เข้าสู่ระบบ จำนวนคนออนไลน์ 1949 คน
E-training
 
หัวข้อล่าสุด
 
 
  • หลักสูตรสถานศึกษา (3)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • การพัฒนานวัตกรรม (2)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • knowledge mamatement (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • การจัดการความรู้ (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  •  
         
     
    ปฎิทิน
     
     

    <ตุลาคม 2557>
     
    40293012345
    416789101112
    4213141516171819
    4320212223242526
    44272829303112
    453456789
     
         
     
    สถิติบลอกนี้
     
     
    • คนเข้าบลอกนี้ทั้งหมด 112698
    • เฉพาะวันนี้ 27
    • ความคิดเห็น 5
    • จำนวนเรื่อง 4
    ให้คะแนนบลอกนี้
    แจ้งเนื้อหาบลอกไม่เหมาะสม
     
         
    31/1/2551 11:24:00

     

    หลักสูตรสถานศึกษา

     

    ความหมายของหลักสูตรสถานศึกษา

                            สถานศึกษาเป็นหน่วยงานที่จัดการศึกษาเป็นแหล่งของการแสวงหาความรู้จึงต้องมีหลักสูตรเป็นของตนเอง คือหลักสูตรสถานศึกษาต้องครอบคลุมภาระงานการจัดการศึกษาทุกด้านหลักสูตรสถานศึกษาจึงประกอบด้วยการเรียนรู้ทั้งมวลเป็นประสบการณ์อื่นๆ ที่สถานศึกษาแต่ละแห่งวางแผนเพื่อพัฒนาผู้เรียนซึ่งเกิดจากการมีส่วนร่วมของบุคลากรและผู้เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษา

                               หลักสูตรสถานศึกษา เป็นแบบแผนหรือแนวทางหรือข้อกำหนดของการจัดการ ที่จะพัฒนาให้ผู้เรียนมีความรู้ ความสามารถโดยส่งเสริมให้แต่ละบุคคลพัฒนาไปสู่ศักยภาพสูงสุดของตนรวมถึงระดับขั้นของมวลประสบการณ์ที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้สะสมซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนนำความรู้ไปสู่การปฏิบัติได้ประสบการณ์สำเร็จในการเรียนรู้ด้วยตนเอง รู้จักตนเอง มีชีวิตอยู่ในโรงเรียน ชุมชน สังคม และโลกอย่างมีความสุข

     

    ความจำเป็นของหลักสูตรสถานศึกษา

                            สถานศึกษาจำเป็นต้องจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาตามกรอบของหลักสูตรแกนกลางที่กรมวิชาการกำหนดไว้ พระราชบัญญัติสถานศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

                              มาตรา 27 ระบุข้อความที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบทบาทหน้าที่ของสถานศึกษา ในการนำหลักสูตรไปใช้โดยตรง ซึ่งกำหนดไว้ว่า ให้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดหลักสูตรแนวทางการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อความเป็นไทย ความเป็นพลเมืองที่ดีของชาติ การดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพ ตลอดจนเพื่อการศึกษาต่อ และให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีหน้าที่จัดทำสาระของหลักสูตรตามวัตถุประสงค์ในวรรคหนึ่งในส่วนที่เกี่ยวกับปัญหาในชุมชนและสังคมภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณลักษณะอันพึงประสงค์เพื่อเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ

                               จะเห็นว่าในวรรคที่สอง เป็นการกำหนดแนวทางการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาขั้นพื้นฐานสถานศึกษา โดยให้สถานศึกษาจัดทำสาระของหลักสูตร จากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในส่วนที่เกี่ยวกับปัญหาในชุมชนและสังคมภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว ชุมชนและประเทศชาติ รวมทั้งทำหลักสูตรให้เป็นไปตามความต้องการของผู้เรียน

                              (  มนนิภา ชุติบุตร. 2538 : หน้า 16 18) ได้เสนอแนวทางการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นไปใช้ในการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาดังนี้

     

                    1.  เน้นการศึกษา วิเคราะห์ ทำความเข้าใจวิธีคิดและความคิดของภูมิปัญญาท้องถิ่น

                    2.  นำกระบวนการหรือแนวคิดของภูมิปัญญาท้องถิ่นมาจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา

                    3.  นำกระบวนการคิดของภูมิปัญญาชาวบ้านมาเสริมสร้างให้สอดคล้องกับแนวคิดแบบ   วิทยาศาสตร์

                    4.  สร้างกระบวนการคิดหลายด้าน หลายมุมโดยส่งเสริมให้ผู้เรียนได้คิดอย่างอิสระแล้ว    เชื่อมโยงกับชีวิตจริง

                    5. ให้ภูมิปัญญาท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการจัดทำหลักสูตร

              ตามหลักการของหลักสูตรนั้น หลักสูตรที่สร้างขึ้นจำเป็นต้องมีความสอดคล้องกับสภาพปัญหา และสนองความต้องการของสังคมที่ใช้หลักสูตรนั้นๆ โดยเหตุนี้หลักสูตรที่สร้างขึ้นมุกมุ่งหมายในการใช้ในชุมชนแห่งใดแห่งหนึ่ง โดยเฉพาะ ก็ย่อมสามารถตอบสนองต่อความต้องการของสังคมได้มากที่สุด ท้องถิ่นและชุมชนมีสภาพที่แตกต่างกัน การพัฒนาแต่ละท้องถิ่นก็ต้องมีความแตกต่างกัน

    เทคโนโลยีเจริญเร็ว จะทำหลักสูตรระดับชาติไปใช้กับท้องถิ่นก็ไม่ทันกับความเจริญของเทคโนโลยี สถานศึกษาจึงต้องจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาเอง

     

    ความสำคัญของหลักสูตรสถานศึกษา

    จุดมุ่งหมายที่สำคัญของหลักสูตรสถานศึกษา คือ

    1. หลักสูตรสถานศึกษา ควรพัฒนาผู้เรียนให้เรียนรู้อย่างมีความสุข เพื่อให้มีความรู้ความสามารถ มีทักษะการเรียนที่สำคัญๆ มีกระบวนการคิดอย่างมีเหตุมีผล มีโอกาสใช้ข้อมูลสารสนเทศ และเทคโนโลยีสื่อสาร หลักสูตรสถานศึกษาควรส่งเสริมจิตใจที่อยากรู้อยากเห็น สร้างความมั่นใจและให้กำลังใจในการเรียนรู้และเป็นบุคคลที่สามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลา

    2. หลักสูตรสถานศึกษาควรส่งเสริมการพัฒนาด้านจิตวิญญาณ จริยธรรม สังคม และวัฒนธรรม โดยเฉพาะพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความเข้าใจและศรัทธาในความเชื่อของตน ความเชื่อและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน มีอิทธิพลต่อบุคคลและสังคมสถานศึกษาควรต้องพัฒนาหลักคุณธรรมและความอิสระของผู้เรียน มีความพร้อมในการเป็นผู้บริโภคที่ตัดสินใจแบบมีข้อมูลและเป็นอิสระเข้าใจในความรับผิดชอบที่มีต่อสังคมโดยรวม สามารถช่วยพัฒนาสังคมให้ความเป็นธรรม มีความเสมอภาค มีความตระหนัก เข้าใจ และยอมรับที่ตนดำรงอยู่ได้ ยึดมั่นในข้อตกลงร่วมกันต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งในระบบส่วนตน ระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับโลก

     

     

     

     

    องค์ประกอบของหลักสูตรสถานศึกษา

    หลักสูตรสถานศึกษา ควรประกอบด้วยหัวข้อสำคัญๆ ดังนี้

    1.  ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับสถานศึกษา

         1.1 ประวัติของโรงเรียน ประวัติที่ตั้ง ขนาด จำนวนพื้นที่ ลักษณะ การจัดตั้ง สถานภาพของสถานศึกษา ระดับการศึกษาที่เปิดสอน จำนวนนักเรียน ความสามารถพิเศษ  จำนวนห้องเรียนและห้องปฏิบัติกิจกรรม อัตราการย้ายเข้าออกของนักเรียน

         1.2 ศักยภาพของสถานศึกษา จุดเด่น จุดด้อย โอกาส ปัจจัยที่เอื้อต่อการพัฒนาสถานศึกษา ความสำเร็จ ความภาภูมิใจของสถานศึกษา

         1.3 ความต้องการของชุมชน ความต้องการเกี่ยวกับอาชีพ การศึกษาต่อ ความต้องการของชุมชนเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพการศึกษา

         1.4 แนวโน้มการพัฒนาท้องถิ่น สภาพเศรษฐกิจของชุมชน และผู้ปกครอง สภาพสังคมและวัฒนธรรมของชุมชน สภาพทรัพยากร จำนวนประชากรในเขตพื้นที่บริการ

        1.5 แนวทางการจัดการศึกษา ทิศทาง ข้อความระบุวิสัยทัศน์ กระบวนการจัดทำวิสัยทัศน์ ภารกิจ และเป้าหมายสถานศึกษา ความสอดคล้องของวิสัยทัศน์ ภารกิจ เป้าหมายของสถานศึกษา

        1.6 การมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษา คณะกรรมการนักเรียนจำนวนครั้งเข้าร่วมในรอบปี รายชื่อคณะกรรมการที่เข้าร่วม สาระสำคัญของการประชุม โครงสร้างการบริหารงานของคณะกรรมการ

    2.  สารสนเทศที่เกี่ยวกับผู้เรียน

         2.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน

         2.2 คุณลักษณะอันพึงประสงค์

         2.3 ผลงานการแสดงออกของผู้เรียน

    3. สารสนเทศของการบริหารงานอาชีพ

          3.1 หลักสูตรและการเรียนการสอน จำนวนชั้นเรียน จำนวนรายวิชาที่เปิดสอน เวลาเรียนแต่ละกลุ่มวิชา

          3.2 ความสอดคล้องของหลักสูตรกับความต้องการของท้องถิ่น

          3.3 เทคนิควิธีการสอนที่ครูนำมาใช้

          3.4ร้อยละของรายวิชาที่ปรับสาระการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน ผู้ปกครอง และชุมชน

                       3.5 การมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอน

         3.6 บรรยากาศการเรียนการสอน

         3.7 การวัดและประเมินผลการเรียน

                 3.7.1 ความถูกต้องครบถ้วนเป็นปัจจุบันเกี่ยวกับเอกสารหลักฐานการประเมินผล                    การเรียน

                 3.7.2 ความหลากหลายในวิธีการและการใช้เครื่องมือการประเมิน

                 3.7.3 การมีส่วนร่วมในการวางแผนวัดและประเมินผลการเรียน

                 3.7.4 การนำผลการวัดและการประเมินผลการเรียนไปใช้ในการพัฒนาผู้เรียน

          3.8 การพัฒนากิจกรรมแนะแนว

                 3.8.1 สภาพการจัดบริการแนะแนว

                 3.8.2 ผลการจัดบริการแนะแนว

          3.9 การจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน

                 3.9.1 การเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน

                 3.9.2 ผลการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน

     4. สารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการ

          4.1 สภาพการบริหารและการจัดการ

                 4.1.1 ความสอดคล้องระหว่างวิสัยทัศน์ ภารกิจ และเป้าหมายการพัฒนา ความคิด ความเข้าใจเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ ภารกิจ เป้าหมายรายงานกระบวนการพัฒนาวิสัยทัศน์การกำหนดภารกิจและเป้าหมาย

                 4.1.2 ความสัมพันธ์ระหว่างแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษากับวิสัยทัศน์และภารกิจ ข้อความเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ ภารกิจ เป้าหมายการพัฒนา แผนพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา รายงานผลความสำเร็จของการดำเนินการตามแผน

                 4.1.3 ภาวะผู้นำและการบริหาร ข้อมูลที่ที่แสดงการเปิดโอกาสให้บุคลากรมีส่วนร่วมรับรู้ข้อมูลและการตัดสินใจ ข้อมูลแสดงการสับเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ตามวาระ ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานตามหน้าที่ความพึงพอใจในการบริหารจัดการ

                 4.1.4 การจัดโครงสร้างองค์กร ข้อมูลการจัดบุคลากรตามหน้าที่การยอมรับในหน้าที่และความรับผิดชอบในการได้รับมอบหมาย ความคิดเห็นเกี่ยวกับการแบ่งหน้าที่ของบุคลากรในสถานศึกษา

          4.2 สภาพและบรรยากาศโดยเรียนรู้

                 4.2.1 การมาเรียนของนักเรียนในแต่ละภาค

                 4.2.2 ความพึงพอใจของผู้ปกครองต่อการเรียนการสอนของสถานศึกษา

                 4.2.3 การให้บริการด้านสุขภาพอนามัย และความปลอดภัยในโรงเรียน

                 4.2.4 สภาพการจัดแหล่งการเรียนรู้

                 4.2.5 การใช้เทคโนโลยีในแต่ละประเภท

                   

                      4.3 ทรัพยากรและสิ่งอำนวยความสะดวก

                               4.3.1 สัดส่วนและงบประมาณพัฒนาคุณภาพแต่ละระดับการศึกษา

                             4.3.2 งบประมาณการศึกษาต่อคนต่อปีแต่ละระดับการศึกษา

                             4.3.3 ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา

                             4.3.4 การใช้งบประมาณตามแผน

                             4.3.5 การบริหารงบประมาณ

                         4.4 การพัฒนาวิชาชีพ

                               4.4.1 ร้อยละของครูที่ทำวิจัยในชั้นเรียน

                               4.4.2 จุดเน้นของการพัฒนาบุคลากรของโรงเรียนในรอบปี

                             4.4.3 ร้อยละของบุคลากรที่ได้รับการประชุมอบรม

                               4.4.4 ผลงาน เกียรติบัตร รางวัลที่ครู ผู้เรียนได้รับในรอบปี

                               4.4.5 ร้อยละของบุคลากรที่จัดทำแฟ้มพัฒนางาน

                               4.4.6 ร้อยละของจำนวนครูที่ได้รับการนิเทศแยกตามกลุ่มสาระการเรียนรู้

                         4.5 ความสัมพันธ์ระหว่างสถานศึกษากับผู้ปกครองและชุมชน

                               4.5.1 การเปิดโอกาสให้บุคลากรภายนอกเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรม

                             4.5.2 การรับการสนับสนุนตามการศึกษาจากหน่วยงานอื่น

                                4.5.3 การจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ของโรงเรียน

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับหลักสูตร

     

    ความหมายของหลักสูตร

                            คำว่าหลักสูตร ( Curriculum )  มีความหมายได้หลายอย่าง  เมื่อศึกษาความหมายของหลักสูตรตามนิยามที่มีผู้ให้ไว้  สามารถจัดเป็นกลุ่มใหญ่ๆได้ 3 กลุ่ม  คือ  กลุ่มที่มองหลักสูตรว่าเป็นสิ่งที่คาดหวัง (Intended)   กลุ่มที่มองหลักสูตรว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง (Actualzed)  และกลุ่มที่มองหลักสูตรครอบคลุมทั้งสองกลุ่มที่กล่าวมา  กลุ่มที่มองหลักสูตรว่าเป็นสิ่งที่คาดหวังได้แก่กลุ่มที่ให้ความหมายว่าหลักสูตรคือวิชาและเนื้อหาวิชา  หลักสูตรเป็นโปรแกรมการศึกษา  หลักสูตรเป็นเอกสาร  และที่หมายถึงหลักสูตรแม่บท  ส่วนกลุ่มที่มองหลักสูตรว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงได้แก่กลุ่มที่ให้ความหมายว่าหลักสูตรคือประสบการณ์  ดังเขียนเป็นแผนภาพ  ดังนี้ ( บุญชม   ศรีสะอาด.  2546, 7)

     

    ความหมายของหลักสูตร

    กลุ่มที่มองหลักสูตรว่า

    เป็นสิ่งที่คาดหวัง

    กลุ่มที่มองหลักสูตรว่า

    เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง           

     

     

     

    หลักสูตรคือประสบการณ์

                               

     

    หลักสูตรคือวิชาและเนื้อหาวิชา

         หลักสูตรเป็นโปรแกรมการศึกษา

         หลักสูตรเป็นเอกสาร

         หลักสูตรเป็นแม่บท

     

    แสดงขอบเขตความหมายของหลักสูตร

     

                            จากความหมายของหลักสูตรที่ได้กล่าวมาจะเห็นว่า  หลักสูตรมีความหมายได้หลายอย่าง  ทุกอย่างล้วนเป็นความหมายที่ถูกต้อง  บางคนจึงนิยามให้หลักสูตรครอบคลุมความหมายทั้งหมดเหล่านั้น  เช่น  ศูนย์พัฒนาหลักสูตร  แบ่งหลักสูตรออกเป็น 3 ส่วน  ได้แก่ ( กรมวิชาการ.  2523 : 1 ) 

                            1.  หลักสูตรแม่บท  คือข้อกำหนด  แนวทางจุดหมายและโครงสร้างเนื้อหาสาระและกิจกรรมที่กำหนดให้โรงเรียนต่างๆปฏิบัติตาม  ผู้ที่กำหนดหลักสูตรส่วนนี้คือ กระทรวงศึกษาธิการ

                            2.  เอกสารประกอบหลักสูตรและวัสดุการเรียน   สื่อการสอนต่างๆ  เช่น  คู่มือครู   แผนการสอน   หนังสือเรียน   ตำรา   อุปกรณ์การสอน   แบบฟอร์มต่างๆ   ฯลฯ  สิ่งเหล่านี้จัดทำโดยนักวิชาการหลายระดับ  เช่น  กรมวิชาการ   เขตการศึกษา   จังหวัด  อำเภอ  และแม้แต่โรงเรียนและเอกชนก็ทำขึ้นได้  เพียงแต่ให้สอดคล้องกับหลักสูตรแม่บท  และมีความสะดวกเหมาะสมที่จะนำไปใช้ประกอบการเรียน  บางอย่างอาจเป็นของเก่าที่มีอยู่แล้ว  และบางอย่างอาจต้องทำขึ้นใหม่

                            3.  กิจกรรม  ได้แก่  การปฏิบัติ  เช่น  การบริหารหลักสูตร  การบริหารทางวิชาการ  การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน  และการสอบการวัดผล  เป็นต้น  กิจกรรมเหล่านี้มีผู้ปฏิบัติหลายฝ่าย

                            จากการที่คำว่า หลักสูตร  มีความหมายได้หลายอย่าง  การพูดถึงหลักสูตรจึงต้องสร้างความกระจ่างชัดเสียก่อนว่าพูดในความหมายใด ( บุญชม   ศรีสะอาด.  2546, 10-11)

     

    องค์ประกอบของหลักสูตร

                            หลักสูตรมีองค์ประกอบพื้นฐาน 4 องค์ประกอบ  คือ

                    1.  จุดประสงค์

                            2.  สาระความรู้ประสบการณ์

                            3.  กระบวนการเรียนการสอน

                            4.  การประเมินผล

                            ในการพัฒนาหลักสูตรและการสอนจะต้องดำเนินการพัฒนาในองค์ประกอบพื้นฐานทั้ง 4 ตามลำดับ  กล่าวคือจะเริ่มต้นที่การกำหนดจุดประสงค์หรือความมุ่งหมายซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางและขอบเขตในการให้การศึกษา  เป็นความคาดหวังที่ต้องการให้ผู้เรียนมีหรือปฏิบัติได้  จากนั้นก็ทำการพิจารณาว่า  การที่จะสามารถบรรลุจุดประสงค์ที่กำหนดไว้หรือไม่  และในระดับใด  จะต้องปรับปรุงแก้ไขอย่างไร

                            องค์ประกอบที่เต็มรูปของหลักสูตรมีมากกว่า 4 องค์ประกอบ  โดยจะมีส่วนที่เป็นองค์ประกอบพื้นฐานดังที่ได้กล่าวมาแล้ว 4 องค์ประกอบ  และเพิ่มองค์ประกอบอื่นๆอีก  ได้แก่  จุดหมาย  หลักการ  โครงสร้าง  มาตรฐานการเรียนรู้  การประกันคุณภาพของหลักสูตร  และสื่อการเรียน  ดังกล่าวตามลำดับ ( บุญชม   ศรีสะอาด.  2546, 11)

     

     

     

     

    การพัฒนาหลักสูตร

     

                            เมื่อได้ทราบถึงรูปแบบหรือประเภทของหลักสูตรรวมทั้งทฤษฎีหลักสูตรต่างๆแล้วจำเป็นที่จะต้องมีความรู้และความเข้าใจหลักการพัฒนาหลักสูตร  ซึ่งมีความสำคัญเป็นอย่างมากในการจัดหลักสูตรทุกประเภท  ในการพัฒนาหลักสูตรนั้นจะมีส่วนสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกับการวางแผนการจัดทำหลักสูตร  และกระบวนการสร้างหลักสูตรควบคู่กันไป  หลักสูตรทุกรูปแบบทุกประเภทจะต้องได้รับการพัฒนาอยู่เสมอให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ต่างๆของประเทศรวมทั้งระบบการศึกษาของประเทศด้วย  หลักสูตรทุกชนิดจะหยุดอยู่กับที่ไม่ได้จะต้องมีการพัฒนาให้ทันเหตุการณ์ต่างๆอย่างต่อเนื่อง

     

    หลักการพัฒนาหลักสูตร  การพัฒนาหลักสูตรจะเกิดขึ้นเมื่อมีเหตุการณ์ต่างๆที่สำคัญ  ดังนี้

                            1. เมื่อวิทยาการต่างๆของสังคมและของโลกมีการเปลี่ยนแปลงไป

                            2. เมื่อนโยบาย  ปรัชญา  และแนวทางการพัฒนาการศึกษาเปลี่ยนแปลงไป

                            3. เมื่อผู้ใช้หลักสูตรอันได้แก่  ผู้บริหารการศึกษา  ครูผู้สอน  นักเรียน  และผู้ปกครองเรียกร้อง

                            4. เมื่อข้อมูลพื้นฐานของสังคมและชุมชนเปลี่ยนแปลง

                            การพัฒนาหลักสูตรเป็นสิ่งที่นักการศึกษา  ครูอาจารย์จะต้องดำเนินการอยู่เสมอจนเป็นกิจนิสัย  จะกระทำทุกครั้งเมื่อสังคมมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเปลี่ยนแปลงไป  โดยเฉพาะสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปนั้นจะทำให้ผู้เรียนได้เพิ่มพูนประสบการณ์ขึ้นมาใหม่ และพร้อมที่จะนำประสบการณ์และความรู้ที่เกิดขึ้นมานั้น ไปพัฒนาตนและสังคมให้เจริญงอกงามยิ่งขึ้น

    (ชูศรี   สุวรรณโชติ.  2544 : 89 )

     

    ลำดับขั้นตอนของการพัฒนาหลักสูตร

                            ขั้นตอนของการพัฒนาหลักสูตรถือว่ามีความสำคัญอย่างหนึ่งในการพัฒนาหลักสูตร  ส่วนใหญ่ผู้พัฒนาหลักสูตรทั้งหลายไม่ได้ให้ความเอาใจใส่ในเรื่องนี้มากนัก  ผลที่ปรากฏก็คือความยุ่งยากในการพัฒนาหลักสูตรให้สมบูรณ์  และความยุ่งยากนี้ก็ต่อเมื่อมาถึงการใช้หลักสูตรในภายหลังด้วย  ลำดับขั้นตอนในการพัฒนาหลักสูตรมีดังนี้

                            ขั้นที่ 1  ศึกษาข้อมูลพื้นฐานของสังคมและชุมชนที่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

                            ขั้นที่ 2  วิเคราะห์ข้อมูลที่มีความจำเป็นอันจะนำมาซึ่งการปรับปรุงหลักสูตร    

                            ขั้นที่ 3  สำรวจความต้องการและความจำเป็นของสังคม  ชุมชน  และผู้เรียน

                            ขั้นที่ 4  กำหนดวัตถุประสงค์ของการให้การศึกษาให้ตรงกับความต้องการของสังคม

                            ขั้นที่ 5  เลือกเนื้อหาวิชาที่ต้องการนำมาให้ผู้เรียนได้ศึกษาที่ตรงกับวัตถุประสงค์

                            ขั้นที่ 6  เลือกบุคลากรที่มีความชำนาญในเนื้อหาวิชานั้นๆมาร่วมจัดทำหลักสูตร

                            ขั้นที่ 7  จัดเรียงลำดับเนื้อหาความรู้ที่ได้มาจากขั้นที่ 6

                            ขั้นที่ 8  สร้างประสบการณ์การเรียนรู้ให้ตรงกับเนื้อหาวิชาเพื่อการจัดการเรียน

    การสอน

                            ขั้นที่ 9  กำหนดการประเมินผลให้ตรงกับวัตถุประสงค์ที่ศึกษา

     

                            จากแนวคิดของเทอร์เนอร์ ( Turner, Nov-Dee Vol 90 No2 : 170-173 )สามารถแสดงขั้นตอนของการพัฒนาหลักสูตรดังรูปแบบดังนี้

                                                                                        หลักสูตรที่นำมาใช้

                                                                                                                                                                     6

                                                                                                      สร้างเสริมประสบการณ์การเรียน

                                                                                                               5

                                                                                              กำหนดเนื้อหาวิชา

                                                                        4

                                                 ศึกษาความต้องการสังคม

                                                                        3

                         ศึกษาข้อมูลทุกประเภท

                                            2

    กำหนดบุคลากร

          1                               

    รูปแบบขั้นตอนในการพัฒนาหลักสูตร

                            ขั้นตอนในการพัฒนาหลักสูตรโดยทั่วไปแล้ว  จะเริ่มต้นจากการวิเคราะห์หลักสูตรเดิมที่ใช้กันอยู่ก่อนแล้วว่ามีผลต่อการใช้ปัจจุบันอย่างไร  หากหลักสูตรเดิมไม่สนองกับความต้องการของสังคม  และผู้เรียนในปัจจุบันอันจะส่งผลไปสู่อนาคต  เพื่อการผลิตคนสู่อนาคตแล้วก็ให้นำผลที่ได้มาเป็นข้อมูลในการสร้างหลักสูตรใหม่

     

    กระบวนการพัฒนาหลักสูตร

                            การพัฒนาหลักสูตรก็คือการพัฒนาแผนการเรียน  เพื่อการจัดกระบวนการการศึกษา  และรวมถึงการประเมินผล  การสร้างประสบการณ์การเรียนให้กับผู้เรียน  การชี้ให้เห็นจุดประสงค์ของการศึกษาเล่าเรียน  และอื่นๆอีกหลายประการอันเป็นผลให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และสร้างความเจริญงอกงามในทุกด้านให้กับผู้เรียน  หรืออาจจะกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่าผลิตผลโดยตรงของกระบวนการพัฒนาหลักสูตรก็คือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้เรียน  (ชูศรี  สุวรรณโชติ.  2544 : 94-95 )

     

    กระบวนการพัฒนาหลักสูตรจะมีกระบวนการดังรูปข้างล่างนี้

     

    ปรับปรุง

    แก้ไข

     

    จุดประสงค์

    (พฤติกรรมนักเรียนและครู)

    การวิจัยเพื่อการพัฒนา

    หลักสูตร                      

    วิเคราะห์ข้อมูล  บทบาท

    ครู  นักเรียน  ผู้ปกครอง  โรงเรียน

    วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน

    (การเมือง  เศรษฐกิจ  สังคม)

                                                กระบวนการพัฒนาหลักสูตร

     

    การวางแผนการพัฒนาหลักสูตร

                            หลักการในการพัฒนาหลักสูตรที่จำเป็นต้องนำมาใช้  คือ  การวางแผนการพัฒนาหลักสูตร  ซึ่งเป็นกระบวนการที่สำคัญอย่างหนึ่งของการพัฒนาหลักสูตรที่จะทำให้หลักสูตรเกิดความสมบูรณ์  ดังนั้นก่อนที่จะพัฒนาหลักสูตรนักพัฒนาหลักสูตร  ซึ่งรวมถึงนักการศึกษาที่ต้องการพัฒนาหลักสูตรจะต้องกำหนดแผนการพัฒนาหลักสูตรจะต้องกำหนดแผนการพัฒนาหลักสูตร  ด้วยการยึดถือแนวทางในการวางแผน  ดังนี้

                            1. การศึกษาปัญหาหรือการกำหนดปัญหาที่เกิดขึ้นในหลักสูตรเดิม

                            2. การกำหนดข้อมูลเพื่อให้สอดคล้องกับปัญหา  ข้อมูลที่กำหนดจะต้องเป็นข้อมูลที่สนองตอบปัญหาที่ได้มาจากการศึกษาปัญหา

                            3. การกำหนดสมมติฐาน  ว่าหลักสูตรที่จะต้องได้รับการพัฒนานั้นจะ

    บังเกิดผลอย่างไรต่อผู้เรียน

                            4. กำหนดแนวทางในการดำเนินงาน  ขั้นตอนในการดำเนินงานจะต้องกำหนดเวลาลงไปอย่างแน่นอน  เพื่อจะได้เห็นกระบวนการในการพัฒนาหลักสูตรตั้งแต่ต้นจนสำเร็จลุล่วง

                            5. การเลือกบุคลากรมาใช้ในการพัฒนาหลักสูตร  เพราะการพัฒนาหลักสูตรจะสำเร็จได้นั้นจำเป็นต้องมีบุคลากรที่มีคุณภาพในการทำงาน  บุคลากรที่ควรกำหนดในแผนได้แก่  นักพัฒนาหลักสูตร  นักวิชาการศึกษา  ศึกษานิเทศก์  และครูผู้สอน

     

    สรุป

                            การพัฒนาหลักสูตรเป็นสิ่งที่สามารถดำเนินการได้เสมอทุกระยะเวลา  การพัฒนาหลักสูตรที่ดีควรจะได้เริ่มต้นเมื่อหลักสูตรนั้นได้ใช้ไปแล้วไม่ควรเกิน 1 ปี  เพราะหลักสูตรที่ดีจะเป็นหลักสูตรที่กำหนดให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้เนื้อหาสาระและกระบวนการที่มองไปข้างหน้าอย่างน้อย 5 ปี  และไม่ควรเกิน 10 ปีเป็นอันขาด  ดังนั้นเมื่อใช้หลักสูตรเป็นเวลา 1 ปีแล้ว  ผู้พัฒนาหลักสูตรจะต้องเริ่มการประเมินผลหลักสูตรการใช้หลักสูตรทันที  และจะต้องเริ่มรวบรวมข้อมูลพื้นฐานในทุกด้านไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจสังคม  วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะต้องนำมาเป็นข้อมูลเพื่อการพัฒนาหลักสูตรต่อไป  การเริ่มพัฒนาหลักสูตรจะต้องเริ่มตั้งแต่ปีที่ 3 ของการนำหลักสูตรนั้นมาใช้  และควรจะพัฒนาแล้วเสร็จภายในปีที่ 5  ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเป็นปีที่ได้กำหนดเป้าหมายอายุของหลักสูตรที่สามารถเพิ่มพูนความรู้  ทักษะ  และประสบการณ์ให้กับผู้เรียนแล้ว (ชูศรี   สุวรรณโชติ.  2544 : 99-100 )

     

    6

     

    ปีที่ 0

    ประกาศ

    ใช้หลักสูตร

    พัฒนา

    หลักสูตร

    เริ่มพัฒนาหลักสูตร

    เริ่ม

    ประเมินผล

    ประกาศ

    ใช้หลักสูตร

    ประกาศ

    ใช้หลักสูตร

    เริ่มรวบ

    รวมข้อมูล

                     ปีที่ 1-2                     2 – 3                                    3 – 4                                   4 – 5

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    การประเมินหลักสูตร

     

                            การประเมินหลักสูตรเป็นกิจกรรมในกระบวนการพัฒนาหลักสูตร  ที่มีความสำคัญมาก  ช่วยให้การพัฒนาหลักสูตรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  ครบวงจรของการพัฒนาหลักสูตร

                            การประเมินหลักสูตรหมายถึง  การพิจารณา  เปรียบเทียบ  และตัดสิน  เกี่ยวกับองค์ประกอบต่างๆในระบบหลักสูตร  ว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร  มีความสอดคล้องระหว่างมาตรฐาน  ความมุ่งหวัง  และการปฏิบัติจริงเพียงใด  หลักสูตรนั้นมีประสิทธิภาพเพียงใด  มีผลกระทบอย่างไร  ทั้งนี้เพื่อจะนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ปรับปรุงหลักสูตรนั้นให้ดีขึ้น  การพัฒนาหลักสูตรจะขาดการประเมินหลักสูตรไม่ได้เลย ( บุญชม   ศรีสะอาด.  2546 : 95 )

     

    กระบวนการประเมินหลักสูตร 

    มีด้านที่จะต้องประเมิน  และลำดับขั้นของการประเมิน  ดังนี้   

                            1. ด้านที่จะต้องประเมิน

                       จะต้องประเมินองค์ประกอบในระบบหลักสูตร  และส่วนที่เกี่ยวข้องดังภาพ

     

    ระบบหลักสูตร

     


    บริบท

    ตัวป้อน

    กระบวนการ

    ผลผลิต

    ผลกระทบ

                          

     

     

     


    ประเมิน

     

                            องค์ประกอบในระบบหลักสูตรที่จะต้องประเมินได้แก่  ตัวป้อน  กระบวนการ  และผลผลิต  ส่วนที่เกี่ยวข้องที่จะต้องประเมินได้แก่  บริบท  และผลกระทบ

                              1.1 การประเมินบริบท  (Context   Evaluation)

                                    เป็นการประเมินเพื่อทราบความต้องการของสังคม  ความต้องการส่วนบุคคล  ปรัชญาและนโยบายการศึกษา  ลักษณะวัฒนธรรมและสภาพท้องถิ่น  เพื่อนำข้อมูลมาพิจารณาในการกำหนดจุดประสงค์ของหลักสูตร  จุดประสงค์รายวิชา

                               1.2 การประเมินตัวป้อน  (Input   Evaluation)

                          เป็นการประเมินเกี่ยวกับคุณลักษณะ  และสถานภาพของครู  นักเรียน  อุปกรณ์  หรือสื่อการเรียนการสอน  สิ่งอำนวยความสะดวกการวางแผน  โดยพิจารณา 2 ลักษณะตามแนวคิดของสเตค  กล่าวคือ  พิจารณาความสัมพันธ์กับกระบวนการ  และพิจารณาความสอดคล้องระหว่างตัวป้อนที่คาดหวัง  หรือที่ได้วางแผนไว้กับที่เกิดขึ้นจริง  และกับเกณฑ์มาตรฐาน

                               1.3 การประเมินกระบวนการ  (Process   Evaluation)

                             เป็นการประเมินเกี่ยวกับพฤติกรรมการเรียนการสอน  วิธีการสอนการบริหารหลักสูตร  โดยพิจารณา 2 ลักษณะ  ตามแนวคิดของสเตค  กล่าวคือ  พิจารณาความสัมพันธ์กับตัวป้อนและผลผลิต  และพิจารณาความสอดคล้องระหว่างกระบวนการที่คาดหวังหรือที่ได้วางแผนไว้  กับกระบวนการที่ใช้จริง  และกับเกณฑ์มาตรฐาน

                               1.4 การประเมินผลผลิต  (Product   Evaluation)

                               เป็นการประเมินเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในตัวผู้เรียนตามจุดประสงค์ของหลักสูตร  ควรประเมินให้ครบทั้งด้านพุทธิพิสัย  จิตพิสัย  และทักษะพิสัย  ประเมินทั้งในขณะใช้หลักสูตร(ประเมินตามจุดประสงค์ย่อย)  และประเมินเมื่อจบการเรียน  (ประเมินตามจุดประสงค์ปลายทาง)  โดยพิจารณา 2 ลักษณะ   ตามแนวคิดของสเตค  กล่าวคือ  พิจารณาความสัมพันธ์กับตัวป้อน  กับกระบวนการ  และพิจารณาความสอดคล้องระหว่างผลผลิตที่คาดหวังหรือที่ได้วางแผนไว้  กับผลผลิตที่เกิดขึ้นจริง  และกับเกณฑ์มาตรฐาน  นอกจากนี้แล้วควรประเมินติดตามผล (Follow  Up  Study)  หลังจากที่จบออกไปทำงานอีกด้วย

                               1.5 การประเมินผลกระทบ  (Impact   Evaluation)

                                     เป็นการประเมินเกี่ยวกับผลผลิตของหลักสูตรต่อสังคม  ซึ่งจะช่วยตอบคำถามที่ว่า  หลักสูตรนั้นได้ช่วยแก้ปัญหาของชาติ  หรือของสังคมหรือไม่  ช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับสถาบันที่รับผิดชอบหรือไม่  ช่วยให้เกิดการพัฒนาความรู้  วิชาการต่างๆหรือไม่  เป็นต้น

     

                            2. ลำดับขั้นของการประเมิน

                      แบ่งลำดับขั้นของการประเมินตามขั้นตอนของการพัฒนาหลักสูตร 3 ขั้นตอน 

    ดังภาพ

     

    1. การสร้างหลักสูตรที่คาดหวัง

     

    2. การทดลองใช้หลักสูตรที่คาดหวัง

     

     

     

     


    3. การนำหลักสูตรไปใช้

     

                                                                              การประเมินหลักสูตร

     

     

     

     

     

                               2.1 การประเมินในขั้นการสร้างหลักสูตรที่คาดหวัง

                                  ในขั้นตอนของการพัฒนาหลักสูตรขั้นแรก  เป็นการสร้างหลักสูตรที่คาดหวัง  ซึ่งจะกำหนดจุดประสงค์  เนื้อหารายการเรียนรู้ ฯลฯ  เพื่อให้การกำหนดจุดประสงค์เป็นไปอย่างเหมาะสม  จึงควรประเมินบริบทและนำข้อมูลที่ได้จากการประเมินมาพิจารณากำหนดจุดประสงค์ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วในข้อ 1.1  และหลังจากสร้างหลักสูตรที่คาดหวังเสร็จควรมีการประเมินหลักสูตรดังกล่าว  ในแง่ของความเหมาะสม  ความเป็นไปได้  พิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างตัวป้อน  กระบวนการ  ผลผลิต  แล้วทำการปรับปรุงหลักสูตรที่คาดหวังนั้น

                               2.2 การประเมินในขั้นการทดลองใช้หลักสูตรที่คาดหวัง

                          การพัฒนาหลักสูตรในขั้นนี้จะเป็นการนำเอาหลักสูตรที่คาดหวังไปทดลองใช้เพื่อทราบปัญหา  และประสิทธิภาพของหลักสูตร  โดยจะทดลองใช้กับนักเรียนที่มีลักษณะที่เป็นตัวแทนของกลุ่มเป้าหมายที่จะใช้หลักสูตรนั้น  ควรเปรียบเทียบผลการใช้หลักสูตรใหม่กับหลักสูตรเดิม  ในด้านที่สามารถเปรียบเทียบกันได้  ข้อมูลที่ได้จากการประเมินในขั้นนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการปรับปรุงแก้ไขหลักสูตรที่คาดหวัง

                               2.3 การประเมินในขั้นการนำหลักสูตรไปใช้

                                     หลังจากที่ได้ปรับปรุงแก้ไขในขั้น 1.2 จนมีความมั่นใจแล้ว  ขั้นต่อมาก็เป็นการนำหลักสูตรไปใช้จริง  ในขั้นนี้ควรเน้นที่การประเมินผลผลิต  ดังได้กล่าวไว้ในข้อ 1.4  และการประเมินผลกระทบในข้อ 1.5  สำหรับการพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างตัวป้อนกับกระบวนการ  และผลผลิต  จะพิจารณาจากผลการใช้หลักสูตรจริง

     

    ข้อเสนอแนะในการประเมินหลักสูตร

                            1. การประเมินหลักสูตรควรกระทำต่อเนื่องกันไปตลอดเวลา  และใช้ข้อมูลที่ได้จากการประเมินหลักสูตร  มาปรับปรุงหลักสูตรให้ดีขึ้น

                            2. ประเมินให้ครอบคลุมทุกองค์ประกอบในกระบวนการพิจารณาหลักสูตร

                            3. ในการประเมินด้านผลผลิต (Outcome)  ควรให้ครอบคลุมทั้งด้านพุทธิพิสัย  จิตพิสัย  และทักษะพิสัย

                            4. ในการใช้หลักสูตรควรกำหนดให้แน่นอน  ว่าจะประเมินผลการใช้หลักสูตรในระยะนานเท่าใด  เช่น  ทุกๆ 3 ปี  หรือทุกๆ 5 ปี  เป็นต้น

                            5. การประเมินจะต้องอาศัยเครื่องมือที่เหมาะสม  และแหล่งข้อมูลที่เหมาะสม

     

     

     

     

                ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ  ได้ประกาศใช้นโยบายปฏิรูปการศึกษา  โดยมุ่งเน้นพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติฉบับที่ 8 ( .. 254.-2544 ) และได้ผลักดันให้เกิดผลในทางปฏิบัติตั้งแต่ปีการศึกษา 2540-2542  เพื่อนำร่องไปสู่การจัดการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี และขยายโอกาสเป็น 12 ปี

                    หัวใจสำคัญของการเพิ่มพูนคุณภาพการศึกษาและเสริมสร้างคุณภาพประชากรไทย  คือ  การปฏิรูปด้านหลักสูตร  กระบวนการเรียนการสอน  และการวัดผลและประเมินผลซึ่งได้ระบุเกณฑ์มาตรฐานไว้ในข้อที่ 9 ของบัญญัติ 10 ประการ  คือ  ให้โรงเรียนประเมินผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน  โดยเน้นผลงานภาคปฏิบัติ  และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามจุดหมาย 8 ข้อที่กำหนดไว้ทั้งในหลักสูตรประถมศึกษา  มัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลายของหลักสูตร  .. 2521 ( ฉบับปรับปรุง พ.. 2533 ) จากนโยบายและแนวคิดดังกล่าว  จึงจำเป็นต้องปรับปรุงวิธีการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนโดยเน้นการประเมินตามสภาพจริงและการใช้แฟ้มสะสมผลงานภาคปฏิบัติของผู้เรียนเป็นรายบุคคล  ประกอบการประเมินเพื่อตัดสินผลการเรียน

                    แนวคิดและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องการประเมินตามสภาพจริง  จึงขยายผลเข้าสู่ระบบการศึกษาของไทย  จนกระทั่งมีการประกาศใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช  2544  ได้มีการกำหนดให้ใช้วิธีการวัดผล  และประเมินผลผู้เรียนตามสภาพจริงเพื่อตัดสินผลพัฒนาการทางการเรียนของผู้เรียนแต่ละคนตามเจตจำนงของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.. 2542 หมวด 4 มาตรา 26  ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

    หลักการวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช 2544

                    การประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช 2544  เป็นกระบวนการตรวจสอบผลการเรียนรู้และพัฒนาการด้านต่างๆของผู้เรียน  ตามมาตรฐานการเรียนรู้ของหลักสูตร  เพื่อนำผลไปปรับปรุงการเรียนการสอนให้ผู้เรียนบรรลุมาตรฐานที่กำหนดไว้  และใช้เป็นข้อมูลสำหรับการตัดสินผลการเรียน

                    สถานศึกษาจะต้องรับผิดชอบดำเนินการวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างเหมาะสม  มีคุณภาพ  และมีประสิทธิภาพ  ให้ผลของการประเมินผลถูกต้องตามสภาพความรู้ความสามารถที่แท้จริงของผู้เรียน  ในขณะเดียวกัน  การดำเนินการวัดผลและประเมินผลการเรียนของสถานศึกษา  จะต้องมีการจัดการอย่างเป็นระบบและมีกระบวนการปฏิบัติงานที่มีคุณภาพ  สามารถรองรับการประเมินภายในและภายนอกตามระบบประกันคุณภาพการศึกษาได้

                    เพื่อให้การวัดและประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช 2544  เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ   .. 2542  สอดคล้องกับนโยบายการปฏิรูปการศึกษา  กระบวนการวัดผลและประเมินผลของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน  และถูกต้องตามหลักการวัดและประเมินผลการเรียน  กรมวิชาการ  กระทรวงศึกษาธิการ  จึงกำหนดหลักการวัดและประเมินผลการเรียน  ไว้ดังนี้

                    1.  สถานศึกษาเป็นผู้รับผิดชอบประเมินผลการเรียนของผู้เรียน  โดยเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วม

                    2.   การวัดและประเมินผลการเรียนต้องสอดคล้องและครอบคลุมมาตรฐานการศึกษาที่กำหนดในหลักสูตร

                    3.  การประเมินผลการเรียนต้องประกอบด้วย  การประเมินเพื่อพัฒนาผู้เรียน  ปรับปรุงการจัดการเรียนการสอน และประเมินเพื่อตัดสินผลการเรียน

                    4. การประเมินผลถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจัดการเรียนการสอน  ที่ผู้สอนต้องดำเนินการด้วยวิธีการที่หลากหลาย  และเหมาะสมกับสิ่งที่ต้องการประเมินตามธรรมชาติของวิชาและระดับช่วงชั้นของผู้เรียน

                    5.  สถานศึกษาต้องจัดให้มีการประเมินความสามารถของผู้เรียนในด้านการอ่าน  การคิดวิเคราะห์  และการเขียนสื่อความในแต่ละช่วงชั้น

                    6.  สถานศึกษาต้องจัดให้มีการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนแต่ละช่วงชั้น

                    7.  สถานศึกษาต้องจัดมีการประเมินคุณภาพผู้เรียนในระดับชาติในแต่ละช่วงชั้น

                    8.  สถานศึกษาต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียนหรือผู้ปกครองตรวจสอบผลของการประเมินผลการเรียนได้ตลอดเวลา

                    9.  สถานศึกษาต้องจัดให้มีการเทียบโอนผลการเรียนระหว่างสถานศึกษาและรูปแบบการศึกษาต่างๆ  ที่ผู้เรียนผ่านการศึกษามาแล้ว

                    แนวทางการวัดผลประเมินผล

                    การวัดผลและประเมินผลตามมาตรา 26 ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติระบุไว้ว่าให้สถานศึกษาจัดการประเมินผู้เรียน โดยพิจารณาจากพัฒนาการของผู้เรียน  ความประพฤติ  การสังเกตพฤติกรรมการเรียน การร่วมกิจกรรมและการทดสอบควบคู่ไปในกระบวนการเรียนการสอนตามความเหมาะสมของแต่ละระดับและรูปแบบการศึกษาโดยให้สถานศึกษาใช้วิธีการที่หลากหลายในการจัดสรรโอกาสในการศึกษาต่อ  และให้นำผลการประเมินผู้เรียนมาใช้ประกอบการพิจารณาด้วย  ดังนั้นการประเมินผลผู้เรียนจึงเน้นการประเมินเพื่อนำผลมาพัฒนาผู้เรียนแต่ละคน  ให้บรรลุถึงความสามารถตามมาตรฐานการเรียนรู้ที่กำหนดไว้ในแต่ละกลุ่มสาระ

                    การประเมินผลจะต้องกระทำควบคู่ไปกับกระบวนการเรียนการสอนที่เป็นลักษณะการประเมินผู้เรียนตามสภาพจริง (Authentic Assessment ) ซึ่งต่างจากแนวความคิดเดิมที่ประเมินเพื่อตัดสินผลการเรียนว่าได้หรือตก  ผ่านหรือไม่ผ่าน  หรือใช้วิธีตัดเกรดเพื่อจัดระดับผลการเรียน โดยใช้แบบทดสอบวัดหยั่ง ( Proding )  ความรู้ความสามารถทัศนคติ ฯลฯ ที่มีอยู่ในตัวผู้เรียนแต่ละคน  โดยนิยมใช้ข้อสอบชนิดเลือกตอบเป็นเครื่องมือวัดผลเป็นส่วนใหญ่และระบุผลการวัดออกมาเป็นคะแนน  เพื่อใช้ตีความตามช่วงคะแนนที่กำหนด  เพื่อตัดสินผลการเรียนของผู้เรียน  โดยวิธีเทียบเกณฑ์เป็นสำคัญด้วยเหตุนี้การออกแบบแผนการเรียนรู้ตามหลักสูตรสถานศึกษาขั้นพื้นฐานผู้สอนจะต้องแจ้งให้ผู้เรียนทราบว่า  ผู้สอนจะประเมินผู้เรียนโดยสังเกตจากการแสดงออก  การลงมือปฏิบัติจริง  และการเกิดองค์ความรู้  สามารถนำองค์ความรู้ที่มีอยู่มาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยใช้เกณฑ์การให้คะแนน ( Rubric )  ด้านการพัฒนาของผู้เรียนที่เชื่อถือได้

                    ดังนั้น   แผนการจัดการเรียนรู้ตามสภาพจริง  ต้องช่วยให้ผู้เรียนรู้ว่า  ตนเองมีความรู้ถึงระดับใด  ยังทำอะไรไม่ได้  และต้องการความช่วยเหลืออะไรบ้างจากผู้สอน  ซึ่งต่างจากแผนการสอนแบบเดิมที่ผู้สอนจะเน้นว่าสอนอะไรไปบ้าง  ผู้สอนได้สอนไปถึงไหน  และคิดว่าจะสอนอะไรอีกต่อไป  ผู้เรียนต้องสอบผ่านจุดประสงค์หรือความรู้ในเรื่องใดบ้างตามที่ผู้สอนได้สอนไปโดยการจัดทำข้อสอบตามจุดประสงค์เพื่อนำมาสอบผู้เรียนตามระเบียบ

                    ขั้นตอนการประเมินผลการเรียนรู้ตามแนวหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน

                    จากกรอบการวัดและประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2544  เมื่อนำไปประมวลกับแนวทางการจัดหลักสูตรสถานศึกษาและกระบวนการจัดการเรียนการสอน  สถานศึกษามีภารกิจที่เกี่ยวกับการวัดและประเมินผลการเรียนที่จะต้องดำเนินการ  ดังนี้

                    1.  การประเมินผลการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้

                    เป็นการประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนจากการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ทั้ง 8 กลุ่มตามหลักสูตรของสถานศึกษาในแต่ละช่วงชั้น  ภารกิจที่สถานศึกษาจะต้องดำเนินการมีดังนี้

                    1.1  กำหนดผลการเรียนรู้ที่คาดหวังรายปีหรือรายคาบ  โดยวิเคราะห์จากมาตรฐานการเรีนรู้ช่วงชั้นของแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้

                    1.2  กำหนดเกณฑ์สำหรับตัดสินการผ่านผลการเรียนรู้ที่คาดหวังรายข้อ

                    1.3  กำหนดเกณฑ์การให้ระดับผลการเรียนสาระการเรียนรู้รายปีหรือรายภาค

                    1.4  กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผลระหว่างเรียน  ซึ่งเป็นการประเมินผลระดับชั้นเรียน

                    1.5  กำหนดวิธีการประเมินผลการเรียนสาระการเรียนรู้รายปีหรือรายภาค

                    1.6  กำหนดวิธีการประเมินตัดสินผลการเรียนสาระการเรียนรู้ผ่านช่วงชั้น

                    1.7  แต่งตั้งคณะอนุกรรมการประเมินผลกลุ่มสาระการเรียนรู้ทั้ง 8 กลุ่มสาระ

                    2.  การประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน

                    เป็นการประเมินผลการเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามที่หลักสูตรสถานศึกษากำหนด  ภารกิจที่สถานศึกษาจะต้องดำเนินการ  มีดังนี้

                    2.1  กำหนดจุดประสงค์การเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนแต่ละกิจกรรม

                    2.2  กำหนดเกณฑ์สำหรับตัดสินการผ่านกิจกรรมแต่ละกิจกรรม  จำแนกเป็นเกณฑ์สำหรับตัดสินการผ่านจุดประสงค์ของกิจกรรม  และเกณฑ์สำหรับตัดสินเวลาการเข้าร่วมกิจกรรม

                    2.3  หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผู้เรียนระหว่างการร่วมกิจกรรม

                    2.4  วิธีประเมินผู้เรียนเมื่อสิ้นสุดกิจกรรม

                    2.5  วิธีการประเมินการเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน  เพื่อตัดสินผลการผ่านกิจกรรม

                    2.6  แต่งตั้งคณะกรรมการประเมินผลกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน

                    3.  การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์

                    เป็นการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนเกี่ยวกับคุณธรรม  จริยธรรม  และค่านิยมตามที่สถานศึกษากำหนดขึ้น เพื่อแก้ปัญหาหรือสร้างค่านิยมที่ดีงามให้แก่ผู้เรียนตามเป้าหมายของหลักสูตร ภารกิจที่สถานศึกษาต้องดำเนินการ มีดังนี้

                    3.1 กำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์เกี่ยวกับคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมของผู้เรียนไว้ในหลักสูตรสถานศึกษา

                    3.2 กำหนดเกณฑ์สำหรับตัดสินการผ่านคุณลักษณะอันพึงประสงค์แต่ละข้อตามที่ระบุไว้ในแผนการจัดการศึกษา

                    3.3 กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนตามกลักสูตรสถานศึกษาให้ชัดเจน

                    3.4 ดำเนินการประเมินการแสดงคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนตามแนวทางและวิธีการที่สถานศึกษากำหนด

                    3.5 ประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนเป็นรายปีหรือรายภาค

                    3.6 ประเมินผลคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนเพื่อตัดสินการผ่านช่วงชั้น

                    3.7 แต่งตั้งคณะกรรมการประเมินผลคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียน

                    4. การประเมินการอ่าน การคิดวิเคราะห์ และการเขียนสื่อความ

                    เป็นการประเมินความสามารถในการอ่าน การคิดวิเคราะห์ และการเขียนสื่อความของผู้เรียนตามจุดเน้นของหลักสูตร ภารกิจที่สถานศึกษาต้องดำเนินการ มีดังนี้

                    4.1 กำหนด มาตรฐานด้านการอ่าน การคิดวิเคราะห์ และการเขียนสื่อความ สำหรับใช้เป็นแนวทางพัฒนาผู้เรียนและหลักสูตรของสถานศึกษาแต่ละช่วงชั้น

                    4.2 กำหนดเกณฑ์สำหรับตัดสินผลการประเมินมาตรฐานด้วยการอ่าน การคิด วิเคราะห์ และการเขียนสื่อความของแต่ละชั้นและแต่ละช่วงชั้น

                    4.3 กำหนดแนวทางและวิธีการประเมินความสามารถด้านการอ่าน การคิดวิเคราะห์ และการเขียนสื่อความให้ชัดเจน

                    4.4 ประเมินความสามารถในการอ่าน การคิดวิเคราะห์ และการเขียนสื่อความตามแนวทางและวิธีการที่สถานศึกษากำหนด

                    4.5 ประเมินความสามารถในการอ่าน การคิดวิเคราะห์ และการเขียนสื่อความเป็นรายปีหรือรายภาค

                    4.6 ประเมินผลระดับความสามารถในการอ่าน การคิดวิเคราะห์ และการเขียนสื่อความ เพื่อตัดสินการผ่านช่วงชั้น

                    4.7 แต่งตั้งคณะกรรมการประเมินผลการอ่าน การคิดวิเคราะห์ และการเขียนสื่อความ

                    5. การประเมินตัดสินผลการเรียนเพื่อผ่านช่วงชั้นหรือจบหลักสูตร

                    เป็นการประเมินตัดสินผลการเรียนให้ผู้เรียนที่มีคุณสมบัติครบถ้วยตามเกณฑ์ให้เป็นผู้ผ่านช่วงชั้น (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หรือชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ) จบการศึกษาภาคบังคับ (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3) และจบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6)

    6. การประเมินคุณภาพการศึกษาระดับชาติ

                    เป็นการจัดให้ผู้เรียนทุกคนที่ศึกษาอยู่ในปีสุดท้ายของแต่ละช่วงชั้น คือ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ประถมศึกษาปีที่ 3 ประถมศึกษาปีที่ 6 มัธยมศึกษาปีที่ 3 และมัธยมศึกษาปีที่ 6 เข้ารับการประเมินคุณภาพการศึกษาระดับชาติด้วยวิธีการและเครื่องมือประเมินมาตรฐานระดับชาติในกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ ตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดในแต่ละปี

    7. การเทียบโอนผลการเรียน

                    เป็นการเทียบโอนผลการเรียน ความรู้ความสามารถ และประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้เรียนที่ศึกษาจากสถานศึกษาอื่นหรือรูปแบบการศึกษาอื่น ให้เป็นส่วนหนึ่งของผลการเรียนของผู้เรียนตามหลักสูตรของสถานศึกษา

    8. การจัดทำเอกสารหลักฐานการศึกษา

                    เป็นการจัดทำเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการวัดและประเมินผลการเรียนของผู้เรียน เพื่อเป็นข้อมูลแสดงผลการดำเนินการวัดและประเมินผลของสถานศึกษาและผู้เกี่ยวข้อง และเป็นเอกสารหลักฐานแสดงวุฒิทางการศึกษาของผู้เรียนซึ่งมี 2 ลักษณะ คือ

                    8.1 หลักฐานตามรูปแบบที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด (ปพ. 1 – ปพ.3 )

                    8.2 หลักฐานตามรูปแบบที่สถานศึกษากำหนด (ปพ. 4 – ปพ. 9)

                    9. การจัดการซ่อมเสริมผลการเรียน

                    เป็นการจัดแนวทางเพื่อปรับปรุงแก้ไขผู้เรียนที่มีข้อบกพร่องในการเรียนด้านต่าง ๆ ให้สามารถเรียนรู้และเกิดพัฒนาการตามผลการเรียนรู้ที่คาดหวังและมาตรฐานการเรียนรู้ของหลักศุตร เพื่อสำเร็จการศึกษาช่วงชั้นต่างๆ  ตามที่หลักสุตรสถานศึกษากำหนด

    10. การกำกับ ติดตาม และประเมินผลการเรียน

                    เป็นการวางระบบและแผนงานการตรวจสอบการดำเนินการประเมินผลการเรียนของผู้เรียนของผู้มีหน้าที่รับผิดชอบฝ่ายต่างๆ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามที่ได้กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นได้ทันเหตุการณ์

     

     

                    11. การรายงานผลการประเมิน

                    เป็นการรายงานผลการดำเนินงานการประเมินผลการเรียนรู้ระดับต่าง ๆ ให้ผู้เรียน ผู้สอน ผู้ปกครอง และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ได้รับทราบความก้าวหน้าและผลการเรียนรู้ของผู้สอน และการบริหารจัดการศึกษาของสถานศึกษาให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลตามเป้าหมายที่วางไว้

    12. การจัดทำหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติในการประเมินผลการสถานศึกษา

                    เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติในการประเมินผลการเรียนของสถานศึกษา เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายรับรู้และถือปฎิบัติเป็นแนวเดียวกัน เพื่อให้การประเมินผลการเรียนของสถานศึกษามีความเป็นระเบียบเรียบร้อย  ถูกต้อง ยุติธรรม และมีผลการดำเนินงานที่น่าเชื่อถือ เป็นที่ยอมรับทั้งด้านสังคมและกฎหมาย

    เกณฑ์ในการประเมินผล ( Criteria  Evaluation )

                    เพื่อให้การประเมินผลตามหลักสูตรสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีประสิทธิภาพ  ผู้สอนและผู้เกี่ยวข้องต้องดำเนินการตามเกณฑ์ต่อไปนี้

                 1.   มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ( Continuity ) ตั้งแต่เริ่มใช้หลักสูตรจนสิ้นสุดการใช้โดยการประเมินผลต้องทำควบคู่ไปกับการจัดการเรียนการสอน  เพื่อรวบรวมข้อมูลจากการประเมินและนำมาตรวจสอบกับจุดมุ่งหมายของหลักสูตรทุกระยะและต้องแจ้งผลการประเมินให้ผู้เรียนทราบทุกครั้ง

                    2.  มีความครอบคลุมจุดประสงค์การเรียนการสอน     ที่เป็นขอบข่ายของการประเมิน

    ( Scope )  ถ้ามีการกำหนดจุดประสงค์ใดขึ้นมา  ก็ต้องทำการประเมินให้ครบถ้วนและสัมพันธ์กับจุดเน้นของหลักสูตร  เช่น  ทักษะการคิด  ระดับความรู้ความเข้าใจ  ความสามารถด้านต่างๆของผู้เรียนเป็นต้น

                    3.  มีการเทียบเคียง ( Compatibility )  น้ำหนักของแต่ละจุดประสงค์ตามที่กำหนดไว้  เพราะการกำหนดจุดประสงค์แต่ละข้อ  ย่อมจัดน้ำหนักของการประเมินแตกต่างกันไป  ดังนั้น  การประเมินผลทุกครั้งจึงต้องนำผลที่ได้มาพิจารณาเปรียบเทียบกับขอบเขตของจุดประสงค์นั้นด้วย  เช่น  ถ้าจุดประสงค์ให้น้ำหนักด้านเจตคติมากที่สุด  การประเมินก็ต้องเน้นด้านเจตคติมากว่าความรู้เช่นกัน

                    4.  มีความเที่ยงตรง ( Validity ) และความเชื่อมั่น ( Reliability )  เป็นเกณฑ์ที่กำหนดเพื่อให้ผู้สอนดำเนินการประเมินผลสัมพันธ์กับสิ่งที่ต้องการวัดผลจากผู้เรียน

                    5.  มีความเป็นปรนัย ( Objectivity ) เป็นเกณฑ์ที่นำมาใช้พิจารณาผลการประเมิน  จะต้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเข้าใจตรงกัน เช่น  เข้าใจคำถามแต่ละข้อตรงกันว่าต้องการคำตอบอะไรจากการวัด  มีระบบวิธีการให้คะแนนตรงกัน  และแปลความหมายคะแนนที่ได้ตรงกัน

     

    6.  มีคุณค่าในการวินิจฉัย ( Diagnostic Value )  ผลการประเมินทุกครั้งนอกจากจะนำมาใช้แสดงระดับพฤติกรรม  ความรู้ความสามารถของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว  ยังต้องสามารถนำผลนั้นไปใช้แสดงคุณภาพในการจัดการเรียนการสอนว่ามีผลเป็นอย่างไร  และนำหลักสูตรไปใช้บรรลุประสิทธิผลหรือไม่  จึงจะถือว่าเป็นเกณฑ์การประเมินที่มีประสิทธิภาพ

    7.  มีการระดมความคิดให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม (  Partcipation )  ในการเลือกวิธีการเรียนรู้  วิธีการประเมินผล  และการกำหนดเกณฑ์ที่เหมาะสมบางข้อร่วมกับผู้สอนและเพื่อนๆในชั้นเรียน  เพื่อเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้เชิงรุก  ( Active  Learning )

    วิธีการและเครื่องมือประเมินผลจากสภาพจริง

    การประเมินผลจากสภาพจริงมีวิธีการและเครื่องมือที่หลากหลาย ดังนี้

                    1. การสังเกต 

                    2. การสัมภาษณ์

                    3. แบบสอบถาม

                    4. การตรวจผลงาน

                    5. การบันทึกจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง  ได้แก่ ครูในโรงเรียน  เพื่อนผู้เรียน  ผู้ปกครอง

                    6. การเยี่ยมบ้าน

                    7. การศึกษารายกรณี

                    8. การใช้ทดสอบแบบเน้นการปฏิบัติจริง

                    9. การระเบียนสะสม

                    10. การประเมินผลโดยใช้แฟ้มสะสมผลงานดีเด่น

    การออกแบบเครื่องมือวัดผลและประเมินผลตามมาตรฐานการเรียนรู้ของแผนการสอน

                    จากสาระบัญญัติที่ปรากฏในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.. 2542  และจุดมุ่งหมายของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่มีเจตนารมณ์ต้องการให้ผู้เรียนสร้างสรรค์องค์ความรู้ด้วยตนเองภายใต้บริบททางสังคมในชีวิตจริงที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนลักษณะการจัดการเรียนการสอนแบบเดิมที่เน้นพฤติกรรมการเรียนตามจุดประสงค์การเรียนรู้โดยจำแนกเป็นจุดเล็กจุดน้อยจำเป็นต้องเปลี่ยนไป

                    ลักษณะเครื่องมือที่เคยใช้ในการวัดผลและประเมินผล วิธีการสร้างและพัฒนาเครื่องมือวัดผล จึงต้องเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย จากรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่มุ่งให้ผู้เรียนบรรลุตามจุดประสงค์ย่อย ๆ ได้เปลี่ยนไปเป็น การประเมินผลสำเร็จตามเป้าหมายการเรียนรู้ (Learning Goals) ที่มีลักษณะเป็นองค์รวมมากกว่าปลีกย่อย

                    ในแต่ละเป้าหมายของการเรียนรู้ ผู้สอน สามารถกำหนดชิ้นงานหรือภาระงาน (Tasks) หนึ่งชิ้นหรือหลายชิ้นก็ได้ โดยแต่ละภาระงานที่ผู้สอนกำหนดขึ้น ต้องกำหนดเกณฑ์การให้คะแนนของแต่ละบาน (Specific Scoring Rubric) และเมื่อผู้สอนนำเกณฑ์การให้คะแนนของชิ้นงานแต่ละชิ้น มาประเมินรวมกันตามเป้าหมายของการเรียนรู้ จะช่วยให้ผู้สอนสามารถประเมินผลการเรียนของผู้เรียนแต่ละคน ตามเกณฑ์การให้คะแนนในลักษณะทั่วไป (General Scoring Rubric) ได้

    การกำหนดเกณฑ์การประเมิน (Rubrics)

                    เกณฑ์ที่ใช้เป็นแนวทางการประเมินการปฏิบัติงานและผลงานของผู้เรียนเรียกว่ารูบริค(Rubic)ซึ่งเป็นแนวทางการให้คะแนนที่บรรยายถึงระดับความสามารถในการแสดงออกของผู้เรียน รวมถึงคุณภาพของผลงานที่ผู้เรียนต้องกระทำได้ในแต่ระดับความสามารถในการแสดงออกของผู้เรียนรวมถึงคุณภาพของผลงานที่ผู้เรียนต้องกระทำได้ในแต่ละระดับไว้อย่างขัดเจน ทำให้ผู้สอนและผู้เกี่ยวข้องทราบว่า ผู้เรียนรู้อะไร และสามารถทำอะไรได้มากน้อยเพียงใด

                    รูบริคจึงมีสาวนสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาการของผู้เรียน เพราะสามารถกำหนดเป้าหมายของการแสดงออกของผู้เรียนให้มีความชัดเจน (  Target Reach )และเป็นกระบวนการปฏิบัติที่ต่อเนื่องกัน เพื่อนำไปสู่การบรรลุวัตถุประสงค์การเรียนรู้ และสมรรถภาพของผู้เรียนตามที่กำหนดไว้ในมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น รวมทั้งมาตรฐานการศึกษาของหลักสูตรสถานศึกษาได้ การกำหนดเกณฑ์การประเมินจึงต้องประกอบด้วย

                    1. ประเด็นที่ต้องการประเมิน( Criteria )

                    2. ระดับความสามารถที่ต้องการประเมิน( Performance Level )

                    3. การบรรยายคุณภาพของความสามารถในแต่ละระดับ(Quality Description )

    วิธีเขียนเกณฑ์การประเมิน

                    วิธีเขียนเกณฑ์การประเมินเน้นการตรวจผลงานการให้คะแนน โดยใช้ดุลยพินิจของผู้สอน ประกอบการตัดสินใจอย่างมีหลักเกณฑ์ โดยพิจารณาจากประเด็นต่อไปนี้

    1.       เนื้อหาสาระการเรียนของหน่วยการเรียนนั้น ตรงกับมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้นข้อใด และมีจุดประสงค์การเรียนรู้อะไรบ้าง

    2.        ประเด็นที่นำมาประเมินบ่งบอกได้ว่าเป็นคุณภาพของผู้เรียนตามมาตรฐานการเรียนรู้ข้อใด และกลุ่มสาระการเรียนรู้อะไร

    3.       จัดทำกรอบการประเมินที่ครอบคลุมประเด็นที่จะนำมาประเมิน

    4.       อธิบายการแสดงออกถึงระดับความสามารถตามประเด็นที่กำหนดเป็นระดับๆให้ชัดเจน

    5.       ตรวจสอบความชัดเจนโดยผู้เชี่ยวชาญ และทดลองกับผู้เรียน อาจให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการกำหนดเกณฑ์บางส่วนก็ได้

    6.       วิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนของระดับคะแนน หรือ Rubric หลังจากกานำไปใช้ตัดสินผลงานของผู้เรียนส่วนใหญ่แล้ว

    7.       ทบทวน ปรับปรุง ระดับคะแนน ระดับคุณภาพหรือระดับความสามารถที่กำหนดไว้ตามที่จำเป็นเพื่อค้นหาความสามารถ จุดเด่นและความก้าวหน้าของผู้เรียนให้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด

    วิธีกำหนดเกณฑ์การให้คะแนน

            ตามแนวทางของรูบริคที่นิยมใช้กันมี 2 รูปแบบ คือ

            1.  การกำเกณฑ์โดยภาพรวม ( Holistic Score  ) เป็นการให้คะแนนโดยพิจารณาผลงานของผู้เรียนในภาพรวมว่า มีคุณภาพสอดคล้องกับเกณฑ์ในระดับใดบ้าง และมีคะแนนเดี่ยวสำหรับงานนั้น ซึ่งจะมีคำอธิบาคุณภาพของงานประกอบการให้คะแนนและตัดสินระดับคะแนนต่างๆได้ด้วย การให้คะแนนแบบภาพรวม มีวิธีพิจารณาหลายวิธีได้แก่

            วิธีที่1 กำหนดตามระดับความผิดพลาด โดยพิจารณาจากความบกพร่องของคำตอบว่ามีมากน้อยเพียงใด แล้วหักจากคะแนนสูงสุดทีละระดับ ตัวอย่างเช่น เกณฑ์การให้คะแนนผลงานการแก้ปัญหาโจทย์คณิตศาสตร์

            คะแนน/ระดับคะแนน

    4 หมายถึง คำตอบถูก แสดงเหตุผลถูกต้อง แนวคิดชัดเจน

    3 หมายถึง คำตอบถูก เหตุผลถูกต้อง อาจมีข้อผิดพลาดเล็กน้อย

    2  หมายถึง เหตุผลหรือการคำนวณผิดพลาดแต่มีแนวทางที่จะนำไปสู่คำตอบ

    1 หมายถึงแสดงวิธีคิดเล็กน้อย แต่ไม่ได้คำตอบ

    0 หมายถึง ไม่ตอบ หรือตอบไม่ถูกเลย

            วิธีที่ 2 กำหนดระดับของการยอมรับและคำอธิบาย ตัวอย่างเช่น เกณฑ์การให้คะแนนผลงานทักษะการเขียน

            คะแนน/ระดับคะแนน

            4  หลักฐานผลงานแสดงถึง

                            - มีจุดเน้นอย่างชัดเจน

                            -การจัดระบบและการวางแผนในการเขียนถูกต้องตามรูปแบบ

                            -การใช้ไวยากรณ์และการสะกดคำมีความถูกต้องสมบูรณ์

                            -สำนวนภาษิตและคำที่ใช้เหมาะสมตลอดเรื่อง

                            -มีความรวดเร็วในการเขียนและไม่มีข้อผิดพลาดเลย

            3 หลักฐานผลงานแสดงถึง

                            -มีจุดเน้นในการเขียนอย่างชัดเจน

                            -การจัดระบบและการวางแผนในการเขียนถูกต้องตารูปแบบ

                            -การใช้ไวยากรณ์และการสะกดคำมีความถูกต้องสมบูรณ์

                            -สำนวนภาษาและคำที่ใช้มีบางแห่ง (1-2 แห่ง) ไม่เหมาะสม

                            -การเขียนค่อนข้างใช้เวลาและมีข้อผิดพลาดบ้างเล็กน้อย

     

     

            2. หลักฐานผลงานแสดงถึง

                            -มีจุดเน้นในการเขียนอย่างชัดเจน

                            - การจัดระบบและการวางแผนในการเขียนตามรูปแบบมีข้อบกพร่องเล็กน้อย

                            - การใช้ไวยากรณ์และการสะกดคำมีข้อบกพร่องเล็กน้อย

                            - สำนวนภาษาและคำที่ใช้มีหลายแห่งไม่เหมาะสม

                            - การเขียนค่อนข้างใช้เวลาและมีข้อผิดพลาดมาก

            1  หลักฐานผลงานแสดงถึง

                            -มีจุดเน้นในการเขียนอย่างชัดเจน

                            -การจัดระบบและการวางแผนในการเขียนตามรูปแบบมีข้อบกพร่องเล็กน้อย

                            -การใช้ไวยากรณ์และการสะกดคำมีข้อบกพร่องมาก

                            -สำนวนภาษาและคำที่ใช้มีหลายแห่งไม่เหมาะสม

                            -การเขียนค่อนข้างใช้เวลาและมีข้อผิดพลาดมาก

            0 หลักฐานผลงานไม่สมบูรณ์ไม่สนองตอบจุดมุ่งหมาย

            วิธีที่ 3 แยกประเด็นพิจารณาออกเป็นประเด็นย่อย และทำให้เป็นตารางพิจารณาความถูกต้องของแต่ละประเด็น กำหนดระดับของคะแนนตามจำนวนที่ปฎิบัติได้ถูกต้องตามประเด็นเหล่านั้น

                    2.  การกำหนดเกณฑ์แบบแยกองค์ประกอบ( Analytic Score) เป็นการกำหนดเกณฑ์โดยจำแนกสิ่งต่างๆที่ต้องการประเมินออกมาเป็นประเด็นๆการให้คะแนนจะให้ตามระดับคุณภาพของแต่ละประเด็นที่กำหนดไว้ แล้วนำคะแนนจากการประเมินประเด็นทั้งหมดมารวมกันอีกครั้งหนึ่ง ดังตัวอย่างการให้คะแนนผลงานการเขียนของผู้เรียนแบบแยกองค์ประกอบโดยพิจารณาจากองค์ประกอบของผลงาน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านแนวคิดและเนื้อหา ด้านการนำเสนอแนวคิด ด้านสำนวนภาษาที่ใช้ในการเขียนและด้านการเขียนตัวสะกดการันต์ตามหลักภาษาและความประณีตของการเขียน

    เกณฑ์การให้คะแนนแต่ละองค์ประกอบเป็นดังนี้

    1.       แนวคิด/เนื้อหา

    4         แนวคิด/เนื้อหาชัดเจน จุดเน้นเด่นชัด และมีรายละเอียดปลีกย่อย สนับสนุนอย่าง

            เหมาะสม

    3         แนวคิดชัดเจน มีจุดเน้น และมีรายละเอียดปลีกย่อยสนับสนุน

    2     มีจุดเน้น แต่ขยายจุดเน้นด้วยข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกัน

    1     จุดเน้นไม่ชัดเจน และไม่มีรายละเอียดที่จะสนับสนุน

    0     อ่านไม่รู้เรื่อง

     

    2.       การนำเสนอแนวคิด

    4          การนำเสนอเร้าใจให้ติดตาม มีตอนนำ ตอนขยายและตอนสรุปที่สมเหตุสมผล

    3     การนำเสนอไม่น่าสนใจนัก แต่มีตอนนำ ตอนขยายและตอนสรุป

    2     การนำเสนอค่อนข้างวกวน อ่านยาก แต่เขียนจนจบ

    1     การนำเสนอวกวนและเขียนไม่จบ

    0     อ่านไม่รู้เรื่อง

    3.       สำนวนที่ใช้(การเลือกใช้คำ/ภาษา)

    4      ใช้สำนวนภาษาและใช้คำเหมาะสมตลอดเรื่อง8         

    3      ใช้สำนวนภาษาและ/หรือ เลือกใช้คำที่ไม่เหมาะสม 1-2 แห่ง

    2      ใช้สำนวนภาษาและ/หรือ เลือกใช้คำผิด 3-4 แห่ง

    1      ใช้สำนวนภาษาและหรือ เลือกใช้คำผิดมากกว่า 4 แห่ง

    0      เขียนไม่ได้ความเลย

    4.       การเขียนตัวสะกดการันต์และความเรียบร้อย

    4      การเขียนสะกดการันต์ถูกต้อง10      ทั้งหมด ผลงานสะอาดเรียบร้อย

    3     การเขียนสะกดการันต์ผิดมากกว่า  4 แห่ง ผลงานไม่เรียบร้อย

    2     การเขียนสะกดการันต์ผิดมากกว่า 4 แห่ง  ผลงานไม่เรียบร้อย

    1     การเขียนวรรคตอนอ่านไม่รู้เรื่อง ผลงานไม่เรียบร้อยและไม่สำเร็จไม่ปฏิบัติ          หรือไม่ส่งผลงาน

    0          การให้คะแนนในลักษณะดังกล่าว ควรจัดทำแบบฟอร์มเพื่อบันทึกการตรวจให้คะแนนและผลการประเมิน ดังตัวอย่าง

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    ภาคผนวก

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    ตัวอย่างหลักสูตรสถานศึกษา

    โรงเรียนดาราวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่

     

    วิสัยทัศน์ของโรงเรียน

     

              โรงเรียนดาราวิทยาลัยมุ่งเน้นการบริการจัดการด้วยระบบข้อมูลสารสนเทศ และจัดการศึกษาให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถอย่างเต็มศักยภาพ ด้านภาษไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีวินัยในตนเอง อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ปลูกฝังให้ผู้เรียนและบุคลากรดำเนินชีวิตตามแบบอย่างของ     พระเยซูคริสต์ พัฒนาบุคลากรตามมาตรฐานวิชาชีพครู และเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการศึกษา

     

    วิสัยทัศน์หลักสูตร

     

              โรงเรียนดาราวิทยาลัยจัดการศึกษาให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถในการอ่าน การเขียน     การวิเคราะห์ สังเคราะห์ ตามศักยภาพ โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีวินัยในตนเอง มีสุขภาพแข็งแรง มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ มีทักษะชีวิต มีทักษะการจัดการ และการใช้เทคโนโลยี สร้างสำนึกในความเป็นไทย รักชาติ รักท้องถิ่น อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และพัฒนาสิ่งแวดล้อม

     

    พันธกิจ

     

    1.    ส่งเสริมผู้เรียนและบุคลากรด้านคุณธรรม จริยธรรม ตามหลักคริสต์ศาสนา

    2.    พัฒนาผู้บริหารและครูสู่มาตรฐานวิชาชีพ

    3.    พัฒนาการจัดกระบวนการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

    4.    พัฒนาสื่อการเรียนรู้ เทคโนโลยีสารสนเทศ และแหล่งเรียนรู้ให้มีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานการศึกษา

    5.    จัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เพื่อส่งเสริมความมีวินัย มีสุขภาพแข็งแรง มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม

    6.    ส่งเสริมกิจกรรมที่ให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา

    7.    พัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศของโรงเรียนให้มีประสิทธิภาพ

    8.    พัฒนาอาคารสถานที่ สภาพแวดล้อมให้ร่มรื่น ปลอดภัย

     

    เป้าหมาย

     

    1.    ผู้เรียนและบุคลากรมีคุณธรรมจริยธรรมแบบอย่างพระเยซูคริสต์

    2.    พัฒนาผู้บริหารและครูสู่มาตรฐานวิชาชีพ

    3.    ผู้เรียนบรรลุผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ตามความสามารถและเต็ม ตามศักยภาพ

    4.    ผู้เรียนคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ มีความคิดสร้างสรรค์ทันต่อวิทยาการสมัยใหม่ เลือกใช้เทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม และมีคุณภาพ

    5.    ผู้เรียนมีวินัย มีสุขภาพกาย สุขภาพใจที่ดี มีทักษะในการดำเนินชีวิต

    6.    ชุมขนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา

    7.    พัฒนาการบริหารจัดการให้มีคุณภาพด้วยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ

    8.    ผู้เรียนเรียนรู้อย่างมีความสุข บุคลากรมีความสุขในการทำงานและทุกคนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี

     

    คุณลักษณะอันพึงประสงค์

     

    1.    มีจริยธรรมในการดำเนินชีวิต

    2.    มีความสามารถทางด้านดนตรี/กีฬา/ศิลปวัฒนธรรม

    3.    มีทักษะด้านกระบวนการทางด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์

    4.    มีความสามารถในการสื่อสารและการใช้เทคโนโลยี

    5.    มีวินัยในตนเองเรื่องการตรงต่อเวลา การแต่งกาย และการรักษาสิ่งแวดล้อม

    6.    รู้จักสามัคคี รักประเทศชาติ และท้องถิ่น มีความเป็นไทย

    7.    มีทักษะการคิด และทักษะการจัดการ การทำงานตามหลักประชาธิปไตย

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    โครงสร้างหลักสูตร

     

    โครงสร้างการจัดการเรียนรู้ ช่วงชั้นที่ 1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 3

    โรงเรียนดาราวิทยาลัย

     

    กลุ่มสาระการเรียนรู้

    ร้อยละ

    จำนวนชั่วโมง/ปี

    จำนวนชั่วโมง/สัปดาห์

     

    สาระพื้นฐาน

    ภาษาไทย

    คณิตศาสตร์

     

     

    }      50         

     

    260

    240

     

    6.5

    6

     

     

    วิทยาศาสตร์

    สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม

    สุขศึกษาและพลศึกษา

    ศิลปะ

    การงานพื้นฐานอาชีพ และเทคโนโลยี

    ภาษาต่างประเทศ

     

     

     

     

    }      30

    60

    40

    40

    40

    40

    80

    1.5

    1

    1

    1

    1

    2

    รวม

     

    800

    20

     

    กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน

    1.    กิจกรรมแนะแนว

    2.    กิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี

    3.    กิจกรรมชมรม

    4.    กิจกรรมที่เอื้อต่อการเรียนกลุ่มสาระ

     

     

     

    }      20

     

     

    40

    40

    40

    80

     

     

     

    1

    1

    1

    2

    รวมทั้งหมด

    100

    1,000

    25

     

    หมายเหตุ นอกเหนือจากเวลาที่กำหนดในโครงสร้างแล้ว โรงเรียนได้จัดให้นักเรียนได้เข้าร่วมกิจกรรมคุณธรรม จริยธรรม ในเวลา 08.00 08.30 น. ของทุกวันตลอดปีการศึกษา

     

    รายวิชาที่เปิดสอนในช่วงชั้นที่ 1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 3

    โรงเรียนดาราวิทยาลัย เชียงใหม่

     

    กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

    สาระพื้นฐาน

    ภาษาไทย 1                                                                                           6.5          ชั่วโมง/สัปดาห์

    ภาษาไทย 2                                                                                           6.5          ชั่งโมง/สัปดาห์

    ภาษาไทย 3                                                                                           6.5          ชั่งโมง/สัปดาห์

     

    กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์

    สาระพื้นฐาน

    คณิตศาสตร์ 1                                                                                       6              ชั่วโมง/สัปดาห์

    คณิตศาสตร์ 2                                                                                       6              ชั่วโมง/สัปดาห์

    คณิตศาสตร์ 3                                                                                       6              ชั่วโมง/สัปดาห์

     

    กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์

    สาระพื้นฐาน

    วิทยาศาสตร์ 1                                                                                      1.5          ชั่งโมง/สัปดาห์

    วิทยาศาสตร์ 2                                                                                      1.5          ชั่งโมง/สัปดาห์

    วิทยาศาสตร์ 3                                                                                      1.5          ชั่งโมง/สัปดาห์

     

    กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม

    สาระพื้นฐาน

    สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 1                                             1              ชั่วโมง/สัปดาห์

    สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 2                                             1              ชั่วโมง/สัปดาห์

    สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 3                                             1              ชั่วโมง/สัปดาห์

     

    กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา

    สาระพื้นฐาน

    สุขศึกษาและพลศึกษา 1                                                                    1              ชั่วโมง/สัปดาห์

    สุขศึกษาและพลศึกษา 2                                                                    1              ชั่วโมง/สัปดาห์

    สุขศึกษาและพลศึกษา 3                                                                    1              ชั่วโมง/สัปดาห์

    สาระการเรียนรู้ศิลปะ

    สาระพื้นฐาน

    ศิลปะ 1                                                           1        ชั่วโมง/สัปดาห์

    ศิลปะ 2                                                                                                  1              ชั่วโมง/สัปดาห์

    ศิลปะ 3                                                                                                  1              ชั่วโมง/สัปดาห์

     

    สาระการเรียนรู้การงานพื้นฐานอาชีพและเทคโนโลยี

    สาระพื้นฐาน

    การงานพื้นฐานอาชีพและเทคโนโลยี 1                                        1              ชั่วโมง/สัปดาห์

    การงานพื้นฐานอาชีพและเทคโนโลยี 2                                      1                ชั่วโมง/สัปดาห์

    การงานพื้นฐานอาชีพและเทคโนโลยี 3                                        1              ชั่วโมง/สัปดาห์

     

    กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ

    สาระพื้นฐาน

    ภาษาต่างประเทศ 1                                                                            2              ชั่วโมง/สัปดาห์

    ภาษาต่างประเทศ 2                                              2              ชั่วโมง/สัปดาห์

    ภาษาต่างประเทศ 3                                              2              ชั่วโมง/สัปดาห์

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    โครงสร้างเวลาการจัดการเรียนรู้ ช่วงชั้นที่ 2 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 6

    โรงเรียนดาราวิทยาลัย เชียงใหม่

     

    กลุ่มสาระการเรียนรู้

    ร้อยละ

    จำนวนชั่วโมง/ปี

    จำนวนชั่วโมง/สัปดาห์

    สาระพื้นฐาน

    ภาษาไทย

    คณิตศาสตร์

     

     

     

    }      40      

     

    200

    200

     

    5

    5

     

    วิทยาศาสตร์

    สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม

    สุขศึกษาและพลศึกษา

    ศิลปะ

    การงานพื้นฐานอาชีพ และเทคโนโลยี

    ภาษาต่างประเทศ

     

     

     

     

     

    }      40

    120

    80

    40

    40

    40

    80

    3

    2

    1

    1

    1

    2

    รวม

     

    800

    20

    สาระเพิ่มเติม

    อังกฤษน่ารู้

     

    4

     

     

     

     

    40

     

     

    1

     

     

     

    กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน

    1.    กิจกรรมแนะแนว

    2.    กิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี

    3.    กิจกรรมชมรม

    4.    กิจกรรมที่เอื้อต่อการเรียนกลุ่มสาระ

     

     

     

     

    }      16

     

            40

    40

    40

    40

     

              1

    1

    1

    1

    รวมทั้งหมด

    100

    1,000

    25

     

    หมายเหตุ นอกเหนือจากเวลาที่กำหนดในโครงสร้างแล้ว โรงเรียนได้จัดให้นักเรียนได้เข้าร่วมกิจกรรมคุณธรรม จริยธรรม ในเวลา 08.00 08.30 น. ของทุกวันตลอดปีการศึกษา

    รายวิชาที่เปิดสอนในช่วงชั้นที่ 2 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 6

    โรงเรียนดาราวิทยาลัย เชียงใหม่

     

    กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

    สาระพื้นฐาน

    ภาษาไทย 4                                                                                           5              ชั่วโมง/สัปดาห์

    ภาษาไทย 5                                                                                           5              ชั่งโมง/สัปดาห์

    ภาษาไทย 6                                                                                           5              ชั่งโมง/สัปดาห์

     

    กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์

    สาระพื้นฐาน

    คณิตศาสตร์ 4                                                                                       5              ชั่วโมง/สัปดาห์

    คณิตศาสตร์ 5                                                                                       5              ชั่วโมง/สัปดาห์

    คณิตศาสตร์ 6                                                                                       5              ชั่วโมง/สัปดาห์

     

    กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์

    สาระพื้นฐาน

    วิทยาศาสตร์ 4                                                                                      3              ชั่งโมง/สัปดาห์

    วิทยาศาสตร์ 5                                                                                      3              ชั่งโมง/สัปดาห์

    วิทยาศาสตร์ 6                                                                                      3              ชั่งโมง/สัปดาห์

     

    กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม

    สาระพื้นฐาน

    สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 4                                             2              ชั่วโมง/สัปดาห์

    สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 5                                             2              ชั่วโมง/สัปดาห์

    สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 6                                             2              ชั่วโมง/สัปดาห์

     

    กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา

    สาระพื้นฐาน

    สุขศึกษาและพลศึกษา 4                                                                    1              ชั่วโมง/สัปดาห์

    สุขศึกษาและพลศึกษา 5                                                                    1              ชั่วโมง/สัปดาห์

    สุขศึกษาและพลศึกษา 6                                                                    1              ชั่วโมง/สัปดาห์

    สาระการเรียนรู้ศิลปะ

    สาระพื้นฐาน

    ศิลปะ4                                                             1        ชั่วโมง/สัปดาห์

    ศิลปะ 5                                                                                                  1              ชั่วโมง/สัปดาห์

    ศิลปะ 6                                                                                                  1              ชั่วโมง/สัปดาห์

     

    สาระการเรียนรู้การงานพื้นฐานอาชีพและเทคโนโลยี

    สาระพื้นฐาน

    การงานพื้นฐานอาชีพและเทคโนโลยี 4                                        1              ชั่วโมง/สัปดาห์

    การงานพื้นฐานอาชีพและเทคโนโลยี  5                                       1              ชั่วโมง/สัปดาห์

    การงานพื้นฐานอาชีพและเทคโนโลยี 6                                        1              ชั่วโมง/สัปดาห์

     

    กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ

    สาระพื้นฐาน

    ภาษาต่างประเทศ 4                                                                            2              ชั่วโมง/สัปดาห์

    ภาษาต่างประเทศ 5                                              2              ชั่วโมง/สัปดาห์

    ภาษาต่างประเทศ 6                                              2              ชั่วโมง/สัปดาห์

     

    สาระเพิ่มเติม

    อังกฤษน่ารู้                                                                                           1              ชั่วโมง/สัปดาห์

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    โครงสร้างเวลาการจัดการเรียนรู้ ช่วงชั้นที่ 2 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 6

    โรงเรียนดาราวิทยาลัย เชียงใหม่

     

    กลุ่มสาระการเรียนรู้

    ร้อยละ

    จำนวนชั่วโมง/ปี

    จำนวนชั่วโมง/สัปดาห์

     

    สาระพื้นฐาน

    ภาษาไทย

    คณิตศาสตร์

    วิทยาศาสตร์

    สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม

    สุขศึกษาและพลศึกษา

    ศิลปะ

    การงานพื้นฐานอาชีพ และเทคโนโลยี

    ภาษาต่างประเทศ

     

     

     

     

     

     

     

    }     50   

     

     

     

     

     

     

    120

    120

    120

    120

    40

    40

    80

    80

     

     

     

    3

    3

    3

    3

    1

    1

    2

    2

     

    รวม

     

    720

    18

     

    สาระเพิ่มเติม

    นิทานพื้นบ้าน

    คณิตศาสตร์เสริม

    ท้องถิ่นของเรา

    ว่ายน้ำ

    เปตอง

    กีต้าร์

    เทคโนโลยี

    งานอาชีพ

    ภาษาอังกฤษ อ่าน เขียน

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    }      36

     

     

     

     

    40

    80

    80

    40

    40

    40

    40

    40

    120

     

     

     

     

    1

    2

    2

    1

    1

    1

    1

    1

    1

     

     

    รวม

     

    520

    13

     

     

    กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน

    1.    กิจกรรมแนะแนว

    2.    กิจกรรมนักเรียน

    -         ลูกเสือ เนตรนารี

    -         ชมรม

    -         ส่งเสริมการเรียนรู้

     

     

     

     

     

     

     

    }      14

     

     

             

     

     

     

    200         

     

     

                

     

     

     

    4                 

    รวมทั้งหมด

    100

    1,400

    35

     

    หมายเหตุ นอกเหนือจากเวลาที่กำหนดในโครงสร้างแล้ว โรงเรียนได้จัดให้นักเรียนได้เข้าร่วมกิจกรรมคุณธรรม จริยธรรม ในเวลา 08.00 08.30 น. ของทุกวันตลอดปีการศึกษา

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    รายวิชาที่เปิดสอนในช่วงชั้นที่ 3 ชั้นมัธยมศึกษา 1 3

    โรงเรียนดาราวิทยาลัย เชียงใหม่

     

    กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

    สาระพื้นฐาน

    ภาษาไทย 7                                                                                           3              ชั่วโมง/สัปดาห์

    ภาษาไทย 8                                                                                           3              ชั่งโมง/สัปดาห์

    ภาษาไทย 9                                                                                           3              ชั่งโมง/สัปดาห์

     

    สาระเพิ่มเติม

    นิทานพื้นบ้าน                                                                                     1              ชั่วโมง/สัปดาห์

     

    กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์

    สาระพื้นฐาน

    คณิตศาสตร์ 7                                                                                       3              ชั่วโมง/สัปดาห์

    คณิตศาสตร์ 8                                                                                       3              ชั่วโมง/สัปดาห์

    คณิตศาสตร์ 9                                                                                       3              ชั่วโมง/สัปดาห์

     

    สาระเพิ่มเติม

    คณิตศาสตร์เสริม                                                                 2              ชั่วโมง/สัปดาห์

     

    กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์

    สาระพื้นฐาน

    วิทยาศาสตร์ 7                                                                                      3              ชั่งโมง/สัปดาห์

    วิทยาศาสตร์ 8                                                                                      3              ชั่งโมง/สัปดาห์

    วิทยาศาสตร์ 9                                                                                      3              ชั่งโมง/สัปดาห์

     

    สาระเพิ่มเติม

    วิทยาศาสตร์เสริม                                                                                2              ชั่วโมง/สัปดาห์

     

     

     

     

     

    กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม

    สาระพื้นฐาน

    สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 7                                                       3              ชั่วโมง/สัปดาห์

    สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 8                                                             3              ชั่วโมง/สัปดาห์

    สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 9                                                             3              ชั่วโมง/สัปดาห์

     

    สาระเพิ่มเติม

    ท้องถิ่นของเรา                                                                                     2              ชั่วโมง/สัปดาห์

     

    กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา

    สาระพื้นฐาน

    สุขศึกษาและพลศึกษา 7                                                                    1              ชั่วโมง/สัปดาห์

    สุขศึกษาและพลศึกษา 8                                                                    1              ชั่วโมง/สัปดาห์

    สุขศึกษาและพลศึกษา 9                                                                    1              ชั่วโมง/สัปดาห์

     

    สาระเพิ่มเติม

    ว่ายน้ำ                                                                  2           ชั่วโมง/สัปดาห์

    เปตอง                                                                                                    2              ชั่วโมง/สัปดาห์

     

    สาระการเรียนรู้ศิลปะ

    สาระพื้นฐาน

    ศิลปะ7                                                             1        ชั่วโมง/สัปดาห์

    ศิลปะ8                                                                                                   1              ชั่วโมง/สัปดาห์

    ศิลปะ9                                                                                                   1              ชั่วโมง/สัปดาห์

     

    สาระเพิ่มเติม

    กีต้าร์                                                                                                      1              ชั่วโมง/สัปดาห์

     

     

     

    สาระการเรียนรู้การงานพื้นฐานอาชีพและเทคโนโลยี

    สาระพื้นฐาน

    การงานพื้นฐานอาชีพและเทคโนโลยี 7                                        2              ชั่วโมง/สัปดาห์

    การงานพื้นฐานอาชีพและเทคโนโลยี  8                                       2              ชั่วโมง/สัปดาห์

    การงานพื้นฐานอาชีพและเทคโนโลยี 9                                        2              ชั่วโมง/สัปดาห์

     

    สาระเพิ่มเติม

    เทคโนโลยี                                                                                            1              ชั่วโมง/สัปดาห์

    งานอาชีพ                                                                                             1              ชั่วโมง/สัปดาห์

     

    กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ

    สาระพื้นฐาน

    ภาษาต่างประเทศ 7                                                                            2              ชั่วโมง/สัปดาห์

    ภาษาต่างประเทศ 8                                              2              ชั่วโมง/สัปดาห์

    ภาษาต่างประเทศ 9                                              2              ชั่วโมง/สัปดาห์

     

    สาระเพิ่มเติม

    อังกฤษน่ารู้ อ่าน - เขียน                                                                     1              ชั่วโมง/สัปดาห์

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    โครงสร้างหลักสูตร

    โครงสร้างการจัดการเรียนรู้ ช่วงชั้นที่ 4 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 6

    โรงเรียนดาราวิทยาลัย เชียงใหม่

     

    กลุ่มสาระการเรียนรู้

    ร้อยละ

    จำนวนชั่วโมง/ปี

    จำนวนชั่วโมง/สัปดาห์

    สาระพื้นฐาน

    ภาษาไทย

    คณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์

    สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม

    สุขศึกษาและพลศึกษา

    ศิลปะ

    การงานพื้นฐานอาชีพ และเทคโนโลยี

    ภาษาต่างประเทศ

     

     

     

     

     

     

     

    }      48     

    40

    40

    40

    40

    40

    20

    40

    80

    2

    2

    2

    2

    2

    1

    2

    4

     

    รวม

       

    340

    17

    สาระเพิ่มเติม

    จัดตามแผนการเรียน

     

     

    42

     

     

    300

     

    15

    กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน

    1.     กิจกรรมแนะแนว

    2.    กิจกรรมนักเรียน

    -         กิจกรรมรักษาดินแดน

    -         กิจกรรมชมรม

    -         กิจกรรมเกื้อกูลส่งเสริมการเรียนรู้

     

     

     

     

    }     10

     

     

     

     

    60

     

     

     

     

    3

    รวมทั้งหมด

    100

    700

    35

     

    หมายเหตุ นอกเหนือจากเวลาที่กำหนดในโครงสร้างแล้ว โรงเรียนได้จัดให้นักเรียนได้เข้าร่วมกิจกรรมคุณธรรม จริยธรรม ในเวลา 08.00 08.30 น. ของทุกวันตลอดปีการศึกษา

     

     

     

    รายวิชาที่เปิดสอนในช่วงชั้นที่ 4 ชั้นมัธยมศึกษา 4   6

    โรงเรียนดาราวิทยาลัย เชียงใหม่

     

    กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

    สาระพื้นฐาน

    ภาษาไทย 10                                         2              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          1              หน่วยกิต

    ภาษาไทย 11                                         2              ชั่งโมง/สัปดาห์/ภาค          1              หน่วยกิต

    ภาษาไทย 12                                         2              ชั่งโมง/สัปดาห์/ภาค          1              หน่วยกิต

    ภาษาไทย 13                                         2              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          1              หน่วยกิต

    ภาษาไทย 14                                         2              ชั่งโมง/สัปดาห์/ภาค          1              หน่วยกิต

    ภาษาไทย 15                                         2              ชั่งโมง/สัปดาห์/ภาค          1              หน่วยกิต

     

    สาระเพิ่มเติม

    ภาษากับวัฒนธรรม                 2              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          1              หน่วยกิต

    วรรณกรรมท้องถิ่น                  2              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          1              หน่วยกิต

     

    กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์

    สาระพื้นฐาน

    คณิตศาสตร์ 10                                     2              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          1              หน่วยกิต

    คณิตศาสตร์ 11                                     2              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          1              หน่วยกิต

    คณิตศาสตร์ 12                                     2              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          1              หน่วยกิต

    คณิตศาสตร์ 13                                     2              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          1              หน่วยกิต

    คณิตศาสตร์ 14                                     2              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          1              หน่วยกิต

    คณิตศาสตร์ 15                                     2              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          1              หน่วยกิต

     

    สาระเพิ่มเติม

                  คณิตศาสตร์ 011                                    3              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          1.5          หน่วยกิต               คณิตศาสตร์ 012                                  3              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          1.5          หน่วยกิต               คณิตศาสตร์ 021                                  1              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค                0.5          หน่วยกิต               คณิตศาสตร์ 022                                  1              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          0.5          หน่วยกิต                คณิตศาสตร์ 031                                  4              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          2              หน่วยกิต                                                                                                                                                  คณิตศาสตร์ 032                                                4                ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          2              หน่วยกิต

    กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์

    สาระพื้นฐาน

    วิทยาศาสตร์ 10                                    2              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          1              หน่วยกิต               วิทยาศาสตร์ 11                                    2              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          1              หน่วยกิต               วิทยาศาสตร์ 12                                    2              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค                1              หน่วยกิต

    วิทยาศาสตร์ 13                                    2              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          1              หน่วยกิต               วิทยาศาสตร์ 14                                    2              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          1              หน่วยกิต               วิทยาศาสตร์ 15                                    2              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค                1              หน่วยกิต

     

    สาระเพิ่มเติม

    ฟิสิกส์ 011                                            3              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          1.5          หน่วยกิตฟิสิกส์ 012                                           3                ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          1.5          หน่วยกิต

    เคมี 011                                                 3              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          1.5          หน่วยกิต

    เคมี 012                                                 3              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          1.5          หน่วยกิต

    ชีววิทยา 011                         3              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          1.5          หน่วยกิตชีววิทยา 012                        3                ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          1.5          หน่วยกิตวิทยาศาสตร์ทั่วไป 011                      3              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          1.5                หน่วยกิตวิทยาศาสตร์ทั่วไป 012                      3              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          1.5          หน่วยกิต              

    กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม

    สาระพื้นฐาน

    สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 10           2              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค   1    หน่วยกิตสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 11                2              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค   1     หน่วยกิตสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 12       2                ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค    1              หน่วยกิตสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 13         2              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค    1    หน่วยกิตสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 14               2              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค    1    หน่วยกิตสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 15       2                ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค    1    หน่วยกิต             

    สาระเพิ่มเติม

    ศาสนาสากล                        1              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          0.5          หน่วยกิต

    การปกครองท้องถิ่นไทย                    1              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          0.5          หน่วยกิต              

    กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา

    สาระพื้นฐาน

    สุขศึกษาและพลศึกษา 10                  2              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          1              หน่วยกิต

    สุขศึกษาและพลศึกษา 11                  2              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          1              หน่วยกิต

    สุขศึกษาและพลศึกษา 12                  2              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          1              หน่วยกิต

    สุขศึกษาและพลศึกษา 13                  2              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          1              หน่วยกิต

    สุขศึกษาและพลศึกษา 14                  2              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          1              หน่วยกิต

    สุขศึกษาและพลศึกษา 15                  2              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          1              หน่วยกิต              

    สาระการเรียนรู้ศิลปะ

    สาระพื้นฐาน

    ศิลปะ10                                   1              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          0.5        หน่วยกิต

    ศิลปะ11                                                1              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          0.5          หน่วยกิต

    ศิลปะ 12                                               1              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          0.5          หน่วยกิต

    ศิลปะ 13                            1              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          0.5          หน่วยกิต

    ศิลปะ 14                                               1              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          0.5          หน่วยกิต

    ศิลปะ 15                                               1              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          0.5          หน่วยกิต              

    สาระเพิ่มเติม

    ศิลปะนิยม                                             2              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          1              หน่วยกิต

    การออกแบบ                        2              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          1              หน่วยกิต

     

    สาระการเรียนรู้การงานพื้นฐานอาชีพและเทคโนโลยี

    สาระพื้นฐาน

    การงานพื้นฐานอาชีพและเทคโนโลยี 10 2  ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          1              หน่วยกิต

    การงานพื้นฐานอาชีพและเทคโนโลยี  11 2  ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          1              หน่วยกิต

    การงานพื้นฐานอาชีพและเทคโนโลยี 12 2  ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          1              หน่วยกิต

    การงานพื้นฐานอาชีพและเทคโนโลยี  132   ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          1              หน่วยกิต

    การงานพื้นฐานอาชีพและเทคโนโลยี 14 2  ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          1              หน่วยกิต

    การงานพื้นฐานอาชีพและเทคโนโลยี 15 2  ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          1              หน่วยกิต

                                                   

     

    สาระเพิ่มเติม

    ทักษะความปลอดภัยในงานฝีมือ     2              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          1              หน่วยกิต

    ช่างเดินสายไฟในอาคาร                   2              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          1              หน่วยกิต

    ช่างซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน2             ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          1              หน่วยกิต

    ช่างซ่อมพัดพัดลม                   2              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          1              หน่วยกิต

    การประกอบอาหารและ การบริการอาหาร    2ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค        1              หน่วยกิต

    ช่างผลิตภัณฑ์ด้วยกระดาษสา           2              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          1              หน่วยกิต

    ช่างอาหารไทยและอาหารพื้นเมือง2              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          1              หน่วยกิต

    ช่างปักด้วยมือ                                      2              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          1              หน่วยกิต

    หลักการขายเบื้องต้น                          2              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          1              หน่วยกิต

    พิมพ์ดีดภาษาไทย                                2              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          1              หน่วยกิต

    งานเลขานุการ                                     2              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          1              หน่วยกิต

    เศรษฐศาสตร์เบื้องต้น                        2              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          1              หน่วยกิต

    กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ

    สาระพื้นฐาน

    ภาษาอังกฤษ 10                                   4              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          2              หน่วยกิต

    ภาษาอังกฤษ 11                     4              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          2              หน่วยกิตภาษาอังกฤษ 12                    4                ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          2              หน่วยกิต

    ภาษาอังกฤษ 13                                   4              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          2              หน่วยกิต

    ภาษาอังกฤษ 14                     4              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          2              หน่วยกิตภาษาอังกฤษ 15                    4                ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          2              หน่วยกิต

    สาระเพิ่มเติม

    ภาษาอังกฤษ อ่าน เขียน 10           2              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          1              หน่วยกิต

    ภาษาอังกฤษ อ่าน เขียน 10           2              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          1              หน่วยกิต

    ภาษาอังกฤษฟัง พูด  10 2              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          1              หน่วยกิต

    ภาษาอังกฤษฟัง พูด  11 2              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          1              หน่วยกิต

    ภาษาฝรั่งเศส 10                                  4              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          2              หน่วยกิต

    ภาษาฝรั่งเศส 11                                  4              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          2              หน่วยกิตภาษาเยอรมัน 10                                 4                ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          2              หน่วยกิต

    ภาษาเยอรมัน 10                                  4              ชั่วโมง/สัปดาห์/ภาค          2              หน่วยกิต

     

    รายงานการประเมินหลักสูตรสถานศึกษา

    สรุปผลการวิจัย  อภิปรายผล  และข้อเสนอแนะ

     

                            การติดตามและประเมินผลครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามและประเมินผลการใช้หลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนที่ใช้หลักสูตรสถานศึกษาปีการศึกษา 2545  ในระดับประถมศึกษาทั่วประเทศ  ใช้แบบสอบถาม 4 ฉบับ  เป็นเครื่องมือในการรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง  คือ  แบบสอบถามผู้บริหารสถานศึกษา  แบบสอบถามครูผู้สอน  แบบสอบถามผู้เรียน  และแบบสอบถามชุมชน  นอกจากนั้นมีแบบสำรวจสถานศึกษาอีก 1 ฉบับ  กลุ่มตัวอย่างมีจำนวนทั้งสิ้น 20,032 คน  ประกอบด้วย  ผู้บริหารสถานศึกษา  จำนวน 553 คน  ครูผู้สอน  จำนวน 4,728 คน  ผู้เรียน  จำนวน  12,866 คน  และชุมชน  จำนวน  1,885 คน  และสถานศึกษาที่สำรวจข้อมูล  จำนวน 827 โรงเรียน  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  ได้แก่  ค่าความถี่  ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ยเลขคณิต  ค่าฐานนิยม  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  การทดสอบค่าที ( t- test )  และการวิเคราะห์เนื้อหา 

    ( กรมวิชาการกระทรวงศึกษาธิการ. 2546 )

     

    สรุปผลการวิจัย

                            1.  ปัจจัยสนับสนุนการใช้หลักสูตรสถานศึกษา

                                 1.1 ปัจจัยสนับสนุนภายในสถานศึกษา  พบว่า  สถานศึกษาร้อยละ 74.6  มีจำนวนห้องเรียนเพียงพอกับจำนวนนักเรียน  มีสิ่งอำนวยความสะดวกในการใช้หลักสูตร  เรียงลำดับค่าร้อยละจากมากไปหาน้อย 3 อันดับแรก  ได้แก่  เครื่องเล่นเทป  เครื่องรับโทรทัศน์ ( ร้อยละ 91.0 เท่ากัน )  เครื่องคอมพิวเตอร์ ( ร้อยละ 89.2 )  และเครื่องขยายเสียง ( ร้อยละ 87.7 )  สื่อที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตร  ครูผู้สอน  ร้อยละ 44.9  เห็นว่าเพียงพอ  ร้อยละ55.1  เห็นว่าไม่เพียงพอ  ร้อยละ 70.8  เห็นว่าเหมาะสม  และร้อยละ  29.2  เห็นว่าไม่เหมาะสม  สถานศึกษามีเอกสารหลักสูตรและเอกสารประกอบหลักสูตรเฉลี่ย 4.3 รายการ  ใน 5 รายการ  มีข้อมูลสารสนเทศ  เฉลี่ย 4 รายการ  ใน 5 รายการ  โดยข้อมูลสารสนเทศที่มีมากกว่าร้อยละ 90 คือ  ข้อมูลบุคลากรในโรงเรียนเป็นรายบุคคล ( ร้อยละ 95.7 )  และข้อมูลนักเรียนเป็นรายบุคคล ( ร้อยละ 91.7 )  ส่วนข้อมูลสารสนเทศที่มีน้อยที่สุด  คือ  ข้อมูลความต้องการของชุมชน  ( ร้อยละ 70.7 )

                                     แหล่งการเรียนรู้ภายในสถานศึกษาที่สถานศึกษามีเพียงพอเรียงลำดับค่าร้อยละจากมากไปหาน้อย 3 อันดับแรก  ได้แก่  สหกรณ์ร้านค้า ( ร้อยละ 70.1 )  ห้องพยาบาล (ร้อยละ 66.4)  และห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ (ร้อยละ 64.3)  แหล่งการเรียนรู้ที่สถานศึกษามีไม่เพียงพอ  เรียงลำดับค่าร้อยละจากมากไปหาน้อย 3 อันดับแรก  ได้แก่ ห้องสมุด/มุมหนังสือ (ร้อยละ50.6)  ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ (ร้อยละ 44.9)  และศูนย์สื่อ (ร้อยละ 39.1)  และแหล่งการเรียนรู้ที่สถานศึกษาไม่มี  เรียงลำดับค่าร้อยละจากมากไปหาน้อย 3 อันดับแรก  ได้แก่  ห้องพิพิธภัณฑ์ (ร้อยละ 77.9)  ห้องดนตรี/ห้องนาฏศิลป์ (ร้อยละ 41.3)  และห้องปฏิบัติการงานและอาชีพ ( ร้อยละ 39.8)

                                     สำหรับคุณลักษณะของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครูผู้สอนนั้น  พบว่า  ครูผู้สอนส่วนใหญ่มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากทั้ง 3 รายการ  คือ  ผู้บริหารมีความรู้และความตระหนักในการจัดการหลักสูตรสถานศึกษา (ร้อยละ 59.6)  ผู้บริหารมีความเป็นผู้นำทางวิชาการ ( ร้อยละ 55.7)  และผู้บริหารมีทักษะในการจัดการบริหารหลักสูตร (ร้อยละ 49.5)  เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยพบว่า  ผู้บริหารมีคุณลักษณะทั้ง 3 รายการ  อยู่ในระดับปานกลาง ( เฉลี่ย 2.4 และ 2.3 ตามลำดับ )

                                 1.2  ปัจจัยสนับสนุนภายนอกสถานศึกษา  พบว่า  ผู้บริหารแสดงความคิดเห็นว่าชุมชนเห็นความสำคัญของการจัดทำและใช้หลักสูตรสถานศึกษาอยู่ในระดับปานกลาง ( ค่าเฉลี่ย 2.2 )  และเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำอยู่ในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย 2.0) เช่นกัน  และชุมชนได้ประเมินตนเองว่าเข้ามามีส่วนร่วมในการใช้หลักสูตรสถานศึกษาหลังการใช้แตกต่างจากก่อนใช้หลักสูตรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ทุกรายการ  และที่แตกต่างเห็นได้ชัดเจนคือ  ก่อนใช้หลักสูตรมีส่วนร่วมอยู่ในระดับปานกลาง  หลังใช้หลักสูตรอยู่ในระดับมาก  มีอยู่ 3 รายการ  ใน 5 รายการ  ได้แก่  มีส่วนร่วมในการพัฒนาผู้เรียน  การจัดสภาพสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้  และการจัดหาสื่อและอุปกรณ์การเรียนการสอน

                                     สำหรับแหล่งการเรียนรู้ภายนอกสถานศึกษาที่สถานศึกษามีเพียงพอ  เรียงลำดับค่าร้อยละจากมากไปหาน้อย 3 อันดับแรก  ได้แก่  สถานประกอบพิธีกรรมทางศาสนา  (ร้อยละ 85.1)  แหล่งการเรียนรู้ทางธรรมชาติ (ร้อยละ 77.4)  และภูมิปัญญาท้องถิ่น (ร้อยละ76.7)  แหล่งการเรียนรู้ที่สถานศึกษามีไม่เพียงพอ  มีจำนวนน้อย  มีค่าร้อยละ 2.2-17.5  และแหล่งการเรียนรู้ที่สถานศึกษาไม่มี  เรียงลำดับค่าร้อยละจากมากไปหาน้อย  3  อันดับแรก  ได้แก่  พิพิธภัณฑ์  (ร้อยละ 67.0)  ห้องสมุดประจำหมู่บ้าน (ร้อยละ 65.1)  และห้องสมุดประชาชน (ร้อยละ 59.3)

     

                            2.  กระบวนการใช้หลักสูตร

                                 2.1 การบริหารจัดการหลักสูตร  พบว่า  สถานศึกษาประชาสัมพันธ์หลักสูตรแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องโดยการประชุมมากที่สุด  (ร้อยละ 76.1)  รองลงมาคือ  จัดทำเอกสารเผยแพร่ (ร้อยละ 67.3)  และใช้เสียงตามสาย  (ร้อยละ 45.0)  การจัดครูผู้สอนได้ตรงตามวุฒิและตรงกับความรู้ความสามารถในกลุ่มสาระที่สอนมีเพียงครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 48.6  และ  55.9  ตามลำดับ)  และอีกถึงครึ่ง  ขาดแคลนครูผู้สอน  (ร้อยละ 48.1)  ซึ่งแก้ปัญหาโดยเชิญชุมชนช่วยสอนมากที่สุด (ร้อยละ66.3)  รองลงมาคือ  จ้างสอน  (ร้อยละ 49.0)  และใช้บุคลากรร่วมกันในกลุ่มโรงเรียน/ สหวิทยาเขต  (ร้อยละ 30.1)  ในการใช้อาคารสถานที่เพื่อการเรียนรู้ได้แต่งตั้งผู้รับผิดชอบ (ร้อยละ 88.2)  มีแผนการใช้อาคารสถานที่ (ร้อยละ 69.4)  และมีข้อปฏิบัติการใช้อาคาร (ร้อยละ 63.5)  สถานศึกษาส่วนใหญ่ส่งเสริมสนับสนุนการใช้แหล่งการเรียนรู้ (ร้อยละ 89.3)  โดยสถานศึกษาทุกแห่งแนะนำการใช้แหล่งการเรียนรู้ (ร้อยละ 100.0)  รองลงมาคือ  แจ้งในที่ประชุมทราบ (ร้อยละ 92.0)  และอำนวยความสะดวก (ร้อยละ 91.6)  และสถานศึกษาส่วนใหญ่สนับสนุนให้มีการสร้าง/ใช้สื่อนวัตกรรมและเทคโนโลยี (ร้อยละ 94.5)  โดยส่งเสริมการผลิตและใช้สื่อ (ร้อยละ 96.5)  สนับสนุนงบประมาณ (ร้อยละ 86.4)  และจัดหาสื่อนวัตกรรม  ให้ตามความต้องการ (ร้อยละ 84.6)  สำหรับการตรวจสอบและปรับปรุงหลักสูตรนั้นสถานศึกษาส่วนใหญ่ปฏิบัติ (ร้อยละ 91.9)  โดยจัดประชุมครู (ร้อยละ 98.4)  สำรวจปัญหา (ร้อยละ 86.0)  รวบรวมข้อมูล (ร้อยละ 83.6)  และเสนอแนวทางแก้ปัญหา (ร้อยละ 77.6)

                                 2.2 การนิเทศ  ติดตาม  และประเมินผลการใช้หลักสูตร  พบว่า  สถานศึกษาส่วนใหญ่ศึกษาสภาพการใช้หลักสูตรสถานศึกษา (ร้อยละ 95.3)  วางแผนนิเทศการใช้หลักสูตรสถานศึกษา (ร้อยละ 93.8)  โดยแต่งตั้งคณะกรรมการนิเทศภายใน (ร้อยละ 89.2)  มีโครงการนิเทศ (ร้อยละ 84.1)  ทำปฏิทินการนิเทศ (ร้อยละ 71.0)  และกำหนดรูปแบบการนิเทศ (ร้อยละ 69.7)  วิธีการนิเทศการใช้หลักสูตรที่สถานศึกษาใช้  เรียงลำดับค่าร้อยละ  จากมากไปหาน้อย 3 อันดับแรก  ได้แก่  การประชุมอบรม  (ร้อยละ 82.8)  การให้คำปรึกษา (ร้อยละ 81.9)  และการเยี่ยมชั้นเรียน (ร้อยละ 79.7)

                                     ในการนิเทศการใช้หลักสูตรส่วนใหญ่เป็นไปตามแผนที่กำหนด (ร้อยละ 68.3)  มีการสรุปผลการนิเทศ (ร้อยละ 84.5)  โดยสรุปผลนำเสนอที่ประชุม (ร้อยละ 91.0)  และสรุปเป็นเอกสาร (ร้อยละ 43.9)  ส่วนใหญ่ได้นำผลจากการนิเทศมาปรับปรุงและพัฒนา (ร้อยละ 83.9)  ในเรื่องการจัดกระบวนการเรียนรู้ (ร้อยละ 93.7)  และการบริหารหลักสูตร (ร้อยละ 77.4)

                                 2.3 การจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอน  พบว่า  การวางแผนการจัดการเรียนรู้ที่ครูผู้สอนปฏิบัติ  เรียงลำดับค่าร้อยละจากมากไปหาน้อย 3 อันดับแรก  ได้แก่  ศึกษาเอกสารหลักสูตรสถานศึกษาก่อนวางแผนจัดการเรียนรู้ (ร้อยละ 98.2)  กำหนดเนื้อหาในแผนการจัดการเรียนรู้สอดคล้องกับคำอธิบายรายวิชา (ร้อยละ 97.3)  และกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวังของหลักสูตรสถานศึกษา (ร้อยละ 97.1) และที่ครูผู้สอนปฏิบัติน้อยที่สุดในการวางแผนคือ  การให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการวางแผนจัดการเรียนรู้ (ร้อยละ 76.4)  สำหรับวิธีการจัดการเรียนรู้ที่ครูผู้สอนใช้  คือ  การจัดการเรียนรู้ที่เน้นการคิด  ปฏิบัติจริง  และส่งเสริมคุณธรรม (ร้อยละ 93.3)  การจัดกระบวนการเรียนรู้จัดโดยการสาธิต (ร้อยละ 91.4)  ใช้เกม/เพลง (ร้อยละ 91.3)  และระดมสมอง (ร้อยละ 91.0)  และแหล่งการเรียนรู้ที่ใช้คือ  สื่อการอ่าน (ร้อยละ 92.7)  สื่อเทคโนโลยี (ร้อยละ 83.4)  และแหล่งวิทยาการ (ร้อยละ 80.6)

                            สื่อที่ครูผู้สอนใช้ส่วนใหญ่ให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการผลิตและใช้สื่อ (ร้อยละ 84.8)  และเป็นสื่อที่มีความสอดคล้องกับกระบวนการเรียนรู้ (ร้อยละ 94.5)  ส่วนเรื่องการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้นั้น  ครูผู้สอนส่วนใหญ่ได้ทำวิจัยในชั้นเรียน (ร้อยละ 75.2)  และนำผลการวิจัยในชั้นเรียนไปใช้ (ร้อยละ 71.6)  ในเรื่องการวัดผลและประเมินผล  ส่วนใหญ่ใช้แบบวัดภาคปฏิบัติ (ร้อยละ 92.0)  แบบทดสอบอัตนัย (ร้อยละ 91.4)  และแฟ้มสะสมงาน (ร้อยละ 90.7)  ซึ่งการวัดและประเมินผลส่วนใหญ่เน้นการประเมินผลที่ครอบคลุมด้านความรู้  ทักษะ  คุณธรรม  และค่านิยม (ร้อยละ 93.5)  มีการนำผลการวัดและประเมินผลไปปรับปรุงการเรียนการสอน (ร้อยละ 91.5)  และวัดได้ตรงจุดประสงค์การเรียนรู้ (ร้อยละ 87.6)

                            สำหรับการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนส่วนใหญ่จัดกิจกรรมแนะแนว (ร้อยละ 89.2)  ส่วนกิจกรรมนักเรียนนั้นเป็นกิจกรรมลูกเสือ (ร้อยละ 92.0)  ชมรมตามความสนใจ (ร้อยละ 71.3)  และชุมนุมตามกลุ่มสาระ (ร้อยละ 62.8) 

                            2.4 การปฏิบัติตามหลักสูตรสถานศึกษา  พบว่า  ผู้บริหารสถานศึกษาปฏิบัติก่อนใช้หลักสูตรอยู่ในระดับมาก 7 รายการ  ใน 9 รายการ  (ค่าเฉลี่ย 3.6-4.1)  อยู่ในระดับปานกลาง 2 รายการ ใน 9 รายการ (ค่าเฉลี่ย 3.1-3.5)  และหลังใช้หลักสูตรปฏิบัติอยู่ในระดับมาก  ทั้ง 9 รายการ  (ค่าเฉลี่ย 3.8-4.4)  การปฏิบัติหลังการใช้หลักสูตรแตกต่างจากก่อนการใช้หลักสูตรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05  ทั้ง 9 รายการ  และที่แตกต่างเห็นได้ชัดเจนมีเพียง 2 รายการ  คือ  ส่งเสริมผู้สอนทำวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียน  และนำภูมิปัญญาท้องถิ่น  ทรัพยากรและแหล่งการเรียนรู้ในชุมชนมาใช้ประโยชน์ให้เกิดการเรียนรู้  กล่าวคือ  ก่อนใช้หลักสูตรปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลาง  และหลังใช้หลักสูตรปฏิบัติอยู่ในระดับมาก

                            ครูผู้สอนปฏิบัติหลังการใช้หลักสูตรแตกต่างจากก่อนการใช้หลักสูตรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  0.05 ทั้ง 16 รายการ  และที่แตกต่างเห็นได้ชัดเจนมี 12 รายการ ใน 16 รายการ  กล่าวคือ  ก่อนใช้หลักสูตรปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลาง  และหลังใช้หลักสูตรปฏิบัติอยู่ในระดับมาก  สำหรับรายการที่แตกต่างกันไม่ชัดเจนคือ  ก่อนใช้และหลังใช้หลักสูตรปฏิบัติอยู่ในระดับมาก  มี 2 รายการ  ได้แก่  จัดบรรยากาศและสภาพแวดล้อมในห้องเรียนให้เอื้อต่อการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ  และการบูรณาการ/สอดแทรกคุณธรรม  จริยธรรม  ค่านิยมที่ดีงามและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ในการเรียนการสอนตลอดเวลา  และก่อนใช้และหลังใช้หลักสูตรปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลาง  มี 2 รายการ  ได้แก่  วิเคราะห์ความสามารถ  ความถนัด  ความสนใจ  และวิธีการเรียนรู้ของผู้เรียน  และใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้และการแสวงหาความรู้จากแหล่งวิทยาการต่างๆ

     

                            3.  ผลผลิตจากการใช้หลักสูตรสถานศึกษา

                                 3.1 ความพึงพอใจต่อการใช้หลักสูตรสถานศึกษา  พบว่า  ผู้บริหารสถานศึกษามีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก 14 รายการ  ใน 15 รายการ (ค่าเฉลี่ย 3.6-4.4)  เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย  3  อันดับแรก  ได้แก่  ครู-อาจารย์ในโรงเรียนให้ความร่วมมือในการจัดทำหลักสูตร  (ค่าเฉลี่ย 4.4)  การส่งเสริมด้านโภชนาการและสุขภาพอนามัยของนักเรียน (ค่าเฉลี่ย 4.3)  และการจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม  จริยธรรม  (ค่าเฉลี่ย 4.2)  ส่วนอีก 1 รายการ  ที่ผู้บริหารพึงพอใจอยู่ในระดับปานกลาง  คือ  การจัดการสอนซ่อมเสริม  (ค่าเฉลี่ย 3.5)

                                 ครูผู้สอนมีความพึงพอใจในการใช้หลักสูตรในภาพรวมอยู่ในระดับมาก  (ค่าเฉลี่ย 3.7)  โดยพึงพอใจในเรื่องการจัดหลักสูตรอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 3.8)  การจัดกิจกรรมการสอน  การวัดและประเมินผล  การบริหารจัดการพึงพอใจในระดับมาก  (ค่าเฉลี่ย 3.7 เท่ากัน)  และสื่อการเรียนการสอนพอใจอยู่ในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย 3.3)

                                 ผู้เรียนมีความพึงพอใจในการใช้หลักสูตรอยู่ในระดับมากทั้ง 14 รายการ  (ค่าเฉลี่ย 3.8-4.4)  เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 อันดับแรก  ได้แก่  การให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรม  (ค่าเฉลี่ย 4.4)  การจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนให้นักเรียนได้เรียนอย่างหลากหลาย  การให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้  การแนะนำของครูเพื่อปรับปรุงผลงานของนักเรียน  การทักทาย  พบปะ  พูดคุย  ระหว่างครูกับนักเรียน  (ค่าเฉลี่ย 4.2 เท่ากัน  และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.9 เท่ากัน)  การจัดรายวิชาเพิ่มเติมให้เลือกเรียนอย่างหลากหลาย  การใช้สื่อประกอบการเรียนการสอนที่เหมาะสม  การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนสอดคล้องกับความถนัดและความสนใจของผู้เรียน  และการวัดและประเมินผลอย่างหลากหลาย  (ค่าเฉลี่ย 4.1 เท่ากัน  และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.9 เท่ากัน)

                                 ชุมชนมีความพึงพอใจต่อการใช้หลักสูตรสถานศึกษาอยู่ในระดับมาก 5 รายการ  ใน 6 รายการ  (ค่าเฉลี่ย 3.6-4.0)  เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 อันดับแรก  ได้แก่  ส่งเสริมสนับสนุนให้สถานศึกษามีการสืบสานจารีตประเพณีศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่น  และของชาติ  (ค่าเฉลี่ย 4.0)  การส่งเสริมสนับสนุนให้มีการนำวิทยากร  บุคคลภายนอก  และภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้เพื่อพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน  การส่งเสริมให้สถานศึกษามีการพิทักษ์สิทธิเด็ก  ดูแลเด็กพิการ  เด็กด้อยโอกาส  และเด็กที่มีความสามารถพิเศษให้ได้รับการพัฒนาเต็มความสามารถ  (ค่าเฉลี่ย  3.8 เท่ากัน  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.9  และ 1.0  ตามลำดับ)  และการส่งเสริมสนับสนุนให้มีการระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษา  (ค่าเฉลี่ย 3.7)

                                 3.2 ผลการประเมินผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง  จากการประเมินผลการเรียนรู้ที่คาดหวังในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม  2545  ซึ่งยังไม่สิ้นภาคเรียน  พบว่า  ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1  ทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ส่วนใหญ่ประเมินผลการเรียนรู้ไปแล้ว 7 ข้อ  และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน 5 ข้อ  มีนักเรียนผ่านเกณฑ์การประเมินมากกว่าร้อยละ  90  (ร้อยละ 92.0-97.2)  และชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  ทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนส่วนใหญ่ประเมินผลการเรียนรู้ไปแล้ว 7 ข้อ  มีนักเรียนผ่านเกณฑ์การประเมินใน 7 กลุ่มสาระ  และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนมากกว่าร้อยละ 90 (ร้อยละ 93.0-99.2)  ยกเว้นกลุ่มสาระคณิตศาสตร์  นักเรียนผ่านเกณฑ์การประเมินเพียงร้อยละ 53.0

     

                            4.  ปัญหา  อุปสรรค  และข้อเสนอแนะ

                                  จากการสอบถามผู้บริหารสถานศึกษา  ครูผู้สอน  ผู้เรียน  และชุมชนเกี่ยวกับปัญหา  อุปสรรค  และข้อเสนอแนะในการดำเนินงาน  ปรากฏผลดังนี้

    ปัญหา   อุปสรรค  (ร้อยละ)

    ข้อเสนอแนะ (ร้อยละ)

    1. การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา

        (ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนจำนวน 1,299 คน)

         1.1  เอกสารที่ใช้ประกอบการจัดทำหลักสูตรไม่เพียงพอ (35.3)

         1.2  บุคลากรขาดความรู้ความเข้าใจในการจัดทำ  เช่น  การวิเคราะห์เพื่อกำหนดวิสัยทัศน์  การกำหนดโครงสร้าง  การจัดทำสาระการเรียนรู้พื้นฐาน  สาระเพิ่ม  และการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ (27.8)

         1.3  มาตรฐานและสาระการเรียนรู้กำหนดไว้กว้างมาก  ไม่เป็นรูปธรรมเข้าใจได้ยาก  และมีความซับซ้อน (13.1)

    ปัญหา   อุปสรรค  (ร้อยละ)

     

     

     

         1.1  เอกสารประกอบการศึกษาค้นคว้าจะต้องมีเพียงพอสำหรับครูทุกคน (2.2)

         1.2  บุคลากรทุกคนต้องได้รับความรู้อย่างชัดเจนและเพียงพอ (17.2)

     

     

     

         1.3  มีเวลาให้สถานศึกษาได้ทำความเข้าใจกับหลักสูตรอย่างเพียงพอ (19.4)

     

    ข้อเสนอแนะ (ร้อยละ)

    2. การบริหารจัดการหลักสูตร

        (ผู้บริหารสถานศึกษาและครูจำนวน 657 คน)

         2.1  การวัดและประเมินผลไม่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน (25.1)

         2.2  งบประมาณสนับสนุนการดำเนินงานไม่เพียงพอ (23.7)

         2.3  การขาดแคลนครูผู้สอน  ทำให้ครูมีภาระหนักต้องจัดทำหลักสูตรและสอนหลายกลุ่มสาระ  รวมทั้งสอนในสาระที่ไม่ตรงตามวุฒิและความถนัด  (18.3)

     

     

         2.1  ผู้เชี่ยวชาญออกนิเทศ  ติดตามเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง  (12.5)

         2.2  จัดสรรงบประมาณให้เพียงพอต่อการดำเนินงาน  (15.1)

         2.3  จัดสรรอัตรากำลังครูให้ครบทุกกลุ่มสาระ  (6.4)

    3. การจัดการเรียนรู้

        (ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนจำนวน  1,720  คน)

       3.1  การจัดทำแผนและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

             3.1.1  เอกสารและสื่อสำหรับการศึกษาค้นคว้าของครูผู้สอนและผู้เรียนไม่เพียงพอ  (23.3)

             3.1.2  ครูผู้สอนไม่เข้าใจการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ  (10.5)

             3.1.3  ครูผู้สอนมีภาระงานมากจึงมีเวลาเขียนแผนการจัดการเรียนรู้น้อย  (7.6)

       

     

     

     

     

     

             3.1.1  จัดทำหนังสือแบบเรียนที่ครอบคลุมสาระการเรียนรู้  (0.8)

     

             3.1.2  จัดอบรมปฏิบัติการด้านเทคนิคการสอนและการเขียนแผน  (13.8)

             3.1.3  ครูผู้สอนจัดทำแผนการเรียนรู้ร่วมกัน  (3.3)

       3.2  การจัดทำ/ ใช้สื่อ  และแหล่งเรียนรู้

             3.2.1  ขาดงบประมาณจัดทำสื่อ  (18.3)

            

             3.2.2  แหล่งการเรียนรู้มีไม่เพียงพอและไม่มีความหลากหลาย  (12.3)

             3.2.3  ครูผู้สอนไม่มีเวลาศึกษาค้นคว้าและจัดทำสื่อ (7.8)

     

    ปัญหา   อุปสรรค  (ร้อยละ)

     

             3.2.1  สนับสนุนงบประมาณเพื่อการจัดทำและจัดซื้อสื่อ  (20.3)

             3.2.2  ส่งเสริมสนับสนุนการจัดทำแหล่งเรียนรู้ในชุมชน/ในโรงเรียน (3.5)

             3.2.3  จัดตั้งหน่วยผลิตสื่อสำหรับโรงเรียน  (1.4)

     

    ข้อเสนอแนะ (ร้อยละ)

       3.3  การวัดและประเมินผลการเรียนรู้

     3.3.1ครูผู้สอนไม่มีความรู้ในการจัดทำเครื่องมือวัดและประเมินผลที่เป็นมาตรฐาน(9.9)

             3.3.2  ความรู้ความเข้าใจเรื่องการวัดและประเมินผลไม่ชัดเจน (9.4)

             3.3.3  การวัดตามแนวทางใหม่ใช้เวลามากไม่เหมาะสมกับห้องเรียน (3.5)

     

             3.3.1  จัดอบรมปฏิบัติการเรื่องการวัดและประเมินผล (13.5)

             3.3.2  จัดทำคู่มือและตัวอย่างเครื่องมือวัดที่หลากหลายให้กับครูทุกคน (4.2)

             3.3.3  กำหนดแนวทางการวัดที่ชัดเจนไม่เป็นภาระของครูมากนัก  และสามารถนำไปปฏิบัติได้ (3.8)

       3.4  การจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน

             3.4.1  กิจกรรมไม่หลากหลายเพราะขาดแคลนครูที่รับผิดชอบ (6.9)

             3.4.2  ผู้เรียนขาดความรับผิดชอบไม่กระตือรือร้น (2.4)

             3.4.3  แนวทางปฏิบัติไม่ชัดเจน (1.6)

     

     

             3.4.1  จัดอบรมเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (3.1)

             3.4.2  จัดตั้งชมรมโดยนักเรียนและมีครูเป็นที่ปรึกษา (0.6)

             3.4.3  กำหนดกรอบการจัดกิจกรรมให้ชัดเจน (0.6)

       3.5  การดูแลช่วยเหลือนักเรียน

             3.5.1  นักเรียนมีจำนวนมากไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง (7.4)

             3.5.2  ครูผู้สอนมีภาระงานมากไม่มีเวลาให้นักเรียน (6.1)

             3.5.3  นักเรียนส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่ยากจน  ขาดแคลนทุกด้าน (2.2)

     

             3.5.1  ลดอัตราส่วนครูต่อนักเรียนให้เหมาะสม (1.7)

             3.5.2  ลดภาระงานของครูเพื่อมีเวลาให้กับนักเรียนมากขึ้น (1.7)

             3.5.3  เพิ่มงบประมาณเพื่อช่วยเหลือนักเรียนยากจน (2.8)

    4.  การนิเทศ  ติดตาม  และประเมินผล(ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนจำนวน171 คน)

         4.1  ผู้บริหาร  หรือผู้นิเทศมีภาระงานอื่นมากไม่สามารถนิเทศ  ติดตามได้สม่ำเสมอ  (46.2)

     

         4.2  ผู้นิเทศยังเข้าใจหลักสูตรไม่ชัดเจนเพียงพอที่จะให้คำแนะนำ (18.7)

         4.3  หน่วยเหนือไม่ให้ความสำคัญในการกำกับติดตาม (16.4)

    ปัญหา   อุปสรรค  (ร้อยละ)

     

        

         4.1  มีการนิเทศ  ติดตาม  ช่วยเหลืออย่างใกล้ชิดจากบุคคลภายนอกจนกว่าโรงเรียนจะเกิดความมั่นใจ (28.1)

         4.2  ประชุมชี้แจงและให้แนวทางปฏิบัติอย่างชัดเจน (12.3)

         4.3  จัดทำแผนการนิเทศให้เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน  (6.4)

    ข้อเสนอแนะ (ร้อยละ)

    5.  การมีส่วนร่วมของชุมชน

         (ชุมชน  จำนวน  477 คน)

         5.1  ชุมชนขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสูตรและการจัดการศึกษาแบบใหม่ (52.1)

     

         5.2  ชุมชนมีภาระในการประกอบอาชีพจึงไม่มีเวลาให้กับโรงเรียน  (29.5)

     

         5.3    ขาดการประสานงานจากโรงเรียน (5.4)

     

     

     

         5.1  ให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดการศึกษาแบบใหม่และการมีส่วนร่วมจัดการศึกษาของชุมชน (29.8)

         5.2  โรงเรียนประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจและความตระหนักในการมีส่วนร่วมของชุมชน (23.9)

         5.3  โรงเรียนสร้างความสัมพันธ์ที่ดีให้กับชุมชน (8.1)

     

     

    6. ความคิดเห็นของผู้เรียนเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้  (จำนวน 917 คน )

         6.1  ควรจัดการเรียนการสอนนอกห้องเรียน  เช่น  ใต้ต้นไม้  ในชุมชน  และทัศนศึกษา  เป็นต้น (21.0)

         6.2  มีสื่อเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพียงพอกับนักเรียน  เช่น  คอมพิวเตอร์  อินเตอร์เน็ต  เป็นต้น  (15.9)

         6.3  ให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรม (9.7)

         6.4  มีหนังสือสำหรับการศึกษาค้นคว้าที่ทันสมัย  หลากหลายและเพียงพอ (6.5)

     

     

     

     

     

     

     

    อภิปรายผล

     

                            1.  จากการศึกษาเกี่ยวกับสื่อการเรียนรู้และแหล่งการเรียนรู้  พบว่า  ผู้บริหารสถานศึกษาส่วนใหญ่  ร้อยละ  96.5  ส่งเสริมให้ครูผู้สอนผลิตและใช้สื่อนวัตกรรมและเทคโนโลยี  และร้อยละ 89.3  ส่งเสริมให้ใช้แหล่งการเรียนรู้  ส่วนครูผู้สอนร้อยละ  84.8  ให้นักเรียนมีส่วนร่วมผลิตและใช้สื่อ  ซึ่งสอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พุทธศักราช  2544  ที่กำหนดให้การจัดการศึกษา  สถานศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ทุกเวลา  ทุกสถานที่  และเรียนรู้ได้จากสื่อการเรียนรู้และแหล่งการเรียนรู้ที่หลากหลาย  อย่างไรก็ตาม  พบว่า  ครูผู้สอนร้อยละ  92.7  จัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อการอ่าน  ร้อยละ 83.4  ใช้สื่อเทคโนโลยี  แต่กลับพบว่าสื่อในการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับหลักสูตรสถานศึกษามีไม่เพียงพอ  คุณภาพ  ความทันสมัย  และความหลากหลายอยู่ในระดับปานกลาง  นอกจากนั้นแหล่งการเรียนรู้ภายในสถานศึกษาที่จะช่วยสนับสนุนในเรื่องสื่อการอ่าน  คือ  ห้องสมุด/มุมหนังสือ  สถานศึกษา  ร้อยละ 50.6  มีไม่เพียงพอ  และมีอยู่ส่วนหนึ่งคือ  ร้อยละ  4.3  ที่ไม่มีห้องสมุด  แหล่งการเรียนรู้ภายนอกที่ครูผู้สอนและผู้เรียนจะไปศึกษาค้นคว้ามีไม่เพียงพอ  เช่น  ห้องสมุดประชาชน  สถานศึกษา  ร้อยละ  59.3  ไม่มีให้ไปใช้บริการ  และห้องสมุดประจำหมู่บ้าน  สถานศึกษา ร้อยละ 65.1  มีไม่เพียงพอให้ไปใช้บริการ  สอดคล้องกับการติดตามการใช้หลักสูตรของสำนักพัฒนาการศึกษา  ศาสนา  และวัฒนธรรม  เขตการศึกษา 11 (2546)  ที่พบว่า  การนำหลักสูตรสถานศึกษาไปใช้มีปัญหา  อุปสรรค  คือ  ขาดแหล่งเรียนรู้  สื่อการสอน  และเทคโนโลยีการสอน  และโรงเรียนสตรีนนทบุรี (2545) ที่ได้รวบรวมปัญหาการใช้หลักสูตรของโรงเรียนเครือข่าย  โรงเรียนกรมสามัญศึกษาจังหวัดนนทบุรี  พบว่า  อุปกรณ์เทคโนโลยีที่จำเป็นต้องใช้ในการผลิตสื่อ  ไม่เพียงพอและไม่ทันสมัย  จะเห็นได้ว่าสภาพของสื่อในการจัดการเรียนรู้  และแหล่งการเรียนรู้ยังไม่สอดคล้องเท่าที่ควรกับการจัดการศึกษา  ตามแนวทางที่หลักสูตรกำหนด

                            2.  สถานศึกษาประมาณครึ่งหนึ่งที่ไม่สามารถจัดครูเข้าสอนได้ตรงตามวุฒิและตรงกับความรู้ความสามารถในกลุ่มสาระที่สอน  และยังมีสถานศึกษาอีกครึ่งหนึ่งเช่นกัน  ที่ขาดแคลนครู  ซึ่งส่วนใหญ่ร้อยละ 66.3  เชิญชุมชนช่วยสอน  ร้อยละ 49.0  จ้างสอน  และร้อยละ 30  ที่ใช้บุคลากรร่วมกันในกลุ่มโรงเรียน/สหวิทยาเขต  แต่เมื่อศึกษาในเรื่องการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ  พบว่า  ครูผู้สอนได้ปฏิบัติทั้งในเรื่องของการวางแผนและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้  หลังจากที่ใช้หลักสูตรแตกต่างจากก่อนใช้หลักสูตรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ทุกรายการ  แต่ที่ยังคงเห็นความแตกต่างไม่ชัดเจน  คือการวิเคราะห์ความสามารถ  ความถนัด  ความสนใจ  และวิธีการเรียนรู้ของผู้เรียน  ปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลางทั้งก่อนและหลังการใช้หลักสูตร  การวางแผนจัดการเรียนรู้โดยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม  มีครูผู้สอนร้อยละ 76.4  ที่ปฏิบัติ  ส่วนในเรื่องของการวัดผลประเมินผล  ครูผู้สอนมากกว่าร้อยละ 90 ใช้การวัดภาคปฏิบัติ  ใช้แบบทดสอบอัตนัย  และใช้แฟ้มสะสมงาน  แต่ในเรื่องของการทำวิจัยในชั้นเรียน  ถึงแม้ว่าผู้บริหารจะส่งเสริมมากขึ้น  แต่ครูผู้สอนยังปฏิบัติเพิ่มขึ้นไม่ชัดเจน  กล่าวคือ  ปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลางทั้งก่อนและหลังใช้หลักสูตร  จะเห็นได้ว่าครูผู้สอนพยายามที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับแนวทางการจัดการเรียนรู้ของหลักสูตร  ซึ่งได้ส่งผลถึงพฤติกรรมของนักเรียนที่พบว่า  หลังจากใช้หลักสูตรมีพฤติกรรมแตกต่างจากก่อนใช้หลักสูตรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ทุกรายการ  และที่แตกต่างเห็นได้ชัดเจน  คือ  ผู้เรียนกล้าคิด  กล้าทำ  รับผิดชอบการกระทำของตนเอง  รู้จักเสียสละและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น  และรู้แหล่งข้อมูลและวิธีการแสวงหาความรู้ที่หลากหลาย  ซึ่งสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มุ่งให้ผู้เรียนเป็นคนดี  มีปัญญา  มีความสุข

                            3.  พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  พ.ศ.2542  กำหนดให้ชุมชนและสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา  และข้อค้นพบจากการวิจัยสถานศึกษาร้อยละ 70.7  มีข้อมูลความต้องการของชุมชน  แต่ในการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาไม่สามารถจะตอบสนองความต้องการของชุมชนได้มากนัก  เพราะมีข้อจำกัดเรื่องของบุคลากร  และชุมชนเองมีข้อจำกัดในเรื่องของเวลาที่ต้องไปประกอบอาชีพอีกทั้งการศึกษาน้อยจึงไว้วางใจสถานศึกษา  ให้เป็นผู้ดำเนินการจัดการศึกษาเอง  แต่สถานศึกษาและชุมชนมีส่วนร่วมพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนโดยภูมิปัญญาท้องถิ่นได้มาช่วยในการจัดการเรียนรู้มากขึ้น  เช่น  เชิญชุมชนมาช่วยสอน  ซึ่งสถานศึกษา  ร้อยละ 76.7  มีภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างเพียงพอ  สำหรับชุมชนเองนั้นพอใจมากที่มีการส่งเสริมสนับสนุนการนำวิทยากร  บุคคลภายนอก  และภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้และแสดงความเห็นว่า  ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาผู้เรียนมากขึ้นกว่าก่อนใช้หลักสูตร  ผลจากการวิจัยนี้สอดคล้องกับ  ศุภมาส  การะเกตุ  วินัย  ปานโท้  และอุมาพร  ปานโท้  (2545)  ที่พบว่า  ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการมีส่วนร่วมจัดการศึกษาของคณะกรรมการ  คือ  การไม่มีเวลาว่างและสถานภาพไม่เอื้อ  อย่างไรก็ตาม  ความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาและชุมชนก็มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น  และถ้าสามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนให้เป็นไปด้วยดี  หรือให้เป็นสถานศึกษาของชุมชนแล้วจะทำให้ได้รับความร่วมมือดียิ่งขึ้น  

     

    ข้อเสนอแนะจากการวิจัย

                            1.  หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายควรสำรวจแหล่งการเรียนรู้และพัฒนาให้สามารถใช้งานได้และเกิดประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของเยาวชนให้มากที่สุด  ตลอดจนจัดทำบัญชีรายชื่อแหล่งการเรียนรู้แจกให้โรงเรียน

                            2.  รัฐควรสนับสนุนงบประมาณในการจัดตั้งศูนย์สื่อประจำท้องถิ่นที่มีความทันสมัยพอเพียงต่อการใช้งาน  และมีผู้รับผิดชอบในการดูแล  ปรับปรุงพัฒนาโดยตรง  รวมทั้งส่งเสริมให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมพัฒนาสื่อการเรียนการสอนให้มากขึ้น

                            3.  หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพัฒนาครูผู้สอนทุกคนอย่างต่อเนื่องโดยเน้นการจัดการเรียนรู้ตามแนวของหลักสูตรในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้และควรมีพี่เลี้ยงในพื้นที่ที่มีความรู้ความเข้าใจเป็นอย่างดีเป็นผู้ให้คำปรึกษาชี้แนะ  ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ครูผู้สอน

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    การจัดทำแผนการเรียนรู้และการประเมินผลตามสภาพจริง

                    การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้หรือแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญนั้น ผู้สอนเป็นผู้ออกแบบและวิจัยชั้นเรียน เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับสภาพผู้เรียนตลอดเวลา เพื่อกระตุ้นและยั่วยุให้ผู้เรียนเกิดการอยากเรียนรู้อยากลงมือปฏิบัติ และภาคภูมิใจในความสำเร็จจากการเรียนรู้ของตนเองทุกขั้นตอน

                    การออกแบบแผนการเรียนรู้หรือแผนการสอนแต่ละแผน จึงต้องคำนึงถึงความยากง่าย และลำดับขั้นตอนของการปฏิบัติกิจกรรมการเรียนรู้ให้สอดคล้องสัมพันธ์กับพื้นฐานความรู้ความสามารถของผู้เรียน เพื่อนำไปสู่สัมฤทธิผลของการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละคนตามแผนภาพต่อไปนี้

    ขั้นตอนที่ 1 จัดทำโครงสร้างแผนการจัดการเรียนรู้

                    ตัวอย่างรายวิชาวิทยาศาสตร์ (.4)

    1. ระบุแนวคิดทฤษฎีที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้

    2. กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับแผนการจัดการเรียนรู้

    3. กำหนดขอบข่ายสาระการเรียนรู้ของแผนการจัดการเรียนรู้

    4. เขียนโครงสร้างสาระการเรียนรู้ให้ครอบคลุมผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง

                                    โครงสร้างการจัดหน่วยการเรียนรู้

    หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 พืชใกล้ตัวเรา

    หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 สัตว์ที่เรารัก

    หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 อาหารของเรา

    หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 สิ่งมีชีวิตใกล้ตัว

    หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 สิ่งมีชีวิตกับแหล่งที่อยู่

    หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 สมบัติของวัสดุ

    หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 สารใกล้ตัวเรา

    หน่วยการเรียนรู้ที่ 8 แรง

    หน่วยการเรียนรู้ที่ 9 แรงเสียดทาน

    หน่วยการเรียนรู้ที่ 10 แสง

    หน่วยการเรียนรู้ที่ 11 หิน

    หน่วยการเรียนรู้ที่ 12 ดิน

    หน่วยการเรียนรู้ที่ 13 ระบบสุริยะ

    หน่วยการเรียนรู้ที่ 14 อวกาศ

    ขั้นตอนที่ 2 ออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนสำคัญที่สุด

                    กระบวนการเรียนรู้ที่ออกแบบ ควรสอดคล้องกับรูปแบบของกิจกรรม และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ลงมือฝึกปฏิบัติ สามารถเชื่อมโยงการเรียนรู้ไปสู่การดำเนินชีวิตประจำวันและใช้เป็นพื้นฐานในการจัดการเรียนรู้บูรณาการวิชาอื่นได้อย่างมีความหมาย

                    การออกแบบการจัดการเรียนรู้จะต้องคำนึงถึงขอบข่ายสาระการเรียนรู้มาตรฐานการเรียนรู้ตามหลักสูตรและการกำหนดวิธีการประเมินผล เครื่องมือวัดผล แหล่งข้อมูลที่จะวัดผลและประเมินผลตามสภาพจริงให้สอดคล้องกับตัวบ่งชี้ (มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น) ที่นำไปสู่คุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนในแต่ละกลุ่มสาระและช่วงชั้น เพื่อนำผลการประเมินแต่ละครั้ง มาปรับปรุงกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาผลการเรียนรู้ของผู้เรียนให้มีคุณภาพตามที่กำหนด        

                    ขั้นตอนที่ 3 เลือกวิธีการวัดผลและประเมินผลตามสภาพจริง

                    จำเป็นต้องออกแบบให้สอดคล้องกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้ เน้นการนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตจริงให้มากที่สุด และควรให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมประเมินตนเอง

                    การวัดผลและประเมินผลควรใช้รูปแบบและวิธีการที่หลากหลายเพื่อวัดศักยภาพของผู้เรียนได้รอบด้าน ทั้งด้านปัญญา (IQ) อารมณ์ (EQ) ทักษะกระบวนการ ความประพฤติ คุณภาพของผลงาน และการนำประสบการณ์การเรียนรู้ไปใช้ประโยชน์ได้จริง

                    ขั้นตอนที่ 4 การออกแบบสื่อการเรียนรู้

                    การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป้ฯสำคัญ ควรใช้สื่อการเรียนรู้อย่างหลากหลายและควรเป็นสื่อที่เอื้อต่อการเรียนรู้ เพื่อเป็นเครื่องมือในการค้นคว้าความรู้ให้กว้างขวางขึ้น เช่น หนังสือเรียน ใบงาน  หนังสืออ่านเพิ่มเติม และควรเปิดโอกาสให้นักเรียนใช้ข้อมูลจากระบบสารสนเทศ ห้องสมุด นอกจากนี้ควรใช้สถานการณ์จริง แหล่งการเรียนรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น สภาพแวดล้อมทางสังคม วัฒนธรรมและเศรษฐกิจในท้องถิ่น ตลอดจนส่งเสริมให้ผู้เรียนศึกษาค้นคว้าจากสื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ ที่เผยแพร่อยู่ในชีวิตจริงของผู้เรียน

                    ขั้นตอนที่ 5 บทบาทของผู้สอน

                    ในฐานะผู้เอื้ออำนวยความสะดวกและรับผิดชอบอย่างเต็มที่ในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ ผู้สอนจะต้องเป็นที่ปรึกษาของผู้เรียนอย่างใกล้ชิดอยู่ตลอดเวลา

    ขั้นตอนที่ 1 จัดทำโครงสร้างแผนการจัดการเรียนรู้

                    ตัวอย่างรายวิชาวิทยาศาสตร์ (.4)

    1. ระบุแนวคิดทฤษฎีที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้

    2. กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับแผนการจัดการเรียนรู้

    3. กำหนดขอบข่ายสาระการเรียนรู้ของแผนการจัดการเรียนรู้

    4. เขียนโครงสร้างสาระการเรียนรู้ให้ครอบคลุมผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง

                                   

    โครงสร้างการจัดหน่วยการเรียนรู้

    หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 พืชใกล้ตัวเรา

    หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 สัตว์ที่เรารัก

    หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 อาหารของเรา

    หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 สิ่งมีชีวิตใกล้ตัว

    หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 สิ่งมีชีวิตกับแหล่งที่อยู่

    หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 สมบัติของวัสดุ

    หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 สารใกล้ตัวเรา

    หน่วยการเรียนรู้ที่ 8 แรง

    หน่วยการเรียนรู้ที่ 9 แรงเสียดทาน

    หน่วยการเรียนรู้ที่ 10 แสง

    หน่วยการเรียนรู้ที่ 11 หิน

    หน่วยการเรียนรู้ที่ 12 ดิน

    หน่วยการเรียนรู้ที่ 13 ระบบสุริยะ

    หน่วยการเรียนรู้ที่ 14 อวกาศ

    ขั้นตอนที่ 2 ออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนสำคัญที่สุด

                    กระบวนการเรียนรู้ที่ออกแบบ ควรสอดคล้องกับรูปแบบของกิจกรรม และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ลงมือฝึกปฏิบัติ สามารถเชื่อมโยงการเรียนรู้ไปสู่การดำเนินชีวิตประจำวันและใช้เป็นพื้นฐานในการจัดการเรียนรู้บูรณาการวิชาอื่นได้อย่างมีความหมาย

                    การออกแบบการจัดการเรียนรู้จะต้องคำนึงถึงขอบข่ายสาระการเรียนรู้มาตรฐานการเรียนรู้ตามหลักสูตรและการกำหนดวิธีการประเมินผล เครื่องมือวัดผล แหล่งข้อมูลที่จะวัดผลและประเมินผลตามสภาพจริงให้สอดคล้องกับตัวบ่งชี้ (มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น) ที่นำไปสู่คุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนในแต่ละกลุ่มสาระและช่วงชั้น เพื่อนำผลการประเมินแต่ละครั้ง มาปรับปรุงกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาผลการเรียนรู้ของผู้เรียนให้มีคุณภาพตามที่กำหนด

                    ขั้นตอนที่ 3 เลือกวิธีการวัดผลและประเมินผลตามสภาพจริง

                    จำเป็นต้องออกแบบให้สอดคล้องกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้ เน้นการนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตจริงให้มากที่สุด และควรให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมประเมินตนเอง

                    การวัดผลและประเมินผลควรใช้รูปแบบและวิธีการที่หลากหลายเพื่อวัดศักยภาพของผู้เรียนได้รอบด้าน ทั้งด้านปัญญา (IQ) อารมณ์ (EQ) ทักษะกระบวนการ ความประพฤติ คุณภาพของผลงาน และการนำประสบการณ์การเรียนรู้ไปใช้ประโยชน์ได้จริง

                    ขั้นตอนที่ 4 การออกแบบสื่อการเรียนรู้

                    การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป้ฯสำคัญ ควรใช้สื่อการเรียนรู้อย่างหลากหลายและควรเป็นสื่อที่เอื้อต่อการเรียนรู้ เพื่อเป็นเครื่องมือในการค้นคว้าความรู้ให้กว้างขวางขึ้น เช่น หนังสือเรียน ใบงาน  หนังสืออ่านเพิ่มเติม และควรเปิดโอกาสให้นักเรียนใช้ข้อมูลจากระบบสารสนเทศ ห้องสมุด นอกจากนี้ควรใช้สถานการณ์จริง แหล่งการเรียนรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น สภาพแวดล้อมทางสังคม วัฒนธรรมและเศรษฐกิจในท้องถิ่น ตลอดจนส่งเสริมให้ผู้เรียนศึกษาค้นคว้าจากสื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ ที่เผยแพร่อยู่ในชีวิตจริงของผู้เรียน

                    ขั้นตอนที่ 5 บทบาทของผู้สอน

                    ในฐานะผู้เอื้ออำนวยความสะดวกและรับผิดชอบอย่างเต็มที่ในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ ผู้สอนจะต้องเป็นที่ปรึกษาของผู้เรียนอย่างใกล้ชิดอยู่ตลอดเวลา

                    ขั้นตอนการออกแบบเครื่องมือวัดผลและประเมินผลตามสภาพจริง

                    การออกแบบเครื่องมือการวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ให้ตอบสนองจุดมุ่งหมายของหลักสูตร  และพัฒนาผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ ผู้สอนต้องดำเนินการประเมินให้สอดคล้องกับหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง และเน้นการประเมินพัฒนาการของผู้เรียนแต่ละคนทั้งระดับความสามารถที่เกิดขึ้นจริงและระดับคุณภาพของผลการเรียนรู้ตามแนวทางต่อไปนี้

                    ขั้นที่ 1 : วิเคราะห์หลักสูตร ขอบข่ายสาระการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระ และมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้นของกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่จะดำเนินการจัดการเรียนการสอนตามลำดับหัวข้อต่อไปนี้

                    1. วิเคราะห์จุดหมายของหลักสู๖ร ขอบข่ายสาระการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระ และมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้นของกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่จะดำเนินการจัดการเรียนการสอนตามลำดับหัวข้อต่อไปนี้

                    2. วิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ (Standards) ของสาระ (Strands) ต่าง ๆ ที่ระบุไว้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่จะสอนเพื่อพิจารณาสมรรถภาพและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียน ในส่วนที่สอดคล้องกับจุดหมายของหลักสูตรสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และเป้าหมายการพัฒนาผู้เรียนของสถานศึกษา

                    3. นำผลการวิเคราะห์ในข้อ 1 และ 2 มากำหนดเป็นเป้าหมาย วิสัยทัศน์ คุณภาพผู้เรียนของกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่จะสอน (ตัวอย่างกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ช่วงชั้นที่2)

                    4. กำหนดจุดมุ่งหมายของการเรียนการสอน (Instructional Objective) กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้ครอบคลุมทั้งด้านความรู้ตามธรรมชาติวิชา ความสามารถทางสติปัญญา ความสามรถด้านทักษะปฏิบัติ ความสามารถด้านทักษะสังคม และความสามารถด้านทักษะสังคม และความสามารถด้านพึ่งพาตนเอง

     

                    ขั้นที่ 2 : วิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้นของกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่จะสอนและผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง โด