09% , O2 20.95%, Ar 0.93% CO2 0.03% ถ้ามีก๊าซอื่นใดในบรรยากาศมากกว่าดังกล่าวจะถือว่าเป็นสารปนเปื้อน contaminants หรือสารมลพิษ pollutants

    สารเคมีที่เป็นพิษซึ่งจำแนกตามการก่อปฏิกริยาทางสรีรวิทยา
    1) ก่อให้เกิดการระคายเคือง เป็นพวกที่มีคุณสมบัติในการกัดกร่อนหรือทำให้ผิวหนังเป็นตุ่มพอง บวมแดง มีปัจจัยที่เพิ่มความรุนแรงของการระคายเคืองคือ ความเข้มข้นของสารเคมี รองมาคือระยะเวลาการสัมผัส
    o ก่อให้เกิดการระคายเคืองที่ทางเดินหายใจส่วนต้นเป็นส่วนใหญ่ เช่น อัลดีไฮด์ ฝุ่นและมิสต์ของพวกด่าง แอมโมเนีย กรดโครมิก ซัลเฟอร์ไดออกไซด์
    o ก่อให้เกิดการระคายเคืองที่ทางเดินหายใจส่วนต้นทั้งระบบและเนื้อเยื่อปอด เช่น โบรมีน คลอรีน ออกไซดืของคลอรีน
    o ก่อให้เกิดการระคายเคืองที่ท่อลมส่วนปลายและถุงลม เช่น อาร์เซนิก ไนโตรเจนไดออกไซด์ ฟอสจีน
    2) ก่อให้เกิดการขาดออกซิเจน ไปขัดขวางการออกซิเดชั่นทำให้เซลล์เนื้อเยื่อไม่สามารถหายใจได้
    สารเคมีที่ทำให้ขาดออกซิเจนเล็กน้อย เช่น ก๊าซเฉื่อยต่างๆ ทำให้ปริมาณออกซิเจนเจือจาง เช่น CO2, H2, N2, มีเทน อีเลียม ไนตรัสออกไซด์
    สารเคมีที่ทำให้ขาดออกซิเจนอย่างรุนแรง เช่น ไฮโดรเจน ไซยาไนต์ ไนโตร จะขัดขวางการออกซิเดชั่นของเนื้อเยื่อโดยรวมตัวกับสารเร่งภายใน , CO จะรวมกับฮีโมโกบิล , ไฮโดรเจนซัลไฟด์ ทำให้ระบบหายใจไม่ทำงาน , อนิลีน โทลูอิดีน ไนโตรเบนซิน(ไนไตร์) จะทำให้ฮีโมโกบิลไม่จับออกซิเจนเกิดความดันเลือดต่ำ หายใจลำบาก หรือหยุดหายใจ
    3) ทำให้หมดความรู้สึก หรือหมดสติโดยไม่ทำอันตรายต่อระบบ เพราะมีผลโดยตรงต่อระบบส่วนกลาง เช่น อะเซทิลีน ไฮโดรคาร์บอน โอเลฟิน อีเทอร์ พาราฟิน คีโตน แอลกอฮอล์ อีเทอร์
    4) ทำให้เกิดความเป็นพิษต่อระบบของร่างกาย
    o สารโลหะอนินทรีย์ เป็นพิษต่ออวัยวะเป้าหมาย เช่น สารประกอบสารหนู ฟอสฟอรัส กำมะถัน ฟลูออไรด์
    o สารโลหะที่เป็นพิษต่ออวัยวะเป้าหมาย เช่น ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม แมงกานีส
    o สารที่พิษต่อประสาท เช่น คาร์บอนด์ซัลไฟต์ แอลกอฮอล์
    o สารที่ทำลายระบบสร้างโลหิต เช่น เบนซีน โทลูอีน ไซลีน และแนฟทาลีน
    o สารที่ทำให้บาดเจ็บหรือเกิดการทำลายอวัยวะภายใน เช่น ฮาโลจีเนตเต็ดไฮโดรคาร์บอน
    5) อนุภาคต่างๆที่ทำให้เกิดความเป็นพิษที่ระบบต่างๆ
    o ฝุ่นที่ทำให้เกิดผังผืด เช่น ฝุ่นซิลิกา แอสเบสทอส
    o ฝุ่นเฉื่อย เช่น คาร์บอน
    o ฝุ่นที่ทำให้เกิดการแพ้ เช่น ละอองเกสรดอกไม้ ยางไม้
    o พวกระคายเคืองทั่วไป เช่น กรด ด่าง ฟลูออไรด์
    o แบคทีเรีบและจุลชีพต่างๆ
    หน่วยที่ใช้วัดสารเคมี
    1) ความเข้มข้นของสารเคมีในรูปของปริมาณของสารเคมีต่อปริมาณของตัวทำละลายหรืออากาศ นิยมใช้วัดความเข้มข้นของก๊าซหรือไอสารเคมี มีหน่วยเป็น ปริมาตรต่อปริมาตร v/v หน่วย ppm ( = ปริมาตรสารปนเปื้อน*106 / ปริมาตรทั้งหมด หรือ = ส่วนของสารปนเปื้อน / ล้านส่วนของอากาศ)
    2) ความเข้มข้นของสารเคมีในรูปของสารเคมีต่อปริมาตรของตัวทำละลายหรืออากาศ มีหน่วยคือ น้ำหนักต่อปริมาตร w/v ได้แก่ mg/m3 ใช้วัดความเข้มข้นของฝุ่น ฟูม ละออง ของสารเคมี (นน.เป็นมิลลิกรัมของสารนั้น / ลบม. ของอากาศ)
    3) ความเข้มข้นเป็นจำนวนอนุภาคต่อปริมาตรของตัวทำละลาย mppcf , million particles per cubic foot of air (ล้านอนุภาคของฝุ่น / ลบ.ฟ ของอากาศ )
    การกำหนดมาตรฐานสารเคมีที่ใช้ในประเทศไทย
    1) ค่ามาตรฐานสารเคมีและค่าดัชนีสารพิษในอากาศ จะใช้ค่า
    o ค่ามาตรฐานเฉลี่ยตลอดระยะเวลาทำงานที่สัมผัสกับสารเคมีเป็นเวลา 8 ชม.ต่อวันหรือ 40 ชม.ต่อสัปดาห์ตลอดชีวิตการทำงาน (The time weight average : TWA) เป็นสารเคมี 72 ชนิดจำพวก สารกำจัดแมลงศัตรูพืช กรด ก๊าซอันตรายต่างๆ เช่น CO = 50 ppm. การเก็บตัวอย่างสารในอากาศจะเก็บที่บริเวณทำงานที่ตำแหน่งระดับของการหายใจ ค่าTWAนี้จะอยู่ในประกาศของกระทรวงมหาดไทย เรื่องความปลอดภัยเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) ตามตารางที่ 1 และตามตารางที่ 4 สำหรับสารที่เป็นฝุ่นแร่และเส้นใยแร่
    TWA = ((ระยะเวลาที่สัมผัสสาร A x ความข้มข้นของสารA) + (ระยะเวลาที่สัมผัสสาร B x ความข้มข้นของสารB) + ....)
    ตลอดระยะเวลาที่ทำงานทั้งหมด
    o ค่ามาตรฐานระดับเพดานของสารเคมี คือค่ามาตรฐานสูงสุดของสารเคมีในบรรยากาศทำงาน ณ.เวลาใดเวลาหนี่งจะสูงเกินนี้ไม่ได้ (Threshold limit value – ceiling : TLV-C) เป็นสารเคมีพวกก่อการระคายเคืองเป็นพิษอย่างรุนแรงทันที มี 24 ชนิด เช่น คลอโรฟอร์ม มีค่า TLV-C = 50 ppm. หรือ 240 mg/m3 ค่า TLV-C นี้จะอยู่ในประกาศของกระทรวงมหาดไทย เรื่องความปลอดภัยเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) ตามตารางที่ 2
    o ค่ามาตรฐานสารเคมีในระยะเวลาอันสั้น (Threshold limit – short term exposure limit : TLV-STEL) หรือมาตรฐานฉุกเฉินเกี่ยวกับการได้รับหรือสัมผัสสารเคมี (Emegency exposure limit : EEL) เป็นการสัมผัสสารเคมีสั้นๆเพียงครั้งเดียวโดยใช้ค่า TLV ที่ค่ามาตรฐานกำหนดไว้สูงสุดโดยไม่ก่อเกิดอาการต่างๆดังนี้
    1. เกิดการระคายเคืองอย่างรุนแรง 2. เกิดการทำลายหรือเปลี่ยนแปลงเนื้อเยื่ออย่างเรื้อรัง 3. เกิดการตายของเนื้อเยื่อหรือบาดเจ็บทำให้อวัยวะต่างๆมีประสิทธิภาพการทำงานลดลง
    เช่น การสัมผัสกับสารเบนซิน มีค่า TWA = 10 ppm. หรือมีค่า TLV-C = 25 ppm. หรือ มีค่า STEL = 50 ppm.ภายใน10นาที ( การสัมผัสสารสูงสุดนานไม่เกิน 15 นาที หรือ ไม่ควรสัมผัสซ้ำเกินกว่า 4 ครั้งต่อวัน) ค่านี้จะอยู่ในประกาศของกระทรวงมหาดไทย เรื่องความปลอดภัยเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) ตามตารางที่ 3
    สมาคมนักสุขศาสตร์อุตสาหกรรมภาครัฐบาล American Conference of Govermental Industrial Hygienists : ACGIH
    2) ค่าดัชนีสารพิษในตัวอย่างชีวภาพ (Boilogical exposure indicies : BEI) เป็นการวัดการตอบสนองทางชีวะที่มีต่อสารเคมีหรือผลเปลี่ยนแปลงของอวัยวะในร่างกายที่เกิดจากการได้รับสารเคมี
    o การวัดการตอบสนองจากผู้ปฏิบัติงานแต่ละคน
    o การวัดการได้รับสารเคมีโดยรวมของผู้ปฏิบัติงานแต่ละคน


    บทที่ 5 การตรวจหาสารเคมีและดัชนีอันตราย


    วิธีมาตรฐานของการตรวจวิเคราะห์สารเคมีพิษ มีมากกว่า 200 วิธีในคู่มือของ NOISH Manual of Analytical Methods
    หลักการตรวจและวิเคราะห์สารตัวอย่างชีวภาพ ต้องระบุรายละเอียดของ
    1) วิธีการตรวจวิเคราะห์ เช่น ภาวะที่เหมาะสมในการสกัดตัวอย่าง วิธีที่ใช้ในการสกัด
    2) พิสัยและความไวของวิธีที่ใช้ ของวิธีการทางเคมีและของเครื่องมือ เช่น พิสันวิเคราะห์ความเข้มข้นตะกั่วในเลือดช่วง1-20มก./มล ความไวเท่ากับ 5 แต่ถ้าน้อยกว่า1หรือมากกว่า20 นำมาตรวจและวิเคราะห์ด้วยวิธีนี้จะให้ผลที่ไม่ถูกต้อง
    3) สารที่รบกวนการวิเคราะห์
    4) ความเที่ยงตรงและความแม่นยำ ของเครื่องมือที่ใช้เพื่อให้ทราบถึงความน่าเชื่อถือ
    5) ข้อดีและข้อเสียของวิธีการ เช่น ง่าย สะดวก แม่นยำสูง ราคาแพง ใช้เวลานาน
    6) เครื่องมือที่ใช้ เช่น รุ่น ชนิด คุณสมบัติ
    7) สารเคมีที่ใช้ เช่น ชื่อ ความบริสุทธิ์ ความเข้มข้น วิธีเตรียม
    8) ขั้นตอนในการเก็บและวิเคราะห์ ให้ระบุ วิธีทำความสะอาดอุปกรณ์ต่างๆ อุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บและวิธีขนส่งตัวอย่าง การจัดเตรียมตัวอย่าง( ต้องมีรายละเอียดต่างๆครบ เช่น ชื่อสกุลและข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลเจ็บป่วย ลักษณะการทำงาน อาการผิดปกติ ปริมาณตัวอย่าง วันเวลาเก็บ ชื่อผู้เก็บ)
    9) การจัดเตรียมสารละลายมาตรฐานและการเตรียมกราฟมาตรฐาน
    10) การคำนวณ เช่น บอกวิธี สูตร หน่วย
    ปัจจัยที่มีผลต่อการวิเคราะห์ตัวอย่างชีวภาพ
    1) ความผิดพลาดที่เกิดจากเครื่องมือ
    o กระแสไฟฟ้าไม่คงที่
    o ไฟฟ้าไหลไม่สะดวกเนื่องจากต่ออุปกรณ์ไม่แน่น
    o มีการปนเปื้อนส่วนต่างๆในเครื่องมือ
    o เครื่องมืออยู่ในสภาวะการทำงานที่ไม่ดี เช่น ใช้วัสดุไม่เหมาะสม มีอัตราการไหลมากเกินไป มีการรั่ว
    o ตัวอย่างวิเคราะห์อยู่ในช่วงที่เครื่องตรวจวัดได้ไม่แม่นยำ เช่น มีความเข้มข้นต่ำกว่าที่เครื่องมือจะวัดได้แม่นยำ
    2) ความผิดพลาดที่เกิดจากวิธีการ
    o การเก็บและขนส่งตัวอย่างไม่เหมาะสม ทำให้ความเข้มข้นหรือองค์ประกอบของตัวอย่างเปลี่ยนไป นำส่งช้า ความเย็นไม่พอ
    o การทำความสะอาดเครื่องมือและอุปกรณ์ไม่ถูกต้อง เกิดการปนเปื้อนจากภายนอกหรือจากเครื่องมือ อุปกรณ์
    o การมีสารรบกวนการวิเคราะห์ เช่น ต้องการวิเคราะห์ปรอทในปัสสาวะต้องกำจัดสารรบกวนพวก ตะกั่ว ทองแดงออกก่อน
    o การปรับcalibrateไม่ถูกต้อง ต้องเตรียมสารละลายมาตรฐานที่ทราบความเข้มข้นที่แน่นอน
    3) ความผิดพลาดที่เกิดจากบุคคล
    o เตรียมสารเคมีผิดพลาด เช่น ชั่งน้ำหนักผิด ผสมไม่ทั่ว ละลายไม่หมด ปรับpHผิด
    o การวิเคราะห์ผิดพลาด เช่น คำนวณผิด อ่านค่าจากเครื่องมือผิด
    o ความผิดพลาดจากเทคนิคต่างๆ เช่น การเจือจาง การไตเตรท การสกัด การย่อยสลาย
    หลักหลักการเก็บตัวอย่างชีวภาพเพื่อตรวจหาสารเคมี
    1) หลักการเก็บตัวอย่างเลือด
    o ตำแหน่งที่เก็บตัวอย่างเลือด จาก 1.เส้นเลือดฝอย 2.เส้นเลือดดำ(**ใช้เก็บเป็นส่วนใหญ่ ต้องมัดดคนแขนเพื่อทำให้เลือดคั่งและต้องใส่สารกันการจับตัวเป็นก้อน) และ 3.เส้นเลือดแดง
    o เวลาที่เก็บตัวอย่างเลือด ต้องเหมาะสมกับสิ่งที่ต้องการตรวจบางชนิดเก็บได้ตลอดเวลาเช่น แคดเมียม , บางชนิดต้องเก็บทันที่หลังเลิกงาน เช่น คาร์บอกซีฮีโมโกบิลในเลือด , บางอย่างต้องเก็บหลังการสัมผัส1เดือน เช่น ซิงค์โปรโตพอร์ไพริน
    o ปริมาณตัวอย่างเลือดที่เก็บ ขึ้นกับวิธีและจำนวนสารเคมีที่จะวิเคราะห์ เช่น วิเคราะห์โลหะทั่วไป2-5ชนิดเก็บ 10-20 ลบ.ซม., วิเคราะห์โลหะทั่วไป1ชนิดเก็บ 5 ลบ.ซม. , วิเคราะห์ปรอทเก็บ 2-5 ลบ.ซม.,
    o วิธีการเก็บรักษาตัวอย่างเลือด ให้ปิดหลอด-แช่เย็นและนำส่งทันที , ถ้าหาระดับพลาสมาและฮีโมโกบิลให้แยกพลาสมาทันทีหลังเก็บตัวอย่าง , ถ้าหาเกล็ดเลือด อัตราตกตะกอนและระยะเวลาแข็งตัว ไม่ควรเก็บนานเกิน 2 ชม.
    เลือกชนิดของสารป้องกันการแข็งตัวของเลือด(เฮปาริน , EDTA , ออกซาเลท , ซิเตรท)ให้ถูกต้องและปริมาณเหมาะสมเพื่อป้องกันการรบกวนการวิเคราะห์
    o ฉลาก ชื่อสกุลเจ้าของ สารที่ต้องวิเคราะห์ ชนิดตัวอย่าง ปริมาณ วันเวลาที่เก็บ ชื่อผู้เก็บ หน่วยงานที่ส่ง
    2) หลักการเก็บตัวอย่างปัสสาวะ **เป็นวิธีการกำจัดสารเคมีออกจากร่างกายมากที่สุด
    o เวลาที่เก็บตัวอย่างปัสสาวะ 1.เก็บจากการสุ่ม จะเก็บช่วงกลางปัสสาวะมัก เก็บช่วงสายๆ มีการเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นน้อย 2.เก็บตลอด 24 ชม. 3.เก็บแบบอื่นๆ ให้เหมาะสมกับสารเคมีที่จะวิเคราะห์
    o ภาชนะที่ใช้เก็บตัวอย่างปัสสาวะ ภาชนะพลาสติกที่ผ่านการฆ่าเชื้อ มีฝาปิด บอกปริมาณ ชื่อเจ้าของ-ผู้เก็บ วันเดือนปีที่เก็บ
    o วิธีรักษาตัวอย่างปัสสาวะ เช่น 1. เก็บในตู้เย็น 5 ซ0 เก็บได้นาน 8 ชม. 2. ใส่สารกันเสีย (ฟอร์มาลีน40%เป็นสารกันเสียที่ดี โทลูอีน กรดเกลือเข้มข้น ไทมอล อื่นๆ )เหมาะสำหรับขนส่งทางไกล ไม่เหมาะกับการตรวจกรด-ด่าง จุลินทรีย์ เซลล์
    3) หลักการเก็บตัวอย่างชีวภาพอื่นๆ เช่น น้ำนม ไขมัน เส้นผม เล็บ
    วิธีการวิเคราะห์สารเคมีที่สกัดออกมา(การแยกสารเคมีออกจากเลือดหรือปัสสาวะ โดยใส่กรดไนตริกลงไป สารอินทรีย์คือเลือดหรือปัสสาวะจะถูกทำลาย ส่วนสารเคมีที่ต้องการวิเคราะห์จะกลายเป็นเถ้า และทำเถ้าให้เป็นสารละลายโดยการละลายในกรดเจือจาง จากนั้นสกัดสารเคมีที่ต้องการวิเคราะห์ออกมาโดยใส่สารเคมีที่เหมาะสมและปรับสภาวะให้เหมาะสม
    1) การวิเคราะห์สารเคมีที่สกัดออกจากตัวอย่างชีวภาพ
    o สเปคโตรโฟโตมิเตอร์ สารชีวภาพมีสีและความเข้มของสีเป็นสัดส่วนโดยตรงกับความเข้มของสารนั้น ใช้หลักการดูดกลืนความเข้มของแสงที่สารสามารถดูดกลืนได้ไปเปรียบเทียบกับค่าการดูดกลืนของสารนั้นที่ความเข้มข้นต่างๆ
    o อะตอมมิคแอบซอบชั่นสเปคโตรโฟโตมิเตอร์(A.A.) ใช้วิเคราะห์โลหะที่มีความเข้มข้นต่ำ เช่น ตะกั่ว ปรอท โครเมียม แคลเซียม ใช้หลักการดูดกลืนแสงที่มีความยาวคลื่นเฉพาะหนึ่งๆของอะตอมที่ระดับพลังงานปกติและพลังงานนั้นจะไปอยู่ในระดับที่พลังงานสูงขึ้นและการดูดกลืนเป็นสัดส่วนกับความเข้มข้นของอะตอมและนำไปคำนวณหาความเข้มข้นของสาร
    o ก๊าซโครมาโตกราฟฟี(G.C.) ใช้วิเคราะห์สารที่ระเหยเป็นก๊าซได้เกือบทุกชนิด โดยการทำให้ระเหยเพื่อแยกสารผสมออกจากกันที่สารดูดซับ สารที่ไม่ถูกดูดซับจะเคลื่อนออกไปพร้อมกับสารละลาย ทำให้แยกสารผสมออกเป็นส่วนๆได้และแต่ละส่วนจะผ่านอุปกรณ์วัดวิเคราะห์ ปริมาณ คุณภาพเพื่อเปรียบเทียบกับมาตรฐาน
    o ไฮ-เปอร์ฟอร์แมนซ์ ลิควิด โครโมโตกราฟฟี(HPLC) ใช้วิเคราะห์สารเคมีได้เกือบทุกชนิด โดยที่ G.C.และ HPLC จะมีอุณหภูมิไม่ต่างกัน
    การเก็บสารตัวอย่างชีวภาพตามมาตรฐานของ ACGIH ต้องระบุ
    ชื่อสารเคมีที่สัมผัส , ชื่อสารเคมีที่ต้องการวิเคราะห์จากตัวอย่างชีวภาพ , ชนิดของตัวอย่างที่เก็บ , เวลาที่เก็บตัวอย่าง , ข้อมูลเพิ่มเติมอื่นๆ
    ตัวอย่าง ใช้เลือด เพื่อตรวจหาสารตะกั่วหรือก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ที่ตอบสนองได้ดีต่อเม็ดเลือด หรือปรอท ซึ่งตรวจสอบได้ดีในปัสสาวะ หรือ ตรวจสอบระบบทางเดินหายใจ ซึ่งตอบสนองได้ดีต่อแอสเบสตอส
    วิธีวิเคราะห์และเทียบผลกับดัชนีทางชีวภาพ
    o กลุ่มสารเคมีที่เป็นของแข็งหรือของเหลว เช่น กลุ่มอนินทรีย์และอินทรีย์โลหะ กลุ่มอะโรเมติกไฮโดรคาร์บอน กลุ่มเอไมด์ กลุ่มแอลกอฮอล์ จะตรวจพบได้ที่ปัสสาวะ ส่วนกลุ่มอะมิโนจะตรวจพบได้ที่เลือดเพราะทำปฏิกริยากับเลือดโดยตรง
    o กลุ่มสารกำจัดศัตรูพืช พวกออร์แกนโนฟอสฟอรัส ถูกดูดซึมเข้าร่างกายและทำปฏิกริยากับร่างกาย สามารถวัดระดับเอนไซม์โคลีนเอสเตอเรส ได้ในเม็ดเลือดแดงหรือพลาสมา พวกออร์แกนโนคลอรีน ตรวจพบได้ในปัสสาวะเพราะมีโครงสร้างที่คงตัว
    o กลุ่มก๊าซ ตรวจพบได้ที่ปัสสาวะ
    ข้อควรคำนึงในการวิเคราะห์ทางอากาศและเทียบผลกับดัชนีทางชีวภาพ
    1) ปัจจัยสำคัญที่อาจทำให้ผลขัดแย้งกัน
    o สรีรวิทยาและสุขภาพของผู้ทำงาน เช่น อายุ เพศ อาชีพ การตั้งครรภ์ การเจ็บป่วย รูปร่าง ภาวะโภชนาการ การทำงานของน้ำย่อย องค์ประกอบของของเหลวในร่างกาย
    o การสัมผัสสารเคมี เช่น การทำงานหนักทางกายภาพ ความไม่สม่ำเสมอในการสัมผัสเคมี อุณหภูมิความชื้น การได้รับสารเคมีอื่นพร้อมกัน
    o สิ่งแวดล้อม มลพิษมนชุมชน สิ่งปนเปื้อนในน้ำ อาหาร
    o การดำเนินชีวิตของแต่ละคน เช่น นิสัยการทำงาน การทานอาหาร การสูบบุหรี่ กินเหล้า กิจกรรมหลังเลิกงาน การออกกำลังกาย การสัมผัสเคมีจากงานอดิเรก-ผลิตภัณฑ์ในบ้าน-ที่ทำงาน สุขอนามัยส่วนบุคคล
    o ความผิดพลาดจาการเก็บ และวิเคราะห์ตัวอย่าง เช่น การปนเปื้อน การเสื่อมสภาพ การเก็บรักษา การวิเคราะห์ วิธีวิเคราะห์
    2) เวลาที่เก็บตัวอย่าง การระบุเวลาต้องสอดคล้องกับการสัมผัสสารเคมี เนื่องจากมีการกระจายของสารเคมีและกำจัดออกโดยการเผาผลาญ(metabolite) ในร่างกายตลอดเวลา
    o สารเคมีที่ต้องการวิเคราะห์ที่ไม่สะสมในร่างกาย จะถูกกำจัดออกได้เร็ว ในช่วง half time ครึ่งชีวิตของสารซึ่งน้อยกว่า 5 ชม. ต้องระบุ “ก่อนทำงาน” = ไม่ได้สัมผัสเคมีเป็นเวลา 16 ชม. และ “ระหว่างทำงาน หรือเลิกงาน” = หลังสัมผัสเคมีป็นเวลา 2 ชม.
    o สารเคมีที่ต้องการวิเคราะห์ที่มีการสะสม จะถูกกำจัดออกจากร่างกาย ในช่วง half time ครึ่งชีวิตของสารซึ่งมากกว่า 5 ชม.ต้องระบุ “เมื่อเริ่มสัปดาห์ของการทำงาน” และ “เมื่อสิ้นสุดสัปดาห์ของการทำงาน” ซึ่งหมายถึง ไม่ได้สัมผัสเคมีเป็นเวลา 2 วันหลังจากทำงาน นั่นคือ มีการสัมผัสสารเคมีติดต่อกัน 4-5 วันในวันที่ทำงาน
    o สารเคมีทีต้องการวิเคราะห์ที่มีช่วงเวลาครึ่งชีวิตของการกำจัดนานมาก สะสมป็นปีหรือตลอดชีวิต หลังสัมผัส 2 ชม.การวิเคราะห์แบบนี้ต้องระบุว่า “ตลอดเวลา”
    3) ชนิดของตัวอย่างที่เก็บ
    o ปัสสาวะ
    o ลมหายใจออก
    o เลือด ส่วน ผมและเล็บทาง ACGIH ไม่แนะนำ
    เครื่องมือที่ใช้วิคราะห์หาสารพิษ
    1) ก๊าซโครมาโตกราฟฟี (G.C. มี 2 แบบคือแบบ G.S.C. หรือแบบ G.L.C. ซึ่ง S = solid L = liquid)
    หลักการทำงานคือ ให้สารผสมระเหยกลายเป็นก๊าซก่อน แล้วเคลื่อนที่ผ่านตัวแยกที่อยู่กับที่ที่เป็นของเหลวหรือของแข็ง เนื่องจากสารแต่ละชนิดจะดูดซับกับตัวแยกด้วยความแรงที่แตกต่างกัน ทำให้สารแต่ละชนิดเคลื่อนที่ออกจากคอลัมน์ด้วยเวลาที่ต่างกัน เป็นการแยกสารผสมออกจากกัน
    อุปกรณ์ 1. ก๊าซสำหรับหรับพาสารตัวอย่างเข้าคอลัมน์ carrier gas 2.บริเวณที่ฉีดสารตัวอย่าง injection sample (ต้องมีอุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิ) 3. Column ที่อยู่ในเตาอบ 4. detector 5. recorder 6.กราฟ chromatogram
    2) อะตอมมิคแอบซอบชั่นสเปคโตรโฟโตมิเตอร์
    หลักการทำงาน คือ ให้ความร้อนทำให้สารเคมีอยู่ในรูปของอะตอมอิสระ จะดูดกลืนแสงที่ความยาวคลื่นหนึ่งโดยเฉพาะ(จากอุปกรณ์ที่ให้ความยาวคลื่นแสงต่างๆกัน) ปริมาณแสงที่ถูกดูดกลืนจะเป็นปฏิภาคโดยตรงกับความเข้มข้นของสารเคมีนั้น
    อุปกรณ์ 1. Hollow cathode lap เป็นแหล่งให้ลำแสงไปยังเปลวไฟ 2. Atomizing furnace ใช้ความร้อนจากก๊าซหรือไฟฟ้าทำให้แยกดมเลกุลเป็นอะตอมอิสระ 3. Mono-chromator เป็นตัวแยกความยาวคลื่นแสงของอะตอมออกจากลำแสงทั้งหมด 4. detector 5. การบันทึกข้อมูลจะเปลี่ยนกระแสไฟฟ้าเป็นสัดส่วนความเข้มข้นในรูปกราฟ (signal processor)
    3) ไฮ-เปอร์ฟอแมนซ์ ลิควิดโครมาโตกราฟฟี HPLC(เป็นแบบ liquid-liquid Chromatography : LLC)
    หลักการทำงาน คล้ายกับก๊าซโครมาโตกราฟฟี ต่างกันที่ตัวแยกเป็นของเหลว สารที่วิเคราะห์ก็ต้องเป็นของเหลว คอลัมน์มีขนาดเล็กกว่า และต้องใช้ความดัน ให้ผลเร็วกว่าก๊าซโครมาโตกราฟฟีเพราะไม่ต้องเตรียมสารให้อยู่ในรูปของสารระเหย
    อุปกรณ์ 1.ภาชนะเก็บของเหลว 2. filter 3. pump 4. pressure gauge 5. บริเวณฉีดสารตัวอย่าง (ต้องมีthermostatควบคุมอุณหภูมิ)6. column 7. detector 8.recorder
    การตอบสนองต่อสารพิษของอวัยวะ
    1) การตอบสนองของเม็ดเลือดแดง เกิดจากสารพิษพวกก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ คิดเป็น%ของคาร์บอกซีฮีโมโกบิลในเลือด
    2) การตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันต่อสารพิษที่กระทำต่อเซลล์โดยตรง มี 4 แบบ คือ 1. เกิดปฏิกริยาภูมิแพ้ทันที เช่น สารเพลทตินัมในโรงงานถลุงแร่ 2. เกิดการสลายตัวของเซลล์ เช่น เพนนิซิลิน 3. เกิดปฏิกริยาบวมแดงเฉพาะที่สัมผัสสาร เช่น ปรอท 4. เกิดปฏิกริยาภูมิแพ้ล่าช้า เช่น ฟอร์มาดีไฮด์
    3) การตอบสนองของตับ (เกิดจากสารพิษ เช่น แคดเมียม ไวนิลคลอไรด์) เป็นดัชนีวัดความเสี่ยงของร่างกายที่ดี โดยใช้ดัชนีค่าของซีรัม
    o SGOT serum glutamic oxaloacetic transaminase เป็นเอนไซม์ในเนื้อเยื่อของ หัวใจ ตับ ไต สมอง ม้าม ปอด กล้ามเนื้อ ซึ่งจะถูกขับถ่ายเข้าระบบหมุนเวียนในร่างกาย จะมีค่าเพิ่มทันที่ถ้าได้รับสารพิษภายใน 12 ชม. และจะอยู่ 5 วันจากนั้นจะลดลงจากการเผาผลาญของขบวนการ metabolism มักพบในคนที่เป็นโรคตับ เช่น ตับแข็ง ตับอักเสบ ระดับปกติในเลือดคือ 8 – 40 karman’s unit
    o SGPT serum glutamic pyruvic transaminase เป็นเอนไซม์ใน ตับ(มากสุด) ไต กล้ามเนื้อ หัวใจ จะบอกได้เฉพาะเจาะจงกว่าค่า SGOT เช่น หาตับอักเสบ ดีซ่าน ยาบางตัวที่มีพิษต่อตับ ระดับปกติในเลือดคือ 5 - 35 karman’s unit
    4) การตอบสนองของไต (เกิดจากสารเคมี เช่น แคดเมียม ปรอท)
    o BUN blood urea nitrogen คือการหาค่าไนโตรเจนจากยูเรีย ที่อยู่ในเลือดเนื่องจากสารยูเรียเป็นผลผลิตสุดท้ายจากการเผาผลาญโปรตีนที่ตับและขับออกทางไต จะมากน้อยขึ้นกับภาวะร่างกายเช่น เป็นนิ่วที่ทางเดินปัสสาวะทำให้BUN ถูกขับออกน้อยลง หรือร่างกายขาดน้ำทำให้เลือดไหลไปที่ไตน้อยลงค่านี้ก็ขับออกมาลดลง ระดับปกติ คือ 7.18 กรัม%
    o ครีเอทินีน เป็นสารที่ได้จากการเผาผลาญพลังงาน
    5) การตอบสนองของระบบทางเดินหายใจ (เกิดจากสารเคมี เช่น แอสเบสตอส แอมโมเนีย) โดยทดสอบสมรรถภาพการทำงานของปอด(เช่น วัดค่าความจุของปอด แรงอัดของปอด)และการฉายรังสีทรวงอก
    6) การตอบสนองของระบบประสาทส่วนกลาง จากสาร ตะกั่ว ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ แทลเลียม ปรอท สารฆ่าแมลง ตรวจวัดได้จากเลือดและปัสสาวะโดยตรง
    7) การตอบสนองของระบบหัวใจและหลอดเลือด จากแอลกอฮอล์ ไกลคอล ยาบางประเภท โลหะหนัก ก๊าซพิษ เช่น คาร์บอนมอนอกไซด์ ตรวจวัดโดย วัดความดันเลือด ตรวจการทำงานของหัวใจโดยใช้คลื่นไฟฟ้า
    8) การตอบสนองของผิวหนัง เช่นจากสารเคมีพวก ซัลเฟต นิเกิล โปแตสเซียม ฟอร์มารีน ทดสอบโดยใช้วิธี Patch test คือ ค่อยๆเพิ่มความเข้มข้นของสารพิษให้สัมผัสผิวหนังโดยตรงจนกว่าจะเกิดการระคายเคือง
    9) การตอบสนองของอวัยวะสืบพันธุ์ เช่นจาก สเตียรอยส์ การต้านมะเร็ง โลหะต่างๆ สารกำจัดศัตรูพืช สารแต่งรสอาหาร สีต่างๆ สามารถตรวจพบในเลือด ปัสสาวะ การทดสอบทางชีวภาพเช่น ตรวจวัดระดับฮอร์โมนเพศ ตรวจสมรรถนะของสเปอร์มและไข่โดยดูจากจำนวนและความผิดปกติ ตรวจสมรรถนะมดลูกโดยวัดระดับฮอร์โมนใต้สมอง ตรวจความสมบูรณ์ของการปฏิสนธิ
    10) การตอบสนองของนัยน์ตา เกิดจากสารเคมี เช่น เมทานอลตรวจได้จากการทดสอบหรือการแสดงออก เช่น เนื้อเยื่อที่อักเสบ กระจกตาที่เสื่อม การบวมแดงของนัยน์ตา
    ข้อมูลที่ต้องเสนอสำหรับผลการตรวจเพื่อยืนยันการเป็นโรคจากการประกอบอาชีพ
    o หลักฐานการเกิดโรคหรืออาการผิดปกติ ต้องมีประวัตการรักษาพยาบาล เช่น อาการผิดปกติ การได้รับการรักษา ประวัติส่วนตัวต่างๆ และจากประวัติการทำงาน เช่น ลักษณะงานที่ทำ การใช้อุปกรณ์ป้องกัน ระยะเวลาการสัมผัส ผลตรงจต่างๆจากอาการทางคลินิกจากแพทย์ผู้ตรวจ
    o การอ้างอิงถึงข้อมูลทางวิทยาการระบาด มักได้จากตำรา เช่น สาเหตุการเกิด การระบาด ความถี่การเกิด อื่นๆ และหาความสัมพันธ์ระหว่างอาการเจ็บป่วยกับการสัมผัสสารหรือสิ่งแวดล้อมในอาชีพนั้นๆ
    o การแสดงหลักฐานการได้รับสารพิษหรือสัมผัสสารพิษ เช่น ชื่อการค้า ชื่อสารเคมีที่ใช้ ข้อมูลการสัมผัส สภาพการทำงาน สิ่งแวดล้อม การระบายอากาศ ข้อมูลทางสุขศาสตร์อุตสาหกรรมด้านการเก็บตัวอย่างและความเข้มข้นที่ตรวจพบ การใช้อุปกรณ์ป้องกันเหมาะสมหรือไม่ และต้องมีจำนวนตัวอย่างสารพิษ จุดเก็บ การวิเคราะห์
    o การแสดงสาเหตุอื่นที่อาจไปเสริมการเจ็บป่วย ต้องพิจารณาให้ละเอียดเนื่องจากจะมีผลผูกพันธ์กับการจ่ายเงินทดแทน โรคที่มีปัญหาด้านการวินิจฉัยมี 4 โรคคือ โรคหัวใจ การสูญเสียการได้ยิน โรคไขข้ออักเสบ โรคปอด ซึ่งอาจไม่ได้เกิดจากการประกอบอาชีพ
    o คุณสมบัติของพยานในการให้ข้อมูล จะต้องเป็นผู้มีคุณวุฒิและลงทะเบียนประกอบวิชาชีพถูกต้องตามกฏหมาย เช่น นักสุขศาสตร์อุตสาหกรรม นักระบาดวิทยาที่เกี่ยวข้องกับอนามัยอุตสาหกรรม พยาบาลประจำโรงงานและมัวุฒิบัตรแสดงพื้นฐานทางเวชศาสตร์อุตสาหกรรม วิศวกรความปลอดภัยที่ได้รับการฝึกด้านสุขศาสตร์อุตสาหกรม แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์อุตสาหกรม
    o การสรุปผลที่ชัดเจน ของความสัมพันธ์ของสาเหตุและอาการที่เกิดขึ้น




    บทที่ 6 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับเวชศาสตร์อุตสาหกรรมและโรคจากการประกอบอาชีพ


     

    เวชศาสตร์อุตสาหกรรมหรืออาชีวเวชศาสตร์ หมายถึง สุขภาพของคนทำงานอุตสาหกรรม และผลกระทบของงานที่ทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงจนทำให้เกิดโรคหรือการบาดเจ็บจากการประกอบอาชีพ อาชีวเวชศาสตร์จะมีเนื้อหาครอบคลุมผู้ประกอบอาชีพทุกประเภทกว้างกว่า
    ความเป็นมาของวิชาเวชศาสตร์อุตสาหกรรม
    o เบอร์นาดิโอ รามาซซินิ แพทย์ชาวอิตาเลียน เป็นผู้บุกเบิกงานด้านนี้จนได้ชื่อว่า เป็นบิดาแห่งวิชาเวชศาสตร์อุตสาหกรรม ศึกษาโรคต่างๆจากการประกอบอาชีพและเชื่อมโยงเข้ากับสภาพการทำงาน และเป็นคนแรกที่ตั้งคำถามซักประวัติการทำงานของผู้ป่วย
    o การทำความสะอาดปล่องควันที่ต้องสัมผัสเขม่าและคราบสกปรกสามารถทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังอัณฑะ
    o โรคจากการทำงานสมัยแรก(กรีก โรมัน)ที่พบคือการปวดท้อง เป็นอัมมพาตจากการทำงานเหมืองแร่โดยคาดว่าเกิดจากสารตะกั่ว
    o ในไทย นายแพทย์เอิบ ณ.บางช้าง ร่วมประชุมอาชีวอนามัยเป็นครั้งแรก ต่อมาได้เป็นอธิบดีกรมอนามัยคนแรกและจัดตั้งโครงการอาชีว อนามัยเป็นครั้งแรก ปัจจุบันพัฒนาเป็นกองตรวจความปลอดภัย กระทรวงแรงงาน และกองควบคุมความปลอดภัยและสุขภาพอนามัยของกรมโรงงานอุตสาหกรรม
    ผลกระทบของงานที่มีต่อสุขภาพผู้ประกอบอาชีพ
    1) ทำให้สุขภาพอนามัยโดยทั่วไปเสื่อมโทรมลง โดยเริ่มจากสุขภาพจิตเสื่อมเกิดอาการต่างๆและเกิดโรคทางกายที่มีสาเหตุจากจิตใจ
    2) ทำให้ความเจ็บป่วยเดิมซึ่งผู้ประกอบอาชีพนั้นเป็นอยู่ก่อนแล้วทรุดลง มีอาการมากขึ้น รักษายากขึ้น เช่น เป็นโรคหลอดลมอักเสบและให้ทำงานที่ที่มีฝุ่นละอองทำให้เป็นวัณโรคเรื้อรังจนอาจตายได้จากโรคแทรกซ้อนทางปอด
    3) ทำให้มีการแพร่กระจายของโรคติดต่อทั่วๆไปได้ง่าย จากการต้องทำงานด้วยกัน กินข้าวด้วยกันเช่น ตาแดง ไข้หวัดใหญ่ อหิวาตกโรค
    4) ทำให้เกิดอุบัติเหตุจากการทำงานได้ง่ายขึ้น จากสภาวะแวดล้อมในการทำงานที่เหมาะสม เช่น แสงมากหรือน้อยเกินไป มีของเกะกะ ไม่ทำความสะอาด
    5) ทำให้เกิดโรคจากการประกอบอาชีพ จากการทำงานโดยตรง ทำงานในที่มีเสียงดังทำให้หูหนวก ทำงานผลิตถ่านไฟฉายเกิดโรคพิษแมงกานีส ทำงานโรงทอผ้ามีฝุ่นมากเกิดโรคบิสซิโนซิส
    6) ทำให้มีผลกระทบต่อรายได้และภาวะเศรษกิจ ขาดงาน ขาดประสิทธิภาพ ป่วย ทำให้ผลผลิตต่ำลงมีผลต่อตัวเอง นายจ้าง ประเทศ
    งานเวชศาสตร์อุตสาหกรรมด้านการส่งเสริมสุขภาพ
    1) การส่งเสริมโภชนาการ
    2) การจัดที่อยู่อาศัยและบ้านพักให้ถูกสุขลักษณะ
    3) การจัดสถานที่ทำงานให้สะอาดปราศจากมลพิษต่างๆ
    4) การจัดให้มีการออกกำลังกายเป็นประจำตามความเหมาะสม
    5) จัดให้มีการพักผ่อนในระหว่างการทำงาน
    6) การส่งเสริมการวางแผนครอบครัว
    7) การจัดสันทนาการและนันทนาการ
    8) การจัดสวัสดิการอื่นๆที่จะช่วยให้พนักงานมีสุขภาพดีขึ้น เช่น จัดรถรับส่ง
    งานเวชศาสตร์อุตสาหกรรมด้านการควบคุมป้องกันโรค
    1) การตรวจสุขภาพก่อนเข้าบรรจุงาน เพื่อบรรจุคนเข้าทำงานที่เหมาะสมกับร่างกาย
    2) การตรวจสุขภาพเป็นระยะเมื่อบรรจุเข้าปฏิบัติงานแล้ว
    o การตรวจสุขภาพเป็นประจำ เพื่อเฝ้าระวังไม่ให้สุขภาพเสื่อมโทรมจากโรคทั่วไปและโรคจากการประกอบอาชีพ
    o การตรวจสุขภาพในกลุ่มที่มีความไวต่อการเกิดโรคเนื่องจากการประกอบอาชีพ เช่น ผู้เยาว์ ผู้สูงอายุ ผู้หญิง
    o การตรวจสุขภาพในกลุ่มที่ฏิบัติงานเสี่ยงต่ออันตราย ต้องคำนึงถึงงานที่ทำและตรวจร่างกายตามระบบที่มีผลกระทบจากงานนั้น บางงานต้องตรวจบ่อยกว่าการตรวจสุขภาพประจำปี
    o การตรวจสุขภาพเมื่อฟื้นจากความเจ็บป่วย เพื่อดูว่าสามารถกลับมาทำงานตำแหน่งเดิมหรือต้องย้ายงานไปที่เหมาะสม
    o การตรวจสุขภาพเมื่อเปลี่ยนงานในบริษัทเดียวกัน เพื่อดูว่าเหมาะสมกับงานใหม่หรือไม่
    3) การตรวจสุขภาพเมื่อลาออกจากการทำงานหรือเพราะสูงอายุ
    4) การวินิจฉัยโรคระยะแรกเริ่ม เพื่อดูว่าอาการที่เกิดมีความสัมพันธ์กับลักษณะงานที่ทำอย่างไร ซึ่งจะป้องกันไม่ให้ลุกลาม
    งานเวชศาสตร์อุตสาหกรรมด้านการรักษา Treatment
    o การรักษาเฉพาะ เช่น ให้สารบางอย่างไปช่วยเปลี่ยนสารพิษให้เป็นสารประกอบที่ไม่เป็นพิษ หรือใช้ยาต้านการออกฤทธ์
    o การรักษาประคับประคอง เนื่องจากไม่มียารักษาโดยเฉพาะ เช่น แพ้สารที่มีอาการทางตับ ก็ให้ยาบำรุงตับและวิตตามิน
    o การรักษาตามอาการ เพื่อบรรเทาอาการ เช่น ปวดหลังจากการยกของก็ให้ยาคลายกล้ามเนื้อหรือยาแก้ปวด
    งานเวชศาสตร์อุตสาหกรรมด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพ
    1) การฟื้นฟูสมรรรถภาพการทำงาน เพื่อให้สามารถกลับไปทำงานเดิมได้ หรือเปลี่ยนงานใหม่ หรือช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวันได้ไม่เป็นภาระครอบครัวและสังคม
    o ด้านการแพทย์ เช่น ผ่าตัดเพื่อให้นิ้วที่ประสบอันตรายสามารถกลับมาใช้งานได้
    o ด้านกายภาพบำบัด เช่น ประสบเหตุต้องใส่เฝือกนานจนข้อติดหรือกล้ามเนื้อลีบต้องฟื้นฟูโดยการนวด หรือ กระตุ้นด้วยไฟฟ้า
    o ด้านอาชีพ กรณีไม่สามารถใช้อวัยวะทำงานเดิมได้จึงต้องฝึกอาชีพใหม่
    o ด้านสังคม กรณีที่ไม่สามารถฟื้นฟูสมรรถนะจนประกอบอาชีพได้จะต้องฟื้นฟูร่างกายและจิตใจให้ดำรงชีวิตในสังคมได้
    2) การประเมินการสูญเสียสมรรถภาพในการทำงาน เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ตามกฏหมายแรงงาน-ค่าทดแทน
    o สูญเสียอวัยวะบางส่วน
    o สูญเสียสมรรถภาพในการทำงานบางส่วนโดยไม่สูญเสียอวัยวะ เช่น เครื่องจักรทับกระดูกนิ้วแตกและเอ็นขาดเมื่อรักษาหายแล้วนิ้วไม่สามารถงอได้ ต้องคิดค่าทดแทนเป็นร้อยละของอวัยวะนั้นๆ เช่น นิ้วขาดจ่าย 8 เดือน(100ส่วน) ดังนั้นกรณีนี้คิดเป็นร้อยละ45 จะเป็นค่าทดแทน (8 x 45)/ 100 = 3.6 ปัดเป็น 4 เดือน
    o สูญเสียสมรรถนะโดยสิ้นเชิงหรือทุพลภาพ จะได้ค่าทดแทนตามกฏหมายแรงงาน 10 ปี
    วิชาต่างๆที่เกี่ยวข้องกับงานเวชศาสตร์อุตสาหกรรม
    1) วิชาที่เกี่ยวข้องกับตัวบุคคลผู้ทำงาน
    o กายวิภาคศาสตร์ ว่าด้วย ส่วนประกอบหรือโครงสร้างมนุษย์ เช่น กระดูก กล้ามเนื้อ เส้นเลือด เส้นประสาท
    o สรีรวิทยา ว่าด้วยการทำงานของส่วนต่างๆในร่างกาย เช่น ระบบทางเดินอาหาร ระบบประสาท ระบบหายใจ
    o ชีวเคมีวิทยา ว่าด้วยส่วนประกอบต่างๆของสารเคมีในร่างกาย เช่น ระดับปกติของน้ำตาล ไขมัน สารตะกั่วในเลือด
    o พยาธิวิทยา ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงหรือการทำงานของอวัยวะต่างๆเมื่อมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นระยะแรกจนเป็นโรคชัดเจน
    o จุลชีววิทยา ปรสิตวิทยา ว่าด้วยจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรคในคน เช่น ไวรัส ปรสิต เชื้อรา
    o พิษวิทยา ว่าด้วยสิ่งเป็นพิษต่างๆที่มีผลต่อร่างกายมนุษย์ เช่น ความร้อน แสง เสียง สารเคมีพิษ สารก่อภูมิแพ้
    o วิชาทางการแพทย์อื่นๆ เช่น อายุรศาสตร์ ว่าด้วยโรคและการรักษาโรคด้วยยา โรคจากการประกอบอาชึพและโรคทั่วไป, วิชาศัลยศาสตร์ ว่าด้วยการรักษาโรคด้วยการผ่าตัดรวมถึงอุบัติเหตุจากงาน และดรคทั่วไป , จิตวิทยาอุตสาหกรรม เป็นต้น
    2) วิชาที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมในการทำงาน
    o สุขศาสตร์อุตสาหกรรม Industrial Hygiene , Occupational Hygiene จะเกี่ยวกับสภาวะแวดล้อมในการทำงานทางด้านเคมี ด้านกายภาพ ด้านชีวภาพ ครอบคลุมการเรียนรู้ปัญหา การค้นหาปัญหา การประเมินผลและการควบคุมป้องกันไม่ให้เกิดอันตราย
    o เออร์กอนอมิกส์ Ergonomics ว่าด้วยการปรับปรุง/จัดสภาพแวดล้อมหรือลักษณะการทำงานกับสภาพของคนให้เหมาะสมกัน
    o อาชีวนิรภัย Occupational Safety ว่าด้วยการออกแบบ จัดการ รักษาเครื่องมือ-เครื่องจักรให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัย มีการตรวจสอบ การอบรม การบริหารความปลอดภัย
    3) วิชาที่เกี่ยวข้องกับกฏหมาย สังคมและอื่นๆ
    o กฏหมายคุ้มครองแรงงาน เช่น คุ้มครองแรงงานเด็ก
    o กฏหมายกองทุนเงินทดแทน การจ่ายเงินทุนสมทบ การจ่ายเงินทดแทนเมื่อเจ็บป่วยหรือประสบอุบัติเหตุ
    o กฏหมายความปลอดภัยในการทำงาน เช่น การทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร สภาวะแวดล้อม
    o กฏหมายประกันสังคม เช่น การจ่ายเงินประกัน การจ่ายเงินเมื่อเจ็บป่วยที่ไม่ใช่จากการทำงานให้นายจ้าง
    o วิชาสาธารณสุขทั่วๆไป เช่น การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรคติดต่อ ชีวสถิติ
    o วิชาว่าด้วยหลักการบริหารธุรกิจ การจัดรูปงานและกาวิเคราะห์งานเพื่อควบคุมป้องกันโรคจากการทำงาน
    โรคจากการประกอบอาชีพจะต้องประกอบด้วย ความไม่สบาย, ความเจ็บป่วยหรือโรคที่เกิดขึ้น กับผู้ปฏิบัติงาน อาจมีสาเหตุจากการทำงาน, จากขณะกำลังทำงาน , หลังเลิกงาน หรือออกจากงานไปนานแล้วก็ได้ จะต้องได้รับเงินทดแทนตามกฏหมายแรงงาน
    ความสำคัญของโรคจากการประกอบอาชีพ แบ่งตามผลกระทบ
    1) ด้านการแพทย์และสาธารณสุข
    o ผลกระทบที่มีต่อสุขภาพร่างกายของลูกจ้าง เช่น พิการ เป็นแล้วรักษาหายและกลับมาเป็นอีกเมื่อได้รับสาร เช่น โรคผิวหนัง
    o จำนวนลูกจ้างที่เจ็บป่วย ไม่มีรายงานที่แน่นอน เนื่องจากผู้เกี่ยวข้องอาจขาดความรู้ความเข้าใจในหลักการวินิจฉัยในโรคที่เกิดจากการทำงาน
    o การควบคุมป้องกันโรคจากการประกอบอาชีพ
    2) ด้านเศรษฐกิจและสังคม
    o ผลกระทบต่อลูกจ้างและครอบครัว
    o ผลกระทบต่อนายจ้าง
    o ผลกระทบต่อประเทศชาติ
    ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคจากการประกอบอาชีพ
    1) ปัจจัยที่เป็นสาเหตุของโรคโดยตรง
    o ปัจจัยทางกายภาพ
    o สารเคมี
    o สารชีวภาพ
    o สภาพของงานที่ต้องทำ
    o ลักษณะท่าทางการทำงาน
    2) ปัจจัยที่เป็นสาเหตุสนับสนุนให้เกิดโรค
    o ปัจจัยเกี่ยวกับผู้ประกอบอาชีพ
    • เพศ เช่น ทำงานที่สภาพแวดล้อมเดียวกัน ผู้หญิงหรือหญิงมีครรภ์มีโอกาสเป็นมากกว่าผู้ชาย
    • อายุ เช่น ผู้เยาว์และผู้สูงอายุมีโอกาศเป็นมากกว่า
    • สภาวะสุขภาพโดยทั่วๆไป เช่น ความสมบูรณ์ โรคประจำตัว
    • ระยะเวลาทำงานของแต่ละวัน เช่น ต้องไม่เกินมาตรฐานกำหนดตามสภาวะแวดล้อม ถ้าเกินมีโอกาสเป็นโรคมากขึ้น
    • ระยะเวลาที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เป็นพิษภัย เช่น ทำงานมานาน 10 ปี มีโอกาสเป็นมากกว่าคนที่ทำ 2 ปี(มีการสะสม)
    • ความรู้ความเข้าใจถึงอันตรายต่างๆ เช่น คนที่มีความรู้จะควบคุมป้องกันได้ดีกว่า การเกิดจึงน้อยกว่าคนที่ไม่รู้
    • ความไวต่อการแพ้พิษหรือการเกิดโรค ขึ้นกับลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคลเมื่อเทียบกับ เพศ วัย ลักษณะการทำงาน
    เหมือนกัน
    o ปัจจัยที่เกี่ยวกับสังคมและเศรษฐกิจ
    • ปัจจัยด้านสังคม
    นายจ้าง มีส่วนโดยตรงในการลงทุนป้องกันอันตรายให้กับลูกจ้าง
    เพื่อนบ้าน
    บ้านที่อยู่อาศัย ความแออัด การเดินทางไกล มลภาวะ สภาพสังคม การจราจร
    • ปัจจัยทางเศรษฐกิจ เช่น รายได้น้อย ต้องทำงานล่วงเวลาและมีความเสี่ยงมากกว่า พักผ่อนน้อยกว่า
    ขั้นตอนต่างๆในการวินิจฉัยโรคจากการประกอบอาชีพ
    1) การสัมภาษณ์ประวัติและตรวจร่างกายลูกจ้างที่เจ็บป่วยโดยละเอียด
    2) การตรวจสภาพแวดล้อมในการทำงาน สภาพของงานที่ลูกจ้างปฏิบัติ และลักษณะการทำงานของลูกจ้างโดบละเอียด
    3) การศึกษาด้านการแพร่ระบาดการะจายของโรคในกลุ่มลูกจ้าง
    การสัมภาษณ์ประวัติลูกจ้างที่เจ็บป่วยด้วยโรคจากการประกอบอาชีพต้องถามเกี่ยวกับ
    1) ประวัติการทำงานทั้งในอดีตและปัจจุบัน
    2) ประวัติการเจ็บป่วยทั้งในอดีตและปัจจุบัน
    การป้องกันโรคจากการประกอบอาชีพในโรงงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้ปฏิบัติงาน
    1) ให้สุขศึกษาและความรู้เกี่ยวกับโรคจากการประกอบอาชีพ
    2) ให้สวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล
    3) ให้มีการตรวจสุขภาพของลูกจ้าง
    4) สับเปลี่ยนหมุนเวียนหรือลดระยะเวลาทำงานที่เสี่ยงต่ออันตรายให้น้อยลง
    5) จัดอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในการดูแลสุขภาพส่วนบุคคลให้ลูกจ้างได้ใช้
    6) จัดให้มีการรักษาพยาบาลเมื่อมีความเจ็บป่วยเกิดขึ้น
    การควบคุมโรคไม่ให้แพร่กระจายไปสู่ลูกจ้างคนอื่นๆโดย
    1) รายงานโรคโดยรีบด่วน
    2) วินิจฉัยโรคที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง
    3) ให้ลูกจ้างที่เจ็บป่วยหยุดงาน
    4) ปรับปรุงแก้ไขสภาพการทำงานและสิ่งแวดล้อมในการทำงาน
    5) ตรวจสุขภาพลูกจ้างคนอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
    6) ให้สุขศึกษาและความรู้เกี่ยวกับโรคจากการประกอบอาชีพที่เกิดขึ้น
    7) เก็บรวบรวมรายงาน
    เวชศาสตร์อุตสาหกรรมกับกฏหมายแรงงาน
    1) การใช้แรงงานทั่วไป
    o การกำหนดเวลาทำงานปกติ งานอุตสาหกรรม< 48 ชม.ต่อสัปดาห์ , งานขนส่ง< 8 ชม.ต่อวัน , งานที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ< 42 ชม.ต่อสัปดาห์ , งานพานิชย์อื่นๆ< 54 ชม.ต่อสัปดาห์
    o การกำหนดเวลาพักผ่อน เวลาหยุดในวันทำงานไม่น้อยกว่าวันละ 1 ชม.หลังทำงาน5ชม. หรือครั้งละไม่น้อยกว่า 20 นาทีแต่รวมกันไม่น้อยกว่าวันละ 1 ชม. วันหยุดประจำสัปดาห์ละไม่น้อยกว่า 1 วัน โดยต้องมีระยะห่างไม่เกิน 6 วัน หรือเลื่อนสะสมวันหยุดก็ได้แต่ต้องอยู่ในระยะเวลาไม่เกิน 4 สัปดาห์ติดต่อกัน วันหยุดประจำปีตามประเพณีไม่น้อยกว่าปีละ 13 วันและวันหยุดพักผ่อนประจำปีไม่น้อยกว่าปีละ 6 วันทำงานหลังทำงานครบ 1 ปี
    o กำหนดวันลาป่วยด้วยโรคทั่วไป ไม่เกิน 30 วันต่อปี หรือป่วยติดต่อกันตั้งแต่ 3 วันต้องแสดงใบรับรองแพทย์ถ้าไม่มีต้องชี้แจงให้นายจ้างทราบ
    2) การใช้แรงงานหญิง
    o งานที่ห้ามใช้แรงงานหญิง งานเหมืองแร่ งานผลิต/ขนส่งวัตถุระเบิด/ไวไฟ งานบนนั่งร้านสูงจากดินตั้งแต่ 10ม. งานทำความสะอาดเครื่องจักรที่กำลังทำงาน งานใช้เลื่อยวงเดือน งานยกแบกลากหามเข็นห้ามน้ำหนักเกิน 30 กก.ในที่ราบหรือ25กก.สำหรับขึ้นบันไดหรือที่สูง 600กก.สำหรับลากเข็นที่ใช้ล้อเลื่อน/รางและ300กก.สำหรับลากเข็นของบรรทุกล้อเลื่อนที่ไม่ใช้ราง
    o เวลาที่ห้ามนายจ้างใช้ลูกจ้างหญิงทำงาน ระหว่างเวลา2400-0600น.ยกเว้นงานกะ
    o งานที่ห้ามนายจ้างใช้หญิงอายุต่ำกว่า 18 ปีและยังไม่ได้สมรสทำงาน สโมสรราตรี สถานเต้นรำหรือสอนเต้นรำ สถานขาย/เสพสุรา อาบอบนวด โรงแรม
    o การกำหนดการลาเพื่อการคลอด ได้ 30 วันโดยได้ค่าจ้างและลาต่อเนื่องอีก 60 วันโดยไม่ได้ค่าจ้าง
    3) การใช้แรงงานเด็ก
    o กำหนดอายุที่ไม่ให้นายจ้างจ้างเด็กทำงาน ห้ามต่ำกว่า 12 ปี
    o กำหนดอายุและงานที่นายจ้างจ้างเด็กทำงานได้
    • ให้เด็กอายุ 12 – 15 ปีทำงานได้ยกเว้นงาน ที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและการเจริญเติบโต เช่น ส่งหนังสือพิมพ์ งานพานิชยกรรม งานรับใช้เกี่ยวกับกีฬา งานยกของหนักไม่เกิน 10 กก.
    • ห้ามทำช่วงเวลา 2200-0600น. เว้นแต่งานแสดงภาพยนตร์ ละคร และต้องให้มีเวลาพักผ่อนเพียงพอ และห้ามทำงานวันหยุด
    • เด็ก 15-18 ปี ห้ามทำงานใต้ดิน ใต้น้ำ ผลิต/ส่งวัตถุไวไฟหรือระเบิด งานกัมมันตภาพรังสี งานทำความสะอาดเครื่องจักรที่กำลังทำงาน
    o กำหนดการออกใบรับรองแพทย์ นายจ้างต้องมีใบรับรองแพทย์มาแสดงว่าเด็กมีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์
    4) การจัดสวัสดิการด้านการแพทย์
    o น้ำดื่ม ห้องน้ำ ห้องส้วม เช่น ลูกจ้างไม่เกิน 15 คน ให้มีน้ำดื่ม ห้องน้ำ ห้องส้วม อย่างละ 1 ที่ , ไม่เกิน 40 คน ให้มีน้ำดื่ม 1 ห้องน้ำ 1 ห้องส้วม 2 ที่ ,ไม่เกิน 80 คน ให้มีน้ำดื่ม 2 ห้องน้ำ 1 ห้องส้วม 3 ที่ , เกิน 80 คน ให้มีน้ำดื่ม 3 ห้องน้ำ 2 ห้องส้วม 4 ที่ ให้เพิ่มอย่างละ 1 ที่เมื่อมีลูกจ้างเพิ่มทุกๆ 50 คน เศษเกิน 25 ให้ถือเป็น 50
    o การปฐมพยาบาล จัดอุปกรณ์ปฐมพยาบาล ยา เมื่อมีลูกจ้าง 10 คนขึ้นไป
    o การรักษาพยาบาล 200 คนขึ้นไปต้องมี ห้องพยาบาล 1 เตียง 1 พยาบาล 1 แพทย์ 1(มาครั้งคราว) , ตั้งแต่ 1000 คนขึ้นไปต้องมี ห้องพยาบาล 1 เตียง 2 พยาบาล 2 แพทย์ 1(มาประจำไม่น้อยกว่าคราวละ 2 ชม)
    รายชื่อโรคจากการประกอบอาชีพ
    มีทั้งหมด 22 โรค แต่กฏหมายประกาศเฉพาะชื่อโรคเท่านั้น ดังนั้น
    1) การวินิจฉัยว่าเป็นโรคจากการประกอบอาชีพหรือไม่และจะได้ค่าทดแทนหรือไม่ต้องใช้ความรู้ด้านเวชศาสตร์อุตสาหกรรมในหลักการวินิจฉัยโรคจากการประกอบอาชีพมาเป็นแนวทางในการวินิจฉัยด้วย
    2) กฏหมายเปิดกว้างให้โรคอื่นที่ไม่มีชื่อในรายการ ถ้ามีการวินิจฉัยโดยถูกต้องตามหลักวิชาการเวชศาสตร์อุตสาหกรรมก็สามมารถเป็นโรคจากการประกอบอาชีพได้ ตามข้อที่19 คือ โรคที่เกิดจากสารเคมีอื่นหรือสารประกอบเป็ยพิษของสารเคมีอื่น และข้อที่22 คือ โรคหรือการเจ็บป่วยอย่างอื่นซึ่งเป็นผลเนื่องจากการทำงาน เช่น โรคปวดหลัง ถ้าวิเคราะห์จากการทำงานว่าเป็นการยกหรือนั่งทำงานในท่าผิดปกติที่ไม่ถูกตามหลักออร์กอนอมิคส์ ก็ถือเป็นโรคจากการทำงาน
    การป้องกันโรคจากการประกอบอาชีพ
    o มีกฏหมายหลายฉบับ เช่น กฏหมายว่าด้วยความปลอดภัยในการทำงาน เรื่อง ภาวะแวดล้อมที่เกี่ยวกับความร้อน แสง เสียง , สารเคมี ,ประดาน้ำ , เรื่องเครื่องจักร ไฟฟ้า การก่อสร้าง
    o กฏหมายคุ้มครองแรงงานว่าด้วยการตรวจร่างกายลูกจ้างไม่น้อยกว่าปีละ 1 ครั้งและเก็บไว้ที่ที่ทำงานอย่างน้อย 5 ปี
    o การกำหนดงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น งานที่ทำใต้ดิน งานที่เกี่ยวกับกัมมันตภาพรังสี ไอ ฝุ่น ก๊าซ งานผลิต/ขนส่งวัตถุอันตราย ไวไฟ มีพิษ ระเบิด งานที่เกี่ยวกับความร้อนจัดหรือเย็นจัด
    o ต้องจัดหาอุปกรณ์ป้องกันให้ และห้ามทำงานเกินสัปดาห์ละ 48 ชม.
    กฏหมายแรงงานที่เกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วยจากโรคจากการประกอบอาชีพ
    o นายจ้างต้องเจ้าหน้าที่ตามแบบที่กำหนดภายใน 15 วันนับแต่วันที่ทราบเหตุ , และจัดให้มีการรักษาพยาบาลทันที , จ่ายค่ารักษาพยาบาลตามจริงแต่ไม่เกิน 30,000 บาท , จ่ายค่าฟื้นฟูสมรรถภาพไม่เกิน 20,000 บาท ,
    o จ่ายค่าทดแทนเป็นรายเดือนในอัตราร้อยละ 60 ของค่าจ้างเมื่อเจ็บป่วยไม่สามารถทำงานติดต่อกันได้เกิน 3 วัน ตลอดจนเวลาที่ไม่สามารถทำงานได้แต่ไม่เกิน 1 ปี
    o จ่ายตามการสูญเสียทุพลภาพของอวัยวะ แต่ไม่เกิน 10 ปี เช่น ขาขาด จ่าย 4ปี , มือขาด 3 ปี 5 เดือน , นิ้วก้อย 3 ดือน
    o ทุพลภาพจากการทำงาน เช่น บาดเจ็บที่ศีรษะทำให้จิตฟั่นเฟือนไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ หรือ บาดเจ็บกระดูกสันหลังทำให้ไม่สามารถใช้มือหรือแขน หรือ ทุพลภาพโดยสิ้นเชิง เช่น ขาขาด 2 ข้าง มือขาด 2 ข้าง เป็นต้น นายจ้างต้องจ่ายค่าทดแทนกำหนด 10 ปี
    กฏหมายแรงงานที่เกี่ยวข้องกับลูกจ้างที่ถึงแก่กรรมด้วยโรคจากการประกอบอาชีพ
    o ค่าทดแทนเป็นรายเดือนในอัตราร้อยละ 60 ของค่าจ้างเป็นเวลา 5 ปี แต่ไม่น้อยกว่า 1000 บาท และไม่เกินเดือนละ 6000 บาท
    o ค่าทำศพ 3 เท่าของเงินเดือน แต่ไม่น้อยกว่า 1000 บาท และไม่เกิน 10000 บาท



    บทที่ 7 การเฝ้าระวังสุขภาพผู้ประกอบอาชีพ

    การเฝ้าระวังสุขภาพผู้ประกอบอาชีพ หมายถึง การเฝ้าสังเกตติดตาม การเปลี่ยนแปลงภาวะสุขภาพอันเนื่องจาการทำงาน เพื่อค้นหาความผิดปกติ ให้การป้องกันโดยการหลีกเลี่ยงสิ่งสัมผัสที่เป็นอันตรายและการรับการรักษาตั้งแต่ในระยะเริ่มแรก
    โดยมีเป้าหมายสูงสุด คือ ลดอัตราการป่วยและอัตราการตายด้วยโรคจากการประกอบอาชีพ การดำเนินการต้องมีการเฝ้าระวังสุขภาพผู้ประกอบอาชีพโดย 1. โดยตนเอง 2. โดยวิธีทางวิทยาการระบาด 3. โดยวิธีทางการแพทย์
    ประโยชน์สำคัญของการเฝ้าระวังสุขภาพผู้ประกอบอาชีพ
    1) ต่อตัวผู้ประกอบอาชีพ
    o ทำให้ทราบอันตรายซึ่งเป็นแนวทางการป้องกันตนเองหรือหลีกเลี่ยงการเกิดปัญหาสุขภาพจากอันตรายนั้น
    o ทำให้การเงินครอบครัวดี สามารถทำงานได้เต็มที่ไม่มีปัญหาจากการเจ็บป่วย
    o ทำให้ทราบปัญหาตั้งแต่เริ่มแรกซึ่งเป็นแนวทางการดูแลสุขภาพตน
    2) ต่อเจ้าของกิจการ
    o ทำให้ทราบประสิทธิภาพการจัดการสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับการทำงาน และกำหนดมาตรฐานการควบคุมป้องกันได้เหมาะสม
    o ได้ผลผลิตตามเป้าหมายเนื่องจากพนักงานทำงานมีประสิทธิภาพ ไม่มีปัญหาด้านสุขภาพ
    o ลดค่าใช้จ่ายที่ต้องหมดไปกับการรักษาพยาบาล และการฝึกอบรมพนักงานใหม่ที่เข้ามาทดแทนคนเจ็บป่วน
    3) ต่อหน่วยงานสุขภาพ
    o ทำให้ทราบแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงด้านปัญหาสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในการทำงาน
    o ทำให้ทราบกลุ่มเสี่ยง ทำให้ทราบการเกิดปัญหาสุขภาพจากการทำงานได้ทันท่วงที
    o ทำให้ทราบประสิทธิภาพการควบคุมสิ่งแวดล้อมในการทำงาน ถ้าคุมได้ดีปัญหาสุขภาพก้จะน้อย
    o ทำให้ทราบวิทยาการระบาดของการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะการเกิดปัญหาใหม่จากการใช้สารเคมีที่ไม่ทราบอันตรายหรือคุณสมบัติทางเคมีต่อสุขภาพเพื่อเป็นแนวทางในการควบคุมป้องกันต่อไป
    ข้อมูลการเฝ้าระวังสุขภาพผู้ประกอบอาชีพ
    1) บันทึกข้อมูลทางการแพทย์ในงานอาชีวอนามัย
    o บันทึกข้อมูลพื้นฐาน เช่น ชื่อ สกุล เพส อายุ วันเดือนปีเกิด ที่อยู่ ลักษณะงานที่ทำ ช่วงขาดงานหรือป่วยพร้อมสาเหตุ
    o บันทึกข้อมูลบริการอาชีวอนามัย เพิ่มข้อมูลของลักษณะงานที่ทำ เช่น ระดับความเสี่ยงอันตราย รายละเอียดการขาดงาน รายละเอียดการพบแพทย์ วันที่และรายละเอียดของการตรวจทางการแพทย์
    o บันทึกข้อมูลส่วนเสริม เป็นส่วนบันทึกข้อมูลที่จะนำไปใช้ และเมื่อสิ้นสุดการจ้างงาน โดยสรุปเกี่ยวกับภาวะสุขภาพและสภาพแวดล้อมในการทำงานและส่งต่อไปผู้รับผิดชอบด้านสุขภาพในหน่วยงานใหม่
    o บันทึกข้อมูลสุขศาสตร์อุตสาหกรรม จะบอกถึงการสัมผัสสิ่งอันตรายครอบคลุมรายละเอียดของกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้วิเคราะห์ วิธีที่ใช้ศึกษาบรรยายลักษณะงานที่กลุ่มตัวอย่างทำ จำนวนผู้ปฏิบัติงานที่เสี่ยงสัมผัสอันตราย ระบุความเหมาะสมของจำนวนอุปกรณ์ป้องกันที่ใช้
    บันทึกต่างๆดังกล่าวต้องเก็บไว้อย่างน้อย 10 ปี
    2) แบบบันทึกทางการแพทย์ของผู้ปฏิบัติงานเป็นข้อมูลสำคัญในการเฝ้าระวังสุขภาพของผู้ประกอบอาชีพ เช่น บันทึกสุขภาพก่อนเข้าทำงาน บันทึกสุขภาพเป็นระยะๆ และบันทึกสุขภาพอื่นๆเช่น เป็นแฟ้มเอกสาร แฟ้มรายงานสุขภาพ
    วิธีการเฝ้าระวังสุขภาพผู้ประกอบอาชีพ
    1) การเฝ้าระวังสุขภาพผู้ประกอบอาชีพโดยตนเอง
    o เป็นแนวคิดสำคัญของสาธารณะสุขมูลฐานในการมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพของตนเองโดยหมั่นสังเกตการมีพฤติกรรมอนามัยที่ดีของตนเองอยู่เสมอ และปรับปรุงแก้ไขเมื่อพบว่าไม่เหมาะสม เช่น การรับประทาน
    o ติดตามการเปลี่ยนแปลงภาวะสุขภาพของตนเองเสมอ เข้ารับการตรวจรักษาเมื่อผิดปกติ รับการตรวจสุขภาพประจำปี
    o ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับโรค/อันตรายที่เกี่ยวข้องกับงานที่ตนทำ รวมทั้งการป้องกันและรักษา
    o ใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลเมื่อทำงาน หมั่นตรวจเช็คเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆให้พร้อมใช้งาน
    2) การเฝ้าระวังสุขภาพผู้ประกอบอาชีพโดยวิธีทางวิทยาการระบาด
    o ประยุกต์ใช้
    • ทำให้ทราบการกระจาย แนวโน้ม และสาเหตุของการเกิดโรคหรือ/อันตรายที่เกิดในผู้ประกอบอาชีพต่างๆและหาทางควบคุมป้องกันไม่ให้ลุกลาม
    • ทำให้ทราบโรคหรือ/อันตรายใหม่ๆที่เกิดขึ้นจากการประกอบอาชีพต่างๆ
    • ทำให้สามารถจัดลำดับการเฝ้าระวังโรค/อันตรายที่เกิดขึ้น
    • ทำให้สามารถกำหนดมาตรฐานหรือดัชนีเกี่ยวกับสุขภาพอนามัยในการควบคุม
    o เทคนิคทางวิทยาการระบาดในการเฝ้าระวังสุขภาพของผู้ประกอบอาชีพ
    • การศึกษาระยะสั้น จะศึกษาความสัมพันธ์ของการเกิดโรค/อันตรายกับลักษณะพื้นฐานของบุคคล เช่น เพศ อายุ ที่อยู่ อาชีพ
    • การศึกษาระยะสั้นเชิงวิเคราะห์ ศึกษาสาเหตุการเกิดโรค/อันตรายต้องมีการตั้งสมมติฐาน มีการเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ไม่มีความเสี่ยง
    • การศึกษาระยะยาว 1. ศึกษาระยะยาวไปข้างหน้าเพื่อติดตามผล 2. ศีกษาย้อนหลังระยะยาว
    3) การเฝ้าระวังสุขภาพผู้ประกอบอาชีพโดยวิธีทางการแพทย์
    การตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงาน เพื่อพิจารณาความเหมาะสมในการบรรจุเข้าทำงานในแผนกต่างๆ เพื่อป็นข้อมูลพื้นฐานในการตรวจครั้งต่อๆไป เป็นต้น
    การตรวจสุขภาพเป็นระยะๆเมื่อเข้าทำงาน เพื่อค้นหาอาการเริ่มแรกของโรคหรือการสะสมสารพิษในร่างกาย เพื่อเป็นข้อมูลในการประเมินผลการควบคุมสิ่งแวดล้อมในการทำงาน เพื่อหาโรคหรืออันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการทำงาน เป็นต้น
    การเฝ้าระวังสุขภาพผู้ประกอบอาชีพที่สัมผัสสารเคมี
    o มีเป้าหมายคือ ลดระดับการสัมผัสสารเคมีให้อยู่ในระดับที่ไม่เกิดผลกระทบต่อร่างกายมนุษย์ เนื่องจากในปัจจุบันมีการใช้สารเคมีสูตรลับเพิ่มขึ้น มีการใช้สารเคมีในงานอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นรวมถึงสารเคมีที่ไม่ทราบอันตราย โดยมีการเฝ้าระวังคือ
    o การเฝ้าระวังทางสิ่งแวดล้อม โดยมีการตรวจวัดความเข้มข้นของสารเคมีในอากาศ
    o การเฝ้าระวังทางการแพทย์
    • การตรวจวัดทางชีวภาพ เป็นการตรวจในห้องปฏิบัติการเพื่อหาระดับสารเคมีในร่างกาย การเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพและกายภาพของผู้ทำงานก่อนที่จะแสดงอาการเปลี่ยนแปลงทางคลินิค
    • การตรวจติดตามทางการแพทย์ เพื่อทราบอาการเปลี่ยนแปลงทางคลินิคระยะเริ่มแรกและหาทางป้องกัน
    ตัวอย่างในไทย เรื่องสารตะกั่ว ให้มีการเฝ้าระวังเมื่อมีสารตะกั่วในเลือดเกิน 40 ไมโครกรัม/100กรัมเลือด และให้หยุดงานและพบ
    แพทย์เมื่อระดับเกิน 70ไมโครกรัม/100กรัมเลือด
    การเฝ้าระวังสุขภาพผู้ประกอบอาชีพที่สัมผัสฝุ่น
    1) ฝุ่นที่ทำให้เกิดโรคจากการประกอบอาชีพมี
    o ฝุ่นสารอนินทรีย์ จากสินแร่ต่างๆ เช่น ซิลิกา แอสเบสทอส จากงานเหมืองถ่านหิน ระเบิดหิน เครื่องปั้นดินเผา ทำให้ปอดขยายตัวไม่เต็มที่
    o ฝุ่นสารอินทรีย์ จากสารชีวภาพต่างๆ เช่น เชื้อรา แบคทีเรีย สารจากพืชบางชนิด จากงาน เกษตรกรรม สิ่งทอ ผลิตยา ทำให้เกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจ ขนาดฝุ่นมีความสำคัญต่อการเกิดโรคโดยเฉพาะขนาดเล็กกว่า 5ไมครอน จะสามารถเข้าปอดและแทรกในเนื้อปอดง่าย
    2) การป้องกันเข้าสู่ร่างกาย โดย 1. ควบคุมแหล่งกำเนิด 2. ควบคุมทางผ่าน 3. ควบคุมที่ตัวผู้รับ
    3) แนวทางการเฝ้าระวัง
    o การสัมภาษณ์ประวัติส่วตัว ประวัติการทำงานและตรวจร่างกาย
    o การตรวจสมรรถภาพการทำงานของปอดโดยวิธีสไปโรเมตรี
    o การเอกซเรย์ปอด
    o การตรวจเสมหะ
    o การจัดทำโครงการเฝ้าระวัง
    การเฝ้าระวังสุขภาพผู้ประกอบอาชีพที่สัมผัสเสียงดัง
    เสียง คือความรู้สึกรับสัมผัสที่เกิดในหูชั้นในจากการที่มีการสั่นสะเทือนของอากาศหรือสื่อกลาง หูจะได้ยินที่ช่วงความถี่ 16 – 2000010 เฮิรตซ์ ความดังในสำนักงานทั่วไป 90 เดซิเบลเอ การสนทนาทั่วไปดัง 70 เดซิเบลเอ ระดับของเสียงที่ 85-90 dbA จะเป็นอันตรายต่อการได้ยิน
    การเฝ้าระวังสุขภาพ
    1) การตรวจสุขภาพ ได้แก่ การตรวจก่อนเข้าทำงานและตรวจเป็นระยะ(ตรวจประจำปี ควรตรวจการได้ยินในห้องเฉพาะไม่มีเสียงรบกวน) ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือการทำออโตสโคป
    2) การจัดทำโครงการการอนุรักษ์การได้ยิน Hearing Conservation Program-HCP
    o ตรวจระดับเสียงในที่ทำงานไม่ให้เกินมาตรฐานที่กำหนด ตรวจสภาพเครื่องจักรให้อยู่ในสภาพที่ดี
    o การติดตั้งเครื่องจักรที่มีเสียงดัง ต้องจัดแยกออกจากส่วนผู้ปฏิบัติงาน
    o มีการตรวจสอบการใช้อุปกรณ์ป้องกันเสียงดัง
    o ตรวจวัดเสียงในสถานประกอบการเพื่อวิเคราะห์ความดังเสียง และความถี่เสียง
    o ตรวจวัดสมรรถนะการได้ยินในผู้ปฏิบัติงานสม่ำเสมออย่างน้อยปีละครั้งเพื่อเป็นข้อมูลเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงการได้ยิน
    3) การจัดระบบฐานข้อมูลการได้ยินเพื่อการเฝ้าระวังโดยคอมพิวเตอร์ Audiometric Date Base Analysis - ADBA



    หน่วยที่ 8 โรคจากการประกอบอาชีพจากสาเหตุทางกายภาพ


    โรคจากการประกอบอาชีพ (Occupational Diseases) จากสาเหตุทางกายภาพ คือ โรคที่เกิดจากการทำงานหรือสัมผัสกับสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น เสียง ความร้อน ความเย็น แสง รังสี สั่นสะเทือน ความกดดันบรรยากาศ ความรุนแรงอาจเล็กน้อยหรือมาก แต่รักษาให้หายได้ ถ้ารุนแรงมากอาจทำให้เสียชีวิต ความเจ็บป่วย/โรคนี้อาจเกิดทันทีทันใดหรือเป็นโรคเรื้อรังก็ได้
    ความสำคัญที่มีต่อ
    1.ต่อตัวผู้ปฏิบัติงาน
    • สูญเสียรายได้และเวลาทำงานเนื่องจากต้องหยุดรักษาตัว
    • เจ็บป่วย พิการ สูญเสียอวัยวะ เช่น สัมผัสเสียงดังนานๆทำให้หูตึง
    • สูยเสียชีวิตถ้ารุนแรงมาก
    • ขาดขวัญกำลังใจในการทำงาน
    2.ต่อสถานประกอบการ
    • เสียค่าใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาล
    • เสียเวลาให้ผู้บาดเจ็บรักษาตัวและต้องหาคนใหม่มาทดแทน
    • เสียชื่อเสียง ผู้ทำงานคนอื่นขาดขวัญกำลังใจ
    ปัจจัยที่เกี่ยวกับตัวผู้ปฏิบัติงานที่จะทำให้โรค/ความเจ็บป่วยมีความรุนแรงมากน้อยขึ้นกับ
    o อายุ , เพศ , ภาวะสุขภาพโดยทั่วไป , ระยะเวลาที่ทำงานในแต่ละวัน , ความไวรับของแต่ละคน , ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพและการปฏิบัติงานภายใต้สภาพแวดล้อมนั้นๆ , ระยะเวลาที่ได้ทำงานมาตั้งแต่ต้น
    ประเภทของสิ่งแวดล้อมทางกายภาพที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ
    1.) เสียง 2.) ความสั่นสะเทือน 3.) ความกดดันบรรยากาศ 4.) ความร้อน 5.) ความเย็น 6.) แสงหรือรังสีชนิดไม่แตกตัว ปล่อยพลังงานออกมาในรูปโฟตอนหรือควอนตัม เช่น แสงเหนือม่วงultraviolet ray แสงใต้แดงinfrared ray 7.) รังสีชนิดที่มีการแตกตัว คือคลื่นพลังงานที่สามารถทะละทะลวงผ่านโมเลกุลได้ (มี 5 ชนิด แอลฟา, เบตา, แกมมา ใช้ถ่ายรูปโลหะเพื่อดูรูพรุน รอยร้าว, เอ็กซ์ , อนุภาคนิวตรอน ใช้หาแหล่งน้ำ แหล่งน้ำมัน)
    การประเมินภาวะสิ่งแวดล้อมทางกายภาพที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ
    1) การสำรวจเพื่อให้ทราบถึงประเภทและระดับอันตราย
    o การเดินสำรวจ ผู้สำรวจต้องมีความชำนาญ ประสบการณ์กับการทำงานภายใต้สภาพแวดล้อมของการทำงานต่างๆ
    o การตรวจวัด
    2) การใช้แบบบันทึก
    3) การแปลผลและรายงาน
    โรคจากการประกอบอาชีพที่มีสาเหตุจากความร้อน
    1) ผลเสียต่อระบบร่างกาย ปกติร่างกายจะขับความร้อนออกเพื่อรักษาสมดุลความร้อนในร่างกาย
    1.1.โรคเป็นลมปัจจุบันเนื่องจากความร้อน Heat stroke ในร่างกายสูงขึ้นรวดเร็ว 40-43ซ0
    - บุคคลเสี่ยงได้แก่ คนอ้วน ใส่เสื้อผ้าที่ดูดความร้อนหรือกันความร้อนไม่ให้ระบายออก ขาดน้ำ ดื่มสุรา มีโรคหัวใจและ
    หลอดเลือด
    - เกิดจากการควบคุมอุณหภูมิของร่างกายในสมองส่วนไฮโปทาลามัสเสียไป
    - ชีพจรหัวใจเต้นเร็ว ผิวหนังไม่มีเหงื่อ ความดันเลือดต่ำ วิงเวียน ปวดหัว อาจหมดสติโดยไม่มีอาการนำ มีเลือดข้นขึ้น เลือด
    เป็นกรด อุณหภูมิร่างกายที่สูงมากทำให้เนื้อเยื่อสมอง หัวใจ ตับ ไตและหลอดเลือดจะถูกทำลายอย่างรวดเร็วมีการสลาย
    ของกล้ามเนื้อลาย อาจเกิดภาวะไตล้ม หัวใจวาย/เต้นผิดปกติ
    1.2. อ่อนเพลียหมดแรง Heat exhaustion พบบ่อยที่สุดเนื่องจากหัวใจและหลอดเลือดไม่ตอบสนองต่อความร้อนที่สูงขึ้นจากการ
    - ขาดน้ำ จากการปัสสาวะ เหงื่อ หายใจและมีการชดเชยไม่พอ 1).ขาดน้ำร้อยละ5 จะมีอาการกระหายน้ำเล็กน้อย 2).ร้อยละ
    5-8 ของน้ำหนักตัว จะกระหายน้ำมาก กระสับกระส่าย เมื่อยล้า เฉื่อยชา ชีพจรเร็วขึ้น อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นเล็กน้อย
    ปัสสาวะน้อยลง 3).ร้อยละ 10 ของน้ำหนักตัว ไม่สามารถทำงานได้ 4).ร้อยละ 15 ไม่มีปัสสาวะออกและเสียชีวิต
    - ขาดเกลือ จะไม่รู้สึกกระหายน้ำ อาจไม่มีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของร่างกาย ปวดหัว เหนื่อย กระสับกระส่าย เป็น
    ตะคริว คลื่นไส้ เมื่อยล้า เฉื่อยชา ชีพจรเร็วขึ้น ความดันเลือดต่ำ
    1.3. เป็นลมเนื่องจากความร้อน Heat syncope เนื่องจากการไหลเวียนของเลือดไม่เป็นสัดส่วนกับความต้องการของร่างกาย ส่วน
    ใหญ่ไปคั่งที่ผิวหนังและกล้ามเนื้อแขน ขา และจากการสูญเสียเหงื่อทำให้ปริมาณเลือดลดลง ดังนั้นความดันเลือดจึงลดลง
    และไปเลี้ยงสมองไม่พอทำให้หมดสติ
    - มีอาการเหนื่อย วิงเวียน หาว ถอนหายใจ คลื่นไส้ ผิวหน้าเย็นชื้น ชีพจรเบา ความดันเลือดต่ำ
    - ให้นอนราบ อยู่ในที่เย็น อากาศถ่ายเทดี ดื่มน้ำเย็น
    1.4. บวมเนื่องจากความร้อน Heat edema เกิดจากการขยายตัวของหลอดเลือดทำให้มีเลือดคั่งและบวม
    1.5. เป็นตะคริวเนื่องจากความร้อน Heat cramps เนื่องจากเสียเกลือโซเดียมไปกับเหงื่อ ทำให้กล้ามเนื้อหดเกร็งมากกว่าปกติ มัก
    เกิดกับกล้ามเนื้อที่ใช้งานบ่อย(เช่น น่อง)และสัมผัสกับความร้อนใหม่ๆก่อนที่ร่างกายจะปรับตัว การรักษาให้นำเข้าที่เย็น
    นวดเบาๆและดื่มเกลือชดเชย
    2) ผลเสียต่อผิวหนัง
    2.1. เม็ดผด Heat rash เกิดจากการอุดตันของต่อมเหงื่อทำให้ไม่สามารถขับเหงื่อออกได้ จึงเกิดอาการตุ่ม นูนแดง ปวดแสบปวด
    ร้อน คัน อาการปวดร้อนเนื่องจากร่างกายไม่สามารถขับความร้อนออกไปกับเหงื่อได้
    2.2. เจ็บปวดบริเวณผิวหนัง
    2.3. ผิวหนังหนาตัวและมีสีน้ำตาลเข้ม อาจเกิดมะเร็งผิวหนังบริเวณผิวที่หนาตัวนี้ได้
    3) ผลเสียต่อภาวะจิตใจและการปฏิบัติงาน
    3.1. ผลเสียต่อภาวะจิตใจ
    3.2.ผลเสียต่อการปฏิบัติงาน
    โรคจากการประกอบอาชีพที่มีสาเหตุจากความเย็น
    1) ผลเสียต่อร่างกายโดยทั่วไป
    o อุณหภูมิของร่างกายต่ำมาก ต่ำกว่า35ซ0 หรือ 95 ฟ0 มีความดันเลือดต่ำ ตัวแข็ง เหนื่อยง่าย ซึม ผิวเย็นซีด เพ้อ
    2) ผลเสียต่อร่างกายเฉพาะที่
    o ผิวแห้งและแตก จากความเย็นทำให้ความชุ่มชื้นที่ผิวแห้ง พบมากที่ ริมฝีปาก แขน ขา
    o ชิลเบลนส์ เกิดจากร่างกานสัมผัสความเย็น/ชื้น เป็นเวลานาน ถ้าเป็นรุนแรงจะทำให้หลอดเลือดแดงหดตัวและ อักเสบ บวม หลังการสัมผัสผิวหนังบริเวณปลายนิ้วมือ นิ้วเท้า ใบหู จะมีอาการคัน บวมแดง แล้วเขียวคล้ำ และมีตุ่มน้ำใส การแก้ให้ยาขยายหลอดเลือด
    o อิมเมอร์ชัน ฟุต Immersion foot / Trench foot เป็นอันตรายที่กิดกับเนื้อเยื่อโดยที่เนื้อเยื่อไม่แข็งเป็นเกล็ดน้ำแข็ง พบบ่อยในภาวะสงคราม
    - ความเย็นทำให้เส้นเลือดหดตัว เลือดมีความหนืดและไหลเวียนช้าลง ออกซิเจนจึงไปเลี้ยงส่วนต่างๆช้าลงทำให้ผิวหนังเริ่มเย็นซีด ชา ผิวหนังแห้งไม่มีเหงื่อ และเกิดอาการปวดแสบ ผิวหนังแดง ร้อน บวม
    o ฟรอสท์ไบท์ frostbite ลักษณะเนื้อเยื่อกระทบความเย็นจัดและแข็งตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็งทำให้เซลล์จะแตกและเกิดการสลายตัวของโปรตีน หลอดเลือดเกิดการอุดตัน เนื้อเยื่อตายเนื่องจากการขาดเลือด มีอาการคล้ายอิมเมอร์ชัน ฟุตแต่รุนแรงกว่า
    3) ถ้าพบผู้ต้องสงสัยว่าเป็นภาวะของร่างกายมีอุณหภูมิต่ำมาก ควรปฐมพยาบาลขั้นต้นคือ ห่อตัวผู้ป่วยด้วยผ้าห่มที่อุ่นและแห้ง
    โรคจากการประกอบอาชีพที่มีสาเหตุจากเสียงดัง
    o การสูญเสียการได้ยินแบบชั่วคราว
    o การสูญเสียการได้ยินแบบถาวร คือการได้ยินจะไม่คืนกลับมาเป็บแบบปกติทั้งหมดหลังจากที่มีการหยุดรับฟังเสียงดังแล้ว เรียกภาวะการสูญเสียการได้ยินที่เกิดจากการทำงานที่มีเสียงดังว่า การสูญเสียการได้ยินจากการประกอบอาชีพ Occupational hearing loss หรือ การสูญเสียการได้ยินจากเสียงดัง Noise Induced Hearing Loss = NIHL
    - ปัจจัยจากการฟังเสียงดังต่อเนื่องดังมากกว่า 85 dB A ที่ 250-4,000 Hz
    - อาการระยะแรกคือ เกิดเสียงวิ้งๆรบกวนหรือรู้สึกอู้ในหู เรียกว่า tinitus
    - เสียงดังจะกระตุ้นทำให้เกิดการหดตัวของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะรับเสียงทำให้เกิดภาวะการขาดเลือด และเสียงกระตุ้นอวัยวะรับเสียงให้เบนไปมาซ้ำๆกันเป็นพันๆครั้งในหนึ่งวินาทีมากกว่าที่เป็นในเวลาปกตอทำให้เกิดการชำรุดฉีกขาด
    - ปัจจัยเสี่ยง จาก1.ความเข้มเสียง 2.ความถี่เสียง(สูง) 3.ชนิดของเสียง (ดังเป็นระยะๆจะเกิดการสูญเสียน้อยกว่า) 4.ระยะเวลาที่ได้รับเสียงต่อวัน 5.จำนวนปีที่ทำงาน
    - ปัจจัยเสี่ยงอื่น เช่น 1.ความไวต่อเสียงของบุคคล 2.อายุที่เริ่มทำงานในที่มีเสียงดัง 3.ผลร่วมของการสูญเสียการได้ยินจากโรคหู 4.สภาพแวดล้อมของแหล่งเสียง 5.ระยะทางจากแหล่งเสียงถึงหู 6.ตำแหน่งหูกับแหล่งเสียง
    o อัตรายต่อการได้ยินอย่างเฉียบพลันจากเสียง มาจากการได้ยินเสียงดังมากในเวลาสั้นๆ เช่น 160 dB A ทำให้หูทะลุฉีกขาด หรือกระดูกหูเล็กๆในหูชั้นกลาง/ชั้นในเกิดการชำรุด
    โรคจากการประกอบอาชีพที่มีสาเหตุจากแสงหรือรังสีที่ไม่แตกตัว
    1) อันตรายจากแสงเหนือม่วงหรืออัลตราไวโอเลต
    o เปลือกตาอักเสบ เยื่อบุตาอักเสบ และกระจกตาอักเสบ เช่น เกิดทันทีทั้ง3อย่าง ในเวลา 30 นาทีหลังการเชื่อมโลหะ เรียกว่า แฟลช เบินส์ flash burn จะมีอาการปวดตา คล้ายมีทรายอยู่ในตา กลัวแสง เปลือกตากระตุก น้ำตาคลอ มองไม่ชัด
    o ต้อกระจก เกิดจากแสงUV-ชนิด B และ UV-ชนิด A สายตาจะมัวช้าๆ ไม่มีการอักเสบหรือเจ็บปวด
    o จอประสาทรับภาพอักเสบ เกิดจากแสงUV-ชนิด A จากเลเซอร์ ทำให้มองไม่ชัด อาจตาบอดได้
    o ผิวหนังไหม้และผิวสีคล้ำขึ้น เกิดจากแสงUV-ชนิด B(290-320 nm) ทำลายเส้นเลือดใต้ผิวหนังและเซลล์ผิวหนังโดยตรง คนผิวสีคล้ำจะเป็นอันตรายน้อยกว่า ผู้เป็นจะปวด หนาวสั่น มีไข้ ใจสั่น คลื่นไส้ ถ้าสัมผัสนานจะบวมพองเป็นตุ่มน้ำ ผิวหนังจะแดง/ชมพูภายใน14-20ชม. หลัง 24-72ชม.ผิวหนังจะลอกต่อ 10 วัน
    o ผิวหนังอักเสบเนื่องจากการแพ้แสงแดด เป็นการสัมผัสสารเคมีร่วมกัยบแสงทำให้เกิดปฏิกริยาการแพ้ สารเคมีที่ใช้ในการพิมพ์/ถ่ายภาพ
    2) อันตรายจากแสงในช่วงคลื่นที่ตาสามารถมองเห็น Visible light
    o โรคตากระตุก พบบ่อยในงานเหมืองแร่เนื่องจากแสงสว่างไม่พอ
    o จอประสาทรับภาพถูกทำลาย เกิดจากแสงจ้าของเครื่องฉายข้ามศีรษะ ไฟประภาคาร แสงเลเซอร์ อาการคือตาจะมืดไปชั่วขณะ ถ้าเป็นเรื้อรังจะมองภาพไม่ชัด หรือการมองเห็นสีฟ้าและเขียวเสียไป
    3) อันตรายจากแสงใต้แดงหรืออินฟาเรด ทำให้เกิดพลังงานความร้อนได้มาก
    o ตาดำขุ่น และต้อกระจก ช่วงแสงคลื่นยาวจะถูกดูดกลืนโดยตาดำส่วนช่วงคลื่นสั้นกว่าจะส่องผ่านตาดำและดูดกลืนโดยเลนส์ พลังงานที่ปล่อยให้โมเลกุลของเซลล์ในตาดำเกิดการสั่นและเกิดความร้อนขึ้น ทำให้เกิดการตกตะกอนของโปรตีนและสารประกอบในเซลล์ทำให้เซลล์ขุ่นมัว และเนื่องจากเลนส์ในตาไม่มีเลือดมาหล่อเลี้ยงการถ่ายเทระบายความร้อนจึงไม่ดี
    o ผิวหนังอักเสบและไหม้
    4) อันตรายจากแสงในช่วงคลื่นไมโครและแสงในช่วงคลื่นวิทยุ
    o ต้อกระจก
    o อันตรายต่อต่อมอัณฑะ ทำให้สเปอร์มลดลงและเคลื่อนไหวช้าลง สามารถกลับเป็นเป็นปกติได้ถ้าหยุดการสัมผัส
    o ความผิดปกติของระบบต่างๆ เช่น รบกวนการทำงานต่อมไทรอยด์ ระบบเลือดผิดปกติ ระบบหัวใจและหลอดเลือดผิดปกติ
    โรคจากการประกอบอาชีพที่มีสาเหตุจากแสงหรือรังสีแตกตัว
    อันตรายมีผลต่อร่างกายและพันธุกรรม เมื่อรังสีวิ่งผ่านเซลล์จะทำให้เซลล์เกิดการแตกตัวหรือเปลี่ยนแปลงพลังงานภายในของเซลล์
    ความรุนแรงของความเจ็บป่วยขึ้นกับ
    1) ปริมาณรังสีและอัตราที่ได้รับรังสี ในแต่ละครั้งรวมถึงจำนวนครั้งสะสมและระยะเวลาที่ได้รับ
    2) ชนิดของรังสี รังสีที่ทะลุทะลวงได้น้อยคือ แอลฟาและเบตา ผลส่วนใหญ่จะอยู่เฉพาะที่ เช่น ผิวหนัง ส่วนรังสี แกมมา เอ็กซ์ และอนุภาคนิวตรอนจะมีอำนาจทะลุทะลวงถึงเนื้อเยื่อที่ลึกลงไปและอวัยวะ
    3) ชนิดของสารกัมมันตภาพรังสีต่างกันจะเกิดการสลายตัวต่างกัน
    4) ความทนต่อรังสี ของอวัยวะต่างๆของแต่ละคนไม่เท่ากัน
    5) ต้นกำเนิดรังสี สามารถเข้าร่างกายโดยตรง เข้าผ่านอาหาร-น้ำปนเปื้อน เข้าทางผิวหนัง(บาดแผล) เข้าทางหายใจ
    6) ขอบเขตและส่วนของร่างกายที่ถูกรังสี มีผลต่อการฟื้นสภาพจากการบาดเจ็บ ถ้าได้รับทั้งตัวก็จะเกิดความเสียหาย พิการ ตาย
    1) อาการชนิดเฉียบพลัน มีอาการคลื่นไส้อาเจียน มีไข้ ผมร่วง เกิดแผลในปาก/คอ มีเลือดออกตามตัว เสียชีวิต
    2) ชนิดอาการเรื้อรัง เกิดจากได้รับรังสีบ่อยๆ เป็นเวลานานหลายปี
    o มีผลต่อระบบประสาทอัติโนมัติ ทำให้เกิดความดันเลือดต่ำ หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ การเคลื่อนที่ของลำไส้และท่อน้ำดีเร็วขึ้น น้ำย่อยในกาะเพาะอาหารลดลง
    o มีผลต่อระบบเลือดและไขกระดูก เช่น เกล็ดเลือดต่ำทำให้พบมีจุดเลือดออกที่ผิวหนังและเยื่อบุผิวหนัง , ไขกระดูกไม่ทำงาน ทำให้การสร้างเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดลดลง ติดเชื้อง่ายเนื่องจากมีเม็ดเลือดขาวต่ำ
    o มีผลต่อระบบผิวหนัง เช่น ผิวแห้ง ชา เจ็บปวด คัน บางแห่งบวมแดงและเลือดคั่ง ผิงหนังบางแห่งหนาตัวเป็นหย่อมๆ
    o มีผลต่อการเกิดมะเร็ง ที่ ผิวหนัง(พบในแพทย์และทันตแพทย์ที่ทำงานเกี่ยวกับรังสี) กระดูก(พบในแพทย์และผู้เกี่ยวข้องในการรักษาด้วยรังสีแร่เรเดียม) ปอด เม็ดเลือดขาว ต่อมน้ำเหลือง
    o มีผลต่อการเกิดต้อกระจก จากการรับรังสีเอ็กซ์ แกมมาและอนุภาคนิวตรอน
    o มีผลต่อทารกในครรภ์
    ปริมาณรังสี1-2.5 เกรย์ (Gy) จะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน มีกาเปลี่ยนแปลงของเม็ดเลือดขาว ติดเชื้อ เลือดออกง่าย เลือดจาง ภายใน 4-6 สัปดาห์

    โรคจากการประกอบอาชีพที่มีสาเหตุจากความสั่นสะเทือน
    1) ความสั่นสะเทือนทั่วร่างกายผู้ปฏิบัติงาน จากพื้นที่ที่ทำงานหรือโครงสร้างวัตถุมายังร่างกาย เช่น ขับรถแทรกเตอร์
    2) ความสั่นสะเทือนเฉพาะที่ จากการใช้เครื่องมือที่มีความสั่นสะเทือน เช่น เครื่องเจาะถนน เครื่องขัด เลื่อยไฟฟ้า
    อันตรายที่เกิดจากความสั่นสะเทือน ขึ้นกับความรุนแรงของแรงสั่นสะเทือน ทิศทางแรงสั่นสะเทือนที่กระทำต่ออวัยวะของร่างกาย
    ท่าทางการทำงานและความตึงของกล้ามเนื้อ จะเกิดโรค Vibration syndrome ดังนี้
    1) ความผิดปกติของเส้นเลือดที่นิ้วมือ ที่พบบ่อยคืออาการที่เรียกว่า เรย์นอด ฟีโนมินอน หรือโรคนิ้วตาย หรือโรคนิ้วซีด(Vibration White Finger ; VWF) จากการขาดออกซิเจนไปเลี้ยงที่นิ้วไม่พอหรือไม่สม่ำเสมอ
    2) ความผิดปกติของกระดูก ข้อต่อ และกล้ามเนื้อ เช่น เกิดการอักเสบ ร้าวแตก
    3) โรคระบบประสาท โดยเฉพาะที่ระบบประสาทส่วนปลายต่างๆของแขนท่อนในและท่อนนอก การสั่นสะเทือนอาจทำให้เส้นประสาทฝ่อเ...่ยวและหมดความรู้สึก
    โรคจากการประกอบอาชีพที่มีสาเหตุจากความกดดันบรรยากาศ
    1) อันตรายจากการทำงานใต้น้ำ
    - ระดับน้ำตื้นคือ > 35 ฟุต ระดับน้ำลึกคือ < 36 ฟุตขึ้นไป
    - ขณะดำน้ำลงลึกทุกๆ 33 ฟุต อากาศที่หายใจเข้าปอดมีปริมาตรเล็กลงจึงละลายในเลือด น้ำและของเหลวในร่างกายเพิ่มขึ้น
    เนื่องจากความดันรอบตัวสูงกว่าในร่างกายจึงพยายามปรับให้มีความดันเท่ากันจึงเกิดการบีบ กดดันบริเวณร่างกาย ปวดในหู
    ชั้นต่างๆ ปวดในตา ปวดปอด เจ็บผิวหนัง ปวดโพรงจมูก
    - ขณะดำขึ้นผิวน้ำ อากาศในปอดจะขยายตัวมากขึ้นและก๊าซไนโตรเจนในสภาพสารละลายจะออกมาในรูปของฟองอากาศใน
    กระแสเลือด(air embolism) เรียกว่าโรคเกซอง ( Caisson’s Disease) ไปกดเส้นประสาท เกิดการอุดตัน สร้างความเสียหาย
    ต่อระบบไหลเวียนโลหิตและอวัยวะ ถ้าเกิดที่สมองจะมีอาการมึนงง มีเสียงในหู ชัก ตามองไม่เห็น หมดสติ ตาย ตามองไม่
    เห็น ถ้าเกิดที่ไขสันหลัง จะอัมพาต หมดความรู้สึก ถ้าเกิดที่ปอด จะหายใจลำบาก ปวดแสบปวดร้อนเข้าในกระดูกอก
    - ถ้าต้องทำงานเป็นประจำจะทำให้เกิดโรคกระดูกตายเนื่องจากฟองก๊าซไนโตรเจนเข้าไปอุดตันในเส้นเลือดฝอยในกระดูกทำ
    ให้เลือดไปเลี้ยงกระดูกไม่ได้
    2) อันตรายจากการทำงานในอากาศ
    o การเมาคลื่นอากาศAir sickness or Motion sickness เหมือนเมารถ เกิดจากการกระทบกระเทือนศูนย์การทรงตัวมากเกินไป เช่น ส่ายไปมา ขึ้นๆลงๆ เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน หน้าซีด เหงื่อออก ตาลาย หมดกำลัง
    o การขาดออกซิเจน(Hypoxia)ชนิดที่ร่างกายหรือส่วนใดส่วนหนึ่งขาดออกซิเจนไปเลี้ยง
    - สำรับงานที่สูงเกิน 30,000 ฟุตขึ้นไป
    - อันตรายจากการขาดออกซิเจนเฉียบพลัน คือ หมดสติทันทีโดยไม่มีอาการแสดงนำและเมื่อฟื้นมาจำอะไรไม่ได้ , การหายใจสั้น หัวใจเต้นเร็ว , หัวใจและระบบหายใจหยุดทำงาน
    - อันตรายจากการขาดออกซิเจนแบบเรื้อรังคือ เกิดความจำเสื่อม ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ถ้าเดินไปมาบนที่สูงเช่นเครื่องบินจะหายใจลำบากและใจสั่น







































    หน่วยที่ 9 โรคติดเชื้อจากการประกอบอาชีพ

    โรคติดเชื้อ(Infectious diseases) หมายถึง โรคซึ่งเกิดจากเชื้อโรค (Microorganisms) เข้าสู่ร่างกายเกิดการแบ่งตัวและทำให้เกิดโรคจากตัวเชื้อโรคเองหรือเกิดจากพิษ ทำให้เกิดการเจ็บป่วยขึ้น
    โรคติดเชื้อจากการประกอบอาชีพ เป็นโรคที่สามารถติดต่อแพร่กระจายไปยังเพื่อนร่วมงานได้ เช่น วัณโรค บางโรคเป็นแล้วรักษาไม่หาย เช่น โรคเอดส์ โรคพิษสุนัขบ้า โรคตับอักเสบจากเชื้อไวรัส บางโรคเป็นแล้วมีอันตรายสูงมาก เช่น โรคเอดส์ โรคพิษสุนัขบ้า บางโรคเป็นแล้วกลายเป็นมะเร็งได้ เช่น โรคตับอักเสบจากเชื้อไวรัสบีทำให้เป็นมะเร็งตับ
    การแบ่งโรคติดเชื้อตามกลุ่มอาชีพ
    o โรคติดเชื้อที่พบในกลุ่มอาชีพให้บริการสุขภาพแก่ผู้ป่วย เช่น แพทย์ พยาบาล ได้แก่ โรคเอดส์ วัณโรค โรคตับอักเสบจากเชื้อไวรัส
    o โรคติดเชื้อที่พบในกลุ่มอาชีพอื่น เช่น โรคแอนแทรกซ์(มีชื่อประกาศในกระทรวงมหาดไทย) โรคพิษสุนัขบ้า โรคเลปโตโปโรซิส
    การแบ่งโรคติดเชื้อตามชนิดของเชื้อโรคที่ทำให้เกิดโรค
    o เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เช่น บาดทะยัก(มักเป็นกลุ่ม เกษตรกร ผู้ทำงานโรงงานที่มีโอกาศเกิดแผล) , วัณโรค(มักเป็นกลุ่มทางการแพทย์) , แอนแทรกซ์ (มักเป็นกลุ่ม เกษตรกร คนขายเนื้อสัตว์ สัตวแพทย์ที่ทำงานในโรงฆ่าสัตว์) ,โรคเลปโตโปโรซิส(มักเป็นกลุ่ม เกษตรกร คนเก็บขยะ ขุดอุโมงค์ ล้างท่อโสโครก ฟาร์มสัตว์เลี้ยง)
    o เกิดจากเชื้อไวรัส เช่น เอดส์ โรคตับอักเสบจากเชื้อไวรัส (มักเป็นกลุ่มทางการแพทย์ ผู้ทำงานในห้องปฏิบัติการ ชายหญิงที่ทำอาชีพพิเศษ) , โรคพิษสุนัขบ้า (มักเป็นกลุ่มเจ้าหน้าที่เทศบาลที่ควบคุมสุนัข สัตวแพทย์ เกษตรกร)
    o เกิดจากเชื้อคลามัยเดียและริคเคทเซีย เช่น คิว ฟีเวอร์ (มักเป็นกลุ่ม เกษตรกร คนเลี้ยงสัตว์ ผู้ทำงานในโรงฆ่าสัตว์ สัตวแพทย์ ผู้ทำงานเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์นม ผู้ทำงานในห้องปฏิบัติการ)
    o เกิดจากเชื้อรา (มักเป็นกลุ่ม เกษตรกร)
    o เกิดจากเชื้อปรสิต เช่น โรคพยาธิปากขอ (มักเป็นกลุ่ม เกษตรกร คนขายเนื้อสัตว์ สัตวแพทย์ที่ทำงานในโรงฆ่าสัตว์)
    หลักการวินิจฉัยโรคติดเชื้อจากการประกอบอาชีพ
    การสัมภาษณ์ประวัติ การตรวจร่างกายโดยละเอียด การตรวจทางห้องปฏิบัติการ และการใช้ความรู้ทางระบาดวิทยา
    การรักษาโรคติดเชื้อ
    o การรักษาแบบประคับประคองหรือแบบทั่วไป เช่น ให้ยาลดไข้ ให้น้ำเกลือทางเส้นเลือด
    o การรักษาเฉพาะ เมื่อรู้โรคชัดเจน เช่น โรคแอนแทรกซ์ ใช้ยาเพนนิซิลิน บางโรคไม่มียารักษาโรคเฉพาะ เช่น เอดส์ พิษสุนัขบ้า โรคตับอักเสบจากไวรัส
    วงจรธรรมชาติของโรค
    1) ระยะที่มีความไวในการเกิดโรค ไม่มีโรคเกิดขึ้นแต่มีองค์ประกอบที่ส่งเสริมต่อการเกิดโรค
    2) ระยะของโรคก่อนมีอาการ
    3) ระยะที่มีอาการของโรค ผู้ป่วยมักมาพบแพทย์ระยะนี้
    4) ระยะที่มีความพิการของโรค
    o กลุ่มที่ป่วยและหายเป็นปกติ จากการรักษาหรือหายเอง
    o กลุ่มที่เป็นและเกิดมีอาการพิการหลงเหลือ เช่น โปลิโอ
    o กลุ่มที่เป็นแล้วเสียชีวิต เช่น เอดส์ พิษสุนัข
    การป้องกันโรคติดเชื้อจากการประกอบอาชีพ
    1) การป้องกันระยะที่หนึ่ง
    o การส่งเสริมสุขภาพ ส่งเสริมอนามัย บุคคล ครอบครัว สิ่งแวดล้อม สุขศึกษา สุขภาพจิต การโภชนาการ การอนามัยแม่-เด็ก
    o การป้องกันเฉพาะโรค เช่น การฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยัก ให้ บี.ซี.เจ.ป้องกันวัณโรค
    2) การป้องกันระยะที่สอง
    o การค้นหาผู้ป่วยในระยะที่ไม่มีอาการ เช่น การสำรวจอนามัยชุมชน การเอกซเรย์ปอด
    o การวินิจฉัยผู้ป่วยแต่แรกเริ่มเมื่อพบอาการและรีบรักษา เช่น การตรวจร่างกาย การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
    3) การป้องกันระยะที่สาม เป็นการป้องกันในระยะที่มีความพิการหรือเป็นโรคมาก โดยการกำจัดความพิการ การฟื้นฟูสุขภาพ การปฐมพยาบาล การกายภาพบำบัด
    โรคติดเชื้อจากการประกอบอาชีพที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย
    1) โรคบาดทะยัก ติดต่อทางบาดแผลที่ผิวหนัง มักพบในอาชีพเกษตรกรรม ระบาดมากในพื้นที่มีอากาศชื้นและอบอุ่น อาการคือ กล้ามเนื้อกระตุกและมีลักษณะของกรามแข็ง ทำให้ใบหน้ามองดูเหมือนแสยะยิ้ม กลืนอาหารลำบาก การวินิจฉัยดูจากประวัติการมีแผลและการเจ็บป่วย การรักษาใช้ยาทำลายพิษของเชื้อบาดทะยักและรักษาตามอาการ ระยะฟักตัวของโรค 6-15 วันถึงหลายเดือน เป็นโรคเฉียบพลันที่ซึมเข้าโลหิตและออกฤทธิ์ที่ไขสันหลังและก้านสมอง
    2) วัณโรค เกิดจากการหายใจเอาละอองเสมหะ น้ำมูก น้ำลายที่มีเชื้อเข้าสู่ปอด หรือติดทางบาดแผลที่ผิวหนัง พบมากในผู้ทำงานเกี่ยวกับการแพทย์ ระยะฟักตัว 6-12 เดือน วัณโรคปกติเกิดกับปอดแต่ทำให้ติดเชื้อที่อวัยวะอื่นได้โดยเฉพาะที่เยื่อหุ้มสมองมีอัตราการป่วยตายมากที่สุด อาการคือ มีไข้เรื้อรังช่วงบ่ายหรือกลางคืน ซูบผอม ไอ ไอเป็นเลือด เหนื่อยงาย อ่อนเพลีย ป่วยเรื้อรัง ต่อมน้ำเหลืองโต ท้องเดิน ท้องอืด ปัสสาวะลำบากหรือเป็นเลือด ปวดกระดูก เจ็บหน้าอก การตรวจที่แน่นอนคือ การตรวจเชื้อจากเสมหะ น้ำย่อย น้ำเหลือง เยื่อหุ้มสมองอักเสบ มักพบในกลุ่มอายุ 45 ปีขึ้นไป การป้องกันให้วัคซีน บี.ซี.เจ.ป้องกันวัณโรค
    3) โรคเลปโตสไปโรซิส (ต่างประเทศเรียก วีล ซินโดรม หรือ มัด ฟีเวอร์ หรือ เซเวน้ดย์ ฟีเวอร์ ) เป็นโรคติดต่อเฉียบพลัน ติดต่อจากสัตว์แทะสู่คน ระยะฟักตัว 10 วัน พบในเพศชายมากกว่าหญิง อาการ มีไข้ หนาวสั่น อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อน่องมาก เบื่ออาหาร อาเจียน เยื่อตาแดง ปวดท้อง ไตอาจทำงานผิดปกติ อาชีพเสี่ยงคือ ชาวไร่ชาวนา งานทำความสะอาดท่อน้ำทิ้ง งานเลี้ยงสัตว์ปีกโรงฆ่าสัตว์ งานอุโมงค์ งานเก็บขยะ มักพบผู้ป่วยในปลายฝนต้นหนาว ผิวหนังมีผื่น ไตทำงานผิดปกติทำให้ผื่นขี้น ตับอาจโตแต่ม้ามไม่โต
    4) โรคแอนแทรกซ์ ติดต่อจากสัตว์ที่เป็นโรค โดยทางแผลผิวหนัง โดยทางเดินหายใจ โดยทางเดินอาหาร พบมากในอาชีพที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ จะมีการระบาดมากในช่วงฤดูร้อนโดยเฉพาะทางภาคเหนือ การเกิดโรคในคนมี 3 แบบคือ
    o ติดเชื้อทางผิวหนังที่เป็นแผล พบมากที่สุดในไทย จากการสัมผัสสัตว์เป็นโรค ระยะฟักตัว 1-2 วัน เกิดตุ่มแดงบริเวณที่สัมผัส คันแต่ไม่เจ็บ 12-48 ชม.ต่อมาจะเป็นตุ่มใสและตุ่มหนอง ตรงกลางแตกเกิดแผลลึกกลมและขอบนูนชัด ถ้ารุนแรงจะลามเข้าต่อมน้ำเหลืองและกระแสเลือด
    o ติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจ พบในโรงงานหนังสัตว์ ขนสัตว์ ระยะฟักตัว 3-5 วัน มีอาการรุนแรง ไข้สูง หายใจขัด เจ็บอก-คอ ลิ้นบวม ไอเป็นเลือด ความดันต่ำ ช็อคและตาย เอกซเรย์จะพบสารน้ำในเยื่อหุ้มปอด
    o ติดเชื้อทางเดินระบบอาหาร เนื่องจากไม่ทำให้สุกก่อน ระยะฟักตัว 6-7 วัน ปวอดท้องเฉียบพลันคล้ายอหิวาต์ อุจจาระมีเลือดสดจำนวนมาก อาเจียน อ่อนเพลีย ช็อค
    5) โรคบรูเซลโลซิส เข้าร่างกาย 4 ทาง คือ ตา หายใจ ทางเดินอาหาร ผิวหนังที่เป็นแผล เป็นโรคติดต่อจากสัตว์เลี้ยงสู่คน มีอาการโรคคล้ายมาเลเรีย ทัญฟอยด์ และวัณโรค ไม่ค่อยพบในไทย
    6) โรคติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรียอื่นๆ เช่น กาฬโรค เป็นโรคติดต่อจากสัตว์แทะสู่คน ระยะฟักตัว 2-8 วัน แบ่ง เป็น 1. กาฬโรคต่อมน้ำเหลือง พบมากที่สุด 2. กาฬโรคโลหิต 3.กาฬโรคปอด จะเกิดอาการตามมาหลังจากเป็นกาฬโรคต่อมน้ำเหลือง 4. กาฬโรคเยื่อหุ้มสมอง ส่วนใหญ่จะตายภายใน 1-5 วัน
    โรคติดเชื้อจากการประกอบอาชีพที่เกิดจากเชื้อไวรัส
    1) โรคเอดส์ AIDS = Acquired Immunodeficiency Syndrome เป็นอาการของผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง จากเชื้อไวรัส Human Immunodeficiency Virus ติดต่อโดย เลือด น้ำอสุจิและน้ำในช่องคลอด ระยะฟักตัว 6 เดือน – 5 ปี การระบาดทางวิทยาจะต่างกันในไทยจะพบมากในกลุ่มผู้ติดยาเสพติด
    การติดต่อ 1.ทางเพศสัมพันธ์ 2.การติดต่อทางเลือดและผลิตภัณฑ์ทางเลือด 3.การติดต่อจากมารดาสู่ทารก
    อาการจะแตกต่างกันตั้งแต่ไม่มีอาการถึงเจ็บป่วยเสียชีวิต มี 3ระยะคือ 1. ระยะติดเชื้อโดยไม่มีอาการ 2. ระยะมีอาการสัมพันธ์กับเอดส์ โดยมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งในระยะไม่ต่ำกว่า 1 เดือน เช่น อุจจาระร่วงเรื้อรัง มีไข้เกิน 37.8 ซ0เป็นพักๆติดต่อกัน มีเชื้อราในปาก มีต่อมน้ำเหลืองโตมากกว่า 1 แห่ง น้ำหนักลดลงเกินร้อยละ 10 ของน้ำหนักตัว เป็นโรคงูสวัด 3. ระยะป่วยเป็นเอดส์ จะมีโรคฉวยโอกาสแทรกซ้อนเช่น โรคปอดบวม มะเร็งเส้นเลือด ติดเชื้อราที่หลอดอาหาร ปอด
    การตรวจจะหาแอนตีบอดีในซีรัมด้วยวิธีอีไลซา Enzyme Linked Immunosobent Assay – ELISA มีผลบวก
    2) โรคตับอักเสบจากเชื้อไวรัสบี ติดต่อทางน้ำลาย น้ำกาม เลือด น้ำเมือกในช่องคลอด อาการของโรคจะติดต่อช้าๆไม่แสดงอาการนักบางคนได้รับเชื้อแล้วเกิดภูมิต้านทาน บางคนไม่เกิดภูมิต้านทาน เมื่อรับเชื้อแล้วอาจมีอาการตับอักเสบรุนแรง ตัวเหลือง ตาเหลือง คลื่นไส้ มีไข้ เบื่ออาหาร
    o การตรวจจะหาแอนติเจนและแอนตีบอดีของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี จาก HBs Ag = ถ้าพบเป็น + แสดงว่ามีการติดเชื้ออยู่ในขณะนั้น , Anti HBc = ตรวจพบได้หลังการติดเชื้อ สามารถพบได้ในเลือดต่อเป็นเวลานาน ถ้าเป็น + แสดงว่ามีเชื้อ , Anti HBs = ถ้าเป็น + แสดงว่าผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันแล้วหรือได้รับภูมิคุ้มกันโดยการฉีดวัคซีน
    3) โรคพิษสุนัขบ้า เป็นโรคติดเชื้อที่ประสาทส่วนกลางและต่อมน้ำลาย เชื้อจะเดินทางตามเส้นประสาทสู่ไขสันหลังและสมอง จึงเกิดการเสียชีวิตเป็นส่วนใหญ่ ระยะฟักตัว 2-8 สัปดาห์ขึ้นกับขนาดบาดแผล อายุผู้ป่วย ตำแหน่งบาดแผล
    o อาการมี 4 ระยะคือ 1.ปวดเมื่อย เจ็บคอ พูดติดขัด 2. เสียวและชาที่แผลและตามเส้นประสาท 3. หงุดหงิด ตกใจง่าย ไวต่อแสง เสียง ลม กล้ามเนื้อเกร็ง เจ็บ มีปัญหาที่กล้ามเนื้อในการกลืนอาหาร-น้ำ อาการรุนแรงขึ้นจนเพ้อ ชักและตาย 4 .กล้ามเนื้อต่างๆเป็นอัมพาต จนหยุดหายใจ ระยะเวลาป่วย 4-8 วัน
    4) โรคติดเชื้อที่เกิดจากเชื้อไวรัสอื่นๆ เช่น ไข้สมองอักเสบ เป็นโรคติดเชื้อทางสมอง ไขสันหลัง และเยื่อหุ้มสมอง มียุงรำคาญเป็นพาหะนำโรค เป็นในเด็กมากกว่า มีไข้เฉียบพลัน อาเจียน ชักซึม คอแข็ง
    โรคติดเชื้อจากการประกอบอาชีพที่เกิดจากเชื้อจุลชีพอื่นๆ
    1) โรคที่เกิดจากเชื้อคลามัยเดียและริคเคทเซีย
    o โรคออร์นิโทซิส = การเกิดโรคจะสัมพันธ์กับการเลี้ยงนก สัตว์ปีก อาการ ปอดบวม มีไข้ หนาวสั่น ไอไม่มีเสมหะ มีอาการทางระบบหายใจ มีอาการแทรกซ้อนคือ สมองหรือกล้ามเนื้อหัวใจหรือเส้นเลือดดำอักเสบ
    o โรคQ- fever = จากการสัมผัสกับผลิตภัณฑ์นม ชำแหละเนื้อ เพาะเชื้อ วิจัย ของสัตว์พวก วัว ควาย แพะ แกะ
    2) โรคที่เกิดจากเชื้อปรสิต
    โรคพยาธิปากขอ เกิดในเยื่อบุผนังลำไส้เล็ก พยาธิปากขอสามารถไชผ่านทะลุผิวหนังได้จากการเดินเท้าเปล่า ดื่มน้ำไม่สะอาด พบมากที่ภาคใต้ อาการ จุกเสียด แน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย มึนงง ซีด ถ้าเสียเลือดมากๆจะตายได้ ส่วนใหญ่จะซีดและอ่อนเพลียจากการถูกดูดเลือด
    โรคพยาธิไส้เดือนตัวกลม พบมากที่ภาคใต้ แย่งอาหารที่ย่อยแล้วในลำไส้เล็กทำให้เกิดโรคขาดสารอาหาร มีไข้ เหนื่อยหอบ หายใจแน่น ปอดอักเสบ อุดทางเดินน้ำดีทำให้เกิดดีซ่าน อุดกั้นลำไส้ทำให้ปวดท้อง ท้องอืด มักพบในเด็กจากการเล่นดินและอมนิ้วมือ
    3) โรคที่เกิดจากเชื้อรา เช่น โรคคอกซิดิโอไอโดไมโกซิส โรคฮิสโตพลาสโมซิส












    หน่วยที่ 10 โรคจากการประกอบอาชีพเนื่องจากสารโลหะ

    โรคจากการประกอบอาชีพเนื่องจากสารโลหะ หมายถึง โรคหรือความเจ็บป่วยที่ผู้ปฏิบัติงานสัมผัสกับสารโลหะต่อเนื่องเป็นเวลานาน จนเกิดการสะสมและทำปฏิกริยากับอวัยวะต่างๆในร่างกาย จนทำให้ร่างกายเกิดอาการแพ้พิษเฉียบพลัน หรือเรื้อรัง
    แหล่งของสารโลหะที่เข้าสู่ร่างกาย
    o การกระจายตัวของโลหะในสิ่งแวดล้อมทั่วไป
    o การกระจายตัวของโลหะในที่ที่ทำงาน
    กลไกการเกิดพิษ สารโลหะสามารถเข้าร่างกายทางกิน ผิวหนังและหายใจ ดูดซึมเข้าเนื้อเยื่อและทำปฏิกริยาเคมีกับของเหลวในร่างกาย ซึมผ่านเนื้อเยื่อและกระจายตัวเข้าสู่ระบบไหลเวียนเลือดในรูปของสารโลหะมี 2 ลักษณะก่อนเข้าสู่อวัยวะเป้าหมายคือ
    o สารประกอบโลหะชนิดเดี่ยว
    o อยู่รวมตัวกับของเหลวจำพวกเลือดและพลาสมา
    อวัยวะเป้าหมายที่สำคัญส่วนใหญ่ คือ สมอง กล้ามเนื้อ ประสาท ตับ ไต
    การแบ่งกลุ่มโลหะที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
    1) ตามลักษณะทางกายภาพ
    o โลหะทุกตัวเป็นของแข็งยกเว้น ปรอท , มีความหนาแน่นสูง , มันวาว , งอเป็นรูปร่างได้ , ทำเป็นเส้นได้ ยืดตัวได้ดี , ขุ่น มัวทึบแสง , เป็นตัวนำไฟฟ้าและความร้อนที่ดี
    o แบ่งเป็น3 กลุ่มใหญ่ตามคุณสมบัติทางกายภาพและโครงสร้างอิเลคตรอนหรือ orboral ซึ่งเป็นชั้นของอะตอมที่มีประจุไฟฟ้าหรืออิเลคตรอน คือ 1. กลุ่มrespresentstive element ในเขต S ต้องเติมพลังงานสูงสุดให้เต็ม เช่น แมกนีเซียม 2. กลุ่มtransition metal ในเขต D มีการบรรจุอิเลคตรอนไม่เต็ม ทั้งในสภาพอะตอมอิสระและในสภาพไอออนในสารประกอบโลหะ เช่น ปรอท แมงกานีส แคดเมียม โครเมียม 3. กลุ่ม intertransition metal ในเขตF เป็นกลุ่มโลหอินเตอร์ทรานซิชัน เช่น แลนทาลัม
    2) ตามลักษณะทางเคมี จำแนกเป็น 1).โลหะ มี e อยู่วงนอกสุด1-3 ตัว, มีวาเลนซีเป็นบวก , ทำปฏิกริยากับน้ำได้ด่าง , เป็นสารรีดิวซ์
    2).อโลหะ มี e อยู่วงนอกสุด4-8 ตัว, มีวาเลนซีเป็นบวกหรือลบก็ได้ , ทำปฏิกริยากับน้ำได้กรด , เป็นสารออกซิไดซ์
    นอกจากนั้นยังแบ่งโลหะเป็น 4 กลุ่มย่อย คือ 1.กลุ่มIV ใช้ทำวงจรไฟฟ้า มีปฏิกริยาต่ำ แต่มีจุดหลอมเหลวสูง เช่น ดีบุก ตะกั่ว 2. กลุ่มV มีพิษสูง ทำปฏิกริยาไว เช่น นำไปทำแบตเตอรี่และโลหะผสม 3. กลุ่มVI นำมาใช้น้อย เป็นสารกัมมันตภาพรังสี 4. กลุ่มทรานซิชัน นิยมใช้มากในอุตสาหกรรม ซึ่งแบ่งย่อยได้อีก 9 ตระกูล เช่น ตระกูลเหล็ก, ตระกูลไททาเนียม ,ตระกูลแมงกานีส
    3) ตามลักษณะการเกิดโรค
    o กลุ่มโลหะที่มีพิษหลายชนิดรวมกัน ได้แก่ แคดเมียม โครเมียม(เกิดพิษในเม็ดเลือด แผลที่ผิวหนังหายช้า) ตะกั่ว(ทำลายเม็ดเลือดแดงและความจำ) ปรอท(เลือดออกตามไรฟัน สั่น เกิดอาการพร้อมกันหลายอย่าง) นิเกิล(มะเร็งระบบหายใจ) เบริลเลียม อาเซนิก(เกิดมะเร็ง เซลล์อวัยวะสืบพันธุ์บกพร่อง)
    o กลุ่มโลหะที่มีแนวโน้มเป็นพิษ ได้แก่ โคบอลต์(ใช้ทำวิตามินบี12 รับมากจะเป็นคอหอยพอก ผื่นคัน) ทองแดง แมงกานีส โมลิดินัม(ทำอาหารและยา ทำให้เลือดจาง) สังกะสี
    o กลุ่มโลหะที่มีพิษและเกี่ยวข้องกับการรักษาทางแพทย์ ได้แก่ อะลูมินัม(ป้องกันการดูดซึมฟลูออไรด์และลดปริมาณแคลเซียม/เหล็ก) มิสบัส(ทำยาฆ่าเชื้อโรค ยาปฏิชีวนะ ครีมกันแดด ถ้ามีมากจะรบกวนระบบขับถ่ายและไต) ทองคำ(ใช้รักษาโรค รูมาตอยส์) แพทตินัม ลิเทียมคาร์บอน(ใช้รักษาโรคตับ สมอง ประสาท ถ้ามีมากไตจะพิการ)
    o กลุ่มโลหะที่มีพิษน้อยแต่ใช้ในงานอุตสาหกรรมมาก เช่น ดีบุก ยูเรเนียม แมกนีเซียม แบเรียม
    1) โรคจากการแพ้พิษสารตะกั่ว
    o ตะกั่วอนินทรีย์ ใช้ในอุตฯเคมีและสี ให้สีขาว ส้ม เหลือง เขียว อาการชนิดเฉียบพลัน ลิ้นรู้รสโลหะ อุจจาะระสีดำ อาเจียนสีขาวน้ำนม เม็ดเลือดแดงแตกเฉียบพลัน ทำให้เลือดจาง ปัสสาวะมีสีคล้ำเหมือนโคคาโคลา ไตวายเฉียบพลัน ไม่มีปัสสาวะหรือมีน้อยอาการชนิดเรื้อรัง พบมาก พบเส้นสีดำที่เหงือกเรียกว่า lead line เลือดจาง ซีด พบความผิดปกติในระบบประสาทส่วนกลางในเด็กมากกว่าในผู้ใหญ่ ปวดเมื่อย กล้ามเนื้ออ่อนแรง รู้รสโลหะ เบื่ออาหาร ท้องผูก ลำไส้บิดตัวเรียกว่า lead colic ดูดซึมได้ดีทางผิวหนัง ทางปาก ทางระบบหายใจ
    o ตะกั่วอินทรีย์ ใช้ในอุตฯเคมีและสีทาโลหะ ทาบ้าน สีน้ำมัน ทำเป็นแผ่น ท่อ กันการกัดกร่อน ทำลวดเชื่อม ลูกปืน ยาง แบตเตอรี่ แก้ว กระเบื้อง อาการ เกิดพิษเฉียบพลันต่อประสาทส่วนกลาง ไม่พบชนิดเรื้อรัง กะสับกระส่าย ง่วงซึม เบื่ออาหาร ตกใจง่ายน้ำหนักลด คลื่นไส้ ตาพร่า อาเจียน คลุ้มคลั่ง โมโหร้าย
    o พิษสารตะกั่วมีผลต่อ ระบบทางเดินอาหาร ระบบประสาทส่วนกลาง ระบบเลือดและระบบไต , รักษาโดยให้ calcium EDTA ไปจับตะกั่ว
    2) โรคจากการแพ้พิษแมงกานีส ใช้ผลิตเหล็กกล้า หัวเจาะ สี หมึก ย้อมหนัง ปุ๋ย ทำให้กระเบื้อง-แก้วใส ถ่านไฟฉาย ใส่น้ำมันเบนซินเพื่อลดควัน มีผลต่อระบบประสาทและระบบหายใจ คือ อาการระยะแรกจะมีอาการเรียกว่า แมงกานิก ไซโคซิส ซึ่งเป็นอาการผิดปกติทางด้านอารมณ์และจิตใจ พูดมากไม่เป็นสาระ กล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกันจึงทำงานละเอียดไม่ได้ เบื่ออาหาร อาการระยะกลาง พูดเป็นเสียงโทนเดียวไม่มีสูงต่ำ เสีบงจะเบาลง พูดช้าไม่สม่ำเสมอ หน้าตาไม่แสดงความรู้สึก ศีรษะทิ่มไปข้างหน้า วิ่งไม่ได้ พลิกมือเร็วๆไม่ได้ อาการระยะสุดท้ายเหมือนโรคพาร์กินสัน โดยเฉพาะการเดิน กล้ามเนื้อหดเกร็ง เคลื่อนไหวช้า ความไวการตอบสนองอัติโนมัติเร็วขึ้น
    3) โรคจากการแพ้พิษสารหนู เป็นก๊าซไม่มีสี มีกลิ่นกระเทียม สารหนูที่มีวาเรนซี3จะเป็นพิษมากกว่าที่มีวาเลนซี5 พบในงานผลิตแก้ว หลอมโลหะ ผลิตสารกำจัดแมลง-ศัตรูพืช เครื่องเคลือบดินเผา อาบพ่นยารักษาเนื้อไม้ ทาสีใต้ท้องเรือ ผลิตสารเคมี
    - อาการจากการรับสารหนูชนิดอนินทรีย์ เฉียบพลัน ทางเดินอาหารถูกทำลาย คลื่นไส่ ท้องเดิน อุจจาระเหมือนน้ำซาวข้าว หายใจมีกลิ่นกระเทียม หมดสติ ความดันเลือดต่ำ มีอาการชาที่ปลายมือและเท้า ปัสสาวะลดลง เม็ดเลือดแดงแตก เลือดจาง เม็ดเลือดขาวต่ำ ระคายเคืองระบบหายใจ ผนังกั้นจมูกอาจทะลุ เรื้อรัง สีผิวเข้มขึ้นเป็นจุดน้ำตาลปนแดงปนกับสีผิวที่จาง มีจุดแข็งเล็กๆเหมือนหูดตามฝ่ามือ-เท้า มีสะเก็ดแข็งตามตัว เป็นมะเร็งผิวหนัง พบแถบสีขาวตามขวางเล็บเรียกว่า mees lines เป็นมะเร็งปอด ประสาทกล้ามเนื้อสัมผัสมีอาการชาทั้งมือและเท้า หมดแรง
    - อาการจากการรับสารหนูชนิดอินทรีย์ เม็ดเลือดแดงแตก ไตวาย ปัสสาวะสีแดงคล้ำผิวหนังเป็นสีส้ม ซึม ซีด มีไข้
    4) โรคจากการแพ้พิษโครเมียม โครเมียมวาเลนซี3ไม่มีพิษ โครเมียมวาเลนซี6มีพิษต่อระบบผิวหนังและทางเดินหายใจ
    โครม อัลเซอเรชั่น เป็นแผลจากการกัดกรอนของโครเมทในจุดที่มีรอยถลอกหรือบาดแผลอยู่ก่อนโดยเฉพาะมือ แขน เท้า เริ่มจากเป็นตุ่มน้ำ กลายเป็นแผลกลมหลุมลึก ขอบยก แข็ง มีน้ำเหลือง หากไม่รักาแผลจะทะลุถึงเนื้อเยื่อและชั้นกระดูก กลายเป็นมะเร็ง หลอดลมตีบ ผนังกั้นกระดูก(อ่อน)ทะลุ เยื่จมูกบวม มีเลือดออก
    5) โรคจากการแพ้พิษแคดเมียม มีจุดหลอมเหลวต่ำ ทนการกัดกร่อน ใช้ในงานชุปโลหะด้วยไฟฟ้า ทำอัลลอยด์ ทำสี เซรามิก เซลล์แสงอาทิตย์ ฟิล์ม พีวีซี เข้าร่างกายได้โดยหายใจหรือกิน ในทางเดินอาหารจะดูดซึมได้น้อย อาการคล้ายไข้หวัดใหญ่หรือ metal fume fever อาการเรื้อรัง เกิดโรคปอดอุดตันเรื้อรัง ถุงลมโป่งพอง เลือดจาง เม็ดเลือดแดงถูกทำลาย จมูกไม่ได้กลิ่น รอบคอเป็นวงสีเหลือง ขาดธาตุเหล็ก ไตวาย นิ่ว ไม่สามารถรักษาให้หายเป็นปกติได้ เกิดโรค itai-itai คือเจ็บปวดหลัง-ขา กระดูกเปราะ ไตเสีย
    6) โรคจากการแพ้พิษสังกะสี พบมากในธรรมชาติ เช่น สังกะสีใช้ทำอัลลอยด์ เคลือบโลหะกันสนิม, สังกะสีออกไซด์ ใช้ทำยาขัดเงา แลคเกอร์ พลาสติก ยาง เครื่องสำอาง ยา โลชั้น คาลามาย , สังกะสีคลอไรด์ ยารักษาเนื้อไม้ ถ่านไฟฉาย น้ำมัน อุดฟัน สทัฟสัตว์ , สังกะสี โครเมท (ก่อมะเร็ง)ทำเม็ดสี เสื่อน้ำมัน น้ำยาขัดเงา เข้าทางเดินหายใจในรูปฟูมจากการบัดกรี เชื่อม หลอมหล่อทองเหลือง , อาการแพ้สังกะสีออกไซด์ มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ ผิวหนังที่สัมผัสจะเกิดไขมันอุดตันเกิดตุ่มใสและคัน รู้รสโลหะ ผู้ทำงานนี้จะมีภูมิต้านทานช่วงสั้นๆหายเป็นปกติใน1-2วัน ในวันหยุดสุดสัปดาห์และจะกลับมาเป็นใหม่ในวันจันทร์ที่เริ่มงานเรียกว่า โรคไข้วันจันทร์ Monday fever หรือ metal fume fever
    7) โรคจากการแพ้พิษฟอสฟอรัส เป็นแร่โลหะ 3 สีคือ ขาว แดง ดำ ใช้ทำวัตถุระเบิด สารเคมี สารกำจัดแมลง ปุ๋ย โลหะผสม ฟอสฟอรัสขาวติดไฟง่ายกลิ่นเหม็น ฟอสฟอรัสแดงมีความคงตัวดีกว่าขาว ใช้ทำไม้ขีดไฟ อิฐ , ถ้ากินจะมีผลต่อลำไส้ ตับ ไต ทำให้ระคายเคืองรุนแรง เยื่อเมือกกระเพาะและลำไส้ถูกทำลายรวดเร็ว อาหารไม่ย่อย ระบบดูดซึมและตับถูกทำลาย เกิดการตกเลือด พบเลือดในปัสสาวะ เรื้อรัง ฟอสฟอรัสเกาะกระดูกขากรรไกรทำให้ปวดกระดูกขากรรไกรทำและฟัน กระดูกฟันเปราะเป็นโพรง มีโอกาศเป็นไซนัสในโพรงกระดูกสูง
    8) โรคจากการแพ้พิษนิเกิล พบในงานผลิตเหล็กกล้า เครื่องจักรกล ลูกปืน เหรียญ เครื่องเคลือบดินเผา ลูกปืน แม่เหล็ก เป็นโลหะมันวาวคล้ายเงิน สภาพความร้อนในการทำงานและสูบบุหรี่ ดื่มสุราจะทำให้แพ้พิษเร็วขึ้น , เกิดมะเร็งช่องจมูกและปอด อาการคันหลังวันที่7หลังสัมผัสสารเป็นอาการแรกที่เตือนให้ทราบว่าเริ่มเกิดอาการแพ้สารนี้ ต่อมาจะเกิดตุ่มที่ใบหน้า ศอก คอ การป้องกันต้องใช้หลักวิศวกรรมควบคุม(เช่นใช้ตัวดูดอากาศที่มีแรงส่งไม่ต่ำกว่า4000f/min และหลักด้านสุขศาสตร์ควบคุม
    9) โรคจากการแพ้พิษเบเรียม ใช้ในงานอุตฯ หลอดไฟเรืองแสง เซรามิก โลหะผสม ปฏิกรณ์ปรมานู กระจกกั้นรังสี น้ำมันจรวดอวกาศ โดยเฉพาะการเผาถ่านหินในประเทศหนาวจะพบสารนี้มาก มีอวัยวะเป้าหมายคือ เนื้อเยื่อปอดทำให้เกิดโรคปอดเรื้อรังเรียกว่า beryllosis เบริลโลซิส มีเนื้องอกในช่องถุงลม การแพ้พิษมี 2 ลักษณะคือ 1).แพ้พิษที่ผิวหนัง หายยาก แผลจะลามรุนแรงเรื่อยๆ ต้องใช้ แพทซ์ เทสท์ เป็นเครื่องมือในการตรวจความไวต่อการแพ้พิษสารนี้ 2). โรคปอดอักเสบ ถ้าเรื้อรังจะหายใจตื้น ตัวออกเขียวซีด มือและเล็บมีสีดำคล้ำ พบเนื้องอกกระจายในปอด
































    หน่วยที่ 11 โรคจากการประกอบอาชีพเนื่องจากสารตัวทำละลายและก๊าซ

    ตัวทำละลาย solvent หมายถึง สารที่ใช้สำหรับละลายสารอื่นเป็นสารที่ใช้เพื่อเปลี่ยนแปลงสารต่างๆให้อยู่ในรูปสารละลาย เพื่อให้เหมาะสมในการนำไปใช้งาน ส่วนใหญ่จะเป็น organic solvents มี 10 ประเภท
    ก๊าซ คือสารที่มีสถานะเป็นก๊าซที่อุณหภูมิและความดันบรรยากาศ
    ก๊าซที่ก่ออันตรายมี 2 ประเภท คือ
    o ก๊าซกลุ่มที่ทำให้หมดสติ
    • ทำให้หมดสติโดยการขาดออกซิเจน เช่น ไนโตรเจน มีเทน คาร์บอนไดออกไซด์
    • ทำให้หมดสติโดยปฏิกริยาเคมี จาการสันดาปกับแร่ธาตุบางชนิดที่เกี่ยวข้อง เช่น คาร์บอนมอนอกไซด์ นิกเกิล คาร์บอนิล ไฮโดรเจน ไซยาไนต์ อาร์ซีน ฟอสฟีน
    o ก๊าซกลุ่มที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง เช่น แอมโมเนียความเข้มสูง ไนโตรเจนไดออกไซด์ ทำให้น้ำท่วมปอด
    ผลต่อร่างกายของก๊าซคล้ายกับของตัวทำละลายคือ
    o ผลทางชีววิทยา
    • จะเข้าร่างกายทาง 1. ระบบทางเดินหายใจ ซึมจากถุงลมปอดเข้ากระแสเลือด 2. ระบบทางเดินอาหาร 3. ผิวหนัง กระจายเข้าสู่กระแสเลือด ส่วนที่ไม่ซึมจะติดที่รูขุมขนและต่อมไขมันใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวหนังระคายเคือง อักเสบ
    • กระบวนการเมตาโบลิซึม ในการกำจัดสารเคมีออกจากร่างกายผ่านทาง ปอด ลำไส้ใหญ่ ท่อน้ำดี ขน ต่อมไขมัน และการขับออกทางปัสสาวะของไต
    • อาการการเกิดพิษต่ออวัยวะเป้าหมาย มีแบบเฉียบพลัน มักเป็นอุบัติเหตุ เช่น ระเบิด หกรั่วไหล แบบเรื้อรัง จากการสะสมเป็นเวลานาน
    • ผลการเกิด คือ เกิดเฉพาะที่และเกิดทั้งระบบ
    o ผลทางการระคายเคือง ขึ้นกับความเข้มข้น-โครงสร้างทางเคมีและระยะเวลาในการสัมผัส
    1) โรคที่เกิดจากพิษตัวทำละลายกลุ่มโฮโดรคาร์บอน
    o โรคจากพิษตัวทำละลายอะลิฟาติกโฮโดรคาร์บอนอิ่มตัว หรือ พาราฟินส์ หรือ อัลเคนส์ มีโมเลกุลคาร์บอน 4-16 ตัว ใช้เป็นสารผสมเชื้อเพลิง สารฆ่าแมลง ตัวทำละลายสี น้ำยาซักแห้ง ล้างไขมัน น้ำมันหล่อลื่น พลาสติก น้ำยาเคลือบสี ทำให้ระคายเคือง กดประสาทส่วนกลาง เมื่อสัมผัสเป็นเวลานานๆผิวหนังส่วนนั้นจะแห้งจากการที่ไขมันถูกทำละลาย สารละลายที่สำคัญคือ pentane, hexane , heptane , octane
    o โรคจากพิษตัวทำละลายอะลิไซคลิกโฮโดรคาร์บอน ใช้มากที่สุดคือ gasoline หรือน้ำมันเบนซิน และมิเนอรัลสปริตส์(มีอาการคล้ายกับพิษของheptane และ octane
    o โรคจากพิษตัวทำละลายอะโรแมติกโฮโดรคาร์บอน
    - เบนซีน ใช้ในอุตฯยา เคมีและเชื้อเพลิง สัมผัสระยะแรกจะทำให้ร่าเริงเบิกบานใจ ต่อมาจะง่วงซึม เวียนหัว คลื่นไส้ หมดสติ ถ้าสัมผัสนานๆหรือเรื้อรังจะทำให้การไหลเวียนของเลือดล้มเหลว เลือดกำเดาออก มีเลือดออกในส่วนอื่นๆของร่างกาย ซึมผ่านผิวหนังได้ไม่มาก ต้องตรวจวัดความเข้มข้นในบรรยากาศเสมอๆเนื่องจากคุณสมบัติด้านกลิ่นไม่สามารถเตือนได้
    - โทลูอีน ใช้เป็นทินเนอร์ แลคเกอร์ ยาเคลือบ มีพิษเฉียบพลันสูงกว่าเบนซีน ทำให้การรับกลิ่นจมูกเสียไป รูม่านตาขยายไม่มีปฏิกริยาต่อแสง คุมร่างกายไม่ได้ สับสน ร่าเริง นอนไม่หลับ ซึมผ่านผิวหนังได้ช้า กลิ่นทำให้จมูกชาอย่างรวดเร็วจนการรับกลิ่นเสีย
    - ไซลีน การใช้และที่มาเหมือนโทลูอีน อาการเหมือนโทลูอีนแต่เกิดรุนแรงกว่า การได้รับที่ความเข้มข้นต่ำในระยะยาวจะทำให้จำนวนเม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาวลดลงขณะที่มีเกล็ดเลือดเพิ่มขึ้น การดูดซึมผ่านผิวหนังน้อยมากจนไม่สำคัญแต่ก่อให้เกิดการระคายเคืองมากกว่าเบนซีนและโทลูอีน มีกลิ่นชัดเจนทำให้จมูกชาอย่างรวดเร็วจนไม่ได้กลิ่นอีก
    o โรคจากพิษตัวทำละลายอะโลจิเนทเต็ดโฮโดรคาร์บอน
    - คาร์บอนเตตระคลอไรด์ ใช้มาก หาง่าย ราคาถูก ใช้ทำให้เกิดควันเพื่อรมหรืออบเมล็ดพืช ทำสารดับเพลิง สารฆ่าแมลง สัมผัสที่ความเข้มข้นต่ำเป็นเวลานานจะทำให้ตับทำงานผิดปกติและโต มีการซึมผ่านผิวหนังได้น้อยมากๆแม้ความเข้มข้นถึง1150 ppmมีกลิ่นหวานจึงใช้เตือนภัยไม่ได้
    - ไตรคลอโรเอทีลีน ใช้ล้างไขมันจากโลหะ การสกัดสารต่างๆ มีผลต่อการกดประสาทส่วนกลาง ต่อ ไต ตับ แต่ผลด้านการดูดซึมเข้าผิวหนังและผลต่อระบบทางเดินอาหารจะไม่มีอาการ/ไม่มีผล
    2) โรคที่เกิดจากพิษตัวทำละลายอื่นๆ
    o โรคที่เกิดจากพิษแอลกอฮอล์ คุณสมบัติโดยทั่วไปจะทำให้มึนเมา
    - โรคจากพิษ เมทิล แอลกอฮอล์ หรือเมทานอล ใช้ในงานผลิต ฟิล์ม เซลลูลอยด์ แลกเกอร์ พลาสติก หนังเทียม กระจกนิรภัย ล้างสี
    วานิช ดองศพ ดื่มปริมาณเล็กน้อยทำให้ตาบอดและตายทันที ทำลายเซลล์กระเพาะอาหารและลำไส้ เนื้อตับตาย น้ำคั่งปอด สมอง
    และเส้นประสาทเกี่ยวกับการมองเห็นถูกทำลาย ถ้าหายใจ ระคายเคืองเยื่อเมือก ปวดศีรษะ ตากระตุก วิงเวียน ตาพร่ามัว ตาบอด
    คลื่นไส้ เสียดท้อง ท้องผูก นอนไม่หลับ ไม่มีกลิ่นที่ความเข้มข้น 200 ppm.และไม่สามารถใส่กลิ่นเตือนได้ การรักษา จะพิเศษ
    เฉพาะกว่าโรคจากพิษจากแอลกอฮอล์อีก 3 ชนิดคือ จะต้องฉีดโซเดียมไบคาร์บอเนตเข้าเส้นเลือดดำ หรือให้โซเดียมแลคเตทและ
    กลูโคสในน้ำเกลือแทน ส่วนโรคจากพิษจากแอลกอฮอล์อีก 3ชนิดจะรักษาตามอาการที่ปรากฏ
    - โรคจากพิษเอทิล แอลกอฮอล์ การดื่มถือว่าไม่เป็นสาเหตุของโรคจากการทำงาน ส่วนใหญ่จะสังเคราะห์จากเอทีลีนและ
    กรดซัลฟุริคเพื่อใช้ในงานอุตสาหกรรม มากกว่าการหมักจากคาร์โบไฮเดรต(สุรา) โรคจากพิษเอทิล แอลกอฮอล์จะถือจากการ
    หายใจเข้าไปเท่านั้น จากกระบวนการใช้สารนี้ในการผลิตยางสังเคราะห์ สารเคมี ยาต่างๆ ใช้เป็นตัวทำละลายในการผลิตวัตถุ
    ระเบิด พลาสติก เรซิน ไนโตรเซลลูโลส แลกเกอร์ เครื่องสำอางค์ น้ำหมึก อาการการระคายเคือง ปวดศีรษะ อาเจียน มึนงง กลิ่น
    จะเกิดขึ้นที่ความเข้มข้น 350 ppm สามารถใส่กลิ่นเตือนได้
    - โรคจากพิษเอ็น-บิวทิน แอลกอฮอล์ ได้จากกระบวนการสังเคราะห์หรือจากการหมักคาร์โบไฮเดรต มีกลิ่นที่ความเข้มข้น 15 ppm
    - โรคจากพิษไอโซโพรพิล แอลกอฮอล์ ได้จากการสังเคราะห์propylene ใช้ผลิตยาทาแก้ปวด โลชั่นทาผิว เครื่องสำอางค์ สบู่เหลว
    น้ำยาเช็ดกระจก
    o โรคที่เกิดจากพิษอีเทอร์ เป็นของเหลวไวไฟมาก ระเหยได้ง่ายกว่าแอลกอฮอล์ ระลายน้ำได้น้อย เป็นตัวทำละลายน้ำมันและไขมันได้ดี มีความเสถียรและแยกกลับคืนได้ง่าย นิยมใช้เป็นตัวสกัดสารต่างๆกว้างขวาง เป็นยาสลบ งานกาวยางไม้ เรซิน ขี้ผึ้ง ผลิตสีย้อม พลาสติก น้ำหอม อีเทอร์มีคุณสมบัติเตือนภัยที่ดีคือสามารถรับรู้ได้ที่ความเข้มข้นต่ำๆจึงหลีกเลี่ยงได้ แบ่งเป็น 1. เอทิล อีเทอร์ มีคุณสมบัติด้านการระคายเคืองในการเตือนภัยจากการสัมผัสได้ดีมากๆ 2. คลอโรเมทิล อีเทอร์ 3.ไดคลอโรเอทิล อีเทอร์ (แตกต่างกับตัวอื่นคือมีกลิ่นเฉพาะที่เป็นกลิ่นผลไม้) , สารเคมีทุกตัวจะรักษาตาม อาการ
    o โรคที่เกิดจากพิษคีโตน เกิดการระคายเคืองแต่ไม่รุนแรง ใช้เป็นตัวทำละลายสำหรับ เซลลูโลส เอสเตอร์ อีเทอร์ เรซิน ผลิตจากการกลั่นจากไม้ การหมักข้าวโพด กลั่นจากก๊าซธรรมชาติ มีราคาถูกใช้งานกว้างขวาง ละลายน้ำได้ ความเป็นพิษต่อร่างกายต่ำถ้ารับเข้าไปในปริมาณความเข้มข้นต่ำ แต่ทำตายได้ถ้ารับเข้าร่างกายที่ปริมาณความเข้มข้นสูงเพียงครั้งเดียว
    o โรคที่เกิดจากพิษไกลคอลและอนุพันธ์ของไกลคอล เป็นของเหลว ไม่มีสี มีกลิ่นอ่อน ไม่มีปัยหากับระบบทางเดินหายใจมากนัก มีความดันไอต่ำ ระเหยฟุ้งกระจายตัวทำให้เกิดการระคายเคืองเมื่อได้รับความร้อน ใช้ในน้ำมันไฮโดรลิกส์ ถ้าสัมผัสเอทิลีน ไกลคอล ปริมาณไม่สูงมากจะเกิดผลต่อไตที่เดียว และไม่มีค่า TLV ส่วนเอทิลีน ไกลคอล โมโนเมทิลอีเทอร์ จะทำให้เม็ดเลือดขาวผิดปกติ มีค่า TLV ต่ำเพียง 25 pup และไม่มีคุณสมบัติในการเตือนให้ระวัง การใช้งานต้องวัดค่าความเข้มข้นในบรรยากาสเสมอ
    o โรคที่เกิดจากพิษเอสเตอร์และอัลดีไฮด์ : เอสเตอร์ ได้จากกระบวนการระหว่างกรดกับแอลกอฮอล์ ใช้ในการเคลือบผิว การผลิตรถยนต์ เครื่องบิน สารเคมี สบู่ ผ้า เครื่องสำอางค์ เครื่องหนัง ไม่มีพิษสะสมในร่างกายนัก แต่สร้างความระคายเคือง ทำให้น้ำตาไหลออกมาก อัลดีไฮด์ ผลิตจากก๊าซธรรมชาติ โดยเฉพาะฟอร์มาดีไฮด์ ทำให้เกิดความรู้สึกไวเกิน ถ้าความเข้มข้น 10 ppm จะทำให้น้ำลายไหลไม่หยุดจำนวนมาก แสบร้อนจมูกคอ ถ้าความเข้มข้น 4-5 ppm จะทำให้น้ำลายไหลไม่หยุดจำนวนเล็กน้อย จากพิษของทั้งสองจะไม่มีการบาดเจ็บที่ตับและไต
    3) โรคที่เกิดจากกลุ่มก๊าซพิษที่ทำให้หมดสติ
    o โรคที่เกิดจากกลุ่มก๊าซพิษที่ทำให้หมดสติโดยการขาดออกซิเจน
    • โรคจากก๊าซพิษไนโตรเจน พบมากในเหมืองแร่อับชื้นเรียกว่า blackdamp ทำให้มีออกซิเจนลดลงถ้าลดลงเหลือ 12%จะหายใจลำบาก ถ้าเหลือ10%จะหายใจลำบาก ริมฝีปากและใบหน้าจะมีสีเขียวคล้ำ หายใจลึกและถี่ขึ้น ถ้าเหลือ4%จะหมดสติใน40วินาทีและชัก หยุดหายใจ
    • โรคจากก๊าซพิษมีเทน ไม่มีสีไม่มีกลิ่น มีความถ่วงจำเพาะ 0.55 เมื่อเทียบกับอากาศ จะเข้าแทนที่อากาศทำให้ปริมาณออกซิเจนลดลง หายใจลำบาก หมดสติ ริมฝีปากเขียว พบในงานเหมืองแร่ถ่านหินมาก ระเบิดได้
    • โรคจากก๊าซพิษคาร์บอนไดออกไซด์ พบในงานผลิตเครื่องดื่มโซดา น้ำอัดลม น้ำแข็งแห้ง สารดับเพลิง โรงงานหมัก ก๊าซนี้จะกระตุ้นศูนย์กลางการควบคุมการหายใจในสมองทำให้หายใจเร็วขึ้น ถ้ามีปริมาณก๊าซเกินกว่า3%จะหายใจลำบาก ถ้าเกิน5%จะหมดสติทันที
    o โรคที่เกิดจากกลุ่มก๊าซพิษที่ทำให้หมดสติโดยปฏิกริยาเคมี
    • โรคจากก๊าซพิษคาร์บอนมอนอกไซด์ จากการสันดาปที่ไม่สมบูรณ์ของสารประกอบคาร์บอน จุดติดไฟในอากาศ จับตัวกับฮีโมโกบินในเม็ดเลือดแดงได้เร็วกว่าออกซิเจน200-300เท่า ทำให้ร่างกายขาดอกซิเจน
    • โรคจากก๊าซพิษนิกเกิล คาร์บอนิล อาการคล้ายรับพิษคาร์บอนมอนอกไซด์ มีน้ำและเลือดคั่งปอด เสมหะปนเลือด กล้ามเนื้อหัวใจวาย ตัวเขียว อ่อนแรง หายเป็นปกติได้เองใน 6 วัน รับพิษนานๆจะเป็นโรคภูมิแพ้ หอบหืด
    • โรคจากก๊าซพิษไฮโดรเจนซัลไฟด์ กลิ่นก๊าซไข่เน่า เกิดจากซัลเฟอร์หรือการย่อยสลายของซากสารอินทรีย์ ถ้าได้รับเกิน 200-600ppm ทำให้ตายได้ หรือ 0.3-30 ppm จะได้กลิ่น สารพิษนี้จะจับฮีโมโกบินเกิดสารสีเขียวและแลกเปลี่ยนออกซิเจนไม่ได้ ถ้าได้รับปริมาณสูงจะมีผลต่อระบบสมองจากการขาดออกซิเจน น้ำตาไหล กลัวแสง หมดสติ ระคายเคืองตา กระจกตาเป็นฝ้า
    • โรคจากก๊าซพิษไฮโดรเจนไซยาไนท์ จะยับยั้งไซโตโครมออกซิเดรสในเซลล์ร่างกายโดยรบกวนเนื้อเยื่อที่ทำหน้าที่การเปลี่ยนถ่ายออกซิเจน พบในงานชุบเหล็กเพิ่มความแข็งแรง หรือได้จากการเผาไหม้โพลียูรีเทน อาการพิษจะเกิดเร็วมาก หายใจช้าลง หัวใจเต้นเร็ว แรงดันเลือดต่ำ ชัก ควรเก็บเกลือไซยาไนต์ห่างจากวัตถุที่เป็นกรด
    • โรคจากก๊าซพิษอาร์ซีน พบในงานโลหะ เชื่อม งานหลอม จะรวมตัวกับเอนไซม์และรบกวนการเมตาโบลิซึม เสียชีวิตใน2-3ชม. เส้นเลือดฝอยจะโป่งบวมแตกเป็นจ้ำๆ สารนี้จะทำลายเม็ดเลือดแดง เลือดจางปวดท้องรุนแรง เยื่อบุผนังลำไส้อักเสบ หนาวสั่น ถ้ารุนแรงมากจะปัสสาวะไม่ออก ต้องถ่ายเลือดหรือล้างไต
    • โรคจากก๊าซพิษสไตเบน สลายตัวได้เร็วที่อุณหภูมิ 150 ซ0 เกิดพิษคล้ายสารหนู ทำลายเม็ดเลือดแดงแตก ซีด เลือดจางและรบกวนระบบประสาทส่วนกลาง ดีซ่าน เลือดจาง ชีพจรเต้นช้าลง คลื่นไส้อาเจียน ถ้าสัมผัสนานนานจะคันและเกิดตุ่มพิษที่ผิวหนัง เลือดออกตามเหงือก เยื่อบุตาอักเสบ เลือดจาง นน.ลด
    • โรคจากก๊าซพิษฟอสฟีน กลิ่นคล้ายปลาเน่า ใช้ในอุตฯการเตรียมก๊าซอะเซทธีลีนจากแคลเซียมคาร์ไบด์ที่ไม่บริสุทธิ์ ทำให้ปอดคั่งเลือด ปอดคั่งน้ำ กล้ามเนื้อหัวใจตายเป็นบางจุด ตับอักเสบ ตาเหลือง เดินเซ พิษเรื้อรังคือ ปวด ฟัน กระดูกขากรรไกรบวมเน่า น้ำหนักลด ซีด อ่อนเพลีย กระดูกเปราะ มีอาการทางประสาท
    4) โรคที่เกิดจากกลุ่มก๊าซพิษที่ทำให้ระคายเคือง หายใจไม่ได้ เว้นแต่จะมีความเข้มข้นต่ำมากๆ ปฏิกริยาที่มีต่อระบบทางเดินหายใจจะมากน้อยขึ้นกับความสามารถในการละลายในน้ำของก๊าซนั้นๆ
    o โรคจากก๊าซพิษซัลเฟอร์ไดออกไซด์ SO2 ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ถูกออกซิไดส์จะเป็นซัลเฟอร์ไตรออกไซด์เมื่อรวมกับน้ำจะกลายเป็นกรดH2SO4 มีกลิ่นฉุน ระคายเคืองต่อตา จมูก ระบบทางเดินหายใจ ทำให้อวัยวะการมองเห็นเสีย เมื่อรวมกับน้ำจะกลายเป็นกรดซัลฟุริค ทำให้น้ำตาไหล จาม ไอ ถ้าได้รับพิษต่ำอย่างต่อเนื่องจะทำให้เจ็บคอ อวัยวะรับกลิ่นและรสเสีย ถ้าได้รับปริมาณมากจะหายใจลำบาก หมดสติและตาย
    o โรคจากก๊าซพิษแอมโมเนีย ใช้มากในอุตฯผลิตปุ๋ย เครื่องทำความเย็น ฟอกหนัง อุตฯเคมีในการผลิตกรดไนตริก โซดา ยูเรีย สี ใยสังเคราะห์ เป็นก๊าซไม่มีสี เป็นด่างแก่ ละลายน้ำได้ดี กลิ่นฉุน จะทำลายเนื้อเยื่อเซลล์โดยตรงทำให้เจ็บปวดและระคายเคืองมาก ทำให้ทางเดินหายใจตีบและบวม ปอดบวมและหยุดหายใจ เกิดแผลที่เยื่อตา น้ำตาไหล ตาอักเสบปวดลูกตา ผิวหนังเกิดรอยไหม้คล้ายไฟไหม้และพอง ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำหรือนมมากๆ
    o โรคจากก๊าซพิษออกไซด์ของไนโตรเจน ไอมีสีน้ำตาลแดงเข้ม หนักกว่าอากาศเล็กน้อย เช่น ไนตรัสออกไซด์ใช้เป็นยาสลบ ได้จากกรดไนตริกถูกับอากาศหรือสารอินทรีย์ต่างๆ มีผลโดยตรงต่อเยื่อปอด น้ำท่วมปอด เคืองตา เจ็บคอ ไอ แน่นหน้าอก เสมหะปนเลือด ถ้าสัมผัสที่ความเข้มข้นต่ำเป็นเวลานานจะทำให้ฟันและผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล
    o โรคจากก๊าซพิษคลอรีนและก๊าซพิษอื่นๆ เช่น
    โรคจากก๊าซพิษคลอรีน
    • ใช้มากในอุตฯกระดาษ ฟอกสี เยื่อกระดาษ ประปา สระว่ายน้ำ มีกลิ่นแสบจมูก สีเหลืองอมเขียว หนักกว่าอากาศ 5 เท่า ละลายน้ำได้ดีปานกลางแต่จะละลายได้ดีในด้าง มีฤทธิ์เป็นกรด
    • เข้าร่างกายจะมีผลต่อเยื่อบุอ่อน เยื่อเมือกต่างๆ คลอรีนจะทำปฏิกริยากับความชื้นในเยื่อเมือกเกิดเป็นกรดเกลือ/ไฮโดรคลอริคทำให้ระคายเคืองทั้งต่อเซลล์ ตา ผิวหนัง จมูก เสมหะปนเลือด ตัวเขียว ถ้าสัมผัสนานจะทำให้ปอดบวมน้ำ หลอดลมอักเสบ เกิดสิวที่เรียกว่าคลอแอกเน ฟันผุ
    โรคจากก๊าซพิษฟอสจีน
    • มีกลิ่นหอมหวานคล้ายข้าวโพดอ่อนและมีพิษร้ายแรงกว่าคลอรีน จะไม่ปรากกผลทันทีที่สัมผัส มีเพียงแสบตาและเคือง แต่หลังจาก24-48 ชม.จะมีผลต่อปอดรุนแรงคือเกิดน้ำท่วมปอดและหัวใจล้มเหลว
    • อาการเหมือนคลอรีน ใช้ในการสังเคราะหืสารประกอบอินทรีย์และการฆ่าเชื้อโรค การใช้สารพวกคาร์บอนเตตระคลอไรด์ เช่น ในเครื่องดับเพลิง ไม่ควรเก็บในที่ร้อนเพราะจะแตกตัวเมื่อสัมผัสกับความร้อนของโลหะเกิดก๊าซฟอสจีน ซึ่งเป็นสาเหตุการตายกว่าร้อยละ 80 ในสงครามโลกครั้งที่ 2
    โรคจากก๊าซพิษฟลูออรีนและสารประกอบฟลูออรีน
    • ก๊าซพิษฟลูออรีนมีสีเหลืองแกมเขียว สารประกอบฟลูออไรด์ช่วยให้โลหะหลอมง่ายและงานอุตฯเคมี , ดินที่มีสารประกอบแคลเซียมฟลูออไรด์ใช้ทำเครื่องปั้นดินเผา เมื่อเผาแล้วจะได้ฟลูออโรด์ซิลิเกตที่มีความแข็ง , สารฟีออนใช้ทำความเย็น
    • ฟลูออรีนและฟลูออไรด์ จะเป็นพิษโดยตรงต่อเซลล์ร่างกาย รบกวนการสร้างแคลเซียมและเอนไซม์ ฟลูออไรด์จะจับแคลเซียมในเลือดทำให้ระดับแคลเซียมในเลือดต่ำลง ก๊าซฟลูออรีนรวมกับความชื้นของเยื่อเมือกชื้นเกิดเป็นกรดไฮโดรฟลูออริคทำลายเนื้อเยื่อต่างๆ
    • ผิวหนังเป็นแผลพุพองคล้ายไฟไหม้ ปวดแสบปวดร้อน เข้าปอดจะไอเป็นเลือด เจ็บอกรุนแรง ปอดอักเสบ น้ำท่วมปอด


















    หน่วยที่ 12 โรคผิวหนังและโรคมะเร็งจากการประกอบอาชีพ


    โรคผิวหนังจากการประกอบอาชีพ จำแนกได้ 3 รูปแบบ
    • ผิวหนังอักเสบระคายเคืองจากการสัมผัสสารเคมี เช่น ด่าง กรด ผงซักฟอก สบู่
    • ผิวหนังอักเสบจากสารก่อภูมิแพ้ เป็นปฏิกริยาอิมมูนภูมิไวเกินแบบที่4 โดยมีสารเคมีเป็นแอนติเจน ก่อให้เกิดการแพ้ได้ใน 24 ชม. เรียกว่า โรคผิวหนังอักเสบจากการแพ้สัมผัส หรือก่อให้เกิดภูมิแพ้ภายใน 15 นาทีซึ่งเป็นปฏิกริยาอิมมูนภูมิไวแบบที่1
    • ผิวหนังเป็นโรคอื่น เช่น สิวจากสารคลอรีน โรคผิวหนังไหม้จากกรดไฮโดรฟลูโอริค มะเร็งผิวหนัง โรคผิวหนังอักเสบจากการบาดเจ็บ
    โครงสร้างและสรีรวิทยาของผิวหนัง
    • ชั้นหนังกำพร้า อยู่นอกสุด มีชั้นย่อยๆ 4 ชั้น ชั้นนอกสุดคือชั้นขี้ไคลซึ่งช่วยป้องกันความไวต่อการแพ้สารเคมีและชั้นคุ้มกันจะช่วยป้องกันการระบายของน้ำหรือการซึมผ่านของสารเคมี มีเซลล์ที่สำคัญในเรื่องการแพ้สัมผัส คือ แลงเกอร์ฮานส์เซลล์
    • ชั้นหนังแท้ ประกอบด้วย ใยคลอลาเจน ใยยืดหยุ่น น้ำหล่อเลี้ยง ผม กล้ามเนื้อผม ใยปลายประสาท เส้นเลือดฝอย ต่อมไขมัน ชั้นนี้มีหน้าที่กักเก็บสิ่งแปลกปลอมและจะมีเซลล์เม็ดเลือดขาวต่างๆเข้ามากำจัดสิ่งแปลกปลอม เช่น เซลล์ช่วยเหลือ เซลล์ทำลาย เซลล์หยุดยั้ง พลาสมาเซลล์
    • ชั้นไขมัน ประกอบด้วย เซลล์ไขมันและเส้นเลือด ต่อมเหงื่อ รากผมหรือขน
    การซึมผ่านของสารเคมีเข้าสู่ผิวหนัง
    • สารเคมีทีมีขั้วประจุไฟฟ้าจะผ่านทางชั้นขี้ไคล โดยผ่านเข้าไปในเซลล์จากเซลล์ต่อเซลล์ โดยไม่ผ่านช่องว่างระหว่างเซลล์ เมื่อชั้นขี้ไคลชุ่มน้ำจะเพิ่มการซึมผ่าน ส่วนสารที่ไม่มีประจุไฟฟ้าจะผ่านโดยละลายในสารซึ่งละลายในไขมันซึมผ่านทางรูขุมขน ปัจจัยที่ทำให้ซึมผ่านเร็วขึ้น ได้แก่ ความร้อนของผิวหนัง อุณหภูมิของผิวหนัง ผิวหนังเปียกน้ำ บริเวณที่มีการอักเสบ การคลุมผิวเช่นใส่ถุงมือติดผ้าก๊อซ ตัวยาในรูปขี้ผึ้งจะซึมผ่านดีกว่าครีม และอัตราส่วนของการละลายของสารในชั้นผิวหนังต่อในสารละลายได้สูงขึ้น
    สาเหตุของโรคผิวหนังจากการประกอบอาชีพ
    • สาเหตุจากสารเคมี
    - สารเคมีที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง มีร้อยละ80 เช่น ผงซักฟอก สบู่ น้ำผลไม้ ยากันบูด สารลดปฏิกริยา น้ำมันเครื่อง
    - สารเคมีที่ก่อให้เกิดการแพ้สัมผัส มีร้อยละ 20 เช่น แพ้ปูนซีเมนต์
    - สารเคมีที่ก่อให้เกิดผิวหนังไหม้ เช่น กรด ด่าง ความร้อน
    - สารที่ก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนัง
    • สาเหตุจากสารชีวภาพ แบคทีเรีย เชื้อรา ปรสิต ไวรัส ท๊อกซิก
    ปัจจัยเสี่ยงของโรคผิวหนังจากการประกอบอาชีพ
    • จากสภาวะแวดล้อมในสถานที่ทำงาน
    - งานที่ต้องเปียกน้ำตลอดเวลา พนักงานล้างจาน ช่างทำผม คนผสมเหล้า
    - ภาวะทางกายภาพและเครื่องจักร เช่น ความร้อน ความเย็น ความชื้น การแผ่รังสี ความสั่นสะเทือน
    - สารทางชีววิทยา เช่น เชื้อไร ต้นไม้ เชื้อรา ไวรัส
    - การบาดเจ็บจากเครื่องมือ มีแผลจากรอบคม รอยแทง รอยช้ำ แผลกรด/ไฟไหม้
    - ภาวะทางกายภาพ เช่น ความร้อน ความเย็น ความชื้น การแผ่รังสี ความสั่นสะเทือน
    - สารเคมีที่ก่อการระคายเคือง เช่น ผงซักฟอก กรดด่าง สารละลาย สารทำความสะอาด น้ำผลไม้
    • จากการบริหารงานที่ขาดการพิจารณาที่ดี เช่น การตอบสนองต่อเหตุการณืที่ผิดปกติ การตรวจสอบเป็นระยะ การคัดเลือกคน การให้คำแนะนำ การฝึกหัดงาน การควบคุม ความคล่องตัวในการทำงาน
    • จากตัวผู้ประกอบอาชีพ
    - ความแปรผันของบุคคลที่มีผิวหนังปกติ แต่มีความเสี่นงเช่น มีผิวแห้ง ผิวระคายว่าย ผิววัยชรา ผิวมีขนหนา เหงื่อออกง่าย
    - ปัจจัยเสี่ยงของคนที่มีผิวหนังผิดปกติ ดูจากประวัติส่วนตัวหรือครอบครัว เช่น โรคผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ สิว เรื้อน โรคภูมิแพ้ เกิดแผลเป็นง่าย
    - ปัจจัยอื่นๆ เช่น ยา สุขภาพอนามัยส่วนบุคคล ทำความสะอาดผิวมากเกินไปทำให้เกิดการระคาย ดื่มเหล้าทำให้ผิวแดง
    วัยที่ทำงานมานาน?ก็จะได้รับสารเคมีมากกว่า กรรมพันธุ์
    หลักการป้องกันโรคผิวหนังจากการประกอบอาชีพ( ผู้เป็นโรคผิวหนังจากการแพ้สารเคมี มีโอกาสหายร้อยละ25)
    1) การวางมาตรการความปลอดภัยด้านสภาพแวดล้อม
    o การจัดเก็บรักษาที่ดี
    o ใช้ระบบปิดและควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์
    o การใช้สารอื่นที่เป็นอันตรายน้อยกว่ามาทดแทนสารที่เป็นอันตราย
    o จัดระบบการระบายอากาศที่ดี เพื่อขจัดฝุ่น สารระเหย มีพัดลม เครื่องดูด เครื่องกรองสารพิษ การไหลเวียนของอากาศบริสุทธ์
    o ศึกษาถึงอันตรายของสารเคมีที่ใช้หรือผลิตที่มีผลต่อผิวหนัง แพ้ หรือก่อมะเร็ง ตลอดจนให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีใช้ที่ปลอดภัยและอันตรายของสารเคม่
    2) การวางมาตรการความปลอดภัยด้านบริหารจัดการ
    o การตรวจสุขภาพก่อนรับเข้าทำงาน
    o การให้ความรู้แก่คนงานและติดตามประเมินผล สาธิต บรรยาย มีเอกสารประกอบ บอกอันตราย วิธีการใช้ที่ปลอดภัย การเก็บรักษา ประเมินผลการเรียนู้
    o การเฝ้าระวังและรักษาโรค เพื่อให้ทราบความชุกของโรค สารที่ก่อเหตุ รูปแบบการเป็นโรค
    o การส่งต่อการรักษา
    3) การวางมาตรการความปลอดภัยด้านบุคคล
    การใช้ถุงมือ , การใส่เสื้อ-ชุดอุปกรณ์กันสารเคมี , การใช้สารเคลือบผิว , การดูแลสุขภาพอนามัยส่วนบุคคล
    รูปแบบของโรคผิวหนังจากการประกอบอาชีพ
    1) โรคผิวหนังอักเสบการระคายเคืองจากการสัมผัสสารเคมี เช่น กรด ด่าง เกลือ สบู่ ผงซักฟอก มะนาว หัวหอม
    มีกลไกการเกิดคือ
    o การเกิดการระคายผิวหนังเฉียบพลัน จากการสัมผัสสารปริมาณมากเพียงพอ เช่น น้ำกรดอ่อน
    o เมื่อได้รับสารระคายเคืองมากเป็นระยะหนึ่ง ทำให้ผิวหนังแดง แตก แห้ง มักพบในช่างทำผม ถ้าหยุดใช้เคมีก็จะหาย
    o ผิวหนังอักเสบอาการเฉียบพลัน แต่ปฏิกริยาเกิดช้า ประมาณ 24 ชม.หรือนานกว่านั้น เช่น สารโฟโดฟิลิน ออกไซด์
    o ผิวหนังอักเสบจากระคายสะสม สัมผัสบ่อยๆหลายครั้งจนเกิดผื่นคัน อาการคล้ายผิวหนังอักเสบ-เสียดสี คือ แห้ง หนา ลอก แดง
    o ผิวหนังอักเสบตามรูขุมขน มักเกิดจากการสัมผัสโลหะ เกิดเฉพาะบางคน
    Use test คือการทดสอบการระคายดดยใช้สารนั้นๆในชีวิตประจำวันว่าสามารถทำให้เกิดผื่นได้หรือไม่
    Hardening คือ ลักษณะของคนที่ทำงานสัมผัสสารเคมีใหม่ๆจะเกิดผื่นขึ้นมือ แต่เมื่อทำไปนานๆผิวหนังจะสามารถทนต่อสารเคมีได้
    การรักษา ทานยาแก้แพ้ถ้าคัน , ทาครีมกันสารเคมีมาโดนผิว , ใช้ยาทา คอร์ติโกสเตียรอยด์ เช่น เบต้าเมทาโซน 0.1% ทาวันละ 3 ครั้ง
    อาการ เกิดภายในนาทีหรือชม., ปวดร้อนยุบยิบ , ผื่นแดงหนา หรือแตกเป็นร่อง ตุ่มน้ำเล็กๆ, ผิวชั้นบนใส หรือแห้งหรือลอกออก, อาการจะหายเมื่อไม่ได้สัมผัสสารนั้น , ไม่ม่ทีท่าจะลาม, มีขอบเขตของผื่นชัดเจน , ทดสอบแล้วไม่แพ้สารใดใด
    2) โรคผิวหนังอักเสบสารก่อภูมิแพ้ (ทดสอบโดยการทำ แพท เทสท์ ใช้สารที่สงสัยทาบนผิวหนังและใช้แผ่นอลูมิเนียมหรือ ฟินน์ แชมเบอร์ปิด)
    o โรคผิวหนังอักเสบจากการสัมผัส เช่น จากพาราเพ็นนิลีน ไดอะมีนของยาย้อมผม โครเมตในปูนซีเมนต์ เมื่อสัมผัสสารเคมีที่ก่อภูมิแพ้หนึ่งหรือหลายครั้ง จะก่อปฏิกริยากระตุ้นการแพ้ใน 14 วัน หลังจากเมื่อรับสารนั้นอีกจะเกิดปฏิกริยาผิวหนังอักเสบบริเวณที่สัมผัสใน 2-4 วัน ทดสอบโดยการทำ แพท เทสท์ รอเวลาการเกิดประมาณ 48 ชม.หรือ 96 ชม.
    o โรคผิวหนังเป็นลมพิษเฉพาะที่ที่สัมผัส เป็นปฏิกริยาอิมมูนภูมิไวแบบที่1 อาจเกิดภายใน 15 นาทีบริเวณที่สัมผัส อาการบวมแดงเหมือนลมพิษ อาจเกิดจากไข่ แป้ง ผลไม้ เครื่องเทศ ผม ถุงมือยาง มีอาการคันแดง บวม ลมพิษขึ้นทั้งตัว น้ำมูกไหล หายใจไม่ออก หืด อาจสลบถ้ารุนแรง
    3) โรคผิวหนังอื่นๆจากการประกอบอาชีพ
    o โรคผิวหนังอักเสบจากการบาดเจ็บ จะเกิดผื่นผิวหนังอักเสบหลังการมีบาดแผล 1 ปี
    o โรคผิวหนังอื่นๆจากการประกอบอาชีพอุตสากรรม
    - โรคสิวจากสารคลอรีน สิวขึ้นตามแก้ม หลังหู คอ อวัยวะเพศ มีผื่นใต้รักแร้ มีถุงไขมันขนาดเล็ก รูขุมขนอุดตัน ผิวสีดำ ผื่นแดง ขนขึ้น เหงื่อออกตามฝ่ามือและเท้า ระดับไขมันสูง หลอดลมอักเสบ อาการเป็น 4 ปี จึงจะหาย
    - โรคผิวหนังไหม้จากกรดไฮโดรฟลูออริค จากโรงงานกัดแก้ว สกัดแร่และสารทำความสะอาด การผลิตน้ำมันออกเทนสูง สารนี้ทำให้ผิวหนังไหม้จากการปล่อยไฮโดรเจนอิออนอิสระ ซึมเข้าสู่ผิวหนังลึกถึงกระดูก เกิดสารฟลูออรด์จับกับแคลเซียม-แมกนีเซียมอิออนไปรบกวนเมตาโบลิซึมของเซลล์และหลังโปตัสเซียมไอออนออกมาทำให้ปวดมาก ผิวมีสีแดง เป็นตุ่มน้ำพอง มีวงสีขาวในผื่นแดง เนื้อเยื่อตาย ผิวเปื่อยเป็นฝ้าคลุมแผล เมื่อลงถึงกระดูกจะทำให้กระดูกละลาย ระวังแคลเซียมในเลือดลดต่ำลงจะมีผลต่อการทำงานของหัวใจ และตายได้
    o โรคผิวหนังอื่นๆจากการประกอบอาชีพทางเกษตรกรรม เช่น แพ้สารสกัดจากไม้-ผลไม้ ดอกไม้ สมุนไพร แพ้การสัมผัสฝุ่น ดิน น้ำ ยาฆ่าเชื้อโรค สารกันบูดในนม เชื้อรา(กลาก) แอนแทรกซ์ ยุงกัด ผึ้งต่อย งูกัด พยาธิไช
    o โรคผิวหนังอื่นๆจากการประกอบอาชีพทางการแพทย์ 1. แพ้ถุงมือ(ควรใช้นีโอพรีน เพราะไม่มีสารเมอร์แคบโตเบนโซไทอะโซนทำให้เกิดการแพ้และโรคด่างขาว) 2. แพ้สบู่ ยาฆ่าเชื้อ 3. จากสารฟอร์มาลิน ถ้าสัมผัสบ่อยๆ ผิวแตกเป็นร่อง เล็บเปลี่ยนสี อ่อนยุ่ย ขอบเล็บอักเสบ 4. จากแอลกอฮอล์ 5.จากซีเมนต์ที่เชื่อมกระดูก
    โรคมะเร็งจากการประกอบอาชีพต่างกับโรคมะเร็งทั่วไปดังนี้( มีกระบวนการเกิด 2 ขั้นตอน คือ 1.ช่วงเวลาที่มีการกระตุ้นครั้งแรก 2.ช่วงการตอบสนองครั้งสุดท้าย)
    o ตำแหน่งที่เกิดโรค จะขึ้นกับสารก่อมะเร็งในแต่ละพวก เช่น สีสังเคราะห์อะโรแมติกจะทำให้เกิดมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ สารหนูทำให้เกิดมะเร็งผิวหนัง รังสีทำให้เกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาว/ไขกระดูก
    o ความหลากหลายของโรค จากการแพร่กระจายของสารก่อมะเร็งและความสามารถในการชักนำให้เกิดมะเร็งในเนื้อเยื่อต่างๆ และการความรุนแรงในการออกฤทธิ์
    o อัตราป่วยและอัตราตาย จากมะเร็งที่เกิดจากการประกอบอาชีพมีสูงมาก อัตราการเป็นขึ้นกับชนิด-ศักยภาพของสารก่อมะเร็ง ความรุนแรงในการออกฤทธิ์ ชนิดและช่วงเวลาในการสัมผัส ชนิดงานที่ทำ วิธีทำงานและป้องกัน สุขภาพส่วนบุคคล การป้องกันทางด้านการแพทย์
    o ระยะเวลาที่สัมผัสสาร ระยะปลอดสัมผัส และระยะฟักตัวของโรค เฉลี่ย 5 – 20 ปี หรือ 3-6 เดือน หรือ 30-40 ปี ขึ้นกับความหลากหลาย ชนิด ปริมาณที่สัมผัสสารการตอบสนองของบุคคล
    o อายุ ยิ่งทำงานที่อายุน้อย ความเร็วในการเกิดมะเร็งก็ยิ่งมาก
    o เพศ มักเกิดในชาย ตามกฏหมายที่ห้ามหญิงทำงานอันตราย
    o ลักษณะเฉพาะและปัจจัยทางพันธุกรรม เช่น คนผิวขาวไวต่อการเป็นมะเร็งผิวหนังจากแสงแดด
    o โครงสร้างทางพยาธิวิทยาของเนื้อเยื่อมะเร็ง ที่มองเห็นได้มี2-3ชนิดคือ ใยแอสเบสตอส ฝุ่นแร่โครเมียม สารกัมมันตภาพรังสีในกระดูก
    ความสำคัญของโรคมะเร็งจากการประกอบอาชีพ
    • ด้านสิ่งแวดล้อม เจือปนด้วยมลพิษทางอุตสาหกรรมสมัยใหม่ มีโอกาสเกิดความผิดปกติและมะเร็งง่าย
    • ด้านแง่คิดทางวิทยาศาสตร์ การวิจัยมะเร็งจากการประกอบอาชีพเป็นตัวอย่างของโรคที่สามารถหาสาเหตุได้
    • ด้านการสาธารณะสุข เมื่อทราบสาเหตุก็สามารถหาทางควบคุมป้องกันปัจจัยที่เกี่ยวข้องได้ง่าย
    ทฤษฎีการเกิดมะเร็ง
    • ทฤษฎีการกลายพันธุ์ มีสาเหตุมาจากสารก่อกลายพันธุ์ชักนำให้มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะของเซลล์อย่างถาวร ทำให้บางส่วนของยีนต์หรือดีเอ็นเอมีลักษณะผิดจากเดิมหรือรบกวนการทำงานของยีนต์
    • ทฤษฎีการเกิดมะเร็งแบบ 2 ขั้นตอน แพร่หลายและยอมรับมาก 1.เริ่มต้นด้วยสารเริ่มต้นที่เป็นสารก่อมะเร็ง ทำให้เซลล์ดีกลายเป็นเซลล์ผิดปกติหรือเซลล์มะเร็งในระยะแรก อาจหานหรือถูกทำลายถ้าไม่ได้รับสารนั้นซ้ำ 2.ถ้ามีการเติมสารส่งเสริมหลังได้รับสารเริ่มต้นแล้ว เซลล์มะเร็งจะโตเร็วเป็นก้อนเนื้องอกและเป็นเนื้อร้ายในที่สุด
    • ทฤษฎีการเกิดมะเร็งทั่วไปของคัมมิ่ง การเกิดมะเร็งเริ่มต้นที่การกลายพันธุ์ก่อนจะต้องมียีนควบคุมที่ผิดปกติแต่ยีนต์ถ่ายทอดพันธุกรรมยังปกติ ก็สามารถถ่ายทอดรหัสพันธุกรรมได้ปกติ แต่ถ้ายีนต์ถ่ายทอดพันธุกรรมเสียหายด้วย
    • ทฤษฎีการเกิดมะเร็งจากยีนต์มะเร็ง
    ปฏิกริยาการเกิดมะเร็งจากการประกอบอาชีพ
    • การออกฤทธิ์โดยตรง
    • การออกฤทธิ์โดยอ้อม
    • การทำงานทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพในอวัยวะสำคัญ
    การแบ่งประเภทของโรคมะเร็งจากการประกอบอาชีพ
    • โรคมะเร็งผิวหนัง
    • โรคมะเร็งปอด
    • โรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
    • โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว
    • โรคมะเร็งตับ
    • โรคมะเร็งจมูก









    หน่วยที่ 13 โรคปอดจากการประกอบอาชีพ Occupational Lung Diseases


    โรคปอดเข้าใจว่าเริ่มมาจากการประกอบอาชีพทางอุตสาหกรรม โดยเฉพาะโรคหอบหืด จากการปลูกพืชเป็นอาหารที่ต้องทำงานเกี่ยวกับเมล็ดธัญญพืช โดยมีรายงานเกี่ยวกับโรคหอบหืดเป็นครั้งแรกโดย ราแมสซินิ ผู้ได้รับชื่อว่าเป็นบิดาทางด้านเวชศาสตร์เกี่ยวกับการประกอบอาชีพ ทั้งนี้โรคปอดจากการประกอบอาชีพไม่รวมความผิดปกติที่เกิดจากอายุหรือสุขนิสัยเช่น การสูบบุหรี่
    นิวโมโกนิโอซิส หมายถึง กลุ่มโรคที่เกิดจากฝุ่นของสารพิษทุกชนิด(ยกเว้นก๊าซหรือควัน)เข้าไปสะสมอยู่ในปอด ปัจจุบันนิยมใช้กับโรคปอดจากฝุ่นของแร่ธาตุ
    ความสำคัญคือ 1. เป็นโรคที่มีแนวโน้มพบมากขึ้น 2. เมื่อเป็นแล้วจะเกิดผลเสียหายต่อเศรษกิจ สังคม ครอบครัวและประเทศชาติ 3. เป็นโรคที่หากวินิจฉัยได้แต่เริ่มแรกสามารถรักษาให้หายได้ 4. เป็นโรคที่ป้องกันได้ 5. เป็นประโยชน์ในการพิจารณาช่วยเงินทดแทน
    การตอบสนองของปอดต่อสารพิษ
    1) กายวิภาคและสรีรวิทยาของทางเดินหายใจ
    o ทางเดินหายใจส่วนต้น ( โพรงจมูก คอส่วนบน คอส่วนล่าง กล่องเสียง)
    o ทางเดินหายใจส่วนล่าง (ท่อลม หลอดลมใหญ่ขวา-ซ้าย จนถึงหลอดลมส่วนปลายที่มีถุงลมติดอยู่ ทางเดินนี้มีเซลล์ขนโบกและเซลล์ขับเมือกและอื่นๆ
    o เนื้อปอด (มีถุงลมซึ่งมีเส้นลือดดำ-แดง-ฝอยผ่าน เป็นจุดแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนและคาร์บอนมอนอกไซด์ มีผังผืด ท่อน้ำเหลือง เยื่อหุ้ม)
    2) หน้าที่ปอด
    o หดและขยายตัวเพื่อนำอากาสเข้า-ออก และแลกเปลี่ยนก๊าซกับหลอดเลือดฝอย
    o กรองสารพิษในเลือด
    o เป็นแหล่งสะสมเลือด
    o ระบายน้ำ/ความร้อนออกจากร่างกาย
    o สร้างสารบางอย่างที่ช่วยในการทำงานของร่างกาย
    การตอบสนองต่อสิ่งแปลกปลอมของปอด
    1) กระบวนการกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่เป็นฝุ่น
    o การกรองหยาบ สำหรับฝุ่นที่เกิน 15 ไมครอนจะถูกกักโดยขนจมูกและเมือก และขับออกโดยการจาม ไอ สั่งน้ำมูก กลืนลงหลอดอาหาร
    o การกรองอย่างละเอียด สำหรับฝุ่นที่5- 15 ไมครอน สามารถลงไปถึงหลอดลมใหญ่/ฝอย จะถูกเมือกจับและเซลล์ขนพัดโบกออกมาที่ทางเดินหายใจส่วนบนซึ่งใช้เวลา 20 นาทีแล้วขับออกโดยการไอ จาม
    o กลไกป้องกันระดับเซลล์ สำหรับฝุ่นที่น้อยกว่า 5 ไมครอน (respirable dust) จะถูกเซลล์แมโกเฟจจับกิน บางส่วนถูกจับโดยเยื่อเมือก
    2) กระบวนการกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่เป็นก๊าซ กระบวนนการทั้ง3ไม่สามารถกำจัดก๊าซได้ ดังนั้นเยื่อบุทางเดินหายใจมักระคายเคืองหรือถูกทำลาย โดยเฉพาะก๊าซที่ละลายน้ำได้จะละลายในเยื่อบุผิวและซึมผ่านผนังเซลล์ ส่วนก๊าซที่ละลายได้ดีในไขมันจะไม่ทำให้ระคายเคืองกับเยื่อบุทางเดินหายใจแต่จะซึมผ่านถุงลมเข้ากระแสเลือดลัมีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง เช่น ยาสลบ
    พยาธิสภาพทางเดินหายใจที่เกิดจากฝุ่นสารพิษ
    1) พยาธิสภาพทางเดินหายใจ
    o การระคายเคือง เมื่อมีฝุ่นเข้าร่างกายจะทำให้ต่อมเมือกแบ่งตัว-ขยายตัวทำให้มีการผลิตเมือกเพิ่มขึ้น และหลอดลมแคบลง ทำให้เกิดการอักเสบของหลอดลมจนเรื้อรังได้
    o ภาวะภูมิแพ้และการสร้างภูมิคุ้มกันเกิน เมื่อมีฝุ่นเข้าไป บางรายมีการตอบสนองเร็วจะทำให้หลอดลมหดตัวทันทีจนเกิดภาวะของอาการหอบหืด
    o การเกิดมะเร็งปอด
    2) พยาธิสภาพของถุงลมและเนื้อปอด
    o ดิฟฟิวอินเตอร์สติเตียล ไฟโบรซิส = มีผังผืดแทรกระหว่างช่องเนื้อปอดและผนังถุงลม จากฝุ่น ใยหินและฝุ่นเบริลเลียม
    o โนดูลา ไฟโบรซิส = มีผังผืดมาจับในบริเวณที่มีฝุ่นค้างอยู่ในปอด อาจรวมกันเป็นก้อนใหญ่และอุดกั้นท่อลมหายใจเข้าออก จากฝุ่นถ่านหินและฝุ่นซิลิกา
    o เอกซ์ทรินซิก อัลเลอร์จิก อัลวีโอไลติส = การอักเสบของเนื้อปอดส่วนปลาย จากภูมิแพ้ต่อสารนอกร่างกาย เช่น ฝุ่นอินทรีย์ ระยะที่เป็นจะอักเสบ มีไข้ หนาวสั่น ต่อมาจะเหนื่อยหอบเนื่องจากเซลล์ของผนังถุงลมหนาขึ้น หรือมีเนื้อผังผืดแทรกเข้ามาแทนที่เซลล์ทำให้ถุงลมโป่งพอง
    o อะคิว พูลโมนารี อีดีมา = ผนังหลอดเลือดฝอยผิดปกติ ทำให้น้ำ พลาสมา หรือเม็ดเลือดแดงรั่วเข้าถุงลมได้ เสมหะจะมีสีชมพูหรือสีเลือด เกิดจากสูดเอาควันพิษเข้าไป เช่น คลอรีน แอมโมเนีย ฟูมโลหะ
    วัตถุประสงค์ของการประเมินภาวะสารพิษของโรคปอดจากการประกอบอาชีพ
    o เพื่อให้ทราบชนิดและความอันตรายของสารพิษ
    o เพื่อให้ทราบขั้นตอนการเกิดและปริมาณที่มีในสถานประกอบการ
    o เพื่อให้ทราบความรุนแรงของโรคปอดที่เกิดในกลุ่มผู้ป่วย
    o เพื่อแยกโรคอื่นๆเช่น วัณโรค มะเร็ง เนื้องอก การติดเชื้อ ออกจากโรคปอดจากการประกอบอาชีพ
    วิธีการประเมิน
    1) การสัมภาษณ์ประวัติและตรวจร่างกาย
    2) การวัดสมรรถภาพการทำงานของปอด โดยวัดการนำอากาศเข้า-ออกปอดในการหายใจแต่ละครั้ง (Ventilatory Function Tests) เป็นวิธีที่นิยมมาก โดยใช้เครื่องมือ Spirometer (ถ้าเป็นชนิดแห้งนิยมใช้ตรวจในสถานประกอบการ /หรือที่มีคนมาก เพราะมีขนาดเล็ก ใช้ง่าย) ค่าที่ได้จะเทียบกับค่ามาตรฐานของคนปกติของตาราง Monographs ที่จะแบ่งตาม อายุ ขนาดตัว เพศ ค่าที่ใช้กันมากคือ
    o Vital Capacity –VC เป็นปริมาตรลมหายใจออกที่เป่าออกได้มากที่สุดที่จะทำได้ในแต่ละครั้ง ถ้าค่าต่ำกว่ามาตรฐานแสดงว่าเนื้อปอดน้อย อาจถูกแทนที่ด้วยผังผืด/อื่นๆ
    o Forced Vital Capacity –FVC คล้ายกับ VC แต่ต้องเป่าออกให้เร็วและแรงที่สุด
    o Forced Expiratory Volume – FEV ใน 1 นาที คือปริมาตรอากาศที่วัดได้ใน 1 วินาทีแรกของค่า FVC ซึ่งจะมีค่าคงที่ตลอดอายุคือมีปริมาตร 70 – 75 % เสมอ ถ้าต่ำกว่า 65 % นี้แสดงว่าเกิดการอุดตัน
    o Peak Expiratory Flow Rate – PEFR เป็นค่าวัดอัตราความเร็วของอากาศที่หายใจออก
    o การวัดวิธีอื่นๆ เช่น วัดปริมาตรของปอดในช่วงการหายใจต่างๆ , วัดความดันของก๊าซออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์ และPhในเลือด , วัดความสามารถในการแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ระหว่างถุงลมและเส้นเลือดฝอย
    3) การเอกซเรย์ปอด
    o เป็นวิธีที่ใช้มากสำหรับตรวจก่อนมีอาการหรืออาการแสดงอื่นๆ ใช้พิจารณาความรุนแรง ขอบเขตของโรค และการจ่ายค่าทดแทน
    o ใช้มาตรฐานของ ILO คือ เกณฑ์การอ่านผลโดยแบ่งตามรูปร่าง ขนาด ตำแหน่งในเนื้อปอด ขอบเขตการกระจายของเงาผิดปกติ
    4) การตรวจทางพยาธิวิทยา ใช้เนื้อเยื่อของต่อมน้ำเหลือง(ถ้าต่อมนี้โต)หรือเนื้อปอดมาย้อมและตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์
    5) การวัดปริมาณฝุ่นแร่ในสถานประกอบการ
    ลักษณะและประเภทของโรคปอดจากการประกอบอาชีพ
    1) แบ่งตามชนิดของสารที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรค
    o เกิดจากฝุ่นสารอนินทรีย์
    o เกิดจากฝุ่นสารนินทรีย์
    o เกิดจากก๊าซพิษ
    o เกิดจากฟูม
    2) แบ่งตามพยาธิของปอดที่เกิดขึ้น
    o ไม่เกิดผังผืดในปอด เป็นพวกฝุ่นแร่ที่มีปฏิกริยาน้อยต่อเยื่อปอด เช่น ดีบุก แบเรียม
    o เกิดผังผืดในปอด เป็นพวกฝุ่นแร่ที่มีทำลายเยื่อปอดมาก เกิดผังผืดในปอด เช่น แอสเบสตอส ซิลิกา
    3) แบ่งโดยอาศัยระยะเวลาที่เริ่มสัมผัสกับสารจนถึงแสดงอาการ
    o โรคปอดเฉียบพลัน มักแสดงอาการหลังการสัมผัสทันทีหรือไม่นาน เช่น หอบหืด โรคถุงลมอักเสบจากภูมิแพ้
    o โรคปอดเรื้อรัง
    4) แบ่งตามความผิดปกติของสมรรถภาพการทำงานของปอด
    o ภาวะที่ปอดขยายตัวได้ไม่เต็มที่ Restrictive pulmonary disease เกิดจากหด-ขยายตัวของเนื้อปอดน้อยกว่าปกติ จากโรคที่ทำให้เกิดผังผืดในเนื้อปอด เช่น โรคแอสเบสโตซิส
    o ภาวะทางเดินหายใจอุดกั้น Obstructive pulmonary disease คือโรคปอดที่ผิดปกติจากการลดขนาดของทางเดินลมหายใจ เช่น โรคหอบหืด
    โรคปอดจากฝุ่นซิลิกาหรือโรคซิลิโกซิส(Silicosis)
    o เกิดจากการหายใจเอาฝุ่นซิลิกาขนาดต่ำกว่า 5 ไมครอนเข้าไปเป็นเวลานาน อาชีพเสี่ยงคือ คนงานระเบิดหิน-โม่หิน การขุดอุโมงค์ เจาะหิน งานเหมืองแร่ต่างๆ และงานเครื่องปั้นดินเผา
    o การเกิด เซลล์แมโกรเฟจในปอดถูกทำลายด้วยฝุ่นนี้ทำให้หลั่งสารหลายชนิดออกมากระตุ้นเยื่ผังผืดอ่อนให้เจริญมากผิดปกติ ถ้าฝุ่นถูกเซลล์พาไปที่ต่อมน้ำเหลืองที่ขั้วปอดจะเกิดปฏิกริยาทำให้ต่อมน้ำเหลืองโต
    o อาการชนิดเฉียบพลัน พบได้น้อบ มีการไอแห้ง หอบเหนื่อย และเสียชีวิตหลังทำงานได้ไม่เกิน 3 ปี
    o อาการเรื้อรัง พบมาก ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการนอกจากพบโดยการเอกซเรย์ปอด มักพบอาการหลังทำงานได้ 20-30 ปีคือ ไอบ่อย มีเสมหะ หลอดลมอักเสบ เหนื่อยหอบ มีลมรั่วในเยื่อหุ้มปอด เกิดโรคแทรกได้ เช่น วัณโรค
    o อาการชนิดกี่งเฉียบพลัน คล้ายชนิดเรื้อรัง แต่เกิดหลังเริ่มทำงานได้ 3-4 ปี
    o ซิลิกา ถ้ามีสารอื่นปนอยู่ในโมเลกุลของซิลิกอนไดออกไซด์ จะเรียกว่า สารซิลิเกท
    โรคปอดจากฝุ่นแอสเบสตอส
    o แอสเบสตอสเป็นชื่อเรียกรวมของสารซิลิกากลุ่มหนึ่ง มีรูปร่างเป็นเส้นใย มีความยาวมากกว่าความกว้างอย่างน้อย 3 เท่า และเกิดเองโดยธรรมชาติ ทนความร้อนและเหนียว ใช้ในงานผลิต เสื้อกันไฟ ผ้าเบรคคถ คลัตซ์ การะดาษขัด กระเบื้องหลังคา
    o โรคที่เกิดจากแอสเบสตอส คือ 1.แอสเบสโตซิส 2.มะเร็งปอด 3.มะเร็งเยื่อหุ้มปอด (และอาจเกิดมะเร็งเยื่อหุ้มท้องด้วย) ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 20 ปี
    o สาเหตุการสูดหายใจเอาฝุ่นแอสเบสตอสขนาด 0-3 ไมครอนเข้าไป โดยมีปัจจัยเสริมคือ การติดบุหรี่ , สถานที่ทำงานมีการระบายอากาศไม่เหมาะสม , และจำนวนฝุ่นแอสเบสตอสสูงเกินมาตรฐาน
    o ผู้ป่วยด้วยโรคปอดมักเสียชีวิตด้วนระบบหายใจล้มเหลวและหัวใจวาย การรักษาจะรักษาตามอาการไม่สามารถหายขาดได้
    o การป้องกันคือ จำกัดปริมาณฝุ่นแอสเบสตอสชนิดไกรโซไลท์และอะโมไซท์ไม่ให้เกิน 0.5 ใย / 1ลบ.ซม.
    โรคปอดจากฝุ่นสารอนินทรีย์อื่นๆ เช่น
    o โรคปอดจากการทำงานในเหมืองถ่านหิน หรือเรียกว่ากลุ่มอาการแคปแลน จะมีอาการอักเสบข้อแบบโรครูมาตอยด์ มีถุงลมโป่งพอง การป้องกันไม่ควรมีฝุ่นถ่านหินเกิน 7 มก./ 1 ลบ.ม.
    o โรคปอดจากแกรไฟต์ มักพบเป็นตุ่มๆหรือสานเป็นร่างแหที่บริเวณชายปอด พบในงาน ผลิตเหล็กกล้า สารหล่อลื่น ขั้วไฟฟ้า ไส้ดินสอ
    o โรคปอดจากฮีมาไทท์ เสมหะจะมีสีแดง เนื้อปอดมีสีอิฐ
    o โรคปอดจากอลูมิเนียมออกไซด์ ปอดจะมีสีเทาดำ ผังผืดหนา เนื้อปอดเหนียว
    o โรคปอดจากฝุ่นเฉื่อย เช่น โรคปอดจากพลวง ฝุ่นเหล็ก แบเรียมซัลเฟต ไททาเนียม และโรคปอดสแตนโนซิส(จากฝุ่นดีบุก ตะกั่ว)
    โรคปอดจากการประกอบอาชีพที่มีสาเหตุจากฝุ่นสารอินทรีย์
    1) โรคหอบหืดจากการประกอบอาชีพ
    o สาเหตุมาจาก 1.เชื้อโรคบางชนิด เช่น แบซิลัส ใช้ในการทำผงซักฟอก 2.จากโปรตีนสัตว์บางชนิด เช่น หนู นก ผีเสื้อ 3.จากพืช เช่น ขี้เบื่อย แป้งข้าวต่างๆ ฝ้าย 4.จากสารเคมีอุตสาหกรรม เช่น โทลูอีน อีพอกซี่ ฟอร์มาดีไฮด์
    o เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะเกิดภูมิแพ้ที่ทำให้หลังสารบางอย่างทำให้หลอดลมหดตัวกระทันหัน หรือเกิดหลังได้รับสารนานหลายชั่วโมง
    o การรักษาจะให้ยาขยายหลอดลม
    2) โรคถุงลมอักเสบจากภูมิแพ้ภายนอก หรือhypersensitivity Pneumoitis สาเหตุจาก สปอร์ของจุลินทรีย์ต่างๆและสารโปรตีนจากสัตว์ สัตว์ปีก เช่น โรคปอดชาวนา โรคปอดช่างไม้ โรคปอดจากชานอ้อย โรคปอดจากนก
    o อาการคือ ฟังได้ยินเสียงกรอบแกรบบริเวณชายปอด
    o แบบเฉียบพลันจะเกิดหลังการสัมผัส 4-6 ชม.จะมีไข้ หนาวสั่น ไอมีเสมหะสีเหลือง จะหายใน 48 ชม.
    3) โรคบิสซิโนซิส เป็นโรคระบบทางเดินหายใจที่เกิดจาก ฝุ่นฝ้าย ป่านปอ พบในโรงทอผ้า ทำเชือก ผลิตด้าย โรงงานสิ่งทอ
    o ฝุ่นฝ้ายเป็นสารก่อให้เกิดภูมิแพ้จะทำให้เกิดการหดเกร็งของหลอดลม เชื้อราและแบคทีเรียในฝุ่นฝ้ายยังเป็นเหตุของการเกิดโรค
    o อาการเหนื่อย แน่นอก ไอ จะเกิดในวันแรกของสัปดาห์ที่เริ่มทำงานและจะลดลงในวันถัดไปและวันหยุด จากรั้นจะเริ่มเป็นอีกในวันแรกของสัปดาห์ที่เริ่มทำงาน ถ้าเปลี่ยนไปทำงานที่ไม่มีฝุ่นฝ้าย อาการก็จะหายไปเอง



























    หน่วยที่ 14 โรคระบบการเคลื่อนไหวและกล้ามเนื้อที่เกิดจากการทำงาน


    1) กายวิภาคและสรีรวิทยาของโครงกระดูก
    • กระดูก โครงกระดูกประกอบด้วยกระดูก 206 ชิ้นเรียงต่อกันเป็นกระดูกแกนและกระดูกระยางค์ บริเวณปลายกระดูกมาพบกันเรียกว่าข้อต่อเป็นส่วนที่เคลื่อนไหวได้และยึดปลายกระดูกเข้าด้วยกัน กล้ามเนื้อที่ช่วยในการเคลื่อนไหวคือกล้ามเนื้อลาย กระดูกทำหน้าที่ปกป้องอวัยวะต่างๆในร่างกายและยึดพยุงส่วนต่างๆของร่างกายเข้าด้วยกัน กระดูกเป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันธ์ชนิดหนึ่งที่แน่นและแข็งประกอบด้วยเซลล์กระดูกและสารระหว่างเซลล์เช่น เส้นใยคอลลาเจน สารประกอบของแคลเซียม และยังสร้างเม็ดเลือด
    o กระดูกแกน มี 80 ชิ้น เรียงต่อกันเป็นลำตัว ได้แก่ กระดูกศีรษะ กระดูกอก กระดูกซี่โครง กระดูกสันหลัง โดยกระดูกสันหลังจะมีส่วนโค้ง 4 แห่งคือ ส่วนคอ ส่วนอก ส่วนเอว และส่วนก้นกบ ส่วนโค้งนี้จะเพิ่มความแข็งแรงรักษาสมดุลของร่างกายในขณะยืน ลดแรงสะเทือนขณะเคลื่อนไหวเป็นการปกป้องไม่ให้หลังหัก
    o กระดูกระยางค์ มี 126 ชิ้น เป็นส่วนแขน ขา เชิงกราน สะบัก
    • ข้อต่อ มีเนื้อเยื่อเกี่ยวพันยึดกระดูกเข้าด้วยกัน
    o ข้อต่อที่เคลื่อนไหวไม่ได้ เป็นข้อต่อที่มีเยื่อพังผืดยึดระหว่างกระดูก ไม่มีช่องว่างระหว่างกระดูก เช่น รอยต่อของกระโหลกศีรษะ
    o ข้อต่อที่เคลื่อนไหวได้บ้าง เป็นข้อต่อที่มีกระดูกอ่อนยึดระหว่างกระดูก ไม่มีช่องว่างระหว่างกระดูก เช่น ข้อต่อกระดูกหัวหน่าว
    o ข้อต่อที่เคลื่อนไหวได้มาก มีช่องว่างและเอ็นยึดระหว่างกระดูก 1.การงอ 2.การเหยียด 3.การกางออก 4.การหุบเข้า 5.การหมุน
    2) กายวิภาคและสรีรวิทยาของกล้ามเนื้อ แบ่งตามตำแหน่งและการทำงานได้ 3 ชนิดคือ กล้ามเนื้อลาย(เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของร่างกาย), กล้ามเนื้อเรียบและ กล้ามเนื้อหัวใจ
    3) กายวิภาคและสรีรวิทยาของระบบประสาท
    • ระบบประสาทส่วนกลาง ได้แก่ สมองและไขสันหลัง ไขสันหลังจะเป็นทางผ่านของแขนงประสาทรับความรู้สึกและสั่งการเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของร่างกาย
    • ระบบประสาทรอบนอก ได้แก่ เส้นประสาทรับความรู้สึกและเส้นประสาทสั่งงาน
    ชีวกลศาสตร์ เป็นการศึกษาการเคลื่อนไหวของส่วนต่างๆของร่างกายโดยคำนึงถึงแรงที่เกิดกับร่างกายขณะเคลื่อนไหว
    แรงที่เกิดกับร่างกายขณะเคลื่อนไหว
    1) แรงภายนอกกล้ามเนื้อ มี 3 ชนิด คือ1.แรงดึงดูดของโลก 2.แรงที่กระทำต่อร่างกาย เช่น ผลัก ดึง 3.แรงเสียดทานต้านการเคลื่อนที่ เช่น การผลักวัตถุบนผิวขรุขระ
    2) แรงภายในกล้ามเนื้อ เช่น แรงที่กระทำต่อข้อต่อ แรงจากการหดตัวของกล้ามเนื้อจะแปรผันตามขนาดของกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อมัดใหญ่แรงจะมาก ถ้ากล้ามเนื้อทำงานในระดับปานกลางจะมีออกซิเจนเพียงพอต่อการใช้ทำให้ไม่เกิดการเมื่อยล้า ถ้ากล้ามเนื้อทำงานมากออกซิเจนจะไม่พอต่อการใช้จะเกิดการล้าขึ้นเพราะจะมีการสะสมกรดแลคติก การทำกิจกรรมต่างๆจะมีพลังงานร้อยละ 20-25ที่จะเปลี่ยนเป็นพลังงาน ที่เหลือจะเปลี่ยนแปลงเป็นความร้อนในร่างกาย เช่น ช่วงการออกกำลังกาย
    ลักษณะท่าทางที่ดี คือการจัดตัวของส่วนต่างๆของร่างกายที่ถูกต้องตามหลักกายวิภาคและชีวกลศาสตร์ เพื่อให้ร่างกายทำงานได้ดี กล้ามเนื้อทำงานน้อย มีความตึงเครียดและความล้าของกล้ามเนื้อและเอ็นน้อย มี 2 ลักษณะคือ 1.ภาวะพักผ่อน 2.ภาวะทำงาน
    o ท่านอน ถ้านอนหงายควรมีหมอนรองใต้เอวและเข่าเพื่อลดการแอ่นเอว เท้าตั้งตรง-ฉาก-ไม่กดที่นอน ไหล่และลำตัวตรง ถ้านอนคว่ำควรมีหมอนรองหน้าท้องเพื่อลดการแอ่นของกระดูก และรองข้อเท้าเพื่อยกนิ้วเท้าให้พ้นที่นอน ถ้านอนตะแคงควรมีหมอนรองใต้แขนด้านบนและใต้ขาด้านบน
    o ท่ายืน ศีรษะตั้งตรง ตามองไปข้างหน้า ปลายคางขนานพื้น แขนปล่อยแนบลำตัว หลัง-ไหล่ตรง เท้าวางขนานกัน ข้อเท้าเป็นมุมฉาก
    o ท่านั่ง ศีรษะตั้งตรง ไหล่ตรง หลังตรง สะโพกและหลังชิดเก้าอี้ วางขาตั้งฉากกับลำตัว ปลายขาตั้งฉากกับต้นขา เข่าห่างจากที่นั่ง 1 นิ้วเท้าวางราบกับพื้นขนานกัน
    o ท่าเดิน การก้าวไปข้างหน้าต้องวางส้นเท้าก่อนปล่อยเท้าสลับไป แขนแกว่งตรงข้ามกับเท้าที่ก้าวเล็กน้อย
    o ท่าก้มยกของ ก้าวเท้าแยกจากกันมาทางด้านหน้าหรือด้านข้าง งอสะโพกหรือเข่า ให้ลำตัวและหลังตรง ลำตัวโน้มไปข้างหน้าเล็กน้อย ยื่นมือจับของให้ถนัดลุกขึ้นยืนและถือของชิดตัวมากที่สุด
    ประเภทของการทำงานที่ก่อให้เกิดโรคและความผิดปกติในระบบการเคลื่อนไหว
    1) การทำงานที่เคลื่อนไหวในลักษณะเดียวกันซ้ำๆเป็นเวลานาน ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งและเกิดการอักเสบ บวม ของกล้ามเนื้อ ข้อ เอ็น ถ้าไม่ได้แก้ไขจะเกิดอาการชา กล้ามเนื้ออ่อนแรง เคลื่อนไหวได้จำกัด เช่น งานพิมพ์ดีด งานช่างไม้ งานตรวจเช็คของ งานโทรเลข งานเกษตรกรรม
    2) การทำงานที่เกี่ยวข้องกับความสั่นสะเทือน มีผลให้หลอดเลือดในระบบประสาทผิดปกติ มีการเสื่อมสลายของกล้ามเนื้อ ความผิดปกติของการเผาผลาญเฉพาะที่ของกระดูกและกล้ามเนื้อ เกิดการบวม การหนาตัวของกล้ามเนื้อ การเคล็ด การเจ็บปวด เมื่อยล้า เช่น งานที่ใช้เลื่อยไฟฟ้า เครื่องเจาะ เครื่องบด เครื่องปั่น เครื่องขัดถู การก่อสร้าง การผลิต
    3) การทำงานที่สัมผัสสารเคมี จะไปรบกวนภูมิคุ้มกันของร่างกายและระบบประสาท ทำให้เมื่อยล้าจากการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ, เดินเซเนื่องจากกล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกัน , กระดูกจาง ปวดข้อ ข้อติดแข็ง กล้ามเนื้อสั่นกระตุก เช่น
    o งานผลิตแบตเตอรี่ ได้รับสารตะกั่ว ทำให้ปวดเมื่อย กล้ามเนื้ออ่อนแรง อัมพาต
    o ผลิตอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ หลอดไฟเรืองแสง ขนสัตว์ สี ชุบโลหะ พลาสติก จะได้รับสารปรอท ทำให้เหน็บชา เดินเซ กล้ามเนื้อสั่น อัมพาต
    o งานเชื่อมโลหะ ชุบโลหะด้วยไฟฟ้า ผลิตอัลลอยล์ เซรามิก ฟิล์มถ่ายรูป จะได้รับแคดเมียมมีผลให้แคลเซียมและฟอตเฟตถูกขับออกทางปัสสาวะ รบกวนการเผาผลาญของกระดูกเกิดโรคกระดูกจาง
    4) การทำงานภายใต้ความกดดันบรรยากาศที่ผิดปกติ จากการเกิดฟองก๊าซไนโตรเจนไปอุดตันกระแสเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะลดลงทำให้อวัยวะส่วนนั้นเกิดการทำงานบกพร่อง เช่น เกิดที่สมองจะทำให้หมดสติ ชัก , เกิดที่ปลายกระดูกทำให้ขาดเลือดไปเลี้ยง จึงเกิดการตายของกระดูก บริเวณกระดูกที่ตายจะเปราะหักง่าย
    5) การทำงานในที่ที่มีโอกาศเกิดอุบัติเหตุ เช่น ทำงานกับเครื่องจักร ขนย้ายของหนัก ทำงานบนที่สูง
    โรคของกระดูกและข้อที่เกิดจากการทำงาน
    1) กระดูกหัก
    o กระดูกหักชนิดปิด คือการหักหรือแตกของกระดูกที่ไม่มีแผลออกมาข้างนอก มีการบาดเจ็บที่กระดูกส่วนที่หักกับเนื้อเยื่ออ่อนโดยรอบ
    o กระดูกหักชนิดเปิด คือ กระดูกหักและมีบาดแผลติดต่อออกมาสู่ผิวหนังภายนอกจนถึงตำแหน่งที่กระดูกหัก เช่น หักและทิ่มทะลุออกมา
    o อาการ คือ บวม ปวด กดเจ็บ , ตำแหน่งกระดูกมีการคดงอ , ขยับไปมาได้ มีเสียงกระดูกขบกัน , อวัยวะส่วนนั้นหดสั้นลง กระดูกเกยกัน , มีจ้ำเลือดออกใต้ผิวหนัง , ในกระดูกหักชนิดเปิดมีเลือดออกจากบาดแผลตลอดและมีเม็ดไขมันปนมากับเลือด มีอันตรายต่อหลอดเลือดและเส้นประสาทใกล้เคียง
    o การบำบัดรักษา 1).กรณีหักแบบปิด ต้องจัดกระดูกให้เข้าที่และดามให้อยู่นิ่ง 4-8 สัปดาห์ จนมีกระดูกใหม่เกิดและติดแข็งแรงดี หรืออาจใช้การตรึงจากภายนอกหรือผ่าตัดยึดตรึงจากด้านในแล้วใส่โลหะยึดไว้ 2).กรณีหักแบบเปิด ต้องรีบรักษาเพื่อป้องกันการติดเชื้อทางแผลหรือเกิดการตายของเนื้อเยื่อบริเวณใกล้เคียงเพิ่มขึ้น
    o ผล 1).กระดูกไม่ติดจากการไม่สามารถจัดให้เข้าที่ 2).กระดูกติดผิดที่หรือผิดรูปทำใช้งานได้ไม่เต็มที่ 3).การอักเสบจากการติดเชื้อ
    2) บาดเจ็บที่ข้อ จากการมีแรงมากระทำ ทำให้มีการตึง ปริ หรือฉีกขาดของเอ็นหุ้มข้อและเอ็นยึดข้อ
    o ชนิดการบาดเจ็บ 1).ข้อเคล็ด คือ มีการตึงของเอ็นหุ้มข้อและเอ็นยึดข้อถึงขั้นสูงสุด เกิดเจ็บปวดและหายได้เทื่อหยุดพัก 2).ข้อแพลง คือเริ่มมีการฉีกขาด 3).ข้อหลวม คือมีการฉีกขาดทำให้ข้อนั้นไม่มั่นคง 4).ข้อเคลื่อนหรือข้อหลุด เป็นการเคลื่อนที่ออกจากกันของปลายกระดูก ทำให้เกิดลักษณะผิดรูปทำให้ไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ และอาจมีการฉีกขาดของหลอดเลือด/เส้นประสาทบริเวณใกล้เคียง 5).ข้ออักเสบ มีการฉีกขาดของเยื่อบุข้อและส่วนประกอบ ทำให้มีเลือดออกในข้อที่อักเสบ มีการสร้างน้ำในข้อเพิ่มทำให้ข้อมีลักษณะบวม เคลื่อนไหวได้ช้าลง 6).ข้อเสื่อมสภาพ เป็นผลจากข้ออักเสบไม่ว่าจะติดเชื้อหรือไม่ก็ตาม อาจมีการแตกของกระดูกในข้อทำให้ผิวข้อไม่เรียบเวลาเคลื่อนไหว
    o การรักษา ข้อเคล็ดให้ยาแก้ปวดและพัก , ข้อแพลงต้องดามเข้าเฝือกให้ข้ออยู่นิ่ง เนื่องจากมีการฉีกขาดของเนื้อเยื่อคล้ายกระดูกหัก แต่ใช้เวลารักษาสั้นกว่าครึ่งหนึ่ง ถ้ารักษาไม่ดีอาจเกิดข้อหลวมตามมา , ข้อเคลื่อนหรือข้อหลุด ต้องแก้ไขด่วน คือรีบดึงจัดข้อให้เข้าที่โดยเร็วและหยุดพักการใช้งานสักระยะเพื่อให้ร่างกายมีการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
    3) ภาวะปวดหลัง
    o ปวดหลังจากการอักเสบ เกิดจากมีสารเคมีบางอย่างเกิดขึ้นที่สันหลังเช่นเกิดจากหลังการแตกหักของหมอนกระดูกสันหลัง เป็นอาการปวดเฉพาะที่
    o ปวดหลังจากเชิงกล พบมากที่สุดเกิดจากการใช้ข้อสันหลังในท่าที่ไม่ถูกต้องในการทำงาน เช่น ผลัก-ยกของหนัก เกิดการเคล็ด หรือข้อสันหลังไม่มั่นคงหลังเกิดการบาดเจ็บเช่น มีการแตกยุบของตัวกระดูกสันหลัง มีการฉีกขาดของกล้ามเนื้อและเอ็น
    o ปวดหลังจากการเสื่อมสภาพ ตามอายุขัย
    โรคของกล้ามเนื้อและส่วนที่เกี่ยวข้องที่เกิดจากการทำงาน
    1) การบาดเจ็บต่อกล้ามเนื้อและเอ็น
    o กล้ามเนื้ออักเสบ เกิดการบาดเจ็บที่เส้นใยกล้ามเนื้อโดยตรงหรือจากการใช้งานมากเกิดไป ทำให้บวม เจ็บ อาจมีหนองถ้าติดเชื้อหรือมีไข้ร่วมด้วย , การรักษาให้ยาแก้ปวดและลดการอักเสบ หรือต้องผ่าตัดเอาหนองออก , การป้องกัน ให้วอร์มร่างกายก่อนออกกำลังหรือทำงาน ไม่ใช้กล้ามเนื้อเกินกำลัง
    o กล้ามเนื้อและเอ็นกล้ามเนื้อฉีกขาด เกิดจากการกระทำต่อกล้ามเนื้อรุนแรงในขณะที่ยังไม่พร้อมเช่น ถูกดึงกระชาก , อาการจะเจ็บ บวม ถ้ากล้ามเนื้อฉีกขาดทั้งมัดจะมีลักษณะขาดเป็นลอนให้เห็นเวลาเกร็งกล้ามเนื้อ กำลังของกล้ามเนื้อจะลดลง , การรักษาให้พัก 3-4 สัปดาห์ อาจมีการผ่าตัดต่อเอ็นถ้าขาดทั้งหมด ,
    2) การอักเสบของส่วนที่เกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อ ทั้ง3 นี้เป็นส่วนที่แทรกอยู่ระหว่างปุ่มกระดุกและเอ็นของกล้ามเนื้อได้แก่
    o ปลอกเอ็นกล้ามเนื้ออักเสบ ป้องกันโดยให้ยาลดการอักเสบ พักการใช้อวัยวะส่วนนั้น หรือผ่าตัดแก้ไข และหลีกเลี่ยง
    o ถุงรองเอ็นและพังผืดอักเสบ การเคลื่อนไหวข้อในลักษณะเดียวกันซ้ำๆหรือกระตุกกระชากตลอดเวลาเป็นเวลานาน
    o จุดยึดเอ็นยึดกระดูกอักเสบ พักระหว่างงาน อุ่นเครื่องก่อนใช้งาน ใช้อุปกรณ์ให้เหมาะสม เล่นกีฬาให้ถูกตามเทคนิค
    โรคของระบบประสาทที่เกิดจากการทำงาน
    1) หมอนรองกระดูกสันหลังเบียดหรือกดรากประสาท พบบ่อยในผู้ที่ยกของหนักเกินกำลัง มีการบิดเอี้ยวตัว พบในผู้มีอายุน้อยมากกว่าคนสูงอายุ อาการคือปวดร้าวที่หลังขณะยกก้ม เงยหลังไม่ได้เต็มที่ หรือเกิดการชาตามแนวยาวของขาไปหาปลายเท้าคล้ายไฟซ็อต การรักษาให้ทำกายภาพบำบัด หรือผ่าตัด ถ้าต้องยกของหนักบ่อยๆต้องฝึกการใช้กล้ามเนื้อหลังให้ถุกต้อง
    2) เส้นประสาทถูกบีบหรือรัด โดยพังผืด มีอาการคือ ชาที่ปลายนิ้วทั้ง5คล้ายเป็นเหน็บและจะลามมาถึงข้อมือ , การรักษา จัดลักษณะการทำงานที่เหมาะสม กายภาพบำบัด กินยาช่วย ถ้ารุนแรงต้องผ่าตัดเอาเอ็นหรือพังผืดส่วนที่รัดเส้นประสาทออก ถ้าทิ้งไว้นานกล้ามเนื้อส่วนนั้นจะฝ่อลีบลง
    3) การบาดเจ็บต่อไขสันหลังและเส้นประสาท จากการตกจากที่สูง อุบัติเหตุจากเครื่องจักร ทำให้กระดูกสันหลังหักและบาดเจ็บ ทำให้เส้นประสาทที่ตำแหน่งดังกล่าวไม่สามารถสั่งให้กล้ามเนื้อทำงาน ความรู้สึกที่ผิวหนัง กล้ามเนื้อ และเอ็นจะเสียไป หรือเกิดโดยตรง เช่นถูกของมีคมตัดขาด อาการ เกิดอัมพาตในระดับที่ต่ำกว่าส่วนที่บาดเจ็บและจะฟื้นตัวคืนได้โดยใช้เวลานาน แต่ถ้าตำแหน่งดังกล่าวเส้นประสาทถูกทำลายทั้งหมดจะไม่มีการฟื้นตัว ทำให้ทุพลภาพและเกิดผลแทรกซ้อนเช่น เกิดแผลกดทับ ติดเชื้อ มีปัญหาในการขับถ่าย
    โรคของกระดูกและข้อ กล้ามเนื้อ และระบบประสาทที่มีผลต่อการทำงาน
    1) โรคของกระดูกและข้อผลต่อการทำงาน
    o โรคข้ออักเสบในกลุ่มรูมาติซั่ม เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคเลือดฮีโมฟีเลีย ซึ่งจะเกิดที่ข้อต่อเป็นส่วนใหญ่ ทำใข้อต่อใช้งานไม่เต็มที่หรืออาจผิดรูป อาการจะปวดข้อ ข้อแข็ง มีอาการบวมของเนื้อเยื่อรอบๆข้อ ควรหลีกเลี่ยงงานที่ต้องใช้ข้อรับน้ำหนักหรือเคลื่อนไหวมาก รักษาด้วยยาตามอาการ
    o ภาวะของกระดูกไม่ปกติ เช่น กระดูกจาง โรคกระดูกเปราะและหักง่าย โรคเลือดธาลัสซีเมีย อาการ จะปวดกระดูก กระดูกแตกหักง่าย ควรหลีกเลี่ยงงานที่ต้องใช้ข้อรับน้ำหนักหรือเคลื่อนไหวมาก รักษาด้วยยาตามอาการ
    2) โรคของกล้ามเนื้อและส่วนที่เกี่ยวข้องผลต่อการทำงาน
    o โรคกล้ามเนื้อลีบ จากความผิดปกติของโครโมโซม อาการคือกล้ามเนื้อทุกมัดอ่อนแรง ยืนเดินไม่สะดวก
    o โรคและความผิดปกติของกล้ามเนื้อจากภาวะสมองขาดออกซิเจนหลังคลอด เกิดจากการสำลักน้ำคร่ำ หรือไม่หายใจหลังคลอด ทำให้เซลล์สมองตายไปบางส่วน มีความผิดปกติที่ระบบควบคุมกล้ามเนื้อ อาการ เกร็ง กระตุก คอบิด ปากเบี้ยว แขนขากระตุกตลอด ถ้าเป็นมากแขนขาจะใช้งานไม่ได้
    o โรคโปลิโอ จากการทำลายของเซลล์ประสาทสันหลังส่วนที่ควบคุมกล้ามเนื้อ ประสาทรับรู้ปกติแต่กล้ามเนื้อไม่มีแรง
    o โรคและความผิดปกติภายหลังอุบัติเหตุ จากการทำลายไขสันหลังหรือประสาทคุมกล้ามเนื้อ เช่น จากอุบัติเหตุกระดูกหลังหัก หรือมีแผลเป็นในมัดกล้ามเนื้อบริเวณกว้างไม่สามารถยืดหดได้ปกติ ไม่มีความรู้สึก หรือแขนขาอ่อนแรง
    3) โรคของระบบประสาทที่มีผลต่อการทำงาน
    o ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานสัมผัสพิเศษ เช่น กลิ่น การมองเห็น ความรู้สึกร้อนเย็น
    o ที่ควบคุมการประสานงานของกล้ามเนื้อ เช่น โรคลมชักหรือลมบ้าหมู มีการะตุกของกล้ามเนื้อ , โรคระบบประสาทที่สมองหรือปลายประสาทเสียประสิทธิภาพในการทำงานที่ละเอียด ทำให้มือสั่น
    o ที่ควบคุมปฏิกริยาสะท้อนกลับ มีความสำคัญในการหลบหลีกภัย เช่น มีของผ่านตา ตาจะหลับ มือถูกความร้อนจะหดหนี วงจรการสั่งการของเซลจะสั้นโดยผ่านแค่ประสาทสัมผัสสันหลัง ไม่ผ่านสมองสั่งการ




















    หน่วยที่ 15 แนวโน้มการเกิดโรคจากการประกอบอาชีพ

    ปัจจัยที่ทำให้เกิดความเครียด
    1) ปัจจัยโดยตรงจากการทำงาน
    o ลักษณะงานที่ทำ เช่น ทำงานเป็นกะ สภาพแวดล้อมในการทำงานไม่เหมาะสม งานเสี่ยงอันตราย
    o บทบาทของบุคคลากรในองค์กร เช่น ต้องรับผิดชอบมากเกินไป มีเจ้านายหลายคน ขาดการสอนงานทำให้ไม่รู้จุดเริ่มทำ
    o ความก้าวหน้าในงาน เช่น ขาดการสนับสนุนให้ก้าวหน้า เลื่อนตำแหน่งเร็วไปทั้งที่ยังไม่พร้อม งานไม่มั่นคง
    o ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในที่ทำงาน เช่น ขาดความเป็นกันเอง ขาดการช่วยเหลือ ชิงดีชิงเด่น
    o โครงสร้างองค์กรและบรรยากาศภายในองค์กร เช่น ไม่ให้โอกาสแสดงความคิดเห็น มีกฏระเบียบมากไป ขาดความคล่องตัว
    o มีความรู้สึกว่าเงินเดือนได้รับน้อยไป เช่น ประเมินตัวเองสูงไป มีการจ้างต่ำกว่าความเป็นจริง
    o ขาดความมั่นคงในการทำงาน เช่น บริษัทเล็กๆแบบครอบครัว บริษัทขาดทุน งานโครงการสั้นๆ
    2) ปัจจัยเสริม
    o บุคลิกภาพชนิด เอ
    o ระดับความกังวล
    o ระดับของความอดทนต่อความเครียด
    o ปัญหาครอบครัว
    o ปัญหาสังคม
    o ปัญหาเศรษกิจ
    o ปัญหาวิกฤติต่างๆในชีวิต
    ปฏิกริยาการปรับตัว และผลกระทบของความเครียดต่อสุขภาพ
    1) ปฏิกริยาของร่างกายเพื่อการปรับตัว
    • ระยะอาการบอกเหตุ
    • ระยะต่อต้าน เป็นระบบของประสาทและต่อมไร้ท่อ ในการต่อต้านความเครียดและปรับสมดุลให้ร่างกาย
    • ระยะอ่อนล้า
    2) การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาซึ่งมีผลมาจากความเครียด ม่านตาขยายมองพร้ามัว, ปากแห้ง คอแห้ง , ปวดต้นคอเนื่องจากกล้ามเนื้อคอ-ไหล่ตึง , หายใจแรงเร็ว, ทางเดินอาหารเคลื่อนไหวน้อยลง , ตับสลายกลูโคสสู่กระแสเลือดมากขึ้นเพื่อเป็นพลังงานแก่กล้ามเนื้อต่างๆ
    3) ความผิดปกติของร่างกายและจิตใจที่เป็นผลมาจากความเครียด
    • ความผิดปกติของระบบหัวใจและหลอดเลือด หัวใจเต้นเร็วแรงขึ้น ใจสั่น ความดันเลือดสูง หลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตีบ
    • ความผิดปกติในระบบย่อยอาหาร มีการหลั่งกรดและน้ำย่อยมากกว่าปกติ เกิดแน่นท้อง ท้องอืดท้องเฟ้อ เกิดโรคแผลในกระเพาะ
    • ความผิดปกติในระบบหายใจ เกิดหายใจเร็วแรง หรือหลอดลมหดตัวเกิดหอบหืด
    • ความผิดปกติในระบบกล้ามเนื้อและกระดูก กล้ามเนื้อตึงตัว เกิดการปวดเมื่อย
    • ความผิดปกติในระบบผิวหนัง เหงื่อออกมากผิดปกติ มีอาการคัน เจ็บชา
    • ความผิดปกติในระบบขับถ่ายและสืบพันธุ์ ความต้องการทางเพศลดลง ท้องผูกท้องเสีย ปัสสาวะบ่อยขึ้น
    • ความผิดปกติในระบบต่อมไร้ท่อ ต่อมหมวกไตหลั่งฮอร์โมนกลูโคคอร์ติคอยด์ออกมาในกระแสเลือดมากกว่าปกติ ทำให้คาร์โบไฮเดรตถูกสลายเป็นกลูโคสในกระแสเลือดมากขึ้น เกิดเป็นโรคเบาหวาน
    • ความผิดปกติในระบบประสาท ประสาทถูกกระตุ้นตลอดทำให้มึนงง เวียนหัว นอนไม่หลับ ปวดหัว
    • ความผิดปกติของสุขภาพจิต เกิดซึมเศร้า กังวลใจเรื้อรัง
    การป้องกันและแก้ไขความเครียดที่เกิดจากการทำงาน
    1) การป้องกันแก้ไขระดับบุคคล
    • การนอนหลับให้เพียงพอ
    • มีการพักผ่อนหย่อนใจ
    • มีการออกกำลังกาย อาทิตย์ละ 3 ครั้งๆละไม่ต่ำกว่า 20 นาที
    • มีวิธีการหย่อนคลายกล้ามเนื้อ
    • การทำสมาธิ
    2) การป้องกันแก้ไขระดับองค์กร
    • มีการบริหารจัดการที่ดี เช่น กำหนดหน้าที่แต่ละตำแหน่งให้ชัดเจน จัดสภาพแวดล้อมในการทำงานให้น่าอยู่ จ่ายเงินเดือนตามความสามารถ มีการสอนงาน จัดสวัสดิการต่างๆ
    • มีการตรวจร่างกายก่อนทำงาน
    • มีการตรวจร่างกายระหว่างทำงาน
    • มีการประเมินสิ่งแวดล้อมด้านจิตวิทยาและสังคม
    • มีการจัดบริการด้านการให้คำปรึกษาแก่ผู้ปฏิบัติงาน
    โรคที่เป็นผลโดยอ้อมจากการทำงาน
    1) โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน หรือโรคหัวใจขาดเลือด เกิดในหลอดเลือดโคโรนารี เป็นความพิการของหัวใจชนิดเฉียบพลันหรือเรื้อรัง ซึ่งเกิดจากการที่เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจลดลงหรือชะงักไป สาเหตุจากเกิดการหนาตัวของผนังเส้นเลือดแดงที่ไปเลี้ยงหัวใจทำให้การไหลเวียนของเลือดลดลง มีปัจจัยเสี่ยง 3 กลุ่ม คือ
    • ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ เช่น มีความเสี่ยงสูงในการเป็นสำหรับ 1.เพศชาย 2.มีอายุมาก 3.และพันธุกรรม
    • ปัจจัยเสี่ยงที่สามารถแก้ไขได้ 1.โรคเบาหวาน จะมีโอกาศเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายซ้ำมากกว่า 2.โรคอ้วน(จะมีภาวะความดันเลือดสูง) 3. การสูบบุหรี่ วันละ 1 ซองมีความเสี่ยงมากกว่า 3-4 เท่าของคนไม่สูบ 4.ภาวะความดันเลือดสูง ในทุกเกณฑ์อายุและทุกเพศ 5. บุคลิกภาพชนิด เอ เป็นคนชอบทำงานแข่งกับเวลา ก้าวร้าว ตึงเครียด มีความเสี่ยง 2 เท่า 6.ภาวะไขมันในเลือดสูง โคเรสเตอรอลจับกับไลโปโปรตีนทีมีความหนาแน่นต่ำ LDL-Choleterol เป็นปัจจัยที่ทำให้ผนังเส้นเลือดหนาตัว และ โคเรสเตอรอลจับกับไลโปโปรตีนทีมีความหนาแน่นสูง HDL-Choleterol เป็นตัวป้องกันโรคนี้ มักเป็นคนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ดื่มแอลกอฮอล์น้อย
    • ปัจจัยที่เกี่ยวกับงานและสิ่งแวดล้อมในการทำงาน 1.สิ่งแวดล้อมด้านเคมี เช่น แคดเมียมและตะกั่วทำให้เกิดความดันเลือดสูง 2. สิ่งแวดล้อมด้านกายภาพ เช่น ที่ร้อนจัดและมีความชื้นสัมพัทธ์สูง จะทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น ส่วนความเย็นทำให้เส้นเลือดหดตัวเกิดการขาดออกซิเจนได้ง่าย ทำให้หัวใจทำงานหนัก 3.การทำงานเป็นกะ คนทำงานกะจะมีการเปลื่ยนแปลงการทำงานของต่อมไร้ท่อและระบบประสาท การดำเนินชีวิตต่างจากคนปกติ เช่น เวลาของการรับประทานอาหาร 4.ความเครียดที่เกิดจากการทำงาน
    • อาการ เจ็บหน้าอก เจ็บแบบบีบรัด แน่นอึดอัด หรือเจ็บแบบคลุมเครือ เจ็บบริเวหลังกระดูกอก การรักษา เช่น กินยาขยายรูหลอดเลือดโคโรนารี หรือขยายด้วยท่อยางลูกโป่ง การศัลยกรรมหลอดเลือด
    2) ความดันเลือดสูง WHOกำหนดว่าผู้มีอายุต่ำกว่า 50 ปีมีความดันเลือดสูงกว่า 160/95 มม.ปรอทคือผู้ที่มีความดันเลือดสูง มี3ระดับ ตามความดันเลือดแบบไดแอสโตลิกซึ่งเป็นความดันขณะคลายตัว
    ขั้นไม่รุนแรง 95 – 104 มม.ปรอท
    ขั้นปานกลาง 105 – 119 มม.ปรอท
    ขั้นรุนแรง มากกว่า 120 มม.ปรอท
    ผู้มีความดันเลือดสุงจะเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น หัวใจพองหนา กล้ามเนื้อหัวใจตาย หัวใจล้มเหลว หลอดเลือดสมองแตกหรืออุด
    ตัน ไตวายเรื้อรัง มีการเปลี่ยนแปลงจอภาพนัยน์ตา
    ปัจจัยเสี่ยง 1.อายุ ความดันเลือดจะสูงขึ้นตามอายุ 2.เพศ ชายอายุต่ำกว่า 50 ปี จะมีความดันเลือดสูงกว่าหญิง ถ้าเกิน 50 ปีหญิงจะมี
    ความดันสูงกว่า 3.เชื้อชาติ ชนผิวดำมีความดันเลือดสูงกว่าชนผิวขาว ชาวตะวันออกมีความดันเลือดต่ำกว่ายุโรปและอเมริกา 4.
    กรรมพันธุ์ 5.ปริมาณเกลือที่บริโภค จะสัมพันธ์โดยตรงกับความดันเลือดสูง 6.ความอ้วน ผู้ที่เป็นจะมีน้ำหนักเฉลี่ยมากกว่าปกติ 7.
    ภาวะทางจิตใจและสังคม 8.แร่ธาตุบางอย่าง เช่น มีแคดเมียมเจือปนในอาหาร ขณะมีความเครียด ร่างกายจะหลั่งสารเอดรีนาลีน นอร์
    เอดรีนาลีน และคอร์ติซอล ออกมามากกว่าปกติเป็นผลให้ความดันเลือดสูงขึ้น
    อาการ บางคนไม่มีอาการ มีอาการปวดศีรษะ โดยเฉพาะแถวท้ายทอยช่วงเวลาตื่นนอน ตาพร่ามัว เลือดกำเดาออก เวียนศีรษะ หน้า
    มืด แน่นหน้าอก การรักษา ให้ทานยาลดความดันไปตลอดชีวิต
    3) โรคกระเพาะอาหาร peptic ulcer รวทถึงแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก สาเหตุ 1.มีกรดในกระเพาะมาก 2. ผนังเยื่อบุกระเพาะอาหารและลำไส้ผิดปกติไป ปัจจัยเสี่ยง 1.อายุ ไม่เกิดกับเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี แผลในกระเพาะอาหารมักเกิดในช่วงอายุมาก แผลในลำไส้มักเกิดในวัยหนุ่มสาวและกลางคน 2.เพศ แผลในลำไส้เล็กพบในชายมากกว่าหญิง 4-5 เท่า แผลในกระเพาะอาหารพบในชายใกกว่าหญิง 2 เท่า 3.หมู่เลือด หมู่เลือดโอเป็นแผลในลำไส้เล็กมากกว่าหมู่เลือดอื่น 4. ฐานะทางเศรษกิจ พบมากในกลุ่มที่มีฐานะไม่ดี 5.การสูบบุหรี่ เป็นมากกว่า 6.การดื่มกาแฟ 7.ยาแก้ปวดบางชนิดมีผลต่อการระคายกระเพาะ โดยเฉพาะทานช่วงกระเพาะอาหารว่าง เช่น แอสไพริน 8 ความเครียดความกังวลใจ ทำให้เกิดการหลั่งกรดในกระเพาะมากกว่าปกติ 9.ความเจ็บป่วยอื่นๆ เช่น ตับแข็ง ตับอ่อนอักเสบ ไตวายเรื้อรัง โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง
    อาการ ปวดแน่นๆ มีลมดันในท้องท้องอืด แน่นท้อง อาการปวดมักเป็นเวลาหิว เวลาท้องว่าง เวลากลางคืนและจะดีขึ้นเมื่อทานอาหาร การวินิจฉัยที่แน่นอนต้องกินแป้งและเอกซเรย์ หรือส่องกล้องตรวจ
    การทำงานเป็นกะกับสุขภาพและความปลอดภัย
    เริ่มสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ทั้งเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ แพทย์ต้องอยู่เวรรักษาความปลอดภัยและรักษาคนไข้
    ปัจจุบันต้องทำงาน 24 ชม.เนื่องจาก
    • การลงทุนที่ดิน ตัวอาคารสูง ต้องมีการใช้ประโยชน์ที่ดิน อาคาร เครื่องจักรให้เต็มที่ ซึงวันละ 8 ชม.อาจไม่คุ้มค่า
    • เครื่องจักรบางอย่างมีขั้นตอนยุ่งยากในการเริ่มเดินหรือหยุด ต้องใช้เวลานานและค่าใช้จ่ายสูง จึงต้องเดินตลอดเวลา
    • สินค้าเป็นที่ต้องการของตลาดจึงต้องผลิตให้ได้ปริมาณมาก
    ระบบหมุนกะ 1. ยุโรปใช้ 0600-1400, 1400-2200, 2200-0600 2. อเมริกาใช้ 0800-1600,1600-2400,2400-0800 ในไทยใช้แบบเดียวกับ
    อเมริกา 3. บางที่อาจอยู่กี่งกลางของระบบทั้ง2 คือ 0700-1500,1500-2300,2300-0700
    ผลกระทบของการทำงานเป็นกะ
    ปกติร่างกายจะมีจังหวะการทำงานเช่น อุณหภูมิ การทำงานของระบบหัวใจ ระบบการหายใจ ระบบประสาท ระบบต่อมไร้ท่อ จังหวะการทำงานจะเป็นรอบใน 24 ชม.โดยในตอนกลางวันระบบต่างๆทำงานเพิ่มมากขึ้นและลดการทำงานลงตอนกลางคืน เช่น อุณหภูมิของร่างกาย อัตราการเต้นหัวใจ ปริมาตรการหายใจ การผลิตเอดรินารีน ความสามารถการสั่งงานของสมอง ประสิทธิภาพของร่างกาย
    มีปัญหาต่อ 1.การนอนหลับ 2. ระบบทางเดินอาหาร เช่น การขับถ่ายผิดปกติ ท้องอืด เบื่ออาหาร
    โรคประจำตัวที่มีผลต่อการทำงานเป็นกะ
    • โรคเบาหวาน เนื่องจากระดับอินซูลินต่อกลูโคสของผู้ป่วยในตอนเช้าจะสูงกว่าตอนบ่ายและระดับกลูโคสในพลาสมาในตอนเช้าจะสูงกว่าตอนกลางคืน การผลิตกรดและแอมโมเนียจะไม่เท่ากันใน 24 ชม.ดังนั้นปริมาณและเวลาการให้อินซูลินควรสอดคล้องกับการหลั่งกรด มีการคุมอาหาร พักผ่อนเพียงพอ ไม่เช่นนั้นการรักษาจะไม่ได้ผล และเกิดโรคแทรกซ้อน
    • โรคลมชัก มักเป็นจังหวะในช่วงเวลาของแต่ละวัน เช่น ชักตอนกลางคืน มักเป็นช่วงหลับใหม่ 2200-2400, ชักตอนกลางวัน เป็นช่วงใกล้ตื่นนอน 0600-0700, ชักตอนไหนไม่แน่นอน เวลาชักจะสัมพันธ์กับการหลั่งสารคอร์ติโกสเตียรอยด์ซึ่งสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงเวลากลางวันกลางคืน รวมถึงจากการอ่อนเพลียการพักผ่อนไม่เพียงพอ
    • โรคระบบทางเดินหายใจและโรคของระบบหัวใจและหลอดเลือด โรคเช่น ปอดบวมน้ำ ไอเป็นเลือด จะเกิดกลางคืนสัมพันธ์กับความดันเลือดในแต่ละช่วงเวลาไม่เท่ากัน โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ความจุปอดจะลดลงในช่วงกลางคืนและเพิ่มในช่วงเช้า โรคหอบหืดจากการแพ้ฝุ่นจะเกิดอาการมากในตอนกลางคืน เนื่องจากระดับสารต่อต้านการอักเสบในเลือดชื่อคอร์ติซอลมีระดับต่ำลงและหลั่งสารฮีสตามีนมากขึ้นจึงเกิดอาการหอบหืดมากขึ้น
    • โรคประสาทและโรคจิต ทำงานกะจะเกิดความเครียดเพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงอารมณ์ขึ้นกับการขับสารเมตาโบไลท์ของร่างกายซึ่งเปลี่ยนแปลงตามเวลาของแต่ละวัน
    • โรคแผลในกระเพาะอาหาร เกิดจากความเครียดและทานอาหารไม่ตรงเวลา
    ข้อแนะนำในการทำงานเป็นกะ
    ประสิทธิภาพการทำงานของร่างกายจะดีที่สุดเมื่อร่างกายมีอุณหภูมิสูงปกติ การเปลี่ยนแปลงการทำงานจากกลางวันเป็นกลางคืนอุณหภูมิร่างกายจะค่อยๆเปลี่ยนช้าๆไปในทิศตรงกันข้าม เมื่อเปลี่ยนการทำงานจากกลางคืนเป็นกลางวันจังหวะการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของร่างกายจะกลับสู่สภาวะปกติอย่างรวดเร็วกว่า
    คำแนะนำคือ 1.กะเช้าไม่ควรเริ่มเช้าเกินไป 2.การหมุนกะควรเริ่มจากเช้า ไปบ่ายและดึก และการเปลี่ยนกะแต่ละครั้งควรมีเวลาหยุดพักปรับตัว 24-48 ชม. 3.การหมุนกะควรหมุนทุก 2-3 อาทิตย์
    อันตรายจากการใช้จอคอมพิวเตร์
    • ต้อกระจก รังสีอุลตร้าไวโอเลตลิอนฟาเรดมีผลต่อเนื้อเยื่อในตา
    • อาการแสบตาเมื่อยล้า
    การป้องกัน
    • ใช้ฉากกั้นเพื่อลดการสะท้อนของแสง จะมองเห็นภาพชัดเจน
    • ตรวจสายตาทุกปี
    • หลังทำงาน 1 ชม.ควรลุกพัก 10 นาที
    • ในห้องควรมีแสงสว่างเพียงพอ
    • นั่งห่างจออย่างน้อย 50 ซม.
    ปัญหาของการใช้คอมพิวเตอร์ต่อระบบกล้ามเนื้อและกระดูก คือ เกิดอาการกลุ่มคาร์ปอล ทันเนล เป็นสาเหตุของเอ็นผังผืดบีบรัดเส้นประสาทที่สอดผ่านกล้ามเนื้อ จากการนั่งเป็นเวลานาน จึงต้องจัดท่านั่งและโต๊ะเก้าอี้ให้เหมาะสม เพื่อลดความเค้นที่ขา ลดปัญหาการไหลเวียนของระบบเลือด หรือเปลี่ยนหน้าที่เพื่อลดการแท้งจากการรับรังสีอุลตร้าไวโอเลตความถึ่ต่ำติดต่อกันเป็นเวลานาน
    อันตรายจากการประกอบอาชีพเกษตรกรรม
    • จากสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ เช่น ความร้อน ความเย็น สียงดัง ความสั่นสะเทือน
    • จากสิ่งแวดล้อมทางสารเคมี เช่น สารกำจัดศัตรูพืช ปุ๋ย อาหารสัตว์ สารเคมีที่ใช้ฆ่าเชื้อโรคและทำความสะอาด
    • จากสิ่งแวดล้อมทางชีวภาพ เช่น งูกัด รวมถึงโรคติดต่อจากสัตว์ เช่น โรคแอนแทรกซ์ โรคพิษสุนัขบ้า โรคเลปโตสไปโรซิส
    • อันตรายจากฝุ่น เช่น ฝุ่นไม้ ฝุ่นชานอ้อย ทำให้เกิดโรคหอบหืด โรคปอดจากฝุ่นฝ้าย
    • อันตรายจากเครื่องจักกล เกิดอุบัติเหตุจากเครื่องจักร จากความร้อน จากไฟฟ้า
    - ทางตรง เช่น ความร้อนทำให้เสียเหงื่อมาก ไอเสีย สั่นสะเทือน ของมีคม
    - ทางอ้อม เช่น ความเครียด ปวดเมื่อย อ่อนเพลีย รถพลิกคว่ำ
    • จากอื่นๆเช่น ไฟไหม้ น้ำท่วม เรือล่ม
    ประเภทสารกำจัดศัตรูพืช มี 5 กลุ่ม
    • สารฆ่าแมลง
    • สารกำจัดวัชพืช
    • สารกำจัดเชื้อรา
    • สารฆ่าหนู หรือสัตว์กัดแทะ
    • สารรมควัน
    ประเภทสารฆ่าแมลง มี 3 กลุ่มตามระยะการใช้
    • สารฆ่าแมลงระยะต้น ได้จากธรรมชาติ
    - เป็นสารอนินทรีย์ ปัจจุบันมีใช้น้อย
    - สารฆ่าแมลงที่ได้จากพืช
    • สารฆ่าแมลงระยะที่สอง เป็นสารอินทรีย์สังเคราะห์ ใช้มากในอดีตและปัจจุบัน แบ่งตามโครงสร้างและกลไกการออกฤทธิ์
    - กลุ่มออร์กาโนคลอรีน ทำลายระบบประสาทส่วนกลางของแมลง สลายตัวยาก ไม่นิยมใช้ เช่น ดีดีที อัลควิน เอ็นดวิน
    - กลุ่มออร์กาโนฟอสเฟส ใช้ดีสำหรับแมลงที่ดื้อต่อสารกลุ่มแรก ตกค้างไม่นาน แต่มีพิษร้ายแรงต่อมนุษย์ เช่น พาราไทออน
    มาลาไทออน ไดอะซินอน นิยมใช้มากทำให้เกิดพิษและตายมากที่สุด
    - กลุ่มคาร์บาเมต คล้ายกลุ่มสองแต่เป็นพิษน้อยกว่า ไม่ค่อยอยู่ตัวจึงไม่ตกค้างในสิ่งแวดล้อม
    • สารฆ่าแมลงระยะที่สาม ลดปัญหาต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม 1.สารที่เป็นเชื้อโรคของแมลง เช่น ไวรัส แบคทีเรีย ไส้เดือนฝอย 2.สารคล้ายฮอร์โมน ควบคุมการเจริญเติบโตของแมลง 3.สารคล้ายเฟอโรโมน ใช้ล่อแมลงมาติดกับ เป็นกลิ่นทางเพศ เช่น คาร์บาริล เมโทมิล



    อ่านทั้งหมด: 36153, ความเห็นทั้งหมด: 13

    ขอบคุณp' manasu ไม่มีแนวข้อสอบบ้างเหรอค่ะ

    เด็กเลขา รอจบ จป. jum@ttk-spring.com

    โดย - น้องจุ๋ม - วันที่ 9 พฤศจิกายน 2550 เวลา 13:52

     ขอบคุณมากครับ  คุณ manasu

    โดย - dreambox - วันที่ 20 พฤศจิกายน 2550 เวลา 21:27

     ขอบคุณมากครับ เเต่อยากรบกวนพี่ช่วยส่ง File สรุปทั้งหมดของภาคปลายให้หน่อยครับ เพราะเข้าอยากมากครับ
    yai_tea@hotmail.com 
                                          ขอบคุณครับ
    โดย - ใหญ่ sut - วันที่ 9 มกราคม 2551 เวลา 13:52

     สรุปมีหลายวิชา ผมไม่แน่ใจว่าคุณต้องการวิชาอะไร
    ขอมาที่ เมลนี้ นะ   mana-sung@hotmail.com 
    ถ้าเป็นประโยชน์ กับคุณหรือเพื่อนท่านอื่นผมยินดี ส่งให้
    โดย - manasu - วันที่ 16 มกราคม 2551 เวลา 16:01

     ขอบคุณมากครับสำหรับแนวความรู้ เพื่อสู้ในสนามสอบ
    โดย - comuter - วันที่ 17 มกราคม 2551 เวลา 10:42

    ขอบคุณค่ะ 
    โดย - nulek - วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 17:35

     บทความข้างต้นมีความละเอียดดีมาก อ่านแล้วมีความรู้ดี
    โดย - ยิม - วันที่ 1 สิงหาคม 2551 เวลา 12:20

     ใครมีสรุปหรือเก็งข้อสอบ รบกวนด้วยค่ะ
    1.สถิติและการวิจัยสำหรับวิทยาศาสตร์สุขภาพ
    2.พิษวิทยาและอาชีวเวชศาสตร
    3.ระบบสุขภาพและวิทยาการระบาดด้านชีวอนามัยและความปลอดภัย
    kanlaya_111@hotmail.com
    โดย - พี่เจี๊ยบ - วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 18:22

    วิชานี้เท่าที่อ่านในหนังสือได้แค่2บท แล้วทำให้รู้สึกหน้ามืดตาลายคล้ายจะเป็นลม ?_?
    ขอบคุณสำหรับบทสรุปคับ 
    โดย - ิbOOk - วันที่ 26 ธันวาคม 2553 เวลา 22:29

    พอมีแนวข้อสอบ พร้อมสรุปมั้ยครับ ลง มสธ   ลงสามวิชา วิชาสถิติ ไม่มั่นใจเลย แต่ได้S
    ส่วนระบบสุขภาพ กับพิษวิทยา ได้ U  เซ็งจังเลย
    hia_tuay@hotmail.com
    โดย - หมูน้อย - วันที่ 7 มิถุนายน 2554 เวลา 23:44

     ผมสอบ 3 ชุดวิชาไม่ผ่านเลยท้อแท้แต่ไม่ท้อใจครับ สู้ๆ
    โดย - chaitana - วันที่ 18 มิถุนายน 2554 เวลา 9:32

    ขอแนวข้อสอบ ทั้ง 3 วิชา
    1.สถิติและการวิจัยสำหรับวิทยาศาสตร์สุขภาพ
    2.พิษวิทยาและอาชีวเวชศาสตร
    3.ระบบสุขภาพและวิทยาการระบาดด้านชีวอนามัยและความปลอดภัย
      อ่านไม่ทันแล้ว
    pa_wong34@hotmail.com
    โดย - Moo - วันที่ 30 กรกฎาคม 2554 เวลา 9:20

    อยากได้แนวข้อสอบอะคะ
    พิษวิทยา
    อาชีวเวชศาสตร์
    กฤหมายความปลอดภัย
    t_o_n_g_191@ hotmail.com

    รบกวนด้วยนะคะ
    โดย - นิคแน๊ค - วันที่ 27 พฤศจิกายน 2555 เวลา 11:40

    แสดงความเห็น
    ข้อความ
       
      
     
     
       
    แนบรูป *เฉพาะสมาชิกเท่านั้น
    จาก  
    พิมพ์คำว่า คนไทย ในช่องนี้ ->

    เรื่องราวอื่นๆจากบลอกเพื่อนบ้าน

    คลิปสรุปข่าวThaiPBSวันนี้ มีหลายข่าว(ดีโพลมา2662.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    1ธค57
    คลิปสรุปข่าวASTVวันนี้มีหลายข่าว(ดีโพลมา2660.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    เท่ง - อ่าง เถิดเทิง ฮา.... มาก(ดีโพลมา2658.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน).
    คลิปสรุปข่าวThaiPBSวันนี้ มีหลายข่าว(ดีโพลมา2657.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    คลิปสรุปข่าวASTVวันนี้มีหลายข่าว (ดีโพลมา2656.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    หนังตลกแอนนากวนส้วนเตียน(ดีโพลมา2655.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    คลิปสรุปข่าวThaiPBSวันนี้ มีหลายข่าว(ดีโพลมา2654.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    คลิปสรุปข่าวASTVวันนี้มีหลายข่าว (ดีโพลมา2653.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    ขอเชิญร่วมทำข่าวโครงการแสดงเฉลิมพระเกียรติในโอกาส 120 ปี (ดีโพลมา2652.ร่วมกับสื่อสยามข่
    รวมมุขเด็ดๆของน้าค่อม ชวนชื่น1-3(ดีโพลมา2651.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    ทำงานผ่านเน็ต..100% 7วัน/100 ดอลล่าห์US.http://www.adams.ws
    หารายได้ผ่านเน็ต..ได้เงินจริงๆครับ...100$ /สัปดาห์เขาทำกันยังไง..
    เสน่ห์.. เมืองลาว
    โฮมสเตย์ บ้านสวนจินดา_ลำพูน
    คลิปสรุปข่าวThaiPBSวันนี้ มีหลายข่าว(ดีโพลมา2650.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    คลิปสรุปข่าวASTVวันนี้มีหลายข่าว (ดีโพลมา2649.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    หนังตลกถอนฟัน พยัคฆ์ร้ายส่ายหน้า (ดีโพลมา2649.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    ซัว สะ ได .. อังกอร์!! ..มหาปราสาทนครวัด
    คลิปสรุปข่าวThaiPBSวันนี้ มีหลายข่าว(ดีโพลมา2648.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    คลิปสรุปข่าวASTVวันนี้มีหลายข่าว(ดีโพลมา2647.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    ฉากฮาฮา ยายสั่งมาใหญ่ (ดีโพลมา2646.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    การจัดแสดงคอนเสิร์ต “วนาสินธุ์”(ดีโพลมา2645.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    คลิปสรุปข่าวThaiPBSวันนี้ มีหลายข่าว(ดีโพลมา2644.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    คลิปสรุปข่าวASTVวันนี้มีหลายข่าว(ดีโพลมา2643.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    น้าค่อม ฟ้าใสใจชื่นบาน (ไมเกรน)(ดีโพลมา2642.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    เที่ยวไต้หวัน ราคาสุดตลึง!! กับหลากหลายโปรแกรม ที่ท่านไม่ควรพลาด
    ติดตามอ่านข่าวรถใหม่
    คลิปสรุปข่าวThaiPBSวันนี้ มีหลายข่าว(ดีโพลมา2640.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    คลิปสรุปข่าวASTVวันนี้มีหลายข่าว (ดีโพลมา2638.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    ชื่นชมตำรวจซื้อหมวกกันน้อคให้(ดีโพลมา2637.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    เพลงบรรเลงพิณจีนสิริมงคล (ดีโพลมา2637.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    (ดีโพลมา2636)งานมอบถ้วยรางวัลของ ไทยซัมซุงประกันชีวิต
    คลิปสรุปข่าวThaiPBSวันนี้ มีหลายข่าว (ดีโพลมา2635.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    คลิปสรุปข่าวASTVวันนี้มีหลายข่าว(ดีโพลมา2634.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    ตลกแก๊ง 3ช่าปะทะโย่งเชิญยิ้ม 2/3 (ดีโพลมา2633.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    คลิปสรุปข่าวThaiPBSวันนี้ มีหลายข่าว(ดีโพลมา2632.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    คลิปสรุปข่าวASTVวันนี้มีหลายข่าว (ดีโพลมา2631.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    งานแถลงข่าวโครงการกิจกรรมการแสดงเฉลิมพระเกียรติ(ดีโพลมา2630)
    รวมเพลงลูกทุ่งเพราะๆ ชุดที่ 3 (ดีโพลมา2629.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    คลิปสรุปข่าวThaiPBSวันนี้ มีหลายข่าว(ดีโพลมา2628.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    คลิปสรุปข่าวASTVวันนี้มีหลายข่าว(ดีโพลมา2627.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    (คลิป) ตร.จีนไล่ยิงหมูป่าหลุดบนถนน พลาดถูกชาวบ้านปอดทะลุ(ดีโพลมา2626.ร่วมกับสื่อสยามข่าว
    เปิดรั้ว!! รพ.จุฬาลงกรณ์ ให้ความรู้วิชาการ (ดีโพลมา2625.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    โปรแกรมทัวร์พม่า เวียดนาม ที่ยังรับได้ครับ...... ออกทุกกรุ๊ปแน่นอน!!!
    คลิปสรุปข่าวThaiPBSวันนี้ มีหลายข่าว(ดีโพลมา2624.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    คลิปสรุปข่าวASTVวันนี้มีหลายข่าว(ดีโพลมา2623.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    ตลกคลาสสิค (ดีโพลมา2622.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงาน)
    แถลงข่าวโครงการกิจกรรมการแสดงเฉลิมพระเกียรติ(ดีโพลมา2621.ร่วมกับสื่อสยามข่าวมวลชน(รายงา
    มีข่าวดีมาบอก ปรับลดราคา หลายพีเรียดเอาใจคนชอบเที่ยวสุดฤทธิ์

    เลือกดูบลอก Search:
    ใช้เวลาประมวลผลหน้านี้ 218.4004ms