เข้าสู่ระบบ จำนวนคนออนไลน์ 2005 คน
pakpinya
การออกแบบเสื้อสตรีด้วยผ้าปักชาวเขาเผ่าม้ง
 
หัวข้อล่าสุด
 
 
  • HAPIfork ส้อมอัจฉริยะช่วยลดน้ำหนัก (0)
    [1 วันที่ผ่านมา]
  • อยากเป็นสาวหุ่นดี ต้องฝึกทำสิ่งเหล่านี้ให้เป็นนิสัย (0)
    [1 วันที่ผ่านมา]
  • แสงยามเช้า อัศจรรย์แห่งการลดความอ้วน (0)
    [1 วันที่ผ่านมา]
  • คลิปตำรวจไทยไม่เฟี้ยวววว ไม่เคยจับกูได้ ล่าสุดโดนจับแล้ว (0)
    [2 วันที่ผ่านมา]
  • Car Free Day เปิดถนนคนเดิน ปิดถนนสีลม 20-22 ก.ย. (0)
    [2 วันที่ผ่านมา]
  • ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา พายุคัลแมกี KALMAEGI ฉบับที่ 5 ลงวันที่ 16 กันยายน 2557 (0)
    [2 วันที่ผ่านมา]
  • การส่องตรวจกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น (0)
    [2 วันที่ผ่านมา]
  • เตรียมตัว!เมื่อส่องกล้องตรวจระบบทางเดินอาหาร (0)
    [2 วันที่ผ่านมา]
  • โฆษณา Thailand Happiness 2014 สวยมาก น่าเที่ยวสุด ๆ (0)
    [6 วันที่ผ่านมา]
  • 6 สูตรหน้าเด้ง เพื่อทุกสภาพผิว (0)
    [8 วันที่ผ่านมา]
  • วิธีทำให้ผ้าแห้งเร็วทันใจ โดยไม่ต้องใช้เครื่องอบผ้า (0)
    [8 วันที่ผ่านมา]
  • 5 สเต็ปซักผ้าห่มให้สะอาด ไร้คราบสกปรก (0)
    [8 วันที่ผ่านมา]
  • วิธีแต่งหน้าใส ๆ ดูสวยแบบสาวสุขภาพดี (0)
    [8 วันที่ผ่านมา]
  • 7 เทศกาลและประเพณีไทยน่าเที่ยว ที่ฝรั่งยกนิ้วให้ (0)
    [8 วันที่ผ่านมา]
  • 6 สูตรหน้าเด้ง เพื่อทุกสภาพผิว (0)
    [8 วันที่ผ่านมา]
  • วิธีกินอาหารให้สุขภาพดี ระหว่างออกทริปท่องเที่ยว (0)
    [8 วันที่ผ่านมา]
  • แก้ปัญหาผมแห้งเสียด้วยไข่ไก่ (0)
    [8 วันที่ผ่านมา]
  • 5 วิธีลดความดันสูง ด้วยการรักษาทางเลือก (ชีวจิต) (0)
    [10 วันที่ผ่านมา]
  • นิสัยดี สุขภาพดี (0)
    [10 วันที่ผ่านมา]
  • คิดบวก .. สำคัญต่อการทำงาน (0)
    [10 วันที่ผ่านมา]
  • “มารยาท” สิ่งสำคัญที่ควรปลูกฝังเด็กสมัยนี้! [Info] (0)
    [10 วันที่ผ่านมา]
  • ดูเนื้อหาทั้งหมด

     
         
     
    ปฎิทิน
     
     

    <กันยายน 2557>
     
    3525262728293031
    361234567
    37891011121314
    3815161718192021
    3922232425262728
    40293012345
     
         
     
    สถิติบลอกนี้
     
     
    • คนเข้าบลอกนี้ทั้งหมด 885220
    • เฉพาะวันนี้ 84
    • ความคิดเห็น 305
    • จำนวนเรื่อง 2261
    ให้คะแนนบลอกนี้
    แจ้งเนื้อหาบลอกไม่เหมาะสม
     
         
    บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
    3 กันยายน 2553 - 17:04:00

     

    บทที่ 2

     

    เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

     

              ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และได้นำเสนอตามหัวข้อ ดังต่อไปนี้

    1.      วิวัฒนาการของผ้าและเสื้อผ้า

    2.      ประวัติความเป็นมาของชาวเขาเผ่าม้ง

    3.      วิธีการปักผ้าชาวเขาเผ่าม้ง

    4.      แนวคิดในการออกแบบเสื้อ

    5.      งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

     

    วิวัฒนาการของผ้าและเสื้อผ้า

     

              เสื้อผ้าตัวแรกของมนุษย์  มนุษย์เริ่มรู้จักหาวัสดุมาห่อหุ้มปกปิดร่างกายตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่มีใครรู้  แต่นักมานุษยวิทยาเชื่อว่า เริ่มหลังจากที่มนุษย์ถือกำเนิดขึ้นในโลกนี้ไม่นานนัก(สาคร ชลสาคร. 2548:13)        โดยระยะแรกมนุษย์ก็คงเปลือยกายใช้ชีวิตไม่ต่างจากสัตว์มากนัก  ต่อมามนุษย์จึงรู้จักใช้ใบไม้มาปกปิดร่างกายให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น  และเมื่อยุคน้ำแข็งมาเยือน  พวกเขาก็เรียนรู้ที่จะนำหนังสัตว์ที่มีขนติดอยู่ ซึ่งได้มาจากการล่าสัตว์มาเป็นอาหารนั้น  มาห่มให้พวกเขารอดพ้นจากความหนาวเย็น  นับแต่นั้นมา  เสื้อขนสัตว์ตัวแรกของมนุษย์จึงเกิดขึ้น  ต่อมาเมื่อมนุษย์มาอยู่รวมกันเป็นสังคม  เสื้อขนสัตว์จึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อใช้ปกปิดร่างกายไม่ให้อุจาดตาเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน    ต่อมามนุษย์ก็เริ่มเรียนรู้ที่จะดำรงชีวิตให้ดีขึ้น  พวกเขารู้จักนำกิ่งไม้  เถาวัลย์หรือเศษหนังสัตว์  มาสานขัดกันเป็นภาชนะใส่ของ  รู้จักนำเปลือกไม้อ่อนๆ มาสานเป็นผืนเพื่อใช้นุ่งห่ม  รู้จักใช้หนาม หรือกระดูกสัตว์แหลมๆ มาทำเป็นเข็มเย็บ  จนกระทั่งในยุคหินใหม่ มนุษย์ก็เริ่มรู้จักนำเส้นใยพืช และขนสัตว์มาปั่นเป็นเส้นด้ายและทอเป็นผืนผ้า  โดยประดิษฐ์หูกทอผ้าแบบง่ายๆ เพื่อใช้ทอผ้า  ซึ่งเป็นวัสดุหลักในการผลิตเสื้อผ้า

              สาคร  ชลสาคร (2548:14) กล่าวถึงวัสดุตั้งต้นที่ใช้ตัดเย็บเสื้อผ้าว่า  มีหลายลักษณะแตกต่างกัน ตามสี เนื้อผ้า ผิวสัมผัส เส้นใย โครงสร้างผ้า  โดยมีกรรมวิธีการผลิตมาจากเส้นใยที่นำมาปั่นเข้าเกลียวเป็นเส้นด้าย  และนำมาทอเป็นผืนผ้า  ผ้าคือประดิษฐกรรมจากมันสมองมนุษย์  ผ้าไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ  แต่เป็นสิ่งประดิษฐ์อันสลับซับซ้อนที่เกิดจากมันสมองของมนุษย์  จากเส้นใยเล็กๆ ที่ได้จากพืช  ขนสัตว์  หรือสารสังเคราะห์จากปิโตรเคมี  มันจะถูกนำมาปั่นเป็นเส้นด้ายยาว  และเส้นด้ายนับพันๆ เส้นจะถูกนำไปทอสานขัดกันหรือถักเป็นผืนผ้า  โดยมีจุดประสงค์หลักก็เพื่อใช้นุ่งห่มให้ร่างกายอบอุ่น  ไม่ต้องต่อสู้กับความหนาวเย็นด้วยเลือดเนื้อที่ปราศจากขนปกคลุมเช่นสัตว์อื่นๆ แต่ในการสวมใส่เสื้อผ้าในปัจจุบันมิได้ต้องการเพียงแค่ความอบอุ่นเท่านั้น  เสื้อผ้ายังเป็นเครื่องแสดงความแตกต่างระหว่างชนชั้นอีกด้วย  เช่น  ความแตกต่างระหว่างแพทย์กับทหาร  หรือความแตกต่างที่ถูกกำหนดให้ใช้ในงานพิธีต่างๆ ความต้องการใช้เสื้อผ้าเพื่อแสดงความแตกต่างนี้  จึงทำให้มีการผลิตผ้าออกมาให้เลือกมากมายหลายแบบทั้งสีสันและเส้นใย  ซึ่งถูกประดิษฐ์ขึ้นมาให้เหมาะกับการใช้งานแต่ละอย่าง  รวมทั้งเพื่อตอบสนองความต้องการและความฟุ่มเฟือยที่ไม่สิ้นสุดของมนุษย์อีกด้วย

              เมื่อมันสมองของมนุษย์ยังสามารถคิดค้นได้ไม่สิ้นสุด  เสื้อผ้าก็ยังคงถูกคิดค้นออกแบบกันต่อไป (สาคร  ชลสาคร.  2548:15)        ตราบเท่าที่การสวมใส่เสื้อผ้ายังคงเป็นวัฒนธรรมอันดีงามของมนุษย์บนโลกนี้  เส้นใยเก่าแก่ที่มนุษย์นำมาทอเป็นผืนผ้าตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ และยังคงใช้กันจนปัจจุบันนี้ก็คือ  ขนสัตว์  ลินิน  และไหม  ซึ่งล้วนแต่มีประวัติยาวนานและไม่ชัดแจ้งทั้งสิ้น  แม้จะไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่ามนุษย์รู้จักนำเส้นใยชนิดใดมาปั่นเป็นเส้นด้ายทอผ้าก่อนกันแน่  แต่ก็เชื่อได้ว่าหนังสัตว์ที่มีขนติดอยู่นั้นน่าจะเป็นเสื้อตัวแรกของมนุษย์ในยุคหิน  เพราะจากการค้นพบโครงกระดูกแกะในอุโมงค์ยุคเมโสลิธิคหรือประมาณ 10,000-60,000 ปี ก่อนคริสต์ศักราช  แสดงว่ามนุษย์ยุคนั้นคงรู้จักกินเนื้อแกะและใช้หนังแกะมานานแล้ว  และเมื่อประมาณ  4,700 ปี ก่อนคริสต์ศักราช แถวจาร์โมโบราณ (อยู่ในประเทศอิรัก)  มีการค้นพบกระดูกสัตว์มากมาย  โดยมีกระดูกแกะและแพะ 80 เปอร์เซ็นต์  นักโบราณคดีเชื่อว่าเป็นหมู่บ้านแห่งแรกที่มีการเลี้ยงสัตว์      ส่วนหลักฐานชิ้นส่วนผ้าขนสัตว์ชิ้นแรกที่เก่าแก่ที่สุดนั้น  พบว่าประเทศอียิปต์ มีอายุประมาณ  3,500-4,000 ปี ก่อนคริสต์ศักราช  นอกจากนี้ยังพบหลักฐานบนแผ่นจารึกที่ทำด้วยดินเหนียวของชาวสุเมเรียนแห่งแคว้นเมโสโปเตเมีย (คืออิรักในปัจจุบัน)  แสดงให้ทราบว่าชาวพื้นเมืองที่นี่มีการปั่นขนสัตว์เป็นเส้นด้ายเป็นอุตสาหกรรม  และมีการค้าแกะมานานแล้ว  จึงเป็นไปได้ที่การทอผ้าขนแกะคงจะเริ่มต้นบนดินแดนเมโสโปเตเมียนี้          และเมื่อมีการติดต่อซื้อขายกับอียิปต์  แอฟริกา  และยุโรป  แกะจากเอเชียกลางก็แพร่ขยายเข้าไปในประเทศเหล่านั้น  จนทุกวันนี้มีแกะแพร่ไปทั่วโลกแล้ว  แต่แกะที่มีชื่อเสียงมาจนทุกวันนี้กลับเป็นแกะพันธุ์เมอริโนของสเปน  ซึ่งเมื่อหลายร้อยปีก่อนคริสต์ศักราช  ชาวฟีนีเชียซึ่งอาศัยอยู่บริเวณช่องแคบอาหรับและติดต่อค้าขายขนแกะกับประเทศต่างๆเป็นผู้นำแกะจากถิ่นต่างๆ เข้าไปในสเปน  เมื่อมีการผสมกันจึงกลายเป็นแกะเมอริโนขนยาวพันธุ์ดีที่มีชื่อเสียง  และเป็นพ่อพันธุ์ของแกะพันธุ์อื่นๆ อีกด้วย

              ลินิน  เส้นใยพืชที่เก่าแก่ที่สุด  คือเมื่อประมาณ  3,400 ปี ก่อนคริสต์ศักราชชาวอียิปต์โบราณผู้สร้างอารยธรรมแห่งลุ่มน้ำไนล์  ได้ค้นพบวิธีการนำเส้นใยจากต้นแฟลกซ์ (Flax)  ซึ่งเป็นพืชที่ขึ้นอยู่ตามป่ามาทอเป็นผืนผ้าที่เรียกว่า  “ผ้าลินิน”  จนเป็นผลสำเร็จ  อารยธรรมในการทอผ้าลินินในสมัยนั้นพิสูจน์ได้จากสุสานของราชวงศ์อียิปต์โบราณ  ซึ่งศพที่ถูกค้นพบจะห่อหุ้มด้วยผ้าลินินเนื้อละเอียดเบาบาง  จนแทบจะเรียกว่าเป็น  “เส้นใยอากาศ”  (Woven  air)  ก็ว่าได้  เพราะเป็นผ้าทอมือที่ทอได้ละเอียด  มีจำนวนเส้นด้ายถึง  450  เส้นต่อผ้าเพียง 1 นิ้ว  ซึงเครื่องจักรที่ทันสมัยในยุคนี้ก็ไม่สามารถทำเลียนแบบได้  และเชื่อกันว่าเสื้อคลุมที่ใช้สวมในพระราชพิธีในยุคนั้น  ตัดด้วยผ้าลินินชนิดละเอียดนี้จะบางเบาจนสามารถสอดผ่านวงแหวนที่ใช้ใส่นิ้วก้อยได้อย่างสบายเลยทีเดียว  การใช้ผ้าลินินห่อศพของชาวอียิปต์โบราณนี้เกี่ยวพันกับความเชื่อทางศาสนาที่เชื่อว่า  ผ้าลินินแสดงถึงความบริสุทธิ์  ชนิดของผ้าลินินที่ห่อศพก็จะแตกต่างกันตามยศถาบรรดาศักดิ์  โดยถ้าเป็นศพขุนนางหรือนักบวชจะห่อหุ้มด้วยลินินเนื้อละเอียดยาวเกือบร่วมพันหลา  แต่ถ้าเป็นทาส จะห่อหุ้มด้วยลินินเนื้อหยาบราวกับผ้าใบและมีความยาวเพียง 2-3 หลาเท่านั้น  นอกจากนี้ยังมีหลักฐานที่แสดงว่าอียิปต์โบราณเป็นต้นกำเนิดของผ้าลินินอีกอย่างหนึ่งคือ  รูปภาพบนผนังสุสานของกษัตริย์โบราณ  ซึ่งอธิบายขั้นตอนการผลิตลินิน  ตั้งแต่เริ่มลงมือหยอดเมล็ดเพื่อปลูกต้นแฟลกซ์  เก็บเกี่ยวลำต้น  นำไปแช่น้ำ  แยกเส้นใย  ไปจนกระทั่งทอออกมาเป็นผืนผ้าไว้อย่างละเอียด  ผ้าลินินเริ่มแพร่จากอียิปต์ไปทั่วเมดิเตอร์เรเนียนและเมื่อการค้าทางทะเลพัฒนาขึ้นก็เริ่มเข้าสู่ยุโรปในช่วง  1,000 ปี ก่อนคริสต์ศักราช  จนถึงปัจจุบันผ้าลินินที่สวยและมีคุณภาพดีที่สุดคือ  ผ้าลินินจากไอร์แลนด์  หรือที่เรียกกันว่า  ผ้าไอริสลินิน  ทั้งนี้อาจเป็นเพราะสภาพภูมิอากาศในไอร์แลนด์ที่มีความชุ่มชื้น  ทำให้ต้นแฟลกซ์มีเส้นใยที่เหนียว  ไม่เปราะแตกง่าย  และมีคุณภาพดี 

              ฝ้าย  ความนิยมที่ไม่เคยเสื่อม ฝ้ายเป็นเส้นใยจากพืชที่เก่าแก่อีกชนิดหนึ่งที่มีกำเนิดไม่แน่ชัด  บางหลักฐานเชื่อว่าฝ้ายมีกำเนิดในอียิปต์ตอนกลางเมื่อ  12,000 ปี ก่อนคริสต์ศักราช  (เสาวลักษณ์  คงคาฉุยฉาย. 2545.) ก่อนที่จะรู้จักลินินเสียอีก  แต่นักโบราณคดีส่วนใหญ่ยอมรับให้อินเดียเป็นแหล่งกำเนิดที่สร้างอารยธรรมการทอผ้าฝ้ายเป็นแห่งแรก  เพราะมีการค้นพบเศษผ้าฝ้ายที่มีอายุราว  3,000 ปี ก่อนคริสต์ศักราช  ในหุบเขา  Indus  in  Sind  ในอินเดีย  เศษผ้าฝ้ายชิ้นนั้นแม้จะถูกย่อยสลายไปมากแล้ว  แต่ก็ยังคงหลงเหลือสีย้อมซึ่งทำจากพืชชนิดหนึ่งให้เห็นอยู่        ผ้าฝ้ายเริ่มแพร่ออกจากอินเดียสู่อาณาจักรกรีก ในสมัยที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชกรีธาทัพไปรุกรานอินเดีย  เมื่อ  356-323 ปี ก่อนคริสต์ศักราช และจากนั้นผ้าฝ้ายก็เป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศแถบเมดิเตอร์เรเนียน และไปโด่งดังแพร่หลายในยุโรปและอเมริกา       เมื่อครั้งที่โคลัมบัสไปเหยียบแผ่นดินอเมริกาครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ.2035 เขาได้รับการต้อนรับจากชาวพื้นเมืองซึ่งแต่งกายด้วยผ้าฝ้ายที่มีสีสันสวยงามและเขาก็ได้รับผ้าฝ้ายที่บางเบาเป็นของกำนัลจากชาวพื้นเมืองด้วย  และบนแผ่นดินแห่งนี้  มีการค้นพบชิ้นส่วนผ้าฝ้ายในถ้ำแห่งหนึ่งและในหลุมฝังศพของชาวอินเดียนแดง  ซึ่งตั้งถิ่นฐานที่นี่มานานนับศตวรรษแล้ว  เศษผ้าฝ้ายนั้นมีอายุประมาณ  2,500 ปี  ผู้เชี่ยวชาญทางมานุษยวิทยาสันนิษฐานว่าฝ้ายมีความสำคัญในวัฒนธรรมของชาวอินเดียนแดงมานาน  ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า  ฝ้ายเป็นพืชพื้นเมืองของทวีปอเมริกาเหนือและใต้  เช่นเดียวกับที่มีอยู่เดิมในเอเชียและแอฟริกา  ในประเทศเปรูพบหลักฐานว่าฝ้ายเกิดขึ้นที่นี่เมื่อ 2,500 ปีก่อนคริสต์ศักราชแล้ว  ดังนั้นการใช้ผ้าฝ้ายน่าจะเกิดขึ้นพร้อมๆ กันในหลายแห่งของโลก  เพราะถ้าดูจากลักษณะทางชีววิทยาแล้ว  ฝ้ายที่ปลูกทางโลกตะวันตกกับโลกตะวันออกนั้นแตกต่างกัน  เพียงแต่ว่าอารยธรรมการใช้ผ้าฝ้ายของใครเกิดขึ้นก่อนเท่านั้นเอง   ปัจจุบันนี้  แม้จะมีเส้นใยชนิดต่างๆ ให้เลือกใช้มากมาย  แต่เส้นใยฝ้ายก็ยังคงเป็นเส้นใยหลักในอุตสาหกรรมสิ่งทอ  คือมีการใช้มากถึง 46 % ของเส้นใยทุกชนิด เพราะคุณสมบัติที่นุ่มสบาย  ดูดซับความชื้นได้ดีของฝ้าย  และยังหาเส้นใยอื่นมาทดแทนไม่ได้นั่นเอง

              ไหม  ความลับที่ไม่นิรันดร์  ในขณะที่เส้นใยธรรมชาติที่ได้จากขนสัตว์  ลินิน  และฝ้าย  เป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลก  บนแผ่นดินจีนซึ่งเป็นแหล่งอารยธรรมตะวันออกที่สำคัญอีกแหล่งหนึ่งก็ซุกซ่อนความลับเกี่ยวกับเส้นใย ไหม ที่ตนค้นพบไว้อย่างมิดชิด  ความลับของไหม  เกิดขึ้นเมื่อประมาณ  2,400 ปี ก่อนคริสต์ศักราช  ในสมัยจักรพรรดิหวังตี้  โดยพระมเหสีซีหลิงจี้  พบว่ามีหนอนสีขาวเข้ามากัดกินต้นหม่อนในอุทยาน  จนใบพรุนเต็มไปหมด  และทรงทอดพระเนตรเห็นว่าตัวหนอนที่โตเต็มที่จะชักใยเป็นเงาออกมาล้อมรอบตัวมันจนกลายเป็นดักแด้  พระมเหสีจึงนำเอาดักแด้นั้นเข้าวังไปด้วย  และวันหนึ่งขณะที่ทรงกำลังเสวยน้ำชา  รังดักแด้นี้บังเอิญตกลงไปในถ้วยน้ำชา  ทำให้เกิดเส้นใยไหมที่สวยงามแยกตัวออกมา  เมื่อลองดึงดูก็พบว่ามีความยาวติดต่อกันมาก และเหนียว  พระนางจึงลองนำมาทอเป็นผ้าและพยายามหาวิธีเลี้ยงไหมและทอผ้าไหม  และได้นำไปสอนให้ประชาชนในประเทศรู้จักความลับของไหม  ผ้าไหมซึ่งเกิดจากดักแด้ของหนอนชนิดหนึ่ง(Bombyx  mori)จึงถือกำเนิดและแพร่กระจายไปทั่วแผ่นดินจีน     หลังจากนั้นจีนก็ผลิตผ้าไหมออกขายกับต่างประเทศ  ในสมัยราชวงศ์ฮั่นการค้ารุ่งเรืองมาก  ความสวยงามของผ้าไหมทำให้มันมีราคาเทียบกับทองคำเลยทีเดียว  ในสมัยราชวงศ์ถังการค้าไหมแพร่หลายไปถึงยุโรป  เส้นทางการค้าสายตะวันตกนี้คือ  เส้นทางสายไหม  (Silk  road)  อันลือชื่อนั่นเอง ตลอดเวลาที่จีนร่ำรวยจากการค้าไหม จีนได้เก็บความลับเกี่ยวกับไหมไว้อย่างยาวนานเกือบ  2,000 ปี  เพราะจีนได้ออกกฎระเบียบห้ามนำตัวหนอนไหมและเมล็ดหม่อนออกนอกประเทศเด็ดขาด  ผู้ใดฝ่าฝืนมีโทษถึงประหารชีวิต  แต่ประมาณศตวรรษที่ 3 ชาวญี่ปุ่นกลุ่มหนึ่งได้ลักพาเด็กหญิงชาวจีนจำนวนหนึ่งจากหมู่บ้านทอผ้าไหมไปญี่ปุ่น  ผ้าไหมจึงแพร่ไปญี่ปุ่นแต่นั้นมา  ต่อมาไม่นานไหมจีนก็แพร่ไปยังอินเดีย  โดยมีเจ้าชายอินเดียได้ขออภิเษกกับเจ้าหญิงจีน  และก่อนที่เจ้าหญิงจีนจะเดินทางไปยังอินเดีย  เจ้าชายได้ขอร้องให้นำความลับของไหมมาด้วย  เจ้าหญิงไม่สามารถปฏิเสธว่าที่สวามีได้  จึงได้ลอบนำไข่ไหมและเมล็ดหม่อนซ่อนไว้ในหมวกผ้าที่เจ้าสาวจะต้องสวมใส่เมื่อเดินทางไปเข้าพิธีวิวาห์โดยไม่มีใครล่วงรู้  เมื่อปี พ.ศ. 1093 ก็มีการลักลอบนำไหมออกนอกประเทศด้วยวิธีการแปลกๆ อีก  โดยกษัตริย์จัสติเนียนแห่งโรมันตะวันออก  ได้ให้นักบวชชาวเปอร์เซีย 2 รูป  ซึ่งเคยเข้าไปเผยแพร่ศาสนาในจีนมาครั้งหนึ่งแล้ว  หาทางกลับเข้าไปในจีนอีก  และให้ไปนำไข่ไหมและเมล็ดหม่อนออกมา  โดยลอบใส่ไว้ในกระบอกไม้ไผ่  จากนั้นการทอผ้าไหมก็ได้เริ่มขึ้นที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล (อิสตันบูลในปัจจุบัน)  และจากไหมและหม่อนในกระบอกไม้ไผ่  ก็ได้ทำให้การทอผ้าไหมแพร่ไปทั่วโลกตะวันตกอย่างรวดเร็ว

              สำหรับผ้าไหมไทย  จะถือกำเนิดขึ้นเมื่อไร  อย่างไรไม่มีใครทราบ  แต่ที่แน่ๆ คนเผ่าไทยรู้จักการทอผ้าไหมมานานแล้วในสมัยสุโขทัยก็มีการเลี้ยงไหมและทอผ้าไหมกันแล้ว  โดยเมื่อประมาณปีพ.ศ.2515-2516ได้มีการขุดค้นพบแหล่งอารยธรรมก่อนประวัติศาสตร์ “บ้านเชียง”  มีอายุ  4,000-6,000 ปีที่จังหวัดอุดรธานี  และมีการค้นพบเศษผ้าไหมติดอยู่กับกำไลของโครงกระดูกโบราณด้วย  การค้นพบนี้ขัดแย้งกับความเชื่อดั้งเดิมที่ว่า  จีนคือชนชาติแรกที่ให้กำเนิดผ้าไหม  แต่ก็ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน            ทุกวันนี้แม้ผ้าไหมจะไม่แพงเท่าทองคำ  แต่ก็ยังคงความมีค่าและมีราคาอยู่  และแม้ว่าผ้าไหมจะดูบางเบาหรูหรา  แต่ก็มีความเหนียวยิ่งกว่าลวดที่มีขนาดเท่ากัน  ทุกวันนี้ผ้าไหมที่ดีที่สุดก็ยังคงเป็นผ้าไหมที่ทอจากถิ่นกำเนิดดั้งเดิม คือ จีนและญี่ปุ่น  ส่วนไหมไทยก็มีเอกลักษณ์และความงามเป็นที่นิยมไม่แพ้เจ้าถิ่นเดิมเหมือนกัน

              ที่กล่าวมาทั้งหมดคือประวัติความเป็นมาของวัสดุหลักในการผลิตเสื้อผ้า  ซึ่งเป็นเส้นใยธรรมชาติจากพืชและสัตว์  นอกจากนี้ยังมีผ้าที่ผลิตโดยมนุษย์  โดยเมื่อปี พ.ศ. 2408  ท่านเคานต์อีแลร์  เดอ  ชาร์ดอนเนตต์  ชาวฝรั่งเศส  ได้ลองเลียนแบบพฤติกรรมของไหมซึ่งกินใบหม่อนเป็นอาหาร  แล้วสามารถสร้างสารเหนียวออกมาเป็นเส้นใยห่อหุ้มตัวจนกลายเป็นดักแด้  เขาจึงลองนำกิ่งหม่อนมาผสมกับกรดไนตริก  ได้เป็นของเหลวเหนียว  เรียกว่า  ไนโตรเซลลูโลส  แล้วนำไปฉีดให้เป็นเส้นโดยผ่านหัวฉีดหรือฝักบัว  (Spinnerete)  ซึ่งเส้นใยที่ออกมานั้นพอถูกกับอากาศก็แข็งตัว  สามารถนำไปปั่นเป็นเส้นด้ายและทอเป็นผืนผ้าได้  และในปี พ.ศ. 2427  เขาได้ตั้งโรงงานผลิต  “ผ้าไหมเทียม” ขึ้นในฝรั่งเศส  ซึ่งเป็นโรงงานแห่งแรกที่ทำเส้นใยสังเคราะห์ขึ้นมา  ถัดมาก็มีการพัฒนาโดยการนำเซลลูโลสอย่างอื่นๆ เช่น  เศษไม้  ฟาง  เศษฝ้ายและใช้สารเคมีตัวอื่น  จนได้สูตรผสมไหมเทียมที่มีคุณภาพดีขึ้น  และในปี พ.ศ. 2467  ก็ได้ตั้งชื่อใหม่ว่า  “เรยอน”  ต่อมาในปี พ.ศ. 2478  มนุษย์ยังสามารถผลิตเส้นใยโปรตีนสังเคราะห์จากหางนม  ซึ่งเรียกว่า  “แอสลอน”  และยังมีการใช้โปรตีนจากถั่วเหลืองและข้าวโพดมาเป็นวัตถุดิบด้วย  ผ้าแอสลอนมีลักษณะคล้ายผ้าขนสัตว์  แต่ไม่ดีเท่า  ปัจจุบันมีการผลิตไม่มากนักเพราะระบบเศรษฐกิจของโลกประเทศส่วนใหญ่มักนำหางน้ำนมไปเป็นอาหารมากกว่านำมาผลิตเป็นผ้า

     

    ผ้าของชาวม้ง

     

             ในอดีตหญิงชาวเขาเผ่าม้งมีการนำผ้าไหมดิบ(ใยจากผ้ากัญชงแต่ชาวเขาเรียกไหม)หรือป่านป่า หรือฝ้ายที่ทอเองมาเขียนเป็นลวดลายต่างๆ (www.hilltribe.org. 2552) ด้วยวิธีการเขียนเทียน (กรรมวิธีเช่นเดียวกับการทำผ้าบาติก) เพื่อที่จะทำเป็นชุดประจำเผ่าของทุกๆคนในครอบครัว ซึ่งผ้าไหมนั้นทำมาจากเปลือกของเส้นใยกัญชงที่แห้งสนิท จากนั้นจะนำมาฉีกออกเป็นเส้นเล็ก ๆ เพื่อที่จะได้เส้นด้ายที่มีขนาดเล็กเหมาะสมกับการทอผ้า ซึ่งทั่วไปจะนำเส้นใยกัญชง ที่แบ่งเป็น 4 ส่วน หรือแบ่งออกเป็นอีก 16-20 เส้น จากนั้นจะนำเส้นใยกัญชงไปตำในครกกระเดื่อง เพื่อให้เปลือกนอกที่หุ้มติดกับเส้นใยหลุดออกไป ให้เหลือแต่เส้นใยแท้ ๆ เท่านั้นเพราะเส้นใยกัญชงแท้จะมีความอ่อนตัวและสะดวกแก่การปั่น
              หลังจากที่มีการตำเส้นใยกัญชงเรียบร้อยแล้วก็จะนำมาพันม้วน ๆ เป็นก้อนโดยใช้ตีนดั่ว (ตีนดั่วเป็นเครื่องมือเฉพาะในการพันเส้นใยกัญชง)ทำมาจากไม้กลม ๆ เส้นผ่าศูนย์กลางยาวประมาณ 8-10 นิ้ว มีที่ถือทำด้วยหวายถักในขณะที่นำมาพันแกนไม้นั้น จะมีการต่อเส้นใยกัญชงแต่ละเส้น โดยใช้นิ้วมือขยี้ส่วนปลายของเส้นใยกัญชงให้แตกออกเป็นสองเส้น จากนั้นก็จะนำอีกเส้นหนึ่งมาต่อกับเส้นเดิม เมื่อเส้นใยกัญชงเต็มแกนแล้วจะคล้ายกับรองเท้าจีน จากนั้นจึงถอดไม้ออกเก็บม้วนเส้นใยไว้ นำไปจุ่มน้ำร้อนให้อ่อนตัว แล้วนำไปตีเป็นเกลียว โดยผ่านการเข้าเครื่องตีเกลียว นั่นคือชั้วดั่ว เส้นใยที่ผ่านการปั่นเป็นเกลียวแล้วจะกรอไว้ในแกนที่เรียกว่า ซาย ซึ่งเครื่องชั้วดั่วเครื่องหนึ่งสามารถที่จะใจแกนเส้น ใยกัญชงได้ครั้งละ 4 -6แกนเมื่อเสร็จก็จะเปลี่ยนชุดใหม่อีก
              จากนั้นก็ดึงด้ายออกจากแกนเข้าเครื่องโกลเพื่อเก็บต่อไป จากนั้นนำด้ายเส้นใยกัญชงมาฟอกสีและทำให้ด้ายอ่อนตัว โดยนำมาต้มกับน้ำขี้เถ้าประมาณ 4 กะละมัง นำมาร่อนเศษถ่านออกแล้วผสมน้ำใส่ลงในกะทะใบบัวเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 - 3 1/2 ฟุต เอาไจด้ายกัญชงลงต้มจนด้ายนิ่มยกลง และเอาไจด้ายคลุกกับขี้เถ้า แช่ไว้เช่นนั้น เมื่อแห้งสนิทแล้วนำไปต้มกับน้ำขี้เถ้า แช่ไว้ 1 คืน ล้างขี้เถ้าออกให้หมด ตากให้แห้ง ทำซ้ำเช่นนี้จนกว่าเส้นใยจะขาวจนพอใจ จึงซักให้สะอาด
              จากนั้นก็นำเส้นด้ายที่ปั่นเรียบร้อยแล้วมาทอเป็นผ้าไหมดิบ เครื่องทอก็ทำแบบง่ายๆ คือใช้กี่เอวโดยผูกปลายกลุ่มด้ายยืนเข้ากับเสา  อีกข้างหนึ่งผูกกับเอวแล้วทอ (จึงได้ผ้าหน้าแคบประมาณไม่เกิน 20 นิ้ว)  เมื่อทอเรียบร้อยแล้วก็จะนำมารีดด้วยก้อนหิน ซึ่งก้อนหินนี้ใช้สำหรับในการรีดผ้าไหมดิบเท่านั้น หากว่าไม่รีดให้เรียบแล้ว เวลานำผ้าไหมดิบมาเขียนเป็นลวดลายจะไม่สามารถเขียนได้ เนื่องจากมีปมของเส้นด้ายที่ต่อกันด้วย หากว่าไม่เรียบก็จะเขียนลวดลายได้ไม่สวย

             แต่ในปัจจุบันมีความต้องการทางการตลาดเพิ่มมากขึ้น  หญิงชาวเขาเผ่าม้งจึงหาซื้อผ้าฝ้ายจากในเมืองนำมาปักหรือเขียนเทียนแทนการปั่นฝ้ายด้วยมือแบบดั้งเดิม  คุณค่าของงานปักโบราณจึงเพิ่มมากขึ้นเพราะชิ้นงานโบราณจริงๆ ลดน้อยลง  คุณภาพของงานปักรุ่นใหม่ก็ด้อยลง เพราะลายปักหยาบขึ้นไม่ละเอียดละออเหมือนของเก่า  งานปักเก่าที่ปักลงบนใยผ้ากัญชงจึงมีราคาค่อนข้างแพงและหาได้ยากขึ้น  เหตุผลเพราะต้องผ่านกรรมวิธีการผลิตตามธรรมชาติ  ซึ่งต้องใช้ทั้งเวลาและแรงงานอย่างมาก

    เครื่องแต่งกายเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ (จารุพรรณ  ทรัพย์ปรุง. 2543:1) ซึ่งมีความสำคัญ ต่อการดำรงชีวิตประจำวันของมนุษย์ มาตั้งแต่เมื่อครั้งที่มนุษย์เริ่มรู้จักประดิษฐ์เครื่องนุ่งห่มสำหรับสวมใส่ โดยผู้สวมใส่เป็นผู้ออกแบบตามความพอใจของตนและตัดเย็บเครื่องแต่งกายตามแบบนั้นด้วยตนเอง เมื่อโลกมีความเจริญทางด้านวิทยาการมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็มีประชากรในสังคมโลกทวีจำนวนขึ้นตามลำดับ  มนุษย์มีความจำเป็นต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตประจำวันไปในการประกอบอาชีพ เพื่อแสวงหารายได้มาเลี้ยงชีพตนเองและครอบครัว และใช้เวลาส่วนที่เหลืออยู่ในการพักผ่อนร่างกาย มนุษย์จึงไม่มีเวลาให้กับการออกแบบและตัดเย็บเครื่องแต่งกายด้วยตนเองได้อีก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการประกอบอาชีพออกแบบและตัดเย็บเสื้อผ้าขึ้นเป็นการเฉพาะ และได้มีวิวัฒนาการด้านการออกแบบเครื่องแต่งกายโดยลำดับจนถึงทุกวันนี      เครื่องแต่งกาย หมายถึงสิ่งที่มนุษย์นำมาใช้เป็นเครื่องห่อหุ้มร่างกาย การแต่งกายของมนุษย์แต่ละเผ่าพันธุ์สามารถค้นคว้าได้จาก หลักฐานทางวรรณคดีและประวัติศาสตร์ เพื่อให้เป็นเครื่องช่วยชี้นำให้รู้และเข้าใจถึงแนวทางการแต่งกาย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสภาพของการดำรงชีวิตของมนุษย์ในยุคสมัยนั้นๆ

    พวงผกา คุโรวาท (2543:2) กล่าวถึงประวัติของเครื่องแต่งกายในยุคก่อนประวัติศาสตร์ว่า มนุษย์ใช้เครื่องห่อหุ้มร่างกายจากสิ่งที่ได้มาจากธรรมชาติ เช่น ใบไม้ ใบหญ้า หนังสัตว์ ขนนก ดิน สีต่างๆ ฯลฯ มนุษย์บางเผ่าพันธุ์รู้จักการใช้สีที่ทำมาจากต้นพืช โดยนำมาเขียนหรือสักตามร่างกายเพื่อใช้เป็นเครื่องตกแต่งแทนการใช้เครื่องห่อหุ้มร่างกาย ต่อมามนุษย์มีการเรียนรู้ ถึงวิธีที่จะดัดแปลงการใช้เครื่องห่อหุ้มร่างกายจากธรรมชาติให้มีความเหมาะสมและสะดวกต่อการแต่งกาย เช่น มีการผูก มัด สาน ถัก ทอ อัด ฯลฯ และมีการวิวัฒนาการเรื่อยมา จนถึงการรู้จักใช้วิธีตัดและเย็บ จนในที่สุดได้กลายมาเป็นเทคโนโลยีจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้      

    ความแตกต่างในการแต่งกาย
                    
    มนุษย์เป็นสัตว์โลกที่อ่อนแอที่สุดในทางฟิสิกส์ เพราะผิวหนังของมนุษย์มีความบอบบาง จึงจำเป็นต้องมีสิ่งปกคลุมร่างกายเพื่อสามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้  จากความจำเป็นนี้จึงเป็นแรงกระตุ้นที่สำคัญในอันที่จะแต่งกาย เพื่อสนองความต้องการของมนุษย์เอง โดยมีสังคมและสิ่งอื่นๆประกอบกัน และเครื่องแต่งกายก็มีรูปแบบที่แตกต่างกันไปตามสาเหตุนั้นๆ คือ

                     1.
    สภาพภูมิอากาศ

                    
    ประเทศที่อยู่ในภูมิอากาศแถบเส้นอาร์คติก ซึ่งมีอากาศที่หนาวเย็นมาก มนุษย์ในแถบภูมิภาคนี้จะสวมเสื้อผ้าซึ่งทำมาจากหนังหรือขนของสัตว์ เพื่อให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ส่วนในภูมิภาคที่มีอากาศร้อนอบอ้าว เสื้อผ้าที่สวมใส่จะทำจากเส้นใย ซึ่งทำจากฝ้าย แต่ในทวีปอัฟริกา เสื้อผ้าไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับใช้ในการป้องกันจากสภาพอากาศ แต่เขากลับนิยมใช้พวกเครื่องประดับต่างๆที่ทำจากหินหรือแก้วสีต่างๆ ซึ่งมีอยู่ในธรรมชาตินำมาตกแต่งร่างกาย เพื่อใช้เป็นเครื่องลางหรือเครื่องป้องกันภูติผีปีศาจอีกด้วย

                     2.
    ศัตรูทางธรรมชาติ

                    
    ในภูมิภาคเขตร้อน มนุษย์จะได้รับความรำคาญจากพวกสัตว์ปีกประเภทแมลงต่างๆ จึงหาวิธีขจัดปัญหาโดยการใช้โคลนพอกร่างกายเพื่อป้องกันจากแมลง ชาวฮาวายเอี้ยน แถบทะเลแปซิฟิค สวมกระโปรงซึ่งทำด้วยหญ้า เพื่อใช้สำหรับป้องกันแมลง แต่ก็ได้กลายเป็นที่เก็บแมลงเสียมากกว่า ชาวพื้นเมืองโบราณของญี่ปุ่นรู้จักใช้กางเกงขายาว เพื่อป้องกันสัตว์และแมลง
                     3. สภาพของการงานและอาชีพ

                    
    หนังสัตว์และใบไม้สามารถใช้เพื่อป้องกันอันตรายจากภายนอก เช่น การเดินป่าเพื่อหาอาหาร มนุษย์ก็ใช้หนังสัตว์และใบไม้เพื่อป้องกันการถูกหนามเกี่ยว หรือ ถูกสัตว์กัดต่อย ต่อมา สามารถนำเอาใยจากต้นแฟลกซ์ (Flax) มาทอเป็นผ้าที่เรียกกันว่า  ผ้าลินิน  เมื่อความเจริญทางด้านวิทยาการมีมากขึ้น ก็เริ่มมีสิ่งที่ผลิตเพิ่มขึ้นอีกมากมายหลายชนิด สมัยศตวรรษที่ 19 เสื้อผ้ามีการวิวัฒนาการเพิ่มมากขึ้น มีผู้คิดประดิษฐ์เสื้อผ้าพิเศษ เพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้สวมใส่ โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานประเภทต่างๆ เช่น กลาสีเรือล่าปลาวาฬ คนงานเหมืองแร่ เกษตรกร คนงานอุตสาหกรรม ข้าราชการทหาร ตำรวจ พนักงานดับเพลิง เป็นต้น

                    
    อันตรายต่างๆที่อาจเกิดขึ้นได้ในระหว่างปฏิบัติงาน ทำให้ความต้องการของมนุษย์ในด้านเสื้อผ้ามีมากยิ่งขึ้น จนกระทั่งในปัจจุบันนี้ เสื้อผ้าที่ผลิตขึ้นมานั้นได้มีการปรับปรุงและตกแต่งพิเศษเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้เหมาะสมกับอาชีพต่างๆ เช่น ให้มีความคงทนต่อสารเคมี ทนต่อพิษ และ อุณหภูมิ นอกจากนี้ยังมีการตกแต่งพิเศษอื่นอีก อาทิเช่น ทนต่อการซักและทำความสะอาด ไม่เป็นสื่อไฟฟ้า ไม่ดูดซึมน้ำ และไม่เป็นตัวนำความร้อน เป็นต้น          

              4. ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมและศาสนา
                    
    เมื่อมนุษย์มีสติปัญญามากยิ่งขึ้น มีการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มชน และจากการอยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะนี้เอง จึงจำเป็นต้องมีระเบียบและกฎเกณฑ์ในอันที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข โดยไม่มีการรุกรานซึ่งกันและกัน จากการปฏิบัติที่กระทำสืบต่อกันมานี้เอง ในที่สุดได้กลายมาเป็นขนบธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรมขึ้น

                    
    ในสมัยโบราณ เมื่อมีการเฉลิมฉลองประเพณีสำคัญต่างๆ เช่น การเกิด การตาย การเก็บเกี่ยวพืชผล หรือเริ่มมีการสังคมกับกลุ่มอื่นๆ ก็จะมีการประดับหรือตกแต่งร่างกาย ให้เกิดความสวยงามด้วยเครื่องประดับต่างๆ เช่น ขนนก หนังสัตว์ หรือทาสีตามร่างกาย มีการสักหรือเจาะ บางครั้งก็วาดลวดลายตามส่วนต่างๆของร่างกาย เพื่อแสดงฐานะหรือตำแหน่ง ซึ่งในปัจจุบันก็ยังมีหลงเหลืออยู่ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นชาวพื้นเมืองของประเทศต่างๆ ศาสนาก็มีบทบาทสำคัญในการแต่งกายด้วยเหมือนกัน ในสมัยสงครามทางศาสนา เช่น  สงครามครูเสด  ซึ่งเป็นสงครามที่ยืดเยื้อนานกว่า 300 ปี การทำสงครามที่ยาวนานทำให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างข้าศึกเกิดขึ้น ทำให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดและวัฒนธรรมซึ่งกันและกันตามมา
                     5. ความต้องการดึงดูดความสนใจจากเพศตรงข้าม

                    
    ธรรมชาติของมนุษย์เมื่อเจริญเติบโตขึ้น ย่อมมีความต้องการความสนใจจากเพศตรงกันข้าม โดยจะมีการแต่งกายเพื่อให้เกิดความสวยงาม มีการจับจ่ายใช้สอยในเรื่องเสื้อผ้ามากยิ่งขึ้น ผู้ที่ทำหน้าที่สนองความต้องการนี้ได้ดีที่สุดก็คือ นักออกแบบเสื้อผ้า ซึ่งได้พยายามออกแบบเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย เพื่อให้เหมาะสมกับลักษณะที่แตกต่างกันออกไปตามระดับของสังคมและเศรษฐกิจของผู้สวมใส่

                     6.
    เศรษฐกิจและสภาพแวดล้อม

                    
    สถานะภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของมนุษย์ แต่ละบุคคลย่อมไม่เหมือนกัน จึงทำให้เกิดการแต่งกายที่แตกต่างกันออกไป สังคมทั่วไปมีหลายระดับชนชั้น มีการแบ่งแยกกันตามฐานะทางเศรษฐกิจ เช่น ชนชั้นระดับเจ้านาย ชาวบ้าน และกรรมกร การแต่งกายสามารถบอกถึงสถานภาพทางสังคมของผู้สวมใส่อีกด้วย

    นักวิชาการได้ให้ความหมายคำว่า แฟชั่น (Fashion) ไว้หลายท่าน  ยกตัวอย่างเช่นท่านสอ เสถบุตร (2537:261)   นิยามศัพท์ไว้ว่า  แฟชั่นคือ การวางรูป ทำแบบ แบบ สิ่งที่กำลังนิยมกัน ความนิยมของคน สมัยนิยม ถูกสมัยนิยม ตามสมัยนิยม หรู           หรือ ฮอว์กิ้นส์(Hawkins. 1990:143) ได้กล่าวไว้ว่า แฟชั่นคือ   รูปแบบของเสื้อผ้าหรือสิ่งอื่นๆที่ประชาชนส่วนใหญ่นิยมชมชอบในห้วงเวลาหนึ่ง หรือแนวทางในการทำบางสิ่งบางอย่าง  ส่วนคำว่า คอสตูม (Costume)  มีความหมายโดยรวมว่า  เป็นเครื่องแต่งกายที่ใช้กันในสมัยหรือถิ่นหนึ่งๆ หรือเครื่องแต่งกายแบบโบราณที่ใช้ในการแสดงละคร  และคำว่า ดีไซน์ (Design) สอ เสถบุตร  (2537:192)ก็ได้นิยามศัพท์ไว้ว่า  ดีไซน์ คือ การออกแบบ แบบ แผนแบบ ลวดลาย เค้าโครง ส่วนฮอว์กิ้นส์ (Hawkins. 1990:108) ได้กล่าวไว้ว่า ดีไซน์ คือ การวาดภาพซึ่งแสดงให้เห็นถึงวิธีการทำบางสิ่งบางอย่าง แนวทางการทำบางสิ่งบางอย่าง เส้นและรูปร่างซึ่งเป็นที่มาของการตกแต่งหรือแบบ การวาดเพื่อออกแบบบางสิ่งบางอย่าง การออกแบบบางสิ่งบางอย่างโดยมีจุดมุ่งหมายพิเศษเป็นการเฉพาะ          

    จากการศึกษาความหมายข้างต้น จึงอาจสรุปได้ว่า การออกแบบเครื่องแต่งกายเป็นการแสดงแบบตัวอย่างของเครื่องแต่งกาย ซึ่งแต่ละแบบตัวอย่างจะมีคุณลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันไปตามแนวคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบของนักออกแบบเครื่องแต่งกาย โดยมีขนบธรรมเนียมประเพณีและความนิยมของผู้คนในยุคสมัยนั้นๆ หรือท้องถิ่นนั้นๆ เป็นปัจจัยที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดแนวคิดสร้างสรรค์ดังกล่าว ทั้งนี้ แนวคิดสร้างสรรค์นั้นอาจจะเกิดขึ้นใหม่โดยอิสระ หรือดัดแปลงมาจากแบบเครื่องแต่งกายซึ่งเป็นที่นิยมอยู่ในขณะนั้น หรือเคยได้รับความนิยมมาแล้วในอดีต (จารุพรรณ  ทรัพย์ปรุง.  2543:2) 

     

    ความสำคัญของการออกแบบเครื่องแต่งกาย

     

              เมื่อมนุษย์ถือกำเนิดขึ้นในโลก มนุษย์ดำรงชีวิตในร่างเปลือยเปล่าเช่นเดียวกับสัตว์โลกชนิดอื่นๆ แต่ด้วยเหตุที่มนุษย์เป็นสัตว์โลกที่มีผิวหนังบอบบางมาก จึงประสบความยากลำบากในการดำรงชีวิตเนื่องมาจากธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น ในยุคหินเก่า (Old Stone Age) มนุษย์ต้องเผชิญกับภูมิอากาศที่หนาวเย็นของโลกในยุคน้ำแข็งได้รับความทุกข์ทรมานจากการถูกหนามเกี่ยว การกัดต่อยของสัตว์ หนอน และแมลงต่างๆที่เป็นอันตรายต่อผิวหนังมนุษย์ บางครั้งถึงขั้นทำให้ต้องเสียชีวิต มนุษย์จึงต้องปรับตัวโดยนำเอาสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติ เช่น ใบไม้ หนังสัตว์ มาห่อหุ้มร่างกาย เพื่อความอยู่รอด

              ครั้นถึงยุคหินใหม่ (New Stone Age) มนุษย์มีความเจริญทางด้านวิทยาการมากขึ้นจึงค้นคิดได้ถึงวิธีการนำเอาใยจากต้นแฟลกซ์ (Flax) มาทอเป็นผ้า ลินิน (Linen) และรู้จักวิธีนำใยจากต้นไม้อื่นๆมาทอผ้าเพิ่มชนิดขึ้นเรื่อยๆเพื่อนำมาใช้ตัดเย็บเป็นเครื่องแต่งกายซึ่งได้รับการออกแบบให้มีรูปแบบแตกต่างกันไป เนื่องจากความแตกต่างด้านขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อทางศาสนา สภาพกิจการงาน และอาชีพที่ทำ สภาพสังคมและเศรษฐกิจ ประโยชน์ใช้สอย รวมถึงความต้องการดึงดูดใจเพศตรงข้าม

              อาจกล่าวได้ว่า การออกแบบเครื่องแต่งกายนั้นได้มีบทบาทสำคัญต่อการตัดเย็บเครื่องแต่งกายของมนุษย์มาตั้งแต่สมัยโบราณ เพียงแต่เป็นไปในลักษณะของความตกลงเห็นพ้องร่วมกันในเรื่องของแบบที่จะตัดเย็บเป็นคราวๆไป ระหว่างผู้สั่งตัดเสื้อผ้า ผู้ตัดเย็บ และผู้ออกแบบ ซึ่งอาจจะเป็นตัวผู้สั่งตัดเองหรือผู้ตัดเย็บเองเป็นผู้ออกแบบโดยที่ไม่ได้มีการเผยแพร่แบบเสื้อผ้านั้นๆออกสู่สาธารณชน

              จนกระทั่งในปี พ.ศ.2313 จึงมีการจัดพิมพ์ แผ่นแฟชั่น” (Fashion Plates) ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อนำเสนอแบบเสื้อผ้าที่สวยงามให้สตรีที่ร่ำรวยสั่งตัดเสื้อผ้าให้ทันสมัยตามแผ่นแฟชั่น การตัดเย็บเสื้อผ้าในยุคนั้นต้องประดิษฐ์ด้วยมือ เนื่องจากยังไม่มีจักรเย็บผ้าใช้ ครั้งถึงปี พ.ศ.2383 จึงได้มีการประดิษฐ์จักรเย็บผ้าขึ้น แม้จะยังมีคุณภาพไม่ดีเท่ากับปัจจุบัน แต่ก็ทำให้การผลิตเสื้อผ้ารวดเร็วขึ้นและค่าแรงถูกลง จึงเริ่มมีการผลิตเสื้อผ้าครั้งละมากๆ ความต้องการภาพวาดแสดงแบบอย่างจริงจังจึงเริ่มต้นขึ้น นิตยสารแฟชั่นเป็นสิ่งพิมพ์ที่คนทั่วไปให้ความสนใจมากขึ้น การออกแบบเครื่องแต่งกายจึงกลายเป็นอาชีพหนึ่งที่มีความสำคัญในสังคม สร้างรายได้และชื่อเสียงให้แก่ผู้ประกอบอาชีพ แม้ในปัจจุบันนิตยสารแฟชั่นจะใช้รูปถ่ายแทนภาพวาดมากขึ้นเพราะสะดวกและรวดเร็วกว่า แต่นิตยสารชั้นนำยังคงใช้รูปถ่ายและภาพวาดผสมกัน เพราะภาพวาดให้ความรู้สึกในเรื่องศิลปะมากกว่า

    วัฒนธรรมในการแต่งกายมีการเปลี่ยนแปลง โดยผู้ที่ได้รับอิทธิพลด้านการแต่งกายจะนำรูปแบบการแต่งกายที่ตนถือเป็นต้นแบบไปดัดแปลงแก้ไขเพิ่มเติมในรายละเอียดให้เหมาะสมกับภาวะการดำเนินชีวิตที่ดำรงอยู่ในสังคมของตนและสอดคล้องกับความต้องการของผู้สวมใส่ การนำเอารูปแบบการแต่งกายของชนชาติอื่นที่มีอารยธรรมสูงกว่ามาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมดังกล่าว ทำให้ผู้คนในแต่ละชนชาติมีวิวัฒนาการด้านการแต่งกายของตนเองอย่างต่อเนื่องและมีรูปแบบการแต่งกายที่แตกต่างกันออกไปมาโดยตลอด แม้ในยุคปัจจุบัน ซึ่งเรียกกันว่า ยุคโลกไร้พรมแดนเนื่องจากมีความทันสมัยด้านระบบสื่อสารที่ช่วยให้ชนชาติต่างๆ สามารถติดต่อสื่อสารระหว่างกันได้อย่างรวดเร็ว การลอกเลียนรูปแบบการแต่งกายสามารถกระทำได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก ดังจะเห็นได้จากการยอมรับเอาชุดสูทสากลชุดทำงานที่สวมเสื้อเชิ้ต ผูกเนคไท และนุ่งกางเกงขายาว ซึ่งได้รับอิทธิพลจากประเทศแถบตะวันตกมาใช้ในชีวิตประจำวันของผู้คนในเกือบทุกประเทศทั่วโลก แต่ชนทุกชาติยังคงมีชุดแต่งกายประจำชาติที่เป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนเอง และมีวิวัฒนาการเพื่อให้เหมาะสมกับความนิยมตามยุคสมัยของคนในชาติมาโดยตลอด นักออกแบบเครื่องแต่งกายจึงควรให้ความสนใจศึกษาวิวัฒนาการด้านการแต่งกายของชนชาติต่างๆ เพื่อนำไปเป็นแนวทางในการคิดสร้างสรรค์ออกแบบเครื่องแต่งกายให้สวยงาม เหมาะสมกับยุคสมัย และความนิยมของผู้สวมใส่และผู้คนในสังคมตลอดไป

    (จารุพรรณ  ทรัพย์ปรุง.  2543:2) 

     

     

    ประวัติและความเป็นมาของชาวเขาเผ่าม้ง

     

              ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีผู้คนจำนวนหนึ่งที่อาศัยร่อนเร่อยู่ตามภูเขาซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนาม ชาวเขา” ผู้คนเหล่านี้อาศัยอยู่ตามเขตชายแดนของ 5 ประเทศ คือ พม่า ลาว เวียดนาม ไทย และจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมณฑลยูนนาน  เหตุที่คนเหล่านี้ถูกขนานนามว่า ชาวเขา” ก็ด้วยเหตุที่เขาเหล่านี้ยังชีพอยู่ในเทือกเขาหนาทึบมาหลายชั่วอายุคน ถึงแม้ว่าเขาจะมีลักษณะของการมีรูปแบบการใช้ชีวิตตามภูเขา แต่ก็เป็นการยากที่จะบอกว่าเขาคล้ายกัน เขาเหล่านี้เป็นตัวแทนของภาษา วัฒนธรรม รูปแบบการแต่งกาย และระบบความเชื่ออย่างมากมายนับไม่ถ้วน ยังไม่มีผู้ใดสามารถสรุปได้ว่าชนชาติม้งมาจากที่ไหน แต่สันนิษฐานกันว่าชาวเขาเผ่าม้งคงจะอพยพมาจากที่ราบสูงธิเบต ไซบีเรีย และมองโกเลีย เข้าสู่ประเทศจีน และตั้งหลักแหล่งอยู่แถบลุ่มแม่น้ำเหลือง (แม่น้ำฮวงโห) เมื่อราว 3,000 ปีมาแล้ว ซึ่งชาวเขาเผ่าม้งจะตั้งถิ่นฐานอยู่ในมณฑลไกวเจา ฮุนหนำ กวางสี และมณฑลยูนนาน ชาวเขาเผ่าม้งอาศัยอยู่ในประเทศจีนมาหลายศตรรษ จนกระทั่ง ประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 17 ราชวงค์แมนจู (เหม็ง) มีอำนาจในประเทศจีน กษัตริย์จีนในราชวงค์เหม็งได้เปลี่ยนนโยบายเป็นการปราบปราม เพราะเห็นว่าชาวเขาเผ่าม้งที่เป็นผู้ชายส่วนใหญ่แล้วรูปร่างหน้าตาคล้ายกับคนรัสเซีย ทำให้คนจีนคิดว่า ชาวเขาเผ่าม้งเป็นคนรัสเซีย จึงเป็นเหตุให้มีการปราบปรามชาวเขาเผ่าม้งเกิดขึ้น โดยให้ชาวเขาเผ่าม้งยอมจำนนและยอมรับวัฒนธรรมของจีน และอีกประการหนึ่งคือเห็นว่า ชาวเขาเผ่าม้งเป็นพวกอนารยชนแห่งขุนเขา (คนป่าเถื่อน) จึงได้มีการต่อสู้กันอย่างรุนแรงในหลายแห่ง เช่น ในเมืองพังหยุนในปี พ.ศ.2009 และการต่อสู้ในมณฑลไกวเจาในระหว่าง พ.ศ. 2276 - 2278 และการต่อสู้ในมณฑลเสฉวนในระหว่าง พ.ศ. 2306 – 2318   ในที่สุดชาวเขาเผ่าม้งประสบกับความพ่ายแพ้ สูญเสียพลรบและประชากรเป็นจำนวนมาก ในที่สุดชาวเขาเผ่าม้งก็เริ่มอพยพถอยร่นสู่ทางใต้และกระจายเป็นกลุ่มย่อย ๆ กลับขึ้นอยู่บนที่สูงป่าเขาในแคว้นสิบสองจุไทย สิบสองปันนา และอีกกลุ่มได้อพยพไปตามทิศตะวันออกเฉียงเหนือของราชอาณาจักรลาวบริเวณทุ่งไหหินเดียนเบียนฟู โดยมีหัวหน้าม้งคนหนึ่ง คือ นายพลวังปอ ได้รวบรวมชาวเขาเผ่าม้ง และอพยพเข้าสู่ประเทศไทยเมื่อประมาณ พ.ศ. 2400 เศษ เป็นต้นมา   ปัจจุบันชาวเขาเผ่าม้งส่วนใหญ่ในประเทศไทย ตั้งถิ่นฐานอยู่ตามภูเขาสูง หรือที่ราบเชิงเขาในเขตพื้นที่จังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน แพร่ ลำปาง กำแพงเพชร เลย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย และตาก มีจำนวนประชากรทั้งสิ้นประมาณ 151,080 คน

              ชาวเขาเผ่าม้งมีวิถีชีวิตความเป็นอยู่เรียบง่ายอาศัยอยู่กับธรรมชาติ  มีธรรมเนียมและประเพณีที่สืบทอดต่อๆกันมา  มีลักษณะการแต่งกายอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติพันธุ์  โดยหญิงชาวเขาเผ่าม้งจะใช้ป่านป่า  ฝ้าย  หรือผ้าใยกัญชงที่ผลิตเองมาปักเป็นลวดลาย ด้วยด้ายสีต่าง ๆ  หรือนำมาวาดด้วยขี้ผึ้งซึ่งมีกรรมวิธีการผลิตเช่นเดียวกับการทำผ้าบาติก แล้วจะนำมาแปรรูปเป็นเสื้อผ้าที่จะส่วมใส่ในเทศกาลปีใหม่ หรือในวันสำคัญต่าง ๆ เพราะชาวม้งมีประเพณี “ใส่เสื้อใหม่ในวันขึ้นปีใหม่” เพื่อความเป็นสิริมงคล  และโดยเฉพาะสำหรับแต่งให้ผู้ที่เสียชีวิต (ศพ)  โดยชาวม้งถือว่า  “ถ้าศพไม่ได้แต่งชุดชาวม้ง  บรรพบุรุษจะจดจำไม่ได้และไม่ต้อนรับ”  หญิงชาวเขาเผ่าม้งจะนำผ้าปักนี้ไปประกอบ  ตกแต่ง  ปะติดเข้ากับตัวเสื้อ  เช่น ที่รอบคอ  ปลายแขนหรือนำผ้าบาติกเย็บติดกับผ้าปักทั้งผืนและอัดกลีบเหมือนกระโปรงพลีท  ซึ่งใช้เป็นชุดประจำเผ่าได้อย่างสวยงาม หญิงชาวเขาเผ่าม้งคิดค้นสร้างสรรค์ออกแบบลวดลายเอง โดยจะมีความประณีตในการคิด และการปักลวดลายต่าง ๆ เป็นอย่างยิ่ง  ในปัจจุบันมีการนำผ้าปักนั้นมาประดิษฐ์เป็นเครื่องใช้อย่างอื่นได้อีก เช่น ถุงย่าม กระเป๋าสะพาย กระเป๋าเป้ กระเป๋าใส่สตางค์ ถุงใส่โทรศัพท์มือถือ เครื่องใช้อื่น ๆ เป็นต้น ซึ่งผ้าปักของชาวเขาเผ่าม้งจะมีลวดลายที่แตกต่างกันไป และมีชื่อเรียกแตกต่างกัน (www.hilltribe.org. 2552)

            

     

     

     

     

     

     

     

    ประวัติความเป็นมา

    ชาวเขาเผ่าม้ง เรียกตนว่า “ฮมัง”  หรือ “ม้ง” มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมไม่แน่ชัด มีข้อสันนิษฐานแตกต่างกันเป็นหลายทาง บ้างมีความเห็นว่าชาวเขาเผ่าม้งเป็นเผ่าพันธุ์อิสระหรือไม่ก็เป็นเผ่าพันธุ์ผสม มีข้อสันนิษฐานหนึ่งกล่าวว่าถิ่นฐานดั้งเดิมของชาวเขาเผ่าม้งอยู่ทางแถบเหนือของเอเซีย อันมีลักษณะกึ่งคอเคเซียนกึ่งมองโลก เมื่ออพยพลงใต้ได้ผสมกับเผ่าพันธุ์อื่น ๆ บ้างในช่วงของการอพยพ

    มีตำนานที่เล่าขานกันในหมู่ชาวเขาเผ่าม้งในประเทศจีนว่าบรรพบุรุษของพวกเขาเคยอยู่ในพื้นที่ที่หนาวเย็นมาก ต่อมาจึงได้อพยพเข้าสู่อาณาเขตที่เป็นประเทศจีนปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม หลักฐานจากเอกสารเก่าแก่ที่สุดของจีนที่กล่าวถึงชื่อชาวเขาเผ่าม้งประมาณ 4,700 ปีก่อน ระบุว่ามีชาวเขาเผ่าม้งอยู่ในลุ่มน้ำเหลืองแล้ว แต่การใช้ชื่อแม้วในเอกสารจีนอาจมีความสับสนอยู่บ้าง เนื่องจากในบางช่วงของประวัติศาสตร์ชื่อแม้วได้ขาดหายไปจากเอกสารโดยมีคำว่า “หมาน” ( คนป่าเถื่อน หรืออนารยชน ) มาใช้เรียกชนชาติอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เชื้อสายจีน หลักฐานเหล่านี้ ยังได้กล่าวถึงการทำสงครามระหว่างชาวเขาเผ่าม้งกับจีนเรื่อยมาจนกระทั่งมาถึงสมัยราชวงศ์หมิง (เหม็ง) ที่จีนได้ใช้กองทัพขนาดใหญ่รุกเข้าสู่พื้นที่ของชาวเขาเผ่าม้งอันเป็นเหตุผลักดันให้พวกเขาจำต้องอพยพหนีร่นลงมาทางใต้และตะวันตกเฉียงใต้  การปะทะกันยังเกิดขึ้นเรื่อยมาจนถึงสมัยราชวงศ์แมนจู ทำให้ส่วนหนึ่งที่ยอมอยู่ในอำนาจของจีน เกิดการผสมผสานกันมากขึ้นและอีกส่วนหนึ่งที่มีการหนีร่นลงทางใต้ จนเข้าสู่ทางตอนเหนือของประเทศเวียดนาม ลาว และไทย รวมทั้งเข้าสู่บางส่วนของรัฐฉานในพม่าด้วย

    การแบ่งกลุ่มย่อยและการกระจายตัว

    คำว่า แม้ว หรือ เหมียว หรือ เมี่ยว ในสำเนียงภาษาจีน มีผู้ลงความเห็นกันไปหลายทาง บ้างก็ว่าหมายถึงคนป่าเถื่อนบ้างก็ว่าหมายถึงคนพื้นเมือง และยังมีผู้กล่าวว่าเป็นการเรียกเปรียบเทียบกับเสียงของแมว เพราะภาษาพูดของพวกเขาฟังเหมือนเสียงแมวร้อง อย่างไรก็ตาม มีผู้วิเคราะห์คำว่าเหมียวในภาษาจีนว่าเกิดจากการผสมกันของคำสองคำ คือคำว่าต้นพืชอ่อนที่เพิ่งเริ่มงอกในนา และมีการตีความว่าเป็นการหมายถึงคนพื้นเมือง คืออยู่มาก่อนพวกชาวจีน สำหรับคำเรียกชื่อกลุ่มของตนเองว่า ฮม้ง หรือ ม้ง ตามสำเนียงกลุ่มย่อยนั้น โดยทั่วไปพวกเขาไม่สามารถบอกความหมายได้ แต่มีผู้ให้ความหมายว่าหมายถึง อิสระชน

    ตามหลักฐานเอกสารจีนระบุว่านับตั้งแต่สมัยราชวงศ์ หยวน (ค . ศ . 1279 -1368) ชาวแม้วแบ่งเป็นกลุ่มย่อย คือ แม้วดอก (ฮวาแม้ว) แม้วขาว (ไป่แม้ว) และน้ำเงิน (ชิงแม้ว) ต่อมาในสมัยราชวงศ์ชิงตอนต้น (ประมาณ ค.ศ. 1644) เอกสารระบุว่ามีแม้วขาว (ไป่แม้ว) แม้วดอก

    (ฮวาแม้ว) แม้วน้ำเงิน (ชิงแม้ว) แม้วดำ (ไฮแม้ว) และแม้วแดง (หุงแม้ว) อย่างไรก็ตามมีผู้นับชื่อเรียกกลุ่มแม้วต่าง ๆเป็นภาษาจีนว่ามีไม่น้อยกว่า 50 ชื่อ ไปจนถึง 80 90 ชื่อ ในมณฑลไกวเจาแต่หากเป็นชื่อที่เรียกโดยภาษาแม้วเอง มีผู้ระบุว่ามีเพียง 10 ชื่อเท่านั้น

    สำหรับกลุ่มย่อยของชาวเขาเผ่าม้งในประเทศไทย สามารถแบ่งได้เป็น ๒ กลุ่ม คือ

    1. ม้งจั๊ว อาจแปลได้ว่า ม้งเขียวหรือม้งน้ำเงิน ชาวแม้วกลุ่มนี้จะเรียกตนเองว่าม้งโดยไม่มีเสียง “ฮ”  นำ พวกเขามักจะถูกเรียกในภาษาไทยว่า แม้วดำ แม้วลาย หรือแม้วดอกส่วนชาวแม้วอีกกลุ่มย่อยหนึ่ง มักนิยมเรียกพวกเขาว่าฮม้งเหล่งซึ่งอาจแปลได้ว่าฮม้งลาย

    2. ฮม้งเด๊อ แปลว่าฮม้งขาว เป็นชื่อพวกเขาเรียกตนเองโดยมีเสียง  “ฮ”  นำ คำว่า “ฮม้ง” ชื่อเรียกเป็นภาษาไทยก็ใช้ว่าแม้วขาว เคยมีผู้เรียกกลุ่มนี้ว่าแม้วเผือก แต่ไม่เป็นที่นิยมจึงสูยหายไป ส่วนกลุ่มม้งจั๊วจะเรียกพวกเขาว่า ม้งเกล๊อซึ่งก็เป็นคำเดียวกับฮม้งเด๊อเช่นกัน แต่ออกสำเนียงต่างกันไป

    อย่างไรก็ตามเคยมีผู้กล่าวว่ามีชาวเขาเผ่าม้งอีกกลุ่มย่อยหนึ่งเรียกว่าแม้วกั่ว (ม) บ๊า อยู่ทางตอนเหนือของจังหวัดน่าน เมื่อ 30 กว่าปีก่อน แต่มีจำนวนไม่มากนักและกำลังถูกกลืนโดยกลุ่มแม้วน้ำเงินในพื้นที่ อันที่จริงกลุ่มดังกล่าวเรียกตนเองว่าฮม้งกั่ว (ม) บ๊า หรือออกเสียงในสำเนียง ม้งจั๊ว ว่า ม้งกั่ว (ม) บั๊ง ซึ่งอาจแปลได้ว่า ฮม้งแขนปล้อง จัดเป็นส่วนหนึ่งของฮม้งขาวนั่นเอง เมื่อมีการอพยพของชาวลาวลี้ภัยเข้าสู่ประเทศไทย นับตั้งแต่ พ.ศ. 2518 เป็นต้นมา ในจำนวนผู้อพยพจะมีฮม้งกั่ว (ม) บ๊า ร่วมอยู่ด้วย แต่ถือว่าเป็นชาวลาวอพยพที่ถูกจัดให้อยู่ตามศูนย์อพยพต่าง ๆ มิใช่ชาวเขาในประเทศไทย การจำแนกกลุ่มย่อยของชาวเขาเผ่าม้งเหล่านี้ทำได้ง่ายโดยการสังเกตเครื่องแต่งกายตามประเพณี และสำเนียงภาษาที่แตกต่างกัน

    จากสถิติประชากรชาวเขาที่รวบรวมโดย สถาบันวิจัยชาวเขา ในช่วงปี พ . ศ . 2535 พบว่ามีชาวแม้วอยู่ในประเทศไทย รวมทั้งสิ้น 237 หมู่บ้าน 11,775 หลังคาเรือน และมีประชากรรวม 91,537 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 15.96 ของประชากรชาวเขาทั้งหมดในประเทศไทย (573 , 369 คน) พวกเขาได้กระจายตัวอยู่ในพื้นที่ 13 จังหวัด

     

     

     

    การแต่งกายตามประเพณี

    ความแตกต่างของกลุ่มย่อยของชาวเขาเผ่าม้งนั้น สังเกตเห็นได้ง่ายจากลักษณะการแต่งกายตามประเพณี ดังนี้

    1. กลุ่มม้งจั้ว (ม้งน้ำเงินหรือม้งเขียว)

    เครื่องแต่งกายชาย  นิยมใช้ผ้าสีย้อมครามหรือสีดำเป็นเครื่องนุ่งห่ม โดยมีเสื้อแขนยาวจรดข้อมือ ขลิบขอบข้อมือ เสื้อด้วยผ้าสีฟ้าหรือสีน้ำเงิน และอาจปักลวดลายลายประกอบด้วยตัวเสื้อไม่มีคอปก ชายสาบเสื้อด้านขวาจะป้ายเลยมาทับซีกซ้ายตลอดแนวสาบเสื้อจะใช้แถบผ้าสีๆ กุ๊นเดินลายและปักลวดลายประกอบดูสะดุดตา ชายเสื้อจะสั้นเพียงเอวหรือสั้นกว่านั้นเล็กน้อย กางเกงสีเดียวกับเสื้อเป็นกางเกงที่ขากว้างมากเป้าหย่อนยานแต่ปลายขาแคบลง ขอบปลายขากางเกงอาจมีการปักลายด้วยด้ายสีต่าง ๆ ด้วย รอบเอวจะใช้ผ้าสีแดงซึ่งมีความยาวประมาณ 4 - 5 เมตร เคียนทับกางเกงไว้ ชายผ้าแดงทั้งสองข้างจะปักลวดลายสวยงาม เมื่อพันผ้าแดงรอบเอว ชายผ้าทั้งสองข้างจะถูกห้อยโชว์ลวดลายไว้ด้านหน้า ชายหนุ่มจะนิยมคาดเข็มขัดเงินหรือเข็มขัดหนังทับผ้าแดงนี้อีกชั้นหนึ่ง

    เครื่องแต่งกายหญิง  นิยมใช้ผ้าสีเดียวกันกับเครื่องแต่งกายชาย แขนยาวจรดข้อมือและขลิบขอบแขนด้วยผ้าสีฟ้าหรือสีน้ำเงิน ตัวเสื้อจะมีชายยาวกว่าเสื้อผู้ชาย และจะเก็บชายเสื้อไว้ด้านในกระโปรง สาบเสื้อด้านซ้ายและขวาจะปักลวดลายหรือขลิบด้วยผ้าสีดูสวยงาม ปกเสื้อเป็นแบบคอปกกะลาสีห้อยพับไปด้านหลัง ด้านหนึ่งของคอปกเสื้อจะมีการประดิษฐ์ลวดลายสวยงามเป็นการอวดฝีมือกัน ตัวกระโปรงเป็นผ้าหน้าแคบ 3 ชิ้น เย็บต่อกันและเย็บตลอดตัว แต่ขอบกระโปรงไม่เย็บต่อกัน จึงเป็นกระโปรงที่ต้องนุ่งโดยป้ายทับชายกันไว้ด้านหน้า ผ้าท่อนบนของประโปรงจะเป็นผ้าพื้นสีขาว ผ้าท่อนกลางเป็นผ้าเขียนลวดลายด้วยขี้ผึ้ง เมื่อผ่านกระบวนการย้อมแล้วจะกลายเป็นผ้าสีย้อมคราม มีลวดลายตลอดผืน ส่วนผ้าท่อนล่างจะมีสีเช่นเดียวผ้าท่อนกลาง แต่จะปักด้วยด้ายสีและกุ๊นด้วยผ้าสีเป็นลวดลายต่าง ๆตลอดตัวเช่นกัน ตรงบริเวณรอยผ่าของกระโปรงด้านหน้า จะมีผ้าผืนสี่เหลี่ยมยาวผืนหนึ่งคาดปิดทับรอยผ่าด้านหน้าไว้ ผ้าห้อยหน้าผืนนี้ในหมู่บ้านหญิงสาวจะประกวดประชันกันด้วยฝีมือการปักลวดลายผ้าอย่างเต็มที่สำหรับหญิงที่แต่งงานแล้วมักจะใช้ผ้าพื้นสีแดงยาว ที่ชายทั้งสองข้างปักลวดลายสวยงามพันทับกระโปรงและจะปล่อยพู่หางสีแดงหลายเส้นไว้ด้านหลัง หญิงสาวจะคาดเข็มขัดเงินทับผ้าคาดเอวนี้อีกชั้นหนึ่ง ผู้หญิงของกลุ่มนี้นิยมพันมวยผมขนาดใหญ่ไว้กลางศรีษะและมักจะใช้ผ้าแถบตา ๆ ดำ - ขาวคาดมวยผมแล้วประดับด้วยลูกปัดสีสวย ๆ ร้อยเป็นเส้น ๆ ในยามปกติเมื่อต้องเดินทางจากบ้านไปไร่ ผู้หญิงจะมีผ้าพันแข้งป้องกันผิวหนังถูกขีดข่วน แต่ถ้าเป็นในโอกาสพิเศษหญิง สาว จะใช้ผ้าแถบผืนเล็ก ๆ ที่มีความยาวมากพันรอบส่วนขาช่วงล่างเป็นชั้น ๆ อย่างพิถีพิถัน

    2. กลุ่มฮม้งเด๊อ (ฮม้งขาว)

    เครื่องแต่งกายชาย  นิยมใช้ผ้าสีเดียวกับกลุ่มม้งจั๊วลักษณะเสื้อคล้ายกับเสื้อผู้ชายมังจั๊วเพียงแต่ชายเสื้อจะสั้นเต่อมากกว่า กางเกงเหมือนกางเกงจีน ซึ่งต่างไปจากกลุ่มม้งจั๊วอย่างเห็นได้ชัด และมีผ้าแถบสีแดงปักลวดลายทั้งสองชายพันทับกางเกงรอบเอวแล้วคาดด้วยเข็มขัดเงินหรืออาจเป็นเข็มขัดหนังก็ได้

    เครื่องแต่งกายหญิง เสื้อเป็นสีเดียวกับมังจั๊ว แต่แนวสาบเสื้อทั้งสองข้างจะนิยมขลิบด้วยผ้าสีฟ้าหรือสีน้ำเงินเรียบๆเสื้อแขนยาวจรดข้อมือ รอบข้อมือเสื้อทั้งสองข้างขลิบด้วยผ้าสีเดียวกับสาบเสื้อ คอปกด้านหลังเป็นปกเสื้อทรงกะลาสีเช่นกัน และมีการปักลวดลายสวยงามด้านหนึ่งของปกเสื้อด้วยชายเสื้อจะสอดไว้ด้านในของกระโปรงสีขาวทั้งตัว ซึ่งไม่มีการปัดลวดลายใดๆ ลงบนตัวกระโปรง อันที่จริงกระโปรงของผู้หญิงฮม้งเด๊อ ก็มีลักษณะเหมือนกับของม้งจั๊วคือเป็นผ้าหน้าแคบ 3 ผืนเย็บต่อกัน เย็บจีบรอบตัว และเป็นผืนกระโปรงที่ไม่เย็บขอบเข้าด้วยกัน เพียงแต่กระโปรงฮม้งเด๊อจะเป็นสีขาวล้วน ๆ สำหรับหญิงสาวนั้น ผ้าห้อยหน้าที่ปิดทับรอยผ่าของกระโปรง จะมีการปัดลวดลายงามมาก ในยามปกติผู้หญิงเม้งเด๊อ นิยมสวมกางเกงจีนมากกว่ากระโปรงสีขาวซึ่งจะสกปรกได้ง่าย ผู้หญิงของกลุ่มนี้ นิยมเกล้ามวยผมคล้อยมาทางด้านหน้าของศรีษะ และมีผ้าคาดผมปักลวดลายโชว์ไว้ด้านหน้า รวมทั้งการใช้ผ้าพันแข้งด้วย

    เครื่องโพกผมของทั้ง 2 กลุ่มย่อย จะมีความแตกต่างกันไปตามท้องที่และแซ่สกุล ทั้งรูปทรงสีสันและวิธีพันศรีษะทั้งหญิงและชายทั้ง 2 กลุ่ม นิยมประดับเครื่องเงินจำพวกกำไลคอ กำไลข้อมือ แหวน ตุ้มหู และเหรียญเงินรูปกลมและรูปสามเหลี่ยม ซึ่งมักจะเย็บประดับลงบนตัวเสื้อและผ้าโพกผมรวมทั้งสองข้าง ในสมัยก่อนผู้ชายก็นิยมเครื่องโพกศรีษะด้วย

    ส่วนกลุ่มฮม้งกั่ว (ม) บ๊า นั้น การแต่งกายเป็นแบบเดียวกับฮม้งเด๊อ เพียงแต่รอบแขนเสื้อผู้หญิงทั้งสองข้างจะมีแถบผ้าสีเขียวหรือสีฟ้าคาดเป็นปล้อง ๆ จึงเรียกกันว่า ฮม้งแขนปล้อง


    การตั้งบ้านเรือน

    ในสมัยที่ยังมีการปลูกฝิ่นกันโดยแพร่หลาย ชาวแม้วมักจะตั้งบ้านเรือนอยู่ในระดับประมาณ 1,000 เมตร ขึ้นไปจากระดับน้ำทะเล ต่อมาเมื่อหมู่บ้านส่วนใหญ่เลิกปลูกฝิ่นโดยหันมาปลูกพืชชนิดอื่น ๆ ความจำเป็นที่จะต้องตั้งถิ่นฐานภูเขาสูง ๆก็หมดไป อย่างไรก็ตามการเลือกทำเลที่ตั้งของหมู่บ้านจำเป็นต้องพิจารณาดูทำเลที่เหมาะสมตามหลักความเชื่อ เพราะหากเลือกทำเลผิดพลาดอาจทำให้ผู้อยู่อาศัยเจ็บป่วยลงได้

    ลักษณะบ้านเรือนตามประเพณี เป็นการปลูกบ้านคร่อมดินโดยการปรับพื้นดินให้ราบเรียบเป็นพื้นเรือน แล้วจึงปลูกตัวบ้านคร่อมทับลงไป โดยใช้วัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น เช่น ฝาบ้านอาจใช้ไม้ไผ่สับฟาก หรือไม้แผ่นที่ใช้ขวานถาก หลังคาอาจใช้ตับหญ้าหรือแป้นเกล็ดไม้ ซึ่งชนิดหลังจะมีความทนทานกว่ามาก สามารถอยู่ได้เป็นสิบปีโดยไม่ต้องเปลี่ยนหลังคาใหม่บ่อย ๆ เหมือนหญ้าคา ปัจจุบันมีการใช้วัสดุสมัยใหม่กันมากขึ้น รวมทั้งการสร้างบ้านในรูปทรงแบบพื้นราบ ถึงแม้ว่าการจัดภายในบ้านจะมีความแตกต่างกันระหว่างกลุ่มย่อยและต่างกันตามแซ่สกุลก็ตาม องค์ประกอบที่สำคัญภายในบ้านยังคงมีเหมือน ๆ กัน เริ่มตั้งแต่ประตูบ้านด้านที่หันสู่ลาดเขา ส่วนที่ลาดลงซึ่งจัดว่าเป็นประตูด้านหน้าหรือประตูสำคัญ เรียกว่า ขอจ้งต่า (หรือขอจ้งดั่ง ในสำเนียงม้งจั๊ว) การประกอบพิธีสำคัญ ๆ เช่น การเรียกขวัญ การส่งวิญญาณผู้ตายออกจากบ้าน การแต่งงานจะต้องผ่านประตูนี้ อีกประตูหนึ่งซึ่งอยู่ด้านข้างของตัวบ้าน จัดว่าเป็นประตูธรรมดา เรียกว่า ขอจ้งสั่ว โดยทั่วไปกลุ่มม้งจั๊วมักจะไม่มีประตูด้านนี้ ถัดจากประตูสำคัญจะเป็นห้องนอนของสมาชิกในครัวเรือน ซึ่งห้องของหัวหน้าครัวเรือนมักจะเป็นห้องที่อยู่ติดประตู ลูกสาวและลูกชายที่โตแล้วจะนอนแยกห้องกัน ตาไฟมี 2 แห่ง คือเตาไฟใหญ่เรียกว่าขอส่อ (หรือขอสู่ในภาษาม้งจั๊ว) ก่อด้วยดินวางกระทะใบบัวใช้เป็นเตาหุงข้าว ต้มอาหารสัตว์ ทำอาหารเลี้ยงแขกในพิธี ต้มกลั่นเหล้าและต้มย้อมผ้า ส่วนเตาไฟเล็กเรียกว่าขอจุ๊ ใช้เป็นที่ทำอาหารประจำวันและต้มน้ำ หิ้งผี เรียกว่า ท่าเน้ง (หรือทั่งเน้งในภาษาม้งจั๊ว) อยู่ตรงข้ามกับประตูสำคัญ  โดยปกติยุ้งข้าวและข้าวโพดจะอยู่ในตัวบ้านด้วย บริเวณริมด้านหนึ่งใกล้กับครกกระเดื่องสำหรับตำข้าว ในปัจจุบันครกกระเดื่องตำข้าวเริ่มหายไป เพราะมีโรงสีข้าวแทนที่ หากมีแขกมาอาศัยพักนอน กลุ่มฮม้งเด๊อ จะปูเสื่อให้ตรงบริเวณพื้นที่โล่งกลางบ้าน ในขณะที่กลุ่มม้งจั๊ว จะมีแคร่ยกพื้นไว้คอยรับแขกใกล้กับประตูสำคัญ เสากลางบ้านนับว่าเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของบ้านด้วย เพราะถือเป็นเสาผีฟ้า เรียกว่า เย่ต๊า (หรือยี่กลั๊งในภาษาม้งจั๊ว) หรือเทียบได้กับเสาเอกของบ้าน บริเวณใกล้ ๆ กับหิ้งผี จะมีกระดาษแผ่นสีขาวปิดข้างฝาเรียกว่าสีก๊ะ (หรือกั๊งในภาษาม้งจั๊ว) เป็นผีที่คอยดูแลทุกข์สุขของคนในบ้าน ลักษณะเด่นอีกประการหนึ่งของบ้านชาวแม้วคือไม่มีบานหน้าต่าง ดังนั้นภายในบ้านจึงค่อนข้างมืด ระยะหลังมีผู้นิยมเจาะช่องหน้าต่างเพิ่มขึ้นทำให้ภายในบ้านดูสว่างขึ้น



    ครอบครัวและเครือญาติ

    สังคมของชาวเขาเผ่าม้งจัดว่าเป็นสังคมที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานแบบแซ่สกุล คนในแซ่สกุลเดียวกันเป็นญาติพี่น้องกันแม้จะไม่สามารถสืบบรรพบุรุษร่วมกันได้ก็ตาม ดังนั้น ชายและหญิงจากแซ่สกุลเดียวกัน จึงไม่สามารถแต่งงานกันได้ รวมทั้งไม่อาจมีความสัมพันธ์ทางเพศกันได้ด้วย เนื่องจากชาวแม้วสืบเชื้อสายทางฝ่ายชาย เมื่อหญิงชายแต่งงานกัน ผู้หญิงจะต้องออกจากสกุลของพ่อแม่ตนเองมาอยู่ฝ่ายผู้ชาย ภายใต้ผีฝ่ายผู้ชายด้วย โดยทั่วไปหนุ่มสาวที่แต่งงานใหม่ มักจะอยู่ร่วมในชายคาเดียวกันกับพ่อแม่ของฝ่ายชาย อันจัดเป็นรูปแบบของครอบครัวแบบขยาย ลูกชายคนโตมักจะนำครอบครัวของตนแยกเรือนออกไปก่อนเป็นครอบครัวเดี่ยว จนในที่สุด เหลือแต่ครอบครัวของลูกชายคนเล็ก ซึ่งจะต้องดูแลพ่อแม่และสืบทอดการดูแลบ้านต่อไป

    ถึงแม้สังคมชาวเขาเผ่าม้งจะอนุญาตให้หนุ่มสาวสามารถมีความสัมพันธ์ทางเพศก่อนแต่งงาน แต่ก็ต้องระมัดระวังมิให้เป็นการลบหลู่ผู้ใหญ่หรือผีเรือน การแต่งงานมีได้หลายวิธี ตั้งแต่การหมั้นหมายกันตั้งแต่ยังเล็กระหว่างพ่อแม่ทั้งสองฝ่าย การส่งเถ้าแก่ไปสู่ขอโดยตรง จนถึงการลักพาหรือพาหนีโดยฝ่ายชายเป็นผู้กระทำ จากนั้นจึงส่งผู้ใหญ่มาติดต่อแจ้งแก่ฝ่ายหญิง โดยทั่วไปการแต่งงานตามประเพณีจะเกิดขึ้นหลังจากคู่หนุ่มสาวได้อยู่กินกันมาระยะหนึ่งแล้วอาจจะ 1-2 ปีแล้วแต่จะตกลงกัน มีคู่สามีภรรยาบางคู่ที่อยู่กินกันจนลูกอายุ 3-4 ปี แล้วยังไม่เข้าพิธีแต่งงานตามประเพณีก็มี แต่ก็รับทราบกันว่าเป็นคู่สามีภรรยาที่จะต้องทำพิธีแต่งงานในโอกาสต่อไป การแต่งงานนั้นฝ่ายชายจะเป็นผู้จ่ายค่าสินสอดทั้งหมดให้แก่พ่อแม่เจ้าสาว ซึ่งในพิธีแต่งงานจะต้องมีเถ้าแก่ของทั้งสองฝ่าย เข้านั่งเจรจาต่อรองค่าตัวเจ้าสาวกันจนเป็นที่ตกลงกัน

    กล่าวได้ว่าโดยทั่วไป ชาวเขาเผ่าม้งนิยมครอบครัวแบบผัวเดียวเมียเดียว แต่ก็อนุญาตให้ชายมีภรรยาหลายคนได้ ด้วยเหตุผลสำคัญ คือ ต้องการบุตรชายไว้สืบสกุลและความต้องการแรงงานทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น

    ความเชื่อและพิธีกรรมที่สำคัญ

    ชาวเขาเผ่าม้งมีความเชื่อถือผีวิญญาณและการบูชาบรรพบุรุษสำหรับความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น อาจจัดแบ่งได้ดังนี้

    1. สิ่งศักดิ์สิทธิ์ระดับเทพหรือเทวดา ที่สำคัญมี เหย่อโช้วเป็นผู้สร้างสรรพสิ่งต่าง ๆ หย่งเหล่า เป็นผู้ดูแลให้มนุษย์ปฏิบัติตามกฎระเบียบ ยุ่ว้าตัวะเต่ง เปรียบเหมือนพระยม ผู้มีหน้าที่ตัดสินให้วิญญาณผู้ตายมาเกิดใหม่ ถือเซ้งถือตี่ หรือ เซ้งเต๊เซ้งเชอ เป็นผีเจ้าที่เจ้าทาง กะยิ้ง เป็นผีฟ้าผู้ให้ลูกแก่มนุษย์ที่ต้องการและร้องขอ

    2. เน้ง เป็นผีฝ่ายที่คอยต่อสู้กับผีร้าย นับว่ามีบทบาทมากในการบำบัดรักษาผู้ป่วย ที่เชื่อกันว่าเกิดจากการที่ขวัญออกจากร่างไป ผีเน้งจะช่วยรักษาผู่ป่วยโดยผ่านร่างทรงของหมอผีทรง หรือโดยคำเชื้อเชิญของหมอผีคาถาให้มาช่วย

    3. ด๊า (หรือกลั๊งในภาษาม้งจั๊ว) จัดเป็นผีทั่ว ๆ ไปซึ่งมีทั้งที่ให้คุณและให้โทษ ผีเรือนเรียกว่า ด๊าโหวเจ๋ ซึ่งประกอบด้วยผีประตู ผีเสาเรือน ผีก๊ะ ผีหิ้งผี ผีเตาไฟใหญ่ ผีเตาไฟเล็กและผีบรรพบุรุษ นอกจากนั้นจะเป็นผีทั่ว ๆไป เช่น ผีน้ำ ผีป่า ผีถ้ำ เป็นต้น ส่วนผีซึ่งจัดว่ามีหน้าที่คร่าชีวิตมนุษย์เรียกว่า ด๊าชื่อ (น) หย่ง

    ชาวเขาเผ่าม้งจึงเชื่อว่าขวัญที่ทิ้งส่วนของร่างกายไปด้วยสาเหตุใดก็ตามจะทำให้คนผู้นั้นล้มเจ็บลง จึงจำเป็นต้องหาวิธีนำขวัญกลับมายังร่างของผู้ป่วยนั้น เพื่อจะได้หายเป็นปรกติ นอกจากนี้พวกเขายังเชื่อในการเวียนว่ายตายเกิดด้วย ดังนั้นพิธีกรรมที่สำคัญ ๆ จึงมักจะเกี่ยวข้องกับสุขภาพอนามัยของคนโดยตรง เช่น การเรียกขวัญ เรียกว่า ฮูปลี่ เป็นการเรียกให้ขวัญผู้ป่วยกลับมาเข้าร่างเดิม การเลี้ยงผีวัว เรียกว่า อัวยุ่ด๊า โดยเชื่อกันว่าพ่อหรือแม่ที่ตายไปต้องการให้ลูกหลานที่ยังอยู่ประกอบพิธีส่งไปให้ การทำผี เรียกว่า อัวเน้ง เป็นการบำบัดรักษาผู้ป่วย แบ่งได้เป็น ๒ ลักษณะ คือการทำผีเข้าทรง เรียกว่า อัวเน้งเท่อกับการทำผีเรียน เรียกว่าอัวเน้งเก่อ ส่วนประเภทแรกเป็นการเชิญผีมาเข้าทรงหมอผี ส่วนประเภทหลังเป็นเป็นการเชิญผีมาช่วยทำให้คาถาได้ผลยิ่งขึ้นในการรักษาผู้ป่วย

    ประเพณีสำคัญในรอบปี

    ประเพณีสำคัญที่สุด คือ ประเพณีฉลองปีใหม่ ซึ่งจะมีขึ้นในช่วงขึ้น 1-3 ค่ำ ของเดือนแรกในรอบ 12 เดือน ตามระบบจันทรคติ การนับระบบจันทรคติของชาวแม้ว เป็นการนับต่อเนื่องถึง 30 ค่ำ จึงเรียกพิธีปีใหม่ว่า น่อเป๊โจ่ว หรือ อาจแปลว่า กินสามสิบ ซึ่งถือว่าเมื่อครบ 30 ค่ำ ของเดือนสุดท้ายของปี ก็เป็นอันสิ้นสุดปีเก่าย่างเข้าสู่ปีใหม่ ดังนั้น ในช่วงขึ้น 1-3 ค่ำ ทุกคนจะไม่ไปไร่ แต่จะแต่งตัวด้วยชุดใหม่ หนุ่มสาวจะเล่นเกมโยนลูกบอลผ้าสีดำกัน ในขณะที่พวกผู้ชายจะนิยมเล่นลูกข่างกัน มีการทำขนมแป้งข้าวเหนียวแจกจ่ายกันมีการเชิญเพื่อนบ้านญาติพี่น้องมารับประทานอาหารร่วมกัน  โดยทั่วไปวันฉลองปีใหม่มักจะตกในราวเดือนพฤศจิกายนหรือเดือนธันวาคมของทุกปี ซึ่งมักจะเป็นเวลาที่ชาวบ้านเสร็จกิจจากการเกี่ยวข้าวกันแล้ว

    นอกจากประเพณีฉลองปีใหม่แล้ว ชาวเขาเผ่าม้งยังมีประเพณีที่เป็นวัฏจักรชีวิตทั่วไป คือ ประเพณีการเกิด การแต่งงานและการตาย ที่ยังคงยึดถือกันอยู่อย่างกว้างขวาง กลุ่มที่จะมีการเปลี่ยนแปลงในวิธีการปฎิบัติอย่างมาก คือ กลุ่มที่ได้หันมานับศาสนาคริสต์แล้ว ทำให้ต้องละทิ้งการปฎิบัติเกี่ยวกับผีต่าง ๆ ลงไป

    กิจกรรมทางเศรษฐกิจในรอบปี

    สังคมของชาวเขาเผ่าม้งจัดเป็นสังคมเกษตรกรรม ในจำพวกเกษตรกรรมแบบตัดฟันโค่นเผาเพื่อการเพาะปลูก ที่ดินที่ถูกกำหนดไว้เป็นพื้นที่เพาะปลูกของปีถัดไป จะถูกโค่นถางในเดือนมีนาคมเพื่อรอการเผาช่วงที่อากาศร้อนจัด ปลายเดือนมีนาคมต่อต้นเดือนเมษายน เป็นเวลาที่เหมาะแก่การเผาไร่ ช่วงหลังของเดือนเมษายนหลังจากที่ฝนเริ่มมาในช่วงแรก ๆ แล้วชาวบ้านจะเริ่มปลูกข้าวโพด โดยการผสมพันธุ์พืชผักสวนครัวบางชนิดลงไปด้วย เดือนพฤษภาคมเป็นเดือนที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ปลูกข้าวไร่ ซึ่งเป็นพืชบริโภคหลักร่วมไปกับพันธุ์พืชอื่น ๆ ที่ปลูกผสมร่วมด้วย ครอบครัวที่มีที่นาจะเริ่มซ่อมแซมเหมืองฝายและคันนา เดือนมิถุนายนชาวบ้านจะเริ่มกำจัดวัชพืชในไร่ข้าวครั้งแรก ที่นาเริ่มถูกไถเตรียมที่ไว้ เดือนกรกฎาคมเริ่มปลูกข้าวในนาและกำจัดวัชชพืชในไร่ข้าวโพด เดือนสิงหาคมชาวบ้านที่ปลูกฝิ่นจะตระเตรียมที่สำหรับการปลูกฝิ่น ไร่ข้าวโพดเริ่มเก็บผลผลิตได้แล้วและจะเก็บข้าวโพดต่อเนื่องไปจนถึงกันยายนเมื่อเก็บผลผลิตแล้ว ไร่ข้าวโพดของบางรายอาจจะถูกเตรียมสำหรับเป็นไร่ฝิ่นต่อไป เมล็ดฝิ่นรุ่นแรกจะถูกหว่านลงในไร่ในช่วงเดือนกันยายนไปจนถึงตุลาคม และในเดือนตุลาคมนี้เองที่เริ่มเก็บเกี่ยวข้าวไร่ได้บ้างแล้ว การเกี่ยวข้าวไร่จะเป็นงานหนักในเดือนพฤศจิกายน พร้อมกันไปกับการกำจัดวัชชพืชในไร่ฝิ่น  ส่วนข้าวนาจะเริ่มเก็บเกี่ยว ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนนี้เช่นกัน ไปจนถึงธันวาคม การกรีดฝิ่นจะทำในช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ ซึ่งนับเป็นเวลาที่จะต้องเตรียมที่ไร่สำหรับฤดูเกษตรครั้งต่อไปแล้ว

    อย่างไรก็ตาม เมื่อชาวเขาเผ่าม้งเลิกปลูกฝิ่น และหันมาปลูกพืชชนิดอื่น ๆ แทน ช่วงเวลาในการประกอบกิจกรรมทางการเกษตรอาจแตกต่างกันไปตามประเภทของพืชที่ปลูกนั้น ๆ นอกจากนั้นการเลี้ยงสัตว์ หากเป็นสัตว์ขนาดไม่ใหญ่นักเช่น ไก่และหมู จะเลี้ยงอยู่ภายในบริเวณหมู่บ้าน มักเป็นหน้าที่ของผู้หญิงและเด็ก ส่วนสัตว์ใหญ่ ได้แก่ วัว ควายและม้า มักจะมีพื้นที่เลี้ยงสัตว์อยู่ห่างจากหมู่บ้านที่ชาวบ้านนิยมนำสัตว์ไปเลี้ยงปล่อยไว้ด้วยกัน ผู้ชายจะเป็นผู้คอยอยู่ดูแลสัตว์ใหญ่เหล่านี้ ปัจจุบันการเลี้ยงแพะและม้ากำลังหายไปจากหมู่บ้านส่วนใหญ่ หมูและไก่รวมทั้งแพะมักจะถูกใช้ในการทำพิธีเซ่นไหว้ต่าง ๆ สำหรับพิธีที่เกี่ยวกับความตาย จะต้องใช้วัวหรือควายในการทำพิธี ส่วนวัวและม้าอาจถูกฝึกให้เป็นสัตว์บรรทุกด้วย เมื่อมีการหันมาทำนากันมากขึ้น หลายหมู่บ้านจึงมีการเลี้ยงควายเพื่อใช้ทำนากันมากขึ้น

     

    ความสัมพันธ์กับคนในล้านนา

    ในอดีตนั้น ก่อนที่จะมีโครงการพัฒนาเข้าไปยังหมู่บ้านชาวเขา โดยทั่วไปอาจกล่าวได้ว่า ชาวแม้วมีความสัมพันธ์กับชาวพื้นราบค่อนข้างน้อย แม้การแต่งงานข้ามเผ่ากันก็หาได้ยากจีนฮ่อดูจะมีความสัมพันธ์กับชาวเขาเผ่าม้งในทางการค้ามากกว่าชาวพื้นราบ เนื่องจากสมัยก่อนพ่อค้าจีนฮ่อจะใช้ม้าต่างบรรทุกสินค้าหลากหลายชนิดเดินทางขึ้นไปค้าขายถึงหมู่บ้านชาวเขารวมทั้งการรับซื้อฝิ่นจากชาวเขาด้วย ความสัมพันธ์นี้ทำให้ชาวแม้วจำนวนมากสามารถพูดภาษาจีนฮ่อได้และเป็นที่น่าสังเกตว่าในพื้นที่ที่ชาวแม้วอยู่ร่วมกับชาวกะเหรี่ยง พวกเขายังสามารถเรียนรู้และพูดภาษากะเหรี่ยงได้ ความสัมพันธ์กับชาวเขาเผ่าอื่น ๆ นั้น ชาวแม้วมักจะเป็นผู้จ้างแรงงานมากกว่าเป็นแรงงานรับจ้าง การเป็นแรงงานรับจ้างมักจะเกิดขึ้นภายในหมู่บ้านตนเองเป็นส่วนใหญ่ ในพื้นที่จังหวัดน่านในอดีต ทั้งชาวเขาและชาวพื้นราบมักจะต้องเดินทางไปซื้อเกลือที่บ้านบ่อเกลือ ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของจังหวัด โดยเฉพาะชาวแม้วหลังการเก็บเกี่ยวข้าวจะนิยมเดินทางพร้อมม้าต่างเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ เพื่อมาซื้อเกลือที่บ่อเกลือ ความสัมพันธ์กันจึงอยู่บนพื้นฐานของการค้าขายเป็นสำคัญ

    ในปัจจุบัน เมื่อการพัฒนาเข้าถึงหมู่บ้านชาวเขาอย่างกว้างขวาง ความสัมพันธ์กับสังคมภายนอกเป็นไปอย่างกว้างขวางทั้งกับหน่วยงานราชการ องค์กรพัฒนาเอกชน พ่อค้าซื้อขายผลผลิต การติดต่อกับตลาดในเมืองต่าง ๆ การออกหางานทำนอกภาคการเกษตร การส่งลูกหลานเข้าเรียนต่อในเมืองแม้กระทั่งการติดต่อกับญาติพี่น้องข้ามประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ก็กำลังเป็นที่แพร่หลาย ดังนั้นจึงอาจกล่าวสรุปได้ว่า ความสัมพันธ์ของชาวเขาเผ่าม้งกับคนภายนอกในปัจจุบันมิได้จำกัดอยู่ในสังคมของชาวล้านนาเท่านั้น แต่ยังได้ขยายไปถึงสังคมเมืองอื่น ๆ ทั้งภายในและต่างประเทศ

    นอกจากที่กล่าวมานี้แล้วยังได้พบว่า บุญช่วย ศรีสวัสดิ์ ได้ศึกษาเรื่องราวของชนเผ่านี้ไว้แล้ว เมื่อ พ.ศ. 2493 ดังปรากฏในหนังสือของท่านชื่อ 30 ชาติ ในเชียงราย ซึ่งกล่าวว่า

    แม้ว หรือที่ปัจจุบันเรียกตามชื่อของชนเผ่าว่า ม้ง เป็นชนชาวเขาเผ่าหนึ่งที่มีรูปร่างหน้าตาและการแต่งกายตลอดจนขนบธรรมเนียมคล้ายกับชาวจีนฮ่อ ปัจจุบันอาศัยตั้งบ้านเรือนอยู่บนยอดเขาต่าง ๆ ในเขตมณฑลทิเบต ยูนนานของจีน รัฐฉานของพม่า อินโดจีน และประเทศไทยในตอนเหนือ เหตุที่ชนกลุ่มนี้อพยพเข้ามาอยู่เขตประเทศไทย เนื่องจากชาวแม้วมีอาชีพทางปลูกฝิ่น พื้นที่บนเขาต่าง ๆ ในมณฑลทิเบตและยูนนานตอนเหนือซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่เดิมทุรกันดาร พื้นที่บนภูเขาโล่งเตียนรัฐบาลจีนห้ามตัดฟันต้นไม้ ห้ามทำการปลูกค้าฝิ่นและสูบฝิ่น ชาวแม้วถูกรบกวนจากเจ้าหน้าที่และบรรดาโจรฮ่อที่เดินทางผ่านไปมาบนยอดเขาเสมอ จึงพากันอพยพมาอยู่ตามชายแดนยูนนานใต้ตอนแคว้นสิบสองปันนา ซึ่งห่างจากการกวดขันของเจ้าหน้าที่จีน มีภูเขาสูงต่ำเรียงรายหลายพันยอดบางพวกก็เข้าไปอยู่ในเขตพม่า อินโดจีนเหนือตามภูเขาชายแดน ครั้นอยู่ไม่เป็นปกติสุข เพราะเกิดความยุ่งยากในทางการเมืองและดินแดนเหล่านั้นมีการปล้นสะดม การปะทะกันระหว่างทหารจีนรัฐบาลเก่าและรัฐบาลใหม่ ฝรั่งเศสกับลาวญวนอิสระ กะเหรี่ยงกับพม่า และมีโจรฮ่อคอยแย่งชิงรบกวนอยู่เสมอ ชาวแม้วจึงพากันอพยพเข้ามาอยู่ตามภูเขาต่าง ๆ ในเขตภาคเหนือของประเทศไทย

    ชาวเขาเผ่าม้งในจังหวัดเชียงรายนั้น มีอยู่บนดอยช้าง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ดอยผาหม่น อำเภอเทิง ดอยหลวง อำเภอเชียงของ ที่อำเภอเชียงคำมีอยู่บนดอยน้ำบง ดอยนาง ดอยผาแดง ดอยภูลังกา จังหวัดพะเยา ดอยทุ่งก่อ อำเภอเมือง

    ชาวเขาเผ่าม้งอาศัยอยู่รวมกันเป็นหมู่ ๆ ท่ามกลางอากาศเย็นและเวิ้งว้างบนภูเขาสูงไม่ห่างจากลำห้วย ซึ่งสามารถนำเอาน้ำมาใช้ภายในบ้านได้ หมู่หนึ่งมีประมาณ 10-40 หลังคาเรือนก่อนถึงหมู่บ้านประมาณ 1 กิโลเมตร จะมีเฉลวอันใหญ่ขวางทางในเวลามีงานพิธี เป็นเครื่องหมายห้ามเข้า ทั้งนี้ ไม่มีรั้วบ้านล้อมรอบเป็นขอบเขต บางหมู่บ้านใช้ไม้ไผ่หรือไม้ซางเจาะทุลุปล้องกลางต่อกันไปต่อเอาน้ำมาใช้ภายในบ้านเรือนบ้านที่ปลูกนั้นสร้างอย่างหยาบ ๆ เป็นรูปเหลี่ยมผืนผ้า โดยมากทำด้วยไม้ไผ่ปลูกติดอยู่กับพื้นดิน ทำร้านสูงประมาณ 1 ศอก เพื่อเป็นที่นอนและกั้นเป็นห้อง ๆ ไป บ้านผู้มีฐานะดีใช้ไม้กระดานซึ่งทำขึ้นโดยวิธีตอกลิ่มจากซุงให้เป็นแผ่นบาง ๆ แล้วนำมาตั้งเป็นฝาเรือน ใช้ไม้ไผ่ขนาบทั้งข้างนอกและข้างในเอาหวายมัดยึดไว้อีกชั้นหนึ่ง หลังคามุงด้วยหญ้าคาหรือใบก้อ (ปาล์มชนิดหนึ่ง) ใบหวาย ใบไผ่ ไม้ไผ่ผ่าคว่ำหงาย ฯลฯ มีประตูอยู่ตรงกลาง เมื่อเข้าไปจะพบเตาไฟตั้งอยู่บนพื้นดินทางขวามือ ถัดไปเป็นหิ้งผีเรือน มีที่นั่งรับประทานอาหารกับเตาไฟสำหรับทำอาหารให้สัตว์อยู่ทางซ้ายมือ ยกร้านเป็นที่เก็บข้าวเปลือก ถัดไปเป็นห้องนอนของชาวม้ง หลังคาบ้านเตี้ยไม่มีเพดานด้านในมองขึ้นไปบนขื่อ จะเห็นสีดำของควันไฟจับลำไม้ไผ่เป็นเงา ตามเสาบางบ้านประดับด้วยเขากวาง บริเวณนอกบ้านมีเล้าไก่ คอกหมู โรงม้าและทำเป็นทางเดินรอบ ๆ ไม่มีรั้วบ้าน น้ำที่ใช้ไม่มีโอ่งหรือถังสำหรับบรรจุน้ำมีแต่กระบอกไม้ไผ่ขนาดใหญ่ 2 ปล้อง ทะลุปล้องกลางยาว 1 วาเศษ ใช้ตักน้ำและเก็บน้ำ ผู้หญิงจะตื่นแต่เช้ามืดแบกกระบอกน้ำลงไปตักยังห้วยแล้วแบกทาบหลังขึ้นมากๆ

    ชาวเขาเผ่าม้งมีอาชีพในการทำไร่ ปลูกข้าวโพด ข้าวเจ้า พริก ฝิ่น ยาสูบ ฯลฯ สัตว์เลี้ยงมีม้า ลา ไก่ หมู วัว สุนัข อาหารประเภทเนื้อของชาวม้งจะเป็นเนื้อหมู หรือเนื้อวัวทำเป็นเนื้อเค็มตากแห้งไว้รับประทานเวลาไปทำงานในไร่ โดยใช้ต้มกับผักกาด ฟัก แตง ถั่ว ฯลฯ บางครั้งผัดน้ำมันหรือปิ้งรับประทานเวลารับประทานอาหารใช้ตะเกียบแบบชาวจีน และยังต้องมีน้ำชาแก่ ๆ แบบจีนดื่มตามไปด้วย

    ฝิ่นเป็นอาชีพสำคัญของชาวเขาเผ่าม้งในขณะนั้น (พ.ศ.2490) เพราะนำรายได้มาสู่เขาปีหนึ่งเป็นจำนวนมาก แม้ทางรัฐบาลไทยจะไม่อนุญาตให้มีการปลูกฝิ่น แต่ชาวม้งก็ยังลักลอบปลูกกันอยู่ตามไหล่เขา ส่วนการสูบฝิ่นนั้น ดูเหมือนมีประจำแทบทุกหลังคาเรือน เหตุแห่งการติดฝิ่น คือปรากฏว่าชาวเขาเผ่าม้งมักเจ็บป่วยเสมอ แทนที่จะเข้าใจว่าการเจ็บป่วยนั้นอาจเกิดจากอาหารเสียหมักหมมอยู่ในร่างกาย ทำให้มีการปวดหรือเหตุอื่น ได้แต่เซ่นผีหรือเอาฝิ่นมาสูบเพื่อระงับการเจ็บปวด หลายครั้งต่อหลายครั้งเข้าจึงทำให้ติดฝิ่น การโค่นทำลายต้นไม้เพื่อทำไร่ก็ยังเป็นไปอย่างปกติ จนภูเขาบางลูกมีแต่ต้นไม้เล็ก ๆ บางลูกกลายเป็นภูเขาหัวโล้น ผลจากการกระทำของชาวเขาเผ่าม้ง

    มีการเลี้ยงสุนัขไว้ในบ้านแทบทุกหลังคาเรือน สุนัขพันธุ์ม้งมีขนสีดำ สีขาว ปุกปุย ยาวกว่าสุนัขทางพื้นที่ราบเวลาเล็ก ๆน่าเอ็นดู แต่โตขึ้นค่อนข้างดุ ชอบอากาศเย็น ได้มีผู้นำมาเลี้ยงไว้ตามพื้นที่ราบบางแห่ง แต่สุนัขชนิดนี้มีชีวิตอยู่ในถิ่นที่มีอากาศร้อนได้ไม่นาน ชาวแม้วทำปืนและลูกปืนใช้เองตลอดจนเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น มีดพร้า จอบ เสียม เครื่องเงิน กำไลมือและห่วงคอ ซึ่งจะทำเองหมดทุกอย่าง เสื้อผ้า เช่น เสื้อ กระโปรง กางเกง ผู้หญิงเป็นคนปั่นทอทำด้วยป่านป่า ต้นกัญชาและฝ้าย เครื่องทอผ้าก็ทำแบบง่าย ๆ คือใช้กี่เอวโดยผูกปลายกลุ่มด้ายยืนเข้ากับเสา อีกข้างหนึ่งผูกกับเอวแล้วทอ

    ในการล่าสัตว์ ชาวเขาเผ่าม้งมักทำเป็นร้านสูงตามต้นไม้ใกล้ที่สัตว์ลงกินน้ำ บางทีก็ทำเป็นซุ้มไม้ดักยิงสัตว์ ชาวแม้วมีความชำนาญในการยิงปืนและหน้าไม้มาก สิ่งเสพย์ติดนอกจากฝิ่นแล้วมียาสูบซึ่งใช้กล้องยาสูบทำด้วยเหง้าไม้ไผ่และบ้องยา ไม่ใช้ใบตองหรือกระดาษมวนบุหรี่ ผู้หญิงและเด็กไม่สูบฝิ่น มีแต่ผู้ชายเท่านั้นที่นิยมสูบฝิ่น

    ชาวเขาเผ่าม้งเป็นคนที่ค่อนข้างใจคับแคบ ตระหนี่ถี่เหนียวแต่ไม่โหดร้าย มีความสามัคคีกันระหว่างชาวบ้าน ขี้เกียจกว่าชาวเย้ามาก ไม่มีตัวหนังสือ เขาบอกว่าเดิมชาวม้งมีตัวหนังสือเหมือนกัน แต่โดยเหตุที่บรรพบุรุษของเขาแต่โบราณกาล ต้องอพยพลี้หนีภัยอยู่เสมอ วันหนึ่งขณะที่นำหนังสือภาษาม้งบรรทุกม้าเดินทางมาถึงริมลำธารแห่งหนึ่ง ก็ได้ปลดตะกร้าหนังสือลงจากหลังม้าแล้วพากันหลับอยู่ใต้ต้นไม้ และลืมปล่อยม้าไปกินหญ้า ม้าจึงกินหนังสือเป็นอาหารแทน นับแต่นั้นมาชาวม้งจึงไม่มีหนังสือใช้

    ชีวิตความเป็นอยู่ประจำวันของชาวเขาเผ่าม้งคล้ายคลึงกับชาวเขาพวกอื่น ๆ คือผู้หญิงตื่นนอนก่อนผู้ชายเวลาเช้ามืด หุงข้าวทำอาหารไว้ให้สามีและสมาชิกภายในครอบครัว หาอาหารให้สัตว์เลี้ยง ตำข้าว กลางวันไปทำไร่ ผู้ชายเจ้าของบ้านตื่นสายค่อนข้างจะขี้เกียจ เพราะเห็นแต่สูบบ้องยา นั่งสนทนาและสูบฝิ่น เด็กหนุ่มตื่นก่อนไปไร่แต่เช้ากลับมาถึงบ้านตอนเย็นพักผ่อน ส่วนผู้หญิงเมื่อกลับจากไร่มาแล้วก็ต้องตำข้าว ทำอาหารการกินอยู่ง่าย ๆ เพียงผักต้มก็ใช้รับประทานได้ ไม่ชอบ รสเผ็ด ไม่ใช้น้ำปลา กะปิ หอม กระเทียม คงใช้เกลือเม็ดอย่างเดียว ความเป็นอยู่ค่อนข้างสกปรกกว่าชาวเขาพวกอื่น ๆ ทั้งหมด นานๆ ครั้งจึงจะอาบน้ำ ปกติก็เอาผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเท่านั้นปล่อยให้ฝุ่นและขี้เขม่าจับข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ วางไม่เป็นระเบียบ ปล่อยเกะกะไปตามเรื่อง ผู้ชายชาวแม้วนิยมมีภรรยาสองคนและปล่อยให้ภรรยาทำงานหนัก ถือเป็นเสมือนทาสที่ซื้อมาเพื่อใช้งาน ถ้าชายใดมีภรรยา 1 คนแล้ว ยังหากินไม่พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง หรือยังไม่มีเงินพอใช้จ่าย ก็ต้องหาภรรยาเพิ่มขึ้นอีก เวลาที่เขามีความสุขที่สุด คือขณะที่ตนนั่งจิบน้ำชาอยู่ บนบ้านมองออกไปทางประตู เห็นม้าหลายตัวกำลังร้องร่าเริง และภรรยาทั้งสองกำลังให้หญ้าม้า

    ชาวเขาเผ่าม้งแบ่งเป็นหลายกลุ่ม คือชาวเขาเผ่าม้งขาว ชาวเขาเผ่าม้งดำและชาวเขาเผ่าม้งลายแต่ละกลุ่มมีชีวิตและวัฒนธรรม ดังนี้

    ชาวเขาเผ่าม้งขาว

    ชาวเขาเผ่าม้งขาวแต่งกายคล้ายม้งดำ แต่สังเกตได้จากชาวเขาเผ่าม้งขาวแต่งกายมีแถบผ้าริมขอบเสื้อเป็นสีขาว ผู้หญิงสวมกางเกงสีดำยาวลงมาหุ้มข้อเท้า สวมเสื้อดำหลวม ๆ มีแถบขาวที่ริมขอบเสื้อผ่าเสื้อผ่ากลางป้ายลงมาทางเอวไม่มีกระดุม บางทีปล่อยเสื้อเปิดเห็นถัน มีผ้าคาดเอวหลายชั้น และปล่อยผ้ายาวปิดลงมาจากเอวหน้าถึงใต้เข่า สวมห่วงคอทำด้วยโลหะเงินซ้อน ๆ กันผู้มีฐานะดีก็สวมห่วงคอหลายอัน แต่ไม่เกิน 6 อัน เพราะหนัก นอกจากห่วงคอแล้วมีกำไลข้อมืออีก ผมใช้เกล้ามวยสูง โพกศรีษะหรือสวมหมวกกลม ๆ ต่างหูทำด้วยโลหะเงินใส่ทั้งสองข้าง ผู้ชายนุ่งกางเกงสีขาวแบบจีน มีผ้าปักสีขาวเป็นดอกลวดลายต่าง ๆ คาดเอว เสื้อเด็กนุ่งสีดำแขนยาวติดผ้าแถบขาวจากคอตลอดลงมาชาย มีเรือนแล้วไม่นิยมติดผ้าแถบเปิดให้เห็นท้องแต่ต่ำกว่าแม้วดำ สวมหมวกกลม ๆ ไม่มีปีก ทุกคนโกนศรีษะไว้ผมจุกสั้น ๆ ตรงขวัญ 1 หย่อม กำไลข้อเท้าทำด้วยโลหะเงินสวมข้างละ 1 อัน ที่คอมีห่วงคอ แต่จำนวนน้อยกว่าผู้หญิงไม่สวมรองเท้า

    ก่อนถึงหมู่บ้านแม้วจะพบศาลาข้างทาง ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 100 เมตร สำหรับใช้เป็นที่นั่งพักผ่อนเวลาเดินทางเหน็ดเหนื่อย ภายในบ้านมีแท่นบูชาหรือหิ้งผีเพราะชาวแม้วนับถือดวงวิญญาณของบรรพบุรุษ เวลาเจ็บป่วยก็มีการเซ่นผี กินยาสมุนไพรและสูบฝิ่น เจ็บป่วยมากก็ฆ่าหมู เซ่นผี ทำบุญ โดยทำสะพานต่ออายุ การเลี้ยงผีหมู่บ้านทำเป็นประตู มีรูปหอกดาบและธงทิว (ตุง) มัดแขวนห้อยลงมาฆ่าไก่และสุนัขเลี้ยงผี เอาเลือดไก่เลือดสุนัขทาที่หอกดาบนั้นแล้วเอาปีกไก่ หัวไก่ หัวสุนัข มัดห้อยแขวนไว้ตรงประตู ซึ่งสร้างไว้ห่างหมู่บ้าน 1 กิโลเมตร

    ภาษาของชาวเขาเผ่าม้งขาวคล้ายคลึงชาวม้งดำและม้งลาย ชื่อผู้ชายมักขึ้นต้นด้วยคำว่า เลา เช่น เลาต๋า เลาเลอ เลาซาง เลาเสอ เลาอู เลาลื้อ เลาสี เลาปา เลาจิว ฯลฯ ชื่อผู้หญิง เช่น ยิ่ง ไหม้ เหมย ฯลฯ ชื่อสัตว์สิ่งของ เช่น เน่ง - ม้า ปักกือ - ข้าวโพด ย่างยิ่ง - ฝิ่น เต้ง - ตะเกียง ก่า - ไก่ โลล่วโก้ว - หม้อหุงข้าว เต้าล้า - ผ้าแดง เจ - บ้าน ฯลฯ ประโยค เช่นโมละจีล่า - ไปที่ไหนมา โยจีโย - เอาหรือไม่เอา จีมัวยายิง - ไม่มีฝิ่น โย่งละมา - สวยจริง จีโป้ - ไม่ทราบ เน่าเหมาจิโต้ว - รับประทานอาหารแล้วหรือยัง เย้าตือ - อยู่ที่ไหน โห่วจิ้ว - ดื่มสุรา เย้าเจ - เชิญนั่ง

    เครื่องดนตรี มีแคนเป่าอย่างชาวเขาพวกอื่น ๆ การซื้อขายบนเขาใช้เงินเหรียญรูปีแอนนา เงินเหรียญอินโดจีนแบบเก่าและเงินแท่ง มักนำเอาไปฝังไว้ตามป่าบนเขา ไม่เก็บไว้ในบ้าน เวลาต้องการซื้อของในเมืองก็นำเอาพริก ฝ้าย ฯลฯ มาขายแล้วซื้อของกลับไป

    ขนบธรรมเนียมการต้อนรับแขกต่างถิ่น เขาจะทักทายด้วยประโยคชาวเหนือว่า “โอมาน่อ เมินนานบ่อหันหน้ากัน” เชิญนั่งเอาหนังสัตว์หรือผ้าเจี๋ยน(ทำด้วยขนสัตว์มีมากในยูนนาน) หมอนไม้ท่อนเล็ก ๆ มาให้ 1 ท่อน ส่วนน้ำร้อนน้ำชาสุราอาหารนั้นแขกต้องหารับประทานเอาเอง ไม่นำมาเลี้ยงต้อนรับ ถ้าเป็นแขกคุ้นเคยสนิทกัน กลางคืนจะเอาฝิ่นมาให้สูบ นอนงอเข่าสูบฝิ่นพ่นควันไปสนทนากันไปจนดึกดื่น จึงเลิกสูบเข้านอน การพบปะทำความเคารพกัน ใช้กำมือ 2 ข้างอย่างจีน ทักทายกันด้วยการไต่ถามทุกข์สุขการทำมาหากิน

    สุราทำด้วยข้าวเปลือก ข้าวโพด แต่การทำสุราของชาวแม้วสกปรก ภายหลังนึ่งให้สุกผสมแป้งเชื้อสุราแล้วเอามากองไว้ที่พื้นดิน เอาไม้ปิด เอาขี้เถ้าถมอีกชั้นหนึ่ง ทิ้งไว้ 5 วันกลิ่นขึ้นฉุนเอามาใส่หวดไม้ นึ่งกลั่นเอาสุรา รสสุราข้าวเปลือกของชาวแม้วหอมกลมกล่อมดี

    งานปีใหม่ ชาวเขาเผ่าม้งจะฆ่าหมู ไก่ ทุกหลังคาเรือนไก่ประมาณ 10 ตัว หมู1-3 ตัว ทำการเซ่นผีเรือนก่อนจากนั้นก็เป่าแคน ร้องรำเพลงแห่กัน  ไปดื่มสุราอาหารทุกหลังคาเรือน ทำบุญอุทิศเสื้อผ้าให้ผู้ล่วงลับไปแล้ว โดยปักกิ่งไม้เรียงราย เอาผ้าที่จะทำบุญนั้นพาดไว้ทำซุ้มประตูหมู่บ้านห้ามไม่ให้คนต่างถิ่นเข้าไปอย่างชาวเขาอื่น ๆ งานพิธีปีใหม่ มีการเล่นโยนบ่ากอง (ถุงผ้าบรรจุเม็ดมะขาม) ระหว่างชายหญิงโดยชายอยู่ฝ่ายหนึ่ง หญิงอยู่ฝ่ายหนึ่งตลอดวัน กลางคืนทุกบ้านต่างก่อกองไฟ กลางลานบ้านเป่าแคนร้องรำทำเพลง เต้นรำดื่มสุราอาหารทั้งหนุ่มสาวเฒ่าแก่

    ถ้าชายชาวเขาเผ่าม้งผู้ใดคิดปลูกบ้านใหม่ เขาจะแจ้งให้ชาวบ้านทราบ ทุกคนมาช่วยงานตั้งแต่ขุดหลุมยกเสาปลูกสร้างเป็นตัวบ้านเรือน เจ้าของบ้านที่ยากจนก็เลี้ยงชาวบ้านเพียงข้าวสุกเปล่า ๆ ถ้ามีฐานะดีบ้าง เจ้าบ้านฆ่าไก่ หมู ต้มกลั่นสุราเลี้ยงชาวบ้านผู้มาช่วยงานอย่างอิ่มหนำสำราญ

    การเที่ยวสาวของชาวเขาเผ่าม้ง มีขนบธรรมเนียมแปลกกว่าชาวเขาเผ่าอื่น คือชายหนุ่มไปหาหญิงสาวโดยไม่ยอมขึ้นไปสนทนากันในบ้าน มักจะไปร้องเพลงอยู่นอกบ้านให้หญิงสาวได้ยิน หรือบางทีเห็นหญิงสาวเอาอาหารให้หมู ม้า ไก่ หรือกำลังตำข้าวก็เอาก้อนหินปาไปใกล้ ๆพอหญิงสาวหันมาดูก็ทำไม้ทำมือชี้บุ้ยชี้ใบ้ให้หญิงสาวไปสนทนากับตนในป่า ถ้าหญิงสาวกำลังทำงานอยู่ ปลีกตัวไปไม่ได้ก็ทำไม้ทำมือบอกเป็นภาษาใบ้แจ้งให้ทราบว่ายังไม่เสร็จงาน หรือบางทีเดินไปกระซิบบอกให้ชายหนุ่มไปรออยู่ก่อนที่ตรงนั้นตรงนี้ ชายหนุ่มจำต้องไปนั่งรออยู่ในป่า บางทีหญิงสาวไม่ไปตามนัดก็กลับไปทำบุ้ยใบ้กวักมืออีก ถ้าเป็นเวลากลางคืน ชายหนุ่มถือคบเพลิงร้องเพลงให้หญิงสาวได้ยินออกไปดู พอเห็นหญิงสาวเข้าก็เอาคบเพลิงแก่วงไปแกว่งมาเป็นสัญญาณนัดแนะให้หญิงสาวออกเดินตามไปนั่งสนทนาเกี้ยวกันในป่า บางทีชายหนุ่มเดินทางจากหมู่บ้านซึ่งอยู่ไกลกันคนละภูเขา ขี่ม้ามาเที่ยวสาวก็มี

    ขนบธรรมเนียมการแต่งงานของชาวเขาเผ่าม้งแต่เดิมนั้นชายจะต้องลักพาหญิงสาวไปอยู่บ้านของตนก่อน ไม่มีการหมั้น ถ้าชอบพอรักใคร่หญิงม้งคนใด ก็นัดแนะไปสนทนากันในป่า จะกอดสัมผัสกันอย่างไรก็ไม่ว่ากัน ถ้าหญิงไม่ชอบชายก็ไม่ยอมออกไปพบปะสนทนาด้วย หากชายต้องการหญิงนั้นเป็นภรรยาจริง ๆ และพยายามพูดจาโดยละมุนละม่อม ไม่เป็นผลก็ใช้วิธีดักฉุด คือต้องนัดแนะเพื่อนชาย 2 คนเป็นอย่างน้อย ดักอยู่ตรงระหว่างเส้นทางที่หญิงสาวไปไร่ตอนสายซึ่งตามปกติหญิงสาวมักไปไร่ตามลำพัง พอหญิงสาวเดินผ่านก็ตะครุบตัวเอาผ้าปิดปากมัดมือจูงไปให้ชายหนุ่มผู้ต้องการหญิงสาวนั้นแล้วนำไปกักไว้ยังกระท่อมในไร่ร้าง หรือหญิงสาวยินยอมเป็นภรรยาเป็นโดยสันติวิธี ก็พาไว้ที่บ้านของตน ถ้ามารดาหญิงเดินร่วมทาง ก็ให้เพื่อนอีกคนหนึ่งคอยกันไปทางอื่น หลังจากนั้นจึงส่งผู้เฒ่าผู้แก่ไปเจรจาขอขมาสู่ขอบิดามารดาหญิงสาวจะพูดว่าเอาเป็นผัวเป็นเมียกันเสีย แล้วเรียกเงินสินสอดเป็นเงินเเท่ง 5-8 แท่ง (ซื้อขายในเชียงรายช่วง พ.ศ. 2493 ราคาเงินแท่งละ 150 บาท) ชายหนุ่ยผู้อัตคัดเงินจริง ๆ มีเพียง 3แท่งก็ใช้ได้ ถ้าไม่มีเงินเลยก็ต้องไปกู้ยืมคนอื่นมา โดยสัญญาว่าจะถางป่าทำไร่ฝิ่นแล้วนำเงินมาชดใช้ให้

    การฉุดคร่าหญิงสาวนั้น เป็นวิธีสุดท้ายของชายหนุ่มที่หญิงสาวไม่พึงพอใจตน บางทีก็เกิดเรื่องทะเลาะวิวาทเป็นปากเสียงกัน ระหว่างชายหนุ่มคนรักเดิมของหญิงสาวกับชายผู้ฉุดคร่า ถึงกับยกพวกชักมีดด้ามงาช้างออกทำท่าจะประหัดประหารกัน ด้วยเหตุนี้หญิงสาวที่มีคนรักแล้วหรือยังไม่มี มีแต่คนมาชอบพอรักใคร่ซึ่งตนไม่พอใจ จึงต้องระมัดระวังตัวในเวลาไปไร่เพราะอาจเจอกับโจรหนุ่มเข้าได้ คือต้องคอยติดตามไปกับบิดามารดาพี่ชายน้องชายหรือคนรักอยู่เสมอ มิฉะนั้นจะผิดคู่ไป เมื่อชายหนุ่มลักพาหญิงสาวที่ตนชอบพอไปไว้ที่บ้านและส่งผู้ใหญ่มาขอขมานั้น ก็ยังไม่ประกอบการแต่งงานจนกว่าชายหนุ่มจะมอบเงินสินสอดเรียบร้อยแล้ว จึงนัดวันแต่งงานกัน ครั้นถึงวันเวลาทางฝ่ายผู้หญิงฆ่าหมู 2 ตัว เชิญบรรดาญาติพี่น้องและชาวบ้านมากินเลี้ยงหมดทุกคน

    ขนบธรรมเนียมการแต่งงานนี้ เขาห้ามไม่ให้ญาติทางฝ่ายบิดามาแต่งงานเป็นสามีภรรยากัน หากเป็นญาติทางฝ่ายมารดาแล้วก็อาจแต่งงานกันไว้ เมื่อเด็กเกิดมา ชาวเขาเผ่าม้งเอาน้ำอุ่นลูบตัว เอาห่วงคอทำด้วยโลหะเงินสวมเพื่อป้องกันบรรดาผีปีศาจร้ายเข้ามารบกวนเด็กจนเจ็บป่วย ให้สวมหมวกกลมเล็ก ๆ ผูกเหรียญเงินประดับ พอโตขึ้นก็ปล่อยให้เล่นตามลานดินกับเด็กเพื่อนบ้าน

    ถ้ามีชาวเขาเผ่าม้งคนหนึ่งคนใดตายลง เขาจะเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่แล้วยกเอาวางบนแคร่ไม้ ซึ่งทำด้วยไม้กระดานตอกลิ่ม หรือบางทีก็ใช้ไม้ลำ 2-3 เล่ม ผูกติดกันเป็นแพ เจ้าของบ้านให้เพื่อนบ้านไปหาซื้อวัวควายจากหมู่บ้านชาวเหนือ เอาขึ้นไปฆ่าทำอาหารเลี้ยงแขกวันละ 3 มื้อ ตลอดเวลาที่ตั้งศพอยู่ ถ้าเป็นคนไม่สำคัญนัก เช่น บุตรคนเล็กตาย ก็มีการฆ่าหมูแทนวัวควายเอาศพไว้บนบ้าน 3-4 วัน ฆ่าหมูวันละ 1 ตัว เลี้ยงชาวบ้านที่มาช่วยงานทั้งหญิงและชาย ถ้าเป็นศพหัวหน้าครอบครัว ญาติพี่น้องมีความอาลัยอาวรณ์มาก ก็เอาไว้นานวันปล่อยให้ศพขึ้นอืดพองน้ำเหลืองไหวเยิ้ม แมลงวันจับเป็นกลุ่มๆกลิ่นเหม็นกระจายไปทั่วทั้งหมู่บ้าน ญาติคนใดไปงานศพต้องเอามือไปแตะศพที่มีน้ำเหลืองเฟะนั้น แล้วร้องไห้รำพันถึงผู้ตาย ผู้ใดจะพูดว่า  “เหม็น” ไม่ได้ เจ้าของบ้านจะโกรธเคืองถือว่าผิดผี ไม่รักใคร่กัน เมื่อเวลาเป็นคนอยู่เคยชอบพอรักใคร่ ครั้นล้มคว่ำถึงตายกลายเป็นผีเน่าเฟะไปเช่นนี้กลับรังเกียจ เป็นคนที่คบไม่ได้ คำรำพันนั้นถ้าผู้ใดรำพันถึงความหลังอันดีของผู้ตายเป็นที่จับใจเจ้าของบ้าน เขาจะตัดเนื้อวัวมอบให้ไปรับประทานที่บ้านอีกด้วย

    ความเป็นอยู่ของชาวเขาเผ่าม้งค่อนข้างสกปรก ชอบเอาเนื้อวัว เนื้อควาย หมู ทาเกลือแขวนไว้โดยไม่ย่างไฟ จนมีหนอนขึ้นไต่ เวลารับประทานก็เขี่ยหนอนทิ้ง แล้วเอาหมกขี้เถ้าในเตาไฟหรือปิ้งไฟกินอย่างเอร็ดอร่อย การฆ่าวัวควายในงานศพถือเป็นขนบเนียมของเขา ถ้าเป็นคนมีมีฐานะดีก็ฆ่าวัวควาย 2-3 ตัว ถ้าอัตคัดก็ฆ่าเพียงตัวเดียว ผู้ตายบางคนมีบุตรชายหลายคน บรรดาบุตรชายทุกคนต้องนำวัวมาฆ่าเซ่นศพบิดาคนละ 1 ตัว ถ้ามีบุตร 12 คน ก็ฆ่าวัวหรือควาย 12 ตัว เลี้ยงชาวบ้านให้อิ่มหนำสำราญ ส่วนที่เหลือก็ตัดแจกกันไป ระหว่างเนื้อวัวกับเนื้อควายนี้ ชาวแม้วชอบเนื้อควายมากกว่า ถือว่าผู้ตายชอบรับประทาน

    ชาวเขาเผ่าม้งไม่นิยมทำโลงใส่ศพ ใช้วิธีหามไม้กระดานที่วางศพนั้นไปอย่างใกล้ชิด โดยไม่รังเกียจต่อน้ำเหลืองที่ไหลเยิ้มหยดลงมาถูกเสื้อผ้าของตน ไม่เอาใจใส่ต่อแมลงวันและกลิ่นเหม็นที่ลอยกระจายไปในอากาศ ผู้ใดว่า “เหม็น” หรือทำท่าขยะแขยงก็จะถูกโกรธด่าว่ากัน เวลาเคลื่อนศพก็ยิงปืนขึ้นฟ้าอย่างสนั่นหวั่นไหวตลอดทาง บางทีแขนศพหลุดตกลงมาก็หยิบขึ้นวางไว้ใหม่ ที่ป่าช้าขุดหลุมลึก 1 เมตร เอาไม้กระดานปู อุ้มศพลงวางพร้อมเสื้อผ้าของผู้ตาย แล้วเอาไม้กระดานที่หามศพไปนั้นวางบนศพ เกลี่ยดินกลบหลุมวางหินซ้อนทับข้างบนเอากิ่งไม้ปักเป็นเครื่องหมายไว้ เสร็จพิธีฝังแล้วต่างก็พากันกลับบ้าน

    ชาวเขาเผ่าม้งขาวมีมากบนดอยผาแดง เขตอำเภอเชียงคำจังหวัดพะเยา และเขตล้านช้าง ซึ่งเป็นภูเขาต่อเนื่องกัน เช่น ดอยน้ำบง ดอยน้ำปลาย ดอยนาง ผาจะลอ ฯลฯ เขตจังหวัดน่านก็มีมาก เช่น ที่ดอยภูลังกา อำเภอปง ถ้าต้องการเดินทางไปดอยผาแดงก็ออกเดินทางไปจากตัวอำเภอเชียงคำไปสู่ตำบลเจดีย์คำ เดินขึ้นเขาไปถึงปากถ้ำแล้ว แยกไปทางขาวมือถึงบ้านห้วยแฝก ซึ่งเป็นหมู่บ้านของชาวแม้วขาว

    ชาวเขาเผ่าม้งดำ

    ชาวเขาเผ่าม้งดำ ต่างกับม้งขาว ตรงเครื่องแต่งกายและภาษาพูดเพียงเล็กน้อย เช่น ม้งดำ ว่า “โม่กาตื้อล่อ” แปลว่าไปที่ไหน ม้งข้าวว่า “โม่งดาจีลา” สำหรับขนบธรรมเนียมการเลี้ยงผี แต่งงาน พิธีศพ เป็นไปอย่างเดียวกัน ทั้งสองกลุ่มนี้แต่งงานกันได้ การพบปะสัมมาคารวะกันทำคล้าย ๆ ไหว้ แต่ไม่พนมมือ และไม่ประสานมืออย่างจีน ทำท่าคล้ายจะถอยน้ำถอยลม พร้อมกับผงกศรีษะ 2-3 ครั้ง

    ผู้ชายชาวเขาเผ่าม้งดำแต่งกายคล้ายม้งขาว ทั้งหมวกเสื้อและกางเกง ผิดแต่เสื้อตรงหน้าอกสั้นจากคอลงไปแค่ลิ้นปี่ (ระดับใต้นม) ข้างล่างเปิดให้เห็นท้องและชายโครง ไม่มีติดแถบผ้าสีขาวไว้ที่คอเสื้อและชายเสื้อ ซึ่งนับว่าเปิดให้เห็นท้องมากกว่าแม้วขาว ที่เอวของเด็กหนุ่มคาดเอวด้วยผ้าสีแดงแต่ใช้เข็มขัดติดกระเป๋าหนังใบเล็ก สำหรับใส่เงินและยาสูบสวมห่วงคอด้วยโลหะเงิน ถ้าเป็นคนอัตคัดจะสวมห่วงคอ 1 อัน คนมั่งมีสวม 5-6 อันซ้อนกัน

    ผู้หญิงชาวเขาเผ่าม้งดำ ไว้ผมยาวเกล้าขมวดเป็นก้อนสูงกลางศรีษะ สวมถุงผ้าทำคล้ายหมวก เสื้อผ่าอกป้ายข้างสีดำยาวแค่เอวอย่างแม้วขาว ผิดแต่ผู้หญิงม้งดำสวมกระโปรงสีอ่อน ทอด้วยใยกัญชาป่า เย็บด้วยมือจีบรอบแบบกระโปรงฮาวายแต่สั้นเพียงหัวเข่า พิมพ์ดอกลวดลายต่าง ๆ ลงบนกระโปรงเล็กน้อย ตรงเอวหน้ามีผ้าผืนหนึ่งกว้างประมาณ 1 คืบ ปิดห้อยลงไป

    ผู้หญิงชาวเขาเผ่าม้งทุกคนชอบประดับกายด้วยโลหะเงิน ทำเป็นห่วงคอ กำไลมือ ห่วงหู สำหรับห่วงคอและกำไลมือมักสวมหลายอัน ถ้าผู้ใดสวมมากอันถือว่าเป็นผู้มั่งคั่งร่ำรวย ขนบรรมเนียมของชาวแม้วนั้นคล้ายคลึงชาวเย้า ชาวลีซอ มีการฆ่าไก่หมูวัวควายเซ่นผี การนับวันเดือนปีเหมือนชาวจีนฮ่อ  หญิงที่แต่งงานแล้วต้องตกเป็นทาสของสามีตลอดไป

    ชาวเขาเผ่าม้งดำมีชื่ออย่างเดียวกับแม้วพวกอื่น ๆ ผิดแต่ภาษาพูดบางคำบางประโยคผิดเพี้ยนกันไป เช่น คำว่า ล่อ แปลว่ามา โม - ไป กาตื่อ - ไหน น้ำมอล่อเด้ - ดื่มน้ำ มู่เต้ - ไปไร่ เด้ - น้ำ มูเต้เปล่ - ไปไร่ข้าว มั้ว - มี เมะยวั่ว - เด็ก มีตู้ - ผู้ชาย มิไซ่ - หญิง เจ่อตู่ - กี่คน มั้วเจ่อตู่เมะยวั่ว - มีบุตรกี่คน น้ำอล่อต้อ - รับประทานอาหารแล้วหรือยัง ฯลฯ

    ชาวเขาเผ่าม้งดำ อาศัยอยู่บนเขาในจังหวัดเชียงรายหลายแห่งคือดอยช้าง ซึ่งเป็นรูปหัวช้างจมดินตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ดอยทุ่งกอ ตำบลทุ่งกอ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ดอยผาหม่น อำเภอเทิง ดอยผาแดง อำเภอเชียงคำ สมัย พ.ศ. 2490 การเดินทางสะดวกในฤดูแล้ง ฤดูฝนลำบากต้องเดินผ่านทุ่งนาบุกป่าที่เต็มไปด้วยโคลน ชาวแม้วดำลงมาเที่ยวในเมืองเป็นครั้งคราว ไม่ค้างแรมอยู่ตามพื้นที่ราบ

    ชาวเขาเผ่าม้งลาย

    ชาวเขาเผ่าม้งลาย อาศัยอยู่ตามภูเขาในเขตอินโดจีนทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ทางฝั่งขวาแถบล้านช้างตอนติดต่อเขตไทย  มีอาชีพทำไร่ฝิ่น ข้าว ข้าวโพด พริก ฝ้าย ฯลฯ ขนบธรรมเนียมอย่างเดียวกับแม้วดำและแม้วขาว ผิดกันบ้างเพียงภาษาพูดที่แปร่งไปเล็กน้อย เครื่องแต่งกายคล้าย ๆกัน ผู้หญิงแต่งกายด้วยเสื้อแขนยาวผ่าอกทับกันพื้นสีดำ ตรงแขนสลับสีขาว โพกศรีษะด้วยผ้าดำใหญ่ สวมกางเกงแบบจีนขายาว

    ชาวเขาเผ่าม้งลายไม่ชอบลงมาซื้อสินค้าในเขตเมืองไทยเรา  นาน ๆ จึงจะพบครั้งหนึ่ง นับถือขนบธรรมเนียมแม้วเคร่งครัดกว่าบรรดาแม้วขาว ชอบเลี้ยงม้าทุกหลังคาเรือน การเดินทางไปมาติดต่อกันบนเขาใช้ลาโดยตลอด

    สำหรับชาวเขาเผ่าม้งลายนี้ ต่อมามีผู้จัดเป็นสาขาย่อยในกลุ่มม้งดำ ซึ่งแบ่งเป็น ๓ สาขา คือม้งดำม้งลาย และม้งดอกและแบ่งม้งในประเทศไทยเป็น ๓ เผ่า คือม้งดำ ม้งขาว ม้งกัวมะบา

     

    บทสัมภาษณ์ม้งที่ พิพิธภัณฑ์ม้ง หมู่บ้านม้งดอยปุย ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่

    ผู้ให้สัมภาษณ์ นางสาวชิดชนก พงศ์พูนสมบัติ (น้องชง แซ่ย่าง) เจ้าของร้านขายใบชา เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2552

    น้องชง:ตรงนี้เป็นการเขียนลายผ้าค่ะ พอได้ตัวผ้าเราก็นำไปทำเสื้อผ้า

    น้องตัง:กระโปรงแบบนี้นี่คือการเล่าเรื่องราวยังงี้ครับ ยังไม่มีใครอ่านได้เลยนะครับ

    น้องชง:เพราะว่าลวดลายที่เขียนต่างๆ ในนี้ มันจะเป็นเรื่องราวของคนม้งสมัยก่อนค่ะ

    ภัคภิญญา:เหมือนเขียนประวัติศาสตร์ของม้งใช่มั้ยคะ

    น้องชง:ใช่ค่ะ คือเขียนประวิศาสตร์เขียนเรื่องราวต่างๆไว้ในนี้ แต่ว่าเป็นภาษาโบราณ สมัยนี้จะไม่มี แล้ว ก็ยังไม่มีใครอ่านได้ค่ะ

    น้องตัง: ...จีน...ผู้ชายจะถูกฆ่า ผู้หญิงจะโดนจับ

    น้งชง:ใช่ค่ะ คือสมัยก่อนนี้ เราอพยพมาจากจีนผู้ชายจะโดนฆ่า ผู้หญิงจะโดนจับ(โดนขมขืน ทรมานต่างๆ ถูกใส่โซ่ตรวน เป็นทาส : ภัคภิญญา) เขาจะเขียนรายละเอียดต่างๆ ไว้ในนี้

    ภัคภิญญา:หาข้อมูลพบว่า ที่มาของเครื่องเงินที่คนม้งปัจจุบันใส่กันนี้ เรื่องมีอยู่ว่าเด็กๆ เคยเห็นพ่อแม่ถูกจองจำ ใส่โซ่ตรวน ด้วยความซื่อ บริสุทธิ์ ไร้เดียงสา ก็ถามพ่อแม่ว่า อยากใส่บ้าง พ่อแม่ซึ่งเป็นไท(อิสระ)แล้วจึงต้องทำเป็นสร้อยคอ กำไล(เครื่องประดับ) ให้ลูกสวมใส่แทน แต่บางข้อมูลก็บอกว่า ที่คนม้งใส่เครื่องประดับเงินนั้น เพื่อเตือนสติตนเองว่าครั้งหนึ่งเคยถูกจองจำ ให้ระลึกไว้ว่าความเป็นอิสระนั้นดีเพียงใด

    น้องชง:อืมม ก็ใช่ค่ะ

    รศ.พิชัย:ลายผ้าผืนนี้เหมือนลายผ้าปักที่หลวงพระบางนะ แบบนี้เขาก็ปักเหมือนกันเหรอ

    น้องชง:ปักค่ะปัก

    ภัคภิญญา:เขา(แม่ค้าขายผ้าปักที่หลวงพระบาง)เป็นม้งเหมือนกัน ใช่มั้ยคะน้องชง

    น้องชง:ใช่ค่ะ เขาเป็นม้งลาว เราเป็นม้งไทย

    ภัคภิญญา:อ๋อค่ะ ประทานโทษ หนูเกิดเมืองไทยมั้ยคะ แล้วได้สัญชาติไทยมั้ยคะ

    น้องชง:ค่ะหนูเกิดที่นี่ ได้สัญชาติไทยเรียบร้อยค่ะ

    ภัคภิญญา:ดีค่ะดีใจด้วย

    น้องชง:สำหรับผ้าปักชิ้นนี้ ลายจะไม่เหมือนกันเลย จะแสดงวิถีชีวิต นี่เป็นการทำนานะ นี่เทศกาลปีใหม่นะ ผ้าผืนนี้จะบอกรายละเอียดของคนม้งทั้งหมดเลยค่ะ

    ภัคภิญญา:ควรจัดทำเป็นบุ้ค(เล่ม)ไว้นะ(รายละเอียดในพิพิธภัณฑ์) เพราะเข้ามาในนี้หนูไม่ให้ถ่ายรูป

    น้องชง:ทำค่ะทำ แต่ไม่ได้ทำไว้จำหน่าย

    รศ.พิชัย: ทำไว้เป็นของพิพิธภัณฑ์(สามารถจำหน่ายหารายได้บำรุงพิพิธภัณฑ์ทางหนึ่งด้วย)

    ภัคภิญญา:เราทำวิทยานินธ์เรื่องนี้ไง เรื่องราวแบบนี้เราต้องการมากเลยไง ถ้าไม่ให้ถ่ายรูป ก็ต้องให้อาจารย์(รศ.พิชัย)เขาจำไป พอดีอาจารย์เขาจบสถาปัตย์เขาจะวาดรูปเก่ง แต่ถ้าหนูทำรูปเล่มขาย มันจะเป็นรายได้เข้าหมู่บ้าน(พิพิธภัณฑ์)ได้เลย

    รศ.พิชัย:หนูทำเป็นผลงานยังได้เลย แล้วไปเรียนป.โทเป็นภูมิปัญญาได้

    น้องชง:นี่คือเครื่องปั่นด้าย ปั่นด้ายเข้าไจ ต่อไปเป็นวิธีย้อมผ้า ผ้าใยกัญชงนี่ตัวผ้าจะเป็นสีธรรมชาติ(ขาวออกนวลๆ : ภัคภิญญา) เขียนลายเสร็จก็มาย้อมค่ะ เทียนที่เขาเขียนมันจะเป็นสีขาว ผ้าจะเป็นสีน้ำเงินค่ะ

    ภัคภิญญา:เออ..ขอโทษนะคะ กระโปรงมันเป็นสามชิ้นใช่มั้ยคะ

    น้องชง:ใช่ค่ะ เป็นสามท่อน

    ภัคภิญญา:เพราะว่าหน้าผ้าเรามันแคบ ใช่มั้ยคะ

    น้องชง:ใช่ค่ะ ใช่ ส่วนตรงนี้เป็น เครื่องโม่ข้าวโพด สำหรับเลี้ยงสัตว์ เลี้ยงไก่ แล้วนี่คือเครื่องตีเหล็กให้เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ นี่เป็นตัวสูบลมเพื่อเร่งไฟ

    ภัคภิญญา:แต่เขาทำเองทั้งหมดไม่ได้เอาของคนพื้นราบมาใช้ เป็นภูมิปัญญาของม้งเอง ถูกมั้ยคะ

    น้องชง:ใช่ค่ะ อย่างตีเหรียญ ตีอะไรเนี่ยสมัยก่อนเขาก็ทำค่ะ

    ภัคภิญญา:ขอโทษเถอะแล้วเหรียญเงินที่หนูใส่อยู่เนี่ย ทำเองมั้ยคะ (หมายถึงสร้อยคอเงินที่น้องชงสวมอยู่ ซึ่งดูหรูหราสวยงามมาก)

    น้องชง:อันนี้ไม่ใช่ค่ะ เป็นคนม้งที่อื่นทำ ที่ปราการ จ.น่านค่ะ เขาทำแล้วเอามาขาย

    ภัคภิญญา:คือที่นี่ (หมู่บ้านม้งดอยปุย) ไม่ได้ทำเครื่องเงินแล้ว

    น้องชง:ใช่ค่ะ ถัดไปเป็นการปลูกข้าวค่ะ การปลูกข้าวจะอาศัยช่วงหน้าฝน ผู้ชายใช้เสียมเจาะรู ผู้หญิงหยอดเมล็ดข้าวลงไป

    ภัคภิญญา:อ๋อ ช่วยๆกันสามีภรรยา สามีเจาะภรรยายก็ทิ้งเอ้อ!หยอดๆ แล้วเรา(คนม้ง)ใส่ชุดแบบนี้ตลอดปี จริงมั้ยคะ

    น้องชง:ใช่ๆ สมัยก่อนจะใส่แบบนี้เลยน่ะค่ะ แต่ไม่ใส่เครื่องเงิน(ใส่เครื่องเงินหน้าเทศกาล : ผู้วิจัย)

    ภัคภิญญา:แล้วเลิกใส่ชุดแบบนี้นานหรือยังคะ

    น้องชง:ก็ตั้งแต่คนพื้นล่างเข้ามาน่ะค่ะ

    ภัคภิญญา:ตอนหนูเด็กๆ ใส่มั้ยคะ

    น้องชง:ใส่ค่ะ ใส่ ถ้าไปทำนาไม่ใส่เครื่องเงิน

    ภัคภิญญา:ข้อมูลทั้งหมดที่สัมภาษณ์เนี่ยดิฉันเอาไปลงในบุ้ค(เล่มวิทยานิพนธ์)ได้

    น้องชง:ได้ค่ะได้ อัดเสียงได้

    ภัคภิญญา:ตกลงผ้าที่เขาเอามาขายเนี่ยเป็น...

    น้องชง: ผ้าที่ขายอยู่เขาทำมาเพื่อขาย จริงๆแล้วเขาทำเป็นกระโปรงจีบใหญ่ จับจีบให้อยู่ทรง แล้วมาตัดออกอีกที ก็จะใช้ทำได้อีกหลายๆตัวค่ะ

    ภัคภิญญา:แล้วที่เขาบอกว่าเอามาจากเมืองจีนล่ะ

    น้องชง:เขาก็ไปรับเสื้อผ้าม้งจากเมืองจีน เป็นม้งจีน

    ภัคภิญญา:ค่ะ ค่ะ คนม้งจีนที่โน่นเยอะกว่าเรา

    น้องชง:เยอะกว่าค่ะ เยอะกว่ามากแต่ว่าภาษาพูดจะไม่เหมือนกันนะคะแต่เป็นม้งเหมือนกัน เขาก็จะไปรับเสื้อผ้าจากที่นั่นมา

    ภัคภิญญา:ที่เห็นในตลาดหรือที่เราซื้อไป ดูมันเก่าไง ก็เลยมีความรู้สึกว่าเป็นของที่ใช้ในชีวิตประจำวัน แล้วเอามาขาย

    น้องชง:มีส่วนค่ะ

    ภัคภิญญา:เหมือนของลูกๆ ที่ไม่ได้ใส่แล้ว ไม่ใช้แล้ว หรือทำชุดใหม่ให้ลูกแล้ว เอาชุดเก่ามาขายได้มั้ยคะ ผิดธรรมเนียมอะไรมั้ยคะ

    น้องชง:ขายได้ค่ะ ไม่ผิดธรรมเนียมอะไร ไม่ผิดค่ะ ต่อไปเป็นพิธีปัดรังควาญนะคะ

    ภัคภิญญา:ใช่หลิวมั้ย(แบบคนจีน)

    น้องชง: ไม่ใช่ค่ะ เป็นไผ่ แต่จริงๆแล้วเป็นตะไคร้นะคะ คนม้งนะคะแต่ละแซ่เขาจะมีหมอผีของตัวเอง ก่อนจะถึงปีใหม่ถ้าเป็นม้งขาวนะคะ เขาจะทำพิธีนี้ก่อนปีใหม่หนึ่งวัน สมมติว่าพรุ่งนี้เป็นปีใหม่วันนี้เขาจะทำพิธีแบบนี้อันนี้เป็นของม้งขาว แต่ถ้าเป็นม้งลายเนี่ยจะทำวันแรม 14 ค่ำ เดือน 9 ของทุกๆ ปีค่ะจะทำพิธีปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายออกจากตระกูล ก็คือจะไปรวมตัวกันที่หมอผี แล้วก็ทำพิธีแบบนี้ มีเรียกขวัญ ไล่สิ่งไม่ดี เรียกทุกคนในตระกูลมา เขาไม่ให้คนในตระกูลทำอะไรเลย เช่น ไม่ให้ขับรถ ไม่ให้ใช้มีด ไม่ให้ใช้ของมีคม

    ภัคภิญญา:เหมือนวันถือ

    น้องชง:ใช่ค่ะ ใช่เหมือนวันถือ หยุดวันนี้วันเดียวเลยค่ะ

    ภัคภิญญา:แล้วคืออันนี้เป็นเดือนของไทยหรืออะไร

    น้องชง:ใช่ค่ะ เดือนไทย วันขึ้นปีใหม่ม้งใน 1 ปี (แต่ละปี : ผู้วิจัย) ข้างขึ้นข้างแรม มันจะไม่ตรงกัน

    ภัคภิญญา:คือกำหนดวันตายตัวไม่ได้ว่า 12 ธันวา หรือ 25 ธันวา

    น้องชง:กำหนดวันไม่ได้ค่ะ

    ภัคภิญญา:ถือตามจันทรคติ มั้ยคะ

    น้องชง:ใช่ค่ะ ใช่ แล้วแต่จันทรคติ ส่วนตรงนี้จะเป็นพิธีปีใหม่ค่ะ การละเล่นปีใหม่ก็จะมีการโยนลูกช่วง แต่เป็นม้งเหมือนกันแต่เป็นม้งเหมือนกันแต่เป็นม้งเหมือนกันแต่เป็นม้งเหมือนกันค่ะ ถัดไปเป็นการเล่นลูกข่าง แต่ลูกข่างเนี่ยพอดีเด็กๆ ที่เข้ามาเป็นไกด์ แล้วเอาไปเล่น ไม่ทราบว่าหายไปไหนค่ะ

    รศ.พิชัย:อันนี้ใช่มั้ย

    น้องชง:ใช่ค่ะแต่จะมีหลายๆ อันค่ะ คือตรงนี้จะเป็นฝ่ายปล่อย แล้วด้านนี้จะเป็นฝ่ายตี เป็นการแข่งขันเหมือนกัน

    รศ.พิชัย: ทำมาจากไม้อะไรครับ(อาจารย์ศึกษาวิจัยเรื่องวัสดุพื้นถิ่นฯ)

    น้องชง:เอ่อ ไม่แน่ใจค่ะแต่เป็นไม้เนื้อแข็ง(เพราะต้องรับแรงกระแทกจากการตกกระทบ : ผู้วิจัย)

    ภัคภิญญา:การแต่งกายจริงๆน่ะ ผู้ชายเขาใส่เสื้อยืดสีขาวๆ ข้างในมั้ยคะ เดิมน่ะค่ะแบบเดิมๆเลยน่ะ

    น้องชง: ไม่ค่ะ ไม่ใส่

    ภัคภิญญา: แล้วไม่หนาวเหรอคะ

    รศ.พิชัย:เปลือยเลย เอวลอยเหรอ

    น้องชง: ใช่ค่ะ

    ภัคภิญญา: แต่มาปัจจุบันเห็นใส่เสื้อยืดสีขาวข้างใน มันสวยนะ ดูดีอ่ะ

    น้องชง: ใช่ค่ะ ดูดี

    ภัคภิญญา: ก็ดูมีวัฒนธรรมมากขึ้น (คือปิดส่วนเนื้อหนังบริเวณหน้าท้อง : ผู้วิจัย)

    น้องชง:ส่วนตรงนี้จะเป็นเครื่องดนตรีของคนม้ง แต่เดิมเป็นของจริงค่ะ แต่ไม่รู้ใครเอาไป ตัวเครื่องดนตรีจะคล้ายใบไผ่เล็กๆ เขาจะเรียกว่า ไบรภาษาม้งนะคะเรียกไบร

    รศ.พิชัย: ใช่ใบไผ่มั้ย

    น้องชง: ไม่ใช่ค่ะ

    รศ.พิชัย: ไปเหลาๆ เป็นเครื่องดนตรีแต่มีลักษณะคล้ายใบไผ่ เรียวๆ เล็กๆ เหลาจากไม้ใช่มั้ย

    น้องชง: ไม่ใช่จากไม้ค่ะ แต่เป็นเหล็ก เป็นทอง เป็นเงิน

    รศ.พิชัย: อ๋อเป็นโลหะ ทำจากโลหะ

    น้องชง: ใช่ค่ะ เป็นโลหะบางๆ เขา เอาไว้เป่า ไว้ไปจีบสาว เขาจะมีทำนอง มีเพลงของเขา

    ภัคภิญญา: แล้วผู้หญิงเป็นคนเลือกใช่มั้ย ผู้หญิงเสียสินสอดมั้ยคะ

    น้องชง: ไม่ค่ะ ไม่ ก็คือการละเล่นเฉยๆ

    ภัคภิญญา: ...เธอจ๋าฉันชอบเธอนะ อะไรเงี้ย...ใช่มั้ย

    น้องชง: ค่ะใช่ค่ะ คือหนึ่งปีเนี่ยผู้หญิงจะมีสิทธิเฉพาะช่วงปีใหม่เท่านั้น

    ภัคภิญญา: ที่จะสามารถแสดงอารมณ์ออกมาว่า ชอบใคร

    น้องชง: ใช่ค่ะ ส่วนตรงนี้จะเป็นพิธีแต่งงาน

    ภัคภิญญา+รศ.พิชัย: อ้าวแล้วเขาต้องตีกันด้วยเหรอ

    น้องชง: กรณีที่แสดงไว้ตรงนี้ คือการโดนฉุดค่ะ คือถ้าเกิดว่าผู้หญิงกับผู้ชายชอบพอกันก็คือไปตอนกลางคืนอยู่ด้วยกัน แล้วผู้ชายก็ต้องพาผู้หญิงกลับบ้าน แล้วพรุ่งนี้ตอนเช้าๆ ทางบ้านก็จะส่งสารไปว่า ได้แต่งงานกับบ้านหลังนี้ไปแล้วนะ แต่ในกรณีนี้ คือว่าโดนฉุด ผู้หญิงม้งอายุ 14-15 ปี เขาแต่งงานกันเช้า ( หมายถึงแต่งงานเร็ว : ผู้วิจัย) เพราะว่าโดนฉุด

    ภัคภิญญา: อ๋อ จริงๆ แล้วเขาก็ไม่ได้อยากแต่งงานเร็วขนาดนั้น ใช่มั้ย

    น้องชง: ใช่ค่ะ เขาโดนฉุด ก็คือพอโตเป็นสาว เขาเห็นว่าเป็นสาวแล้วนะ เขาพอใจ เขาก็มาฉุดไป จริงๆ แล้วผู้หญิงก็ไม่ได้เต็มใจ แต่มาโดนฉุดไป

    ภัคภิญญา: แล้วก็เสียท่าไปแล้วนะ

    น้องชง: ใช่ ใช่ค่ะ แต่เสียหรือยังไม่เสีย เขาก็กลัวเสียชื่อเสียง พ่อแม่ก็จะถือว่าแต่งงานไปแล้ว เขาไม่รับคืนมาแล้ว อาการนี้คือ ผู้ชายเขาฉุดผู้หญิงโดยผู้หญิงไม่เต็มใจ

    รศ.พิชัย: เขาแบกไปเลย

    น้องชง: ทางพ่อกับแม่ไม่พอใจ

    ภัคภิญญา: ก็ตีลูกเขย

    น้องชง: ไม่ใช่ค่ะ คนนี้เป็นเพื่อนเจ้าบ่าว คือเขามีการเตรียมงานกันมา

    รศ.พิชัย: อ๋อ คนนี้ขวางไว้ มากันหลายคน มาเป็นทีม

    น้องชง: ใช่ค่ะ ผู้ชายแบกผู้หญิงไป เพื่อนๆ ก็ขวางพ่อแม่ผู้หญิงไว้

    รศ.พิชัย: อันนี้กั้นไว้

    ภัคภิญญา: ให้ทางนั้นพาไป ฉุดไปได้สำเร็จ

    น้องชง: ใช่ค่ะ หลังจากทำพิธีเขาฉุดไปเรียบร้อยแล้ว วันรุ่งขึ้นเขาก็จะทำพิธีตกลงกันว่า เขาจะทำพิธีแต่งงานกันเมื่อไหร่ ตรงนี้จะเป็นทางเจ้าบ่าว ฝั่งนี้เป็นญาติเจ้าสาว ถัดมาจะเป็นพิธีการขอขมา แล้วถ้าญาติของเจ้าสาวเยอะเจ้าบ่าวก็ต้องคำนับเยอะ ก็คือถ้าญาติของเจ้าสาวเยอะเขาก็ต้องดื่มเหล้าเพื่อขอขมาให้กับเขา

    ภัคภิญญา: ผู้ชายจะเหนื่อยหน่อย แล้วก็คงเมา

    น้องชง: ใช่ค่ะ เมา เมา

    รศ.พิชัย: เหมือนที่อาจารย์ไปซัวเถา เขาดื่มเหล้าต้อนรับรอบวงเลยนะ

    น้องชง: ใช่ค่ะ คล้ายๆ คนจีน คำนับแล้วกินเหล้า คำนับแล้วกินเหล้าค่ะ ตรงนี้จะเป็นการสอนลูกสาวให้ไปเป็นแม่บ้านแม่เรือน งานแบบนี้ก็มีทั้งดีใจและเสียใจนะคะ

    ภัคภิญญา: ค่ะ ใช่ค่ะ

    น้องชง: อย่างในกรณีที่โดนฉุดเนี่ย ผู้หญิงก็ไม่อยากไป แต่ต้องไป

    รศ.พิชัย: ภาคกลาง(น่าจะหมายถึงคนพื้นราบ : ผู้วิจัย)ก็มีนะ พาหนี

    ภัคภิญญา: ไม่เหมือนกันนะคะอาจารย์ พาหนีคือชายหญิงรักกันแต่โดนผู้ใหญ่กีดกัน แต่กรณีนี้ไม่ได้รักกันนะคะ

    รศ.พิชัย: เออใช่ ภาคกลาง( คนพื้นราบ : ผู้วิจัย) ก็มีฉุด

    น้องชง: ตรงนี้เป็นพิธีกรรม เข้าทรงค่ะ เป็นการเข้าทรงรักษาโรค อย่างกรณีที่ว่า เขาดูว่าบ้านหลังนี้มีคนป่วยที่ไม่สามารถวินิจฉัยได้ รักษาทางโรงพยาบาลแล้วก็ไม่หาย เขาก็จะหันมาทางไสยศาสตร์ นี่คือพ่อหมอค่ะ ตรงนี้จะเป็นการเลียเหล็กเพื่อใช้รักษาโรค เขาจะเอาเหล็กไปแช่น้ำ แล้วก็นำน้ำที่แช่เหล็กนั้นไปให้เด็กที่ไม่สบายกิน

    ภัคภิญญา: แล้วนี่(น้องเยาะ ยุวมัคคุเทศน์ : ผู้วิจัย) เลียรักษาโรคได้มั้ยคะ

    น้องชง: ไม่ได้ค่ะ เพราะพ่อหมอเขาจะมีคาถาของเขา

    ภัคภิญญา: แล้วเขาเป็นพ่อหมอกันทั้งตระกูลเลยมั้ยคะ หรือว่าแล้วแต่ว่าใครจะเป็น ใครจะศึกษา

    น้องชง: ใช่ ใช่ แล้วแต่ว่าใครจะศึกษา

    รศ.พิชัย: แล้วรักษาโรคโดนใช้เท้าเหยียบ มีมั้ย

    ภัคภิญญา: คือเอาเท้าเหยียบน้ำมัน

    รศ.พิชัย: แล้วมาย่ำขา มีมั้ย

    น้องชง: ไม่ใช่ค่ะ ไม่มี

    ภัคภิญญา: รู้จักหมดเลยนะ ใช้ได้ ใช้ได้ ถือว่าสอบผ่าน (วิชามัคคุเทศน์ : ผู้วิจัย)

    น้องชง: ตรงนี้คือพิธีกรรมที่สำคัญอย่างหนึ่ง คนม้งเรียกว่า อั่วเน้งคนที่เป็นหมอผีเขาจะสั่นแบบนี้สั่นแบบน้องเยาะน่ะค่ะ แล้วเขาก็จะกระโดดขึ้นกระโดดลง เครื่องนี้มันจะมีอุปกรณ์ มีการตีฆ้อง หมอผีก็จะกระโดดๆ ทำพิธี พอเขาทำพิธีเสร็จ เขาก็จะมาบอกว่าผีอะไร แล้วก็ใช้หัวหมูมาเซ่นไหว้ หมอผีเขาจะไม่รู้ตัวเลยค่ะ ว่าตัวเขาทำอะไรไปบ้าง

    ภัคภิญญา: หมูนี้คนไข้(น่าจะเป็นญาติพี่น้องของคนไข้)เป็นคนซื้อมาเหรอคะ

    น้องชง: ใช่ค่ะ และต้องเป็นหมูดำเท่านั้น คนม้งจึงเลี้ยงหมูดำไว้สำหรับทำพิธีนี้เท่านั้น

    รศ.พิชัย: แล้วที่นี่มีขายมั้ย

    น้องชง: ไม่มีอ่ะค่ะ เราไม่กิน

    ภัคภิญญา: แล้วหนูกินหมูดำมั้ย

    น้องชง: กินหมูดำค่ะ หมูขาวเดี๋ยวนี้ก็กินแล้ว ต่อไปเป็นการปลูกฝิ่น สูบกัญชา แต่ไม่มีแล้วค่ะ ตั้งแต่ที่ในหลวงเข้ามาให้ความรู้ให้กับประชาชน ให้กับคนม้งที่นี่ แล้วก็เข้ามาสอนให้ทำมาหากิน ให้มาค้าขาย ให้มาปลูกลิ้นจี่ ก็จะไม่มีการทำแบบนี้ค่ะ

    ภัคภิญญา: เออ พูดถึงลิ้นจี่ มีอะไรขายบ้างมั้ยคะ

    น้องชง: ไม่มีค่ะ ไม่ใช่หน้าเทศกาล

    รศ.พิชัย: แล้วมีใครมาบ้างมั้ย ใครที่เป็นผู้แทนในหลวง

    ภัคภิญญา: ผู้แทนพระองค์น่ะค่ะ

    น้องชง: มีค่ะ มี

    รศ.พิชัย: มาประจำปี ใช่มั้ย

    น้องชง: ใช่ค่ะ ใช่

    รศ.พิชัย: หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี

    น้องชง: ใช่ค่ะ ใช่ มาเมื่อต้นปี อันนี้เป็นหน้าไม้สำหรับไปล่าสัตว์ แล้วคนที่ไปล่าสัตว์นะคะ ลูกธนูของเขาจะมียาพิษค่ะ

    ภัคภิญญา: น้องชงคะ นี่คือกระโปรงตัวจริงเลย ใช่มั้ยคะ เป็นแบบนี้จริงๆ เลย ใช่มั้ย

    น้องชง: ใช่ค่ะ เขาจะทำเป็น 2 ท่อน ท่อนนี้(ท่อนล่าง)จะใช้มือปักทั้งหมดเลยค่ะ

    ภัคภิญญา: แล้วไอ้ตรงเขียนเทียน ยังเอาไหมพรมมาปะ(เย็บติดแบบเดินเส้น)อีกใช่มั้ย

    น้องชง: ไม่ใช่ค่ะ อันนี้ทำทีหลัง

    ภัคภิญญา: อ๋อ ตรงนี้น่ะ ตรงที่เป็นลายเขียนเทียน หนูเรียกว่าอะไรนะคะ

    น้องชง: ก็เขียนเทียนนี่แหละค่ะ

    น้องตัง+ น้องเยาะ: พูดพร้อมกันว่า ตัวหั่วจ๊าง

    ภัคภิญญา: แปลว่าเขียนเทียนนี่แหละนะ

    น้องชง: ก็เหมือนกับว่า การเพ็นท์

    ภัคภิญญา: เพ้นท์บาติก

    น้องชง: ใช่ค่ะ เพ้นท์บาติกค่ะ

    น้องตัง: นี่เป็นอานม้าครับ อานม้า

    ภัคภิญญา: นี่ไงคะอาจารย์ ตะกร้าเหลี่ยมๆ (สี่เหลี่ยมมน)ที่อาจารย์อยากได้ไงคะ

    รศ.พิชัย: น้องชง ตะกร้าแบบนี้นี่มีขายมั้ย

    น้องชง: ไม่มีค่ะ ที่นี่ไม่มี

    รศ.พิชัย: นี่อาจารย์จะบอกให้ เอามาทำขาย ให้จักสานมา

    น้องชง: ค่ะ ค่ะให้จักสานที่เป็นดอย ดอย อันนี้เป็นปืนแก๊ป อันนี้เป็นแคน

    รศ.พิชัย: ที่เขาเป่ากัน แล้วก็เต้น เติ้นอะไรกัน

    น้องชง: ใช่ค่ะ อันนี้เป็นดาบ เขาไว้สำหรับการละเล่นรำดาบค่ะ

    รศ.พิชัย: อันนี้อะไรล่ะเนี่ย ตาย จบใช่มั้ย

    น้องชง: พิธีศพ พิธีสำคัญอีกอย่างหนึ่งของคนม้ง คล้ายๆ กับคนจีนก็คือต้องมีลูกชายเพื่อมาทำพิธีนี้ เพื่อให้พ่อแม่มีหน้ามีตา และถ้ายิ่งมีฐานะเนี่ยเขาก็จะยิ่งทำเอิกเกริกและถ้าลูกชายเยอะ เขาก็จะยิ่งฆ่าหมู ฆ่าวัวให้กับพ่อแม่ผู้ที่เสียชีวิตไป แต่ถ้ามีลูกสาวจะไม่จัดงานนาน ก็แค่วันสองวัน แต่คนสมัยก่อนเขาแต่งงานกันเยอะ(หมายถึงมีภรรยาหลายคน : ผู้วิจัย) ก็เพราะว่า ถ้าจะให้ตัวเองเนี่ยมีลูกชายไว้สืบสกุลค่ะ ต้องให้มีลูกชายไว้สืบสกุล ถ้าไม่มีเขาก็จะแต่งเข้ามาอีกคนหนึ่งเพื่อให้มีลูกชายสืบสกุล

    ภัคภิญญา: ไม่ผิดธรรมเนียม

    น้องชง: ไม่ผิดค่ะ เมื่อก่อนมีได้หลายคน แต่เดี๋ยวนี้

    รศ.พิชัย: เดี๋ยวนี้เขาต้องจดทะเบียนนะ มีกฎหมาย

    น้องชง: เอ่อ ใช่ค่ะ

    ภัคภิญญา: เดี๋ยวนี้ก็คือ ผู้หญิงม้งเราก็ฉลาดขึ้น ถูกมั้ย

    น้องชง: ใช่ค่ะ ใช่

     

     

    การแต่งกายของชาวเขาเผ่าม้ง

     

     

    ภาพที่ 2.1 ชุดชาวเขาเผ่าม้งดำชาย

     

    ผู้ชายชาวเขาเผ่าม้งดำ นิยมใช้ผ้าสีย้อมครามหรือสีดำเป็นเครื่องนุ่งห่ม  โดยเป็นเสื้อแขนยาวจรดข้อมือ  ขลิบขอบข้อมือด้วยผ้าสีฟ้าหรือสีน้ำเงิน และอาจปักลวดลายประกอบด้วย  ตัวเสื้อไม่มีคอปก  ชายสาบเสื้อด้านขวาจะป้ายเลยมาทับซีกซ้ายโดยใช้แถบผ้าสีๆ กุ๊นเดินลายและปักลวดลายประกอบดูสะดุดตา  ชายเสื้อจะสั้นเพียงเอวหรือสั้นกว่านั้นเล็กน้อย  กางเกงเป็นสีเดียวกับเสื้อ  มีลักษณะเป็นกางเกงที่ขากว้างมาก  เป้าหย่อนยานแต่ปลายขาแคบลง ขอบปลายขากางเกงอาจมีการปักลายด้วยด้ายสีต่างๆ รอบเอวจะใช้ผ้าสีแดงซึ่งมีความยาวประมาณ 4-5 เมตรเคี่ยนทับกางเกงไว้  ชายผ้าแดงทั้งสองข้างจะปักลวดลายสวยงาม  เมื่อพันผ้าแดงรอบเอว ชายผ้าทั้งสองข้างจะถูกห้อยโชว์ลวดลายไว้ด้านหน้า  ชายหนุ่มจะนิยมคาดเข็มขัดเงินหรือเข็มขัดหนังทับผ้าแดงนี้อีกชั้นหนึ่ง

    ภาพที่ 2.2 ชุดชาวเขาเผ่าม้งดำหญิง

    (หมู่บ้านม้งดอยปุย ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ทวีรัชต์ สดภิบาล.2552 ถ่ายภาพ)

     

    ส่วนผู้หญิงชาวเขาเผ่าม้งดำจะใส่ชุดม้งที่เป็นของเผ่าตัวเองเพียง 1 ชุดเท่านั้น ส่วนเสื้อมีการประดิษฐ์ขึ้นหลายแบบ ผู้หญิงม้งดำไม่นิยมใส่กางเกง ส่วนมากแล้วนิยมใส่กระโปรงมากกว่าพร้อมกับใช้ผ้าพันน่องขาเวลาออกไร่ทำนาเพื่อป้องกันการถูกขีดข่วน

    แบบเสื้อที่ 1 เสื้อสีย้อมครามหรือสีดำแขนยาวจรดข้อมือ ปลายแขนเสื้อจะมีการปักลวดลายอย่างสวยงาม ขอบแขนเสื้อจะมี การตกแต่งด้วยผ้าที่ต่างสีจากตัวเสื้อ นั่นคือจะเป็นผ้าสีฟ้า ขาว เหลืองเป็นต้น ตัวเสื้อจะมีชายยาวกว่าของผู้ชายและจะเก็บชายเสื้อไว้ด้านในกระโปรง ด้านหน้าของตัวเสื้อ โดยเฉพาะบริเวณสาบเสื้อด้านซ้ายและขวาจะมีการปักเป็นลวดลายหรือขลิบด้วยผ้าสีอย่างสวยงาม ปกเสื้อเป็นแบบคอปกกะลาสีห้อยพับไปด้านหลัง ด้านหนึ่งของคอปกเสื้อจะมีการประดิษฐ์ลวดลายสวยงามเป็นการอวดฝีมือกัน นิยมโชว์ด้านที่ปักไว้ด้านนอก

    แบบเสื้อที่ 2 เสื้อสีดำแขนยาว ปลายแขนเสื้อจะมีการปักลวดลายอย่างสวยงาม ขอบแขนเสื้อจะมี การตกแต่งด้วยผ้าที่ต่างสีจากตัวเสื้อ นั่นคือจะเป็นผ้าสีฟ้า,ขาว ,เหลืองเป็นต้น ส่วนด้านหน้าของเสื้อ จะมีการผ่ากลางไม่เท่ากัน ซึ่งด้านขวามือจะเหลือเนื้อที่ของผ้าเยอะกว่าเพื่อที่จะปักทำเป็นมุมต่าง ซึ่งการเย็บมุมต่างๆนั้นจะต้องสลับสีของผ้าด้วยเพื่อให้ได้มุมของเสื้อออกมาในรูปแบบที่สวยงาม ด้านหลังเสื้อจะมีปกอยู่ ซึ่งปกเสื้อจะมีการปักลวดลายไว้สวยงาม และโชว์ด้านที่สวยไว้ข้างนอก เพื่อประชันความสามารถในการออกแบบปกเสื้อ แบบกระโปรง ซึ่งชาวเขาเผ่าม้งดำนิยมทำกระโปรงด้วยสีที่ฉูดฉาดสีสดใส อดีตนิยมสีแดง ชมพู แสด แต่ปัจจุบันนี้นิยมสีเขียว ฟ้า  ม่วง เป็นต้น กระโปรงนิยมจับเป็นจีบพลีทรอบทั้งตัว  และด้วยเหตุผลที่ผ้าชาวเขาเผ่าม้งเป็นผ้าหน้าแคบ 3 ชิ้นกระโปรงจึงต้องเย็บต่อกันตลอดตัว  แต่ขอบกระโปรงไม่เย็บต่อกัน  จึงเป็นกระโปรงที่ต้องนุ่งโดยป้ายทับชายกันไว้ด้านหน้า  ผ้าท่อนบนของกระโปรงจะเป็นผ้าผืนสีขาว  ผ้าท่อนกลางจะเป็นผ้าเขียนลวดลายด้วยขี้ผึ้ง  เมื่อผ่านกระบวนการย้อมแล้วจะกลายเป็นผ้าสีย้อมคราม มีลวดลายตลอดผืน  ส่วนผ้าท่อนล่างจะมีสีเช่นเดียวกับผ้าท่อนกลาง  แต่จะปักด้วยด้ายสีและกุ๊นหรือปะด้วยผ้าสีเป็นลวดลายต่างๆ ตลอดตัวเช่นกัน  ตรงบริเวณรอยผ่าของกระโปรงด้านหน้า จะมีผ้าผืนสี่เหลี่ยมยาวผืนหนึ่งคาดปิดทับรอยผ่าด้านหน้าไว้  ผ้าห้อยหน้าผืนนี้ในหมู่หญิงสาวจะประกวดประชันกันด้วยฝีมือการปักลวดลายอย่างเต็มที่  สำหรับหญิงที่แต่งงานแล้วมักจะใช้ผ้าพื้นสีแดงยาวที่ชายทั้งสองข้างปักลวดลายสวยงามพันทับกระโปรงและจะปล่อยพู่หางสีแดงหลายๆ เส้นไว้ด้านหลัง  หญิงสาวจะคาดเข็มขัดเงินทับผ้าคาดเอวนี้อีกชั้นหนึ่ง

    ภาพที่ 2.3 ชุดชาวเขาเผ่าม้งขาวชาย

    (หมู่บ้านเข็กน้อย อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์  ทวีรัชต์ สดภิบาล.2552 ถ่ายภาพ)

    ผู้ชายชาวเขาเผ่าม้งขาว  นิยมใช้ผ้าสีครามหรือสีดำเช่นเดียวกับม้งดำ  ลักษณะเสื้อก็คล้ายคลึงกัน เพียงแต่ชายเสื้อจะสั้นเต่อมากกว่า  กางเกงเหมือนกางเกงจีนซึ่งเป็นลักษณะที่แตกต่างไปจากชาวเขาเผ่าม้งดำ(ซึ่งสวมกางเกงขากว้าง เป้ายานถึงเข่า ปลายขาแคบ) อย่างเห็นได้ชัด  และมีผ้าแถบสีแดงปักลวดลายทั้งสองชายพันทับกางเกงรอบเอวทิ้งชายโชว์ลวดลายไว้ด้านหน้าเช่นเดียวกันกับชาวเขาเผ่าม้งดำแล้วคาดทับด้วยเข็มขัดเงินหรือหนังอีกชั้นหนึ่ง

     

    ภาพที่ 2.4 ชุดม้งขาวหญิง

    (หมู่บ้านเข็กน้อย อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์  ทวีรัชต์ สดภิบาล.2552 ถ่ายภาพ)

    ผู้หญิงชาวเขาเผ่าม้งขาวจะใส่ชุดม้งซึ่งมีด้วยกัน 2 ชุด เท่านั้น คือจะประกอบด้วย ชุดที่มีเสื้อและกระโปรงสีขาว  ส่วนอีกชุดก็จะเป็นเสื้อและกางเกง  

    แบบชุดที่ 1 เสื้อสีย้อมครามหรือสีดำด้านหน้าจะผ่ากลางปล่อยสาบเสื้อทั้งสองข้าง  และนิยมขลิบด้วยผ้าสีฟ้าหรือสีน้ำเงินเรียบๆ หรือปักลวดลายอย่างสวยงาม แขนยาวจรดข้อมือ ปลายแขนเสื้อรอบข้อมือขลิบด้วยผ้าสีเดียวกับสาบเสื้อหรือปักด้วยลวดลายเดียวกัน พร้อมตกแต่งด้วยผ้าสีต่างๆ คอปกด้านหลังเป็นปกเสื้อทรงกะลาสีและมีการปักลวดลายสวยงามด้านหนึ่งของปกเสื้อด้วย  ชายเสื้อจะสอดไว้ด้านในของกระโปรงสีขาวทั้งตัว  ซึ่งไม่มีการปักลวดลายใดๆลงบนตัวกระโปรง  ลักษณะเด่นของกระโปรงชาวเขาเผ่าม้งนั้น  คือเป็นผ้าหน้าแคบ ๓ ผืนเย็บต่อกัน เย็บจีบรอบตัว  และเป็นผืนกระโปรงที่ไม่เย็บขอบเข้าหากัน  เวลานุ่งใช้วิธีป้ายทับกันไว้ด้านหน้า จึงจำเป็นที่จะต้องมีผืนผ้าปิดทับตรงรอยผ่า  เรียกว่า  “ลัวะ” หรือผ้าห้อยหน้า  ซึ่งผ้าห้อยหน้านี้ในหมู่หญิงชาวเขาเผ่าม้งขาวจะอวดฝีมือปักกันอย่างเต็มที่  ชุดนี้จะใส่สำหรับงานประเพณีหรือเทศกาลต่างๆ เช่นวันขึ้นปีใหม่ม้ง  ซึ่งจะอยู่ในช่วงขึ้น1 ค่ำเดือน 2 หรือ ช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม นั่นเอง 

              แบบชุดที่ 2 เสื้อสีดำแขนยาวปลายแขนเสื้อมีการปักลวดลายสวยงดงาม ด้านหน้าจะผ่ากลางปล่อยสาบเสื้อ ทั้งสองข้างปักลวดลายและตกแต่งด้วยผ้าสีต่างๆ ด้านหลังตัวเสื้อจะติดปกเสื้อไว้ ชาวเขาเผ่าม้งขาวนิยมเอาปกเสื้อ ด้านที่สวยไว้ข้างใน หากเวลาต้องการดูลายปกเสื้อนั้นจะต้องพลิกดู ส่วนกางเกงนั้นจะเป็นสีน้ำเงินหรือสีดำทรงจีน เป็นชุดที่ใช้โดยปกติทุกวัน เพราะหญิงชาวเขาเผ่าม้งขาวบอกว่ากระโปรงขาวนั้น สกปรกง่ายและไม่ค่อยสะดวกเวลาทำงาน

     

    วิธีการปักผ้าชาวเขาเผ่าม้ง

     

              ชาวเขาเผ่าม้งได้รับการสืบทอดวิธีการปักผ้ามาจากบรรพบุรุษ  เป็นลักษณะของวิถีชีวิตซึ่งเริ่มฝึกหัดทำตั้งแต่อายุยังน้อย  บางคนอายุได้ประมาณ 7-8 ปี ก็สามารถปักผ้าลวดลายง่ายๆ ได้แล้ว ลวดลายผ้าปักชาวเขาเผ่าม้งดั้งเดิมได้รับคำบอกเล่าว่า เริ่มแรกเป็นลักษณะลวดลายของตัวหนังสือของชาวเขาเผ่าม้ง โดยจะทำไว้เพื่อใช้เองในครอบครัวเป็นวัฒนธรรมประเพณีในการแต่งกายชนเผ่า

              วัสดุที่ใช้ในการปัก

    1.เข็มเย็บผ้าสำหรับปักผ้าขนาดต่างๆ

    2.ด้ายสีต่างๆ

    3.ผ้าฝ้ายหรือผ้าใยกัญชง

    4.กรรไกร

    5.กระดาษลอกลาย

    6.แบบของลวดลายสำหรับวาดลงบนกระดาษลอกลาย

             

    วิธีการปักผ้า

              ขั้นเตรียมการ  คือขั้นตอนการเตรียมสิ่งของ  ได้แก่ ลวดลายที่ต้องการ ผ้าสำหรับปัก  ซึ่งอาจจะเป็นผ้าฝ้ายหรือผ้าใยกัญชง  ขนาดตามต้องการ  อาจจะเป็นสีใดก็ได้  เช่น  สีขาว  หรือสีน้ำตาลอ่อน  เป็นต้น ด้ายสีต่างๆ สำหรับการปัก เข็มเบอร์ต่างๆ ให้เหมาะกับลวดลายที่จะปัก  หากต้องการให้ลวดลายมีความละเอียดให้ใช้เข็มเบอร์เล็ก

              ขั้นตอนการปัก  นำลวดลายผ้าที่ต้องการมากดลวดลายคัดลอกลงบนกระดาษลอกลาย  จากนั้นนำลวดลายที่ได้ไปกดลอกลงบนผ้าฝ้ายหรือผ้ากันชงที่เตรียมไว้  โดยใช้กระดาษคาร์บอนด์ หรือกระดาษก๊อปปี้  จากนั้นใช้ผ้าฝ้ายหรือผ้ากัญชงอีกผืนมาสอยทับซ้อนผ้าที่เตรียมไว้ให้ผ้ามีความหนามากขึ้นเป็นสองชั้น  เมื่อเวลาปักผ้าจะได้ไม่ยุ่ย  เมื่อได้ลวดลายบนผ้าแล้ว  นำเข็มร้อยด้วยด้ายสีที่ต้องการทำการปักลงบนลวดลายที่ได้วาดไว้  โดยจะใช้ด้ายสีใดขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ปัก  หากต้องการเปลี่ยนสีของด้ายที่ปัก  ก็ให้ขมวดปมด้านหลังผ้า แล้วตัดด้วยกรรไกร  จากนั้นร้อยด้ายด้วยสีที่ต้องการปักต่อไปจนเสร็จตามลายที่วาดไว้  หลังจากปักลวดลายตามที่ต้องการเสร็จแล้ว  ให้เก็บปมด้ายบริเวณด้านหลังให้เรียบร้อย  สามารถนำชิ้นงานผ้าปักชาวเขาเผ่าม้งที่ได้ไปปะ  บนเสื้อผ้าตามที่ต้องการ  เพื่อให้เกิดความสวยงามเป็นการเย็บปะโดยใช้มือหรือจักรเย็บผ้าตามแต่ชิ้นงานที่จะทำ  ระยะเวลาในการปักงานแต่ละชิ้นขึ้นอยู่กับความยากง่ายของลวดลายที่ปักและเวลาในการปัก  หากมีเวลาในการปักมากชิ้นงานก็เสร็จเร็ว  ซึ่งโดยเฉลี่ยจะใช้เวลาปักประมาณ 3 – 4 เดือนหรือมากกว่า  หากลายที่ต้องการปักมีความยากและซับซ้อน ทั้งนี้ยังขึ้นอยู่กับขนาดกว้างยาวของผืนผ้าที่ปักอีกด้วย

              ผ้าปักของชาวเขาเผ่าม้ง  หมู่บ้านดอยปุย  ตำบลสุเทพ  อำเภอเมือง  จังหวัดเชียงใหม่  มีความประณีต  สวยงาม  สามารถผลิตชิ้นงานที่ได้รับการออกแบบจากบุคคลภายนอกที่มีความต้องการลวดลายเฉพาะได้ดี  โดยเฉพาะการผลิตผ้าปักชาวเขาเผ่าม้งเพื่อการจำหน่ายให้ศูนย์ศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ

              การปักผ้า   เป็นวิถีชีวิตที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษของชนเผ่าม้ง   เพื่อใช้ประดับตกแต่งเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย  และของใช้ต่าง   ให้เกิดความสวยงาม นับว่าเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของชาวเขาเผ่าเผ่าม้งลวดลายต่างๆของการปักผ้า เกิดจากการศึกษาจากธรรมชาติ    แล้วนำมาประยุกต์เป็นลวดลายต่างๆซึ่งถือว่าเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีคุณค่ามาก  การปักไม่ได้มีอุปกรณ์ใดๆ มาช่วยนอกจากเข็ม ด้ายและผ้า เป็นการปักด้วยมือล้วน ๆ ซึ่งสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างสวยงามและมีคุณค่า  
                     
    ในปัจจุบัน  นอกจากจะปักเพื่อไว้ใช้เองแล้ว ยังได้ทำกันเป็นสินค้าจำหน่ายในรูปแบบต่างๆเป็นอาชีพเสริม  เพิ่มรายได้ให้กับครอบครัวเป็นอย่างดี 

     

    ภาพที่ 2.5 ลายไฮและลายก้นหอยผสมดาว

    (หมู่บ้านม้งดอยปุย ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ภัคภิญญา สดภิบาล.2552 ถ่ายภาพ .Paul and Elaine Lewis.2002.)

     

           

    ภาพที่ 2.6 ลายดอกไม้ผสมใบไผ่ และลายดอกไม้ผสมดาว

    (Paul and Elaine Lewis.2002. หมู่บ้านม้งดอยปุย ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ภัคภิญญา สดภิบาล.2552 ถ่ายภาพ)

     

     

     

     

     

     

     

     

    ภาพที่ 2.7 ลายก้นหอยผสมลายก้าน และลายก้นหอยผสมลายลูกศร

    (หมู่บ้านม้งดอยปุย ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ภัคภิญญา สดภิบาล.2552 ถ่ายภาพ Paul and Elaine Lewis.2002.)

     

     

        

    ภาพที่ 2.8 ลายดอกไม้ และลายดาว

    (หมู่บ้านม้งดอยปุย ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ภัคภิญญา สดภิบาล.2552 ถ่ายภาพ Paul and Elaine Lewis.2002.)

     

     

     

     

     

     

    ภาพที่ 2.9 ลายก้นหอยผสมลายลูกศรและลายเท้าช้างประยุกต์

    (หมู่บ้านม้งดอยปุย ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ภัคภิญญา สดภิบาล.2552 ถ่ายภาพ. Paul and Elaine Lewis.2002.)

     

     

     

     

     

              

    ภาพที่ 2.10 ลายฟันเลื่อย ลายเท้าช้าง

    (หมู่บ้านม้งดอยปุย ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ภัคภิญญา สดภิบาล.2552 ถ่ายภาพ. Paul and Elaine Lewis.2002.)

     

     

    ภาพที่ 2.11 ลายหัวใจ ลายดาว

    (หมู่บ้านเขกน้อย อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์  ทวีรัชต์ สดภิบาล.2552 ถ่ายภาพ)

     

     

     

    การวิเคราะห์ลวดลายปักผ้าของชาวเขาเผ่าม้ง

     

              ลวดลายที่ชาวเขาเผ่าม้งนำมาใช้ปักผ้านั้น  เดิมทีนำต้นแบบมาจากตัวหนังสือของชาวเขาเผ่าม้งเอง เช่นลายโต้มเซียน หรือเลียนแบบธรรมชาติแวดล้อมในชีวิตประจำวันที่พบเห็นอยู่ทั่วไป  เช่นลายโต้มเซียนเจ๋า  ซึ่งเรียกเป็นภาษาไทยว่า ลายอุ้งตีนเสือ ลายกะยอหรือลายแมงมุม  ลายฮั่วเนียงหรือลายดอกไม้  ลวดลายที่กล่าวมานี้หญิงชาวเขาเผ่าม้งแต่ละคนจะคิดขึ้นเองตามความคิดสร้างสรรค์ของตน  ไม่มีการซ้ำกันเลยอาจมีคล้ายคลึงกันบ้างเพราะพื้นฐานการปักคือ การปักไขว้ (Cross Stitch) เหมือนกัน ศิลปะการปักผ้าและการออกแบบลวดลายนี้นับเป็นมรดกตกทอดกันมาแต่โบราณอย่างต่อเนื่อง  โดยการนำลักษณะ รูปร่าง และรูปทรงสีสันตามธรรมชาติรอบตัวมาใช้  ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้ ใบไม้ สัตว์น้ำ สัตว์บกขนาดใหญ่  ตลอดจนดวงดาวบนท้องฟ้า  วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ นำมาประกอบกันเป็นลวดลายโดยยึดหลักของสัดส่วนที่ลงตัวได้สมมาตรตามสัดส่วน โกลเด้น มีน หรือโกลเด้น เซ็กชั่น (Golden Means/ Golden Sections) ที่มีกฎจุดตัดเก้าช่อง (Rule of Thirds)

     

    ภาพที่ 2.12 แสดงโกลเด้น มีน หรือโกลเด้น เซ็กชั่น (Golden Means / Golden Sections)

     

    จุดตัดเก้าช่อง" เป็นหนึ่งในกฎของการสร้างองค์ประกอบทางศิลป์ (composition) เกิดจากการแบ่งพื้นที่ออกเป็นสามส่วนเท่าๆกัน ทั้งด้านดิ่งและด้านขนานเรียกว่า Rule of Thirds แล้วลากเส้นจากด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่ง กับจากบนลงล่าง ก็จะได้ออกมาเก้าช่อง และก็จะเกิดจุดตัดของเส้นทั้งหมดสี่จุดด้วยกัน ศิลปินทางด้านการวาดภาพจะแบ่งผืนผ้าใบ (canvas) หรือกระดาษ เช่นนั้น และผู้ที่ถ่ายภาพก็จะแบ่งพื้นที่ในเฟรมเยี่ยงเดียวกัน เป็นกฏที่รู้จักกันดีมาเป็นร้อยปี และต่างก็จะพยายามที่จะวางจุดสนใจ หรือองค์ประกอบสำคัญในบริเวณที่ใกล้เคียงกับจุดตัดนั้นๆ (ไม่จำเป็นที่จะต้องตรงจุดพอดี) เนื่องจากสายตาของคนมักจะมองไปในบริเวณส่วนนั้นๆก่อนด้วยเหตุผลที่ยังไม่มีใครสามารถตอบได้อย่างแท้จริงว่าทำไม ในภาษาอังกฤษเขาเรียกว่าโกลเด้นเซ็กชั่น (Golden Section) หรือ จุดตัดเก้าช่อง (Rule of Thirds) เป็นกฏหนึ่งของการจัดองค์ประกอบของภาพที่จะทำให้ดูดี สวยงาม โดยการแบ่งเป็นสัดส่วนของเฟรมในอัตรา 1:2 หรือการไม่แบ่งภาพออกเป็นสองส่วนเท่าๆกันทางด้านแนวนอนหรือแนวตั้ง ภาพจะดูสวยงามหากเส้นขอบฟ้าจะไม่อยู่ตรงกลางภาพ แต่อยู่ที่ 1 ใน 3 ของพื้นที่ในภาพ ไม่ว่าจะเป็นด้านบน หรือด้านล่าง ขึ้นอยู่กับว่าความงามของท้องฟ้าหรือว่าด้านล่างซึ่งเป็นพื้นดิน หรือชายหาด หรือท้องน้ำจะมีความสำคัญกว่า หรือสวยกว่ากัน และในทางตั้งซึ่งจะทำให้ตัวขององค์ประกอบจะอยู่ตรงกลาง อันจะทำให้ภาพดูแข็ง ควรจะให้ความสำคัญที่ด้านใดด้านหนึ่งมากกว่า แต่กฏทั้งหลายก็เป็นเพียงแค่จุดแนะนำเริ่มต้นให้เท่านั้น ทุกคนมีสิทธิ์ในการทำในสิ่งที่ตนเห็นว่าเหมาะว่าควร (www.niceeyeshot.com. 2552)

     โกลเด้นเซ็กชั่น (Golden Section) คือพื้นที่ภายในกรอบของสี่เหลี่ยมจตุรัสหรือสี่เหลี่ยมผืนผ้าของแผ่นฟิล์ม ที่ได้รับการแบ่งสัดส่วนของ 2 ใน 3 ทั้งด้านขนานและด้านดิ่ง เมื่อลากเส้นแบ่งพื้นที่ตามตำแหน่งดังกล่าวจากด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่งและจากบนลงล่าง ก็จะได้จุดซึ่งตัดกันสี่จุดภายในสี่เหลี่ยมนั้นๆ ซึ่งเราเรียกกันว่าจุดตัดเก้าช่อง หรือ sweet spots เป็นตำแหน่งที่ศิลปินทั้งหลาย ไม่ว่าจิตรกรหรือช่างภาพมีความเห็นพ้องกันว่าเป็นตำแหน่งที่สามารถดึงดูดความสนใจจากผู้ชมได้มาก และมักจะใช้เป็นตำแหน่งในการวางองค์ประกอบสำคัญ (www.weekendhoppy.com. 2552)

              จากกฎดังกล่าว  จึงบรรจุลวดลายลงไป  ซึ่งหญิงม้งคงคิดออกแบบลวดลายโดยไม่ทราบกฎเกณฑ์นี้  แต่อย่างไรก็ตามลวดลายที่เกิดขึ้นนั้นก็ดูประณีต สวยงาม แสดงเอกลัษณ์ชนเผ่า และสะดุดตาแก่ผู้พบเห็นซึ่งเข้าหลักเกณฑ์ดังกล่าว และแน่นอนที่การออกแบบลวดลายและการปักผ้าของชาวม้งนี้จะมีการสืบทอดกันต่อๆ ไปชั่วลูกชั่วหลาน

              ในการปักผ้านี้ชาวเขาเผ่าม้งใช้ป่านป่า ผ้าฝ้ายทอมือ  หรือผ้าใยกัญชงซึ่งชาวเขาเรียกผ้าไหม ที่ทอด้วยกี่เอว(จึงได้ผ้าหน้าแคบ)โดยมีเส้นยืนซึ่งผูกไว้กับเสาและมีเส้นพุ่งผูกไว้กับเอว  การทอผ้าจะใช้การทอสลับกัน  ขัดกันจึงเกิดเป็นเส้นตารางไปตลอดผืน  เมื่อนำผ้ามาปักจึงต้องใช้การสอดเข็มเข้าไปตามตารางเหล่านั้น(โดยอัตโนมัติ) ก่อให้เกิดลวดลายตามต้องการ

              ลวดลายผ้าปักของชาวเขาเผ่าม้งที่นิยมทำการปักและสืบทอดกันมานานนั้นมีลายแม่ 8 ลาย  ปัจจุบันได้ผสมผสานลวดลายได้เป็น 14 ลาย ดังนี้ 1.ลายไฮ  2.ลายก้นหอย    3.ลายดาว 4.ลายดอกไม้ 5.ลายเท้าช้าง  6.ลายฟันเลื่อย  7.ลายเจดีย์ 8.ลายหัวใจ  9.ลายดอกไม้ผสมดาว 10.ลายก้นหอยผสมดาว 11.ลายก้นหอยผสมลายก้าน  12.ลายก้นหอยผสมใบไผ่  13.ลายก้นหอยผสมลายลูกศร 14.ลายเท้าช้างประยุกต์

     

    1. ลายไฮ  เป็นลายปักรูปทรงเรขาคณิต เป็นรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด ใช้เส้นทะแยงมุมทำเป็นตารางเหลี่ยมโย้แหลม  ในแต่ละสี่เหลี่ยมจะปักลายคล้ายรูปสามเหลี่ยมสองรูปหันทางด้านหัวแหลมของสามเหลี่ยมเข้าหากัน  และที่จุดศูนย์กลางของแต่ละสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดจะมีรูปวงรีอยู่ในรูปสามเหลี่ยมหัวกลับนั้น

     

     

     

    ภาพที่ 2.13 ลายไฮ  (หมู่บ้านม้งดอยปุย ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ภัคภิญญา สดภิบาล.2552 ถ่ายภาพ ภาพลายเส้น.พิชัย สดภิบาล.2552 )

     

     

    2. ลายก้นหอย จะเป็นลายที่นำเอารูปร่าง เส้นตามธรรมชาติของสัตว์ที่หาได้ตามลำธาร หนองบึง เป็นเส้นที่เกิดจากปลายแหลมของตัวหอย  เมื่อมองทางด้านบน (Top View) จะเห็นเป็นเส้นวนออกจากจุดศูนย์กลาง ซึ่งความเป็นจริงแล้วการวนของเส้นบนตัวหอยนั้นเป็นสัดส่วนตามกฎโกลเด้น เซ็กชั่น หรือกฎจุดตัดเก้าช่อง (Golden Sections or Rule of Thirds) ซึ่งจะทำให้ได้ภาพหรืองานที่สวยที่สุด เมื่อออกแบบให้งานอยู่ในหรือใกล้สัดส่วนนั้น หญิงชาวม้งได้นิยมใช้ลายก้นหอยนี้ผสมผสานกับลายต่างๆ ทำให้เกิดเป็นลวดลายอื่นๆ ได้อีก เช่น ลายก้นหอยผสมดาว ลายก้นหอยผสมลายก้าน ลายก้นหอยผสมลายลูกศร หรือผสมลายอื่นๆ ที่เรียกว่าลายลูกต่อเนื่องกันไป

     

     

     

    ภาพที่ 2.14   ลายก้นหอย (หมู่บ้านม้งดอยปุย ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ภัคภิญญา สดภิบาล.ถ่ายภาพ. Paul and Elaine Lewis.2002. ภาพลายเส้น.พิชัย สดภิบาล.2552 )

     

    3. ลายดาว  นำเอามาจากการมองท้องฟ้ายามค่ำคืน  ที่สามารถมองเห็นดวงดาวบนท้องฟ้าได้ นำมาปักลงผ้าโดยมีลักษณะเป็นแฉกคล้ายแสงดาวระยิบระยับ และยังมีรูปแฉกซ้อนอีกวงหนึ่งโดยใช้ด้ายสีแตกต่างกันเพื่อแสดงรัศมีของแสงดาวยามค่ำคืนเดือนมืด ดวงดาวแต่ละดวงจะอยู่ในสี่เหลี่ยมจัตุรัสโดยมีการปักรูปสามเหลี่ยมเป็นกรอบไว้แต่ละมุม ลายดาวนี้หญิงม้งมักจะไม่ปักเป็นลายโดดๆ แต่จะมีการปักลายอื่นๆ ผสมผสานกันไป ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เนื้องานมีเนื้อหาน้อยเกินไป

     

     

     

     

     

     

    ภาพที่ 2.15   ลายดาว (หมู่บ้านม้งดอยปุย ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ภัคภิญญา สดภิบาล.ถ่ายภาพ ภาพลายเส้น.พิชัย สดภิบาล.2552 )

     

     

    4. ลายดอกไม้ เป็นการนำความสวยงามตามธรรมชาติของดอกไม้ที่ตนได้พบเห็นมาประดิษฐ์เป็นลวดลายปักบนผืนผ้า สัณฐานของรูปโดยรวมมักจะเป็นวงกลม มีกลีบดอกทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ตามความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละคน  ถ้าเป็นลายปักดอกไม้เล็กๆ ก็มักจะผสมกับลวดลายอื่นๆ เช่น ใช้ใบไม้ กิ่งหรือก้านมาผสมผสาน ชาวม้งคือชนชาติที่อพยพมาจากจีนซึ่งเป็นถิ่นที่มีไผ่มาก จึงมีการใช้ใบไผ่มาประกอบการออกแบบลวดลาย ทำให้เกิดเป็นลายดอกไม้ผสมไผ่ หรือลายดอกไม้ผสมลายดาว เป็นต้น การปักลายดอกไม้จะมีการเว้นจังหวะของเส้น เพื่อให้เกิดรูปร่างที่เหมือนรอยหยักของใบไม้ หรือไม่ก็ประกอบเป็นเส้นของมือจับบนต้นเถาวัลย์ที่เลื้อยไปยังต้นไม้ต่างๆ

     

     

    ภาพที่ 2.16    ลายดอกไม้ (Paul and Elaine Lewis.2002. หมู่บ้านม้งดอยปุย ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ภัคภิญญา สดภิบาล.ถ่ายภาพ ภาพลายเส้น.พิชัย สดภิบาล.2552 )

     

    5. ลายเท้าช้าง ช้างถือเป็นสัตว์ชั้นสูง ตัวใหญ่โต รู้ภาษามนุษย์ มีคุณเอนกอนันต์ต่อมนุษย์ตั้งแต่ครั้งโบราณมาที่เราใช้เป็นพาหนะในการศึกสงคราม และแม้ในยามสงบก็ยังช่วยเรื่องการแบกหามสิ่งของใหญ่โตมีน้ำหนักมากๆ ที่คนไม่สามารถแบกเองได้อีก เช่น การขนซุงในป่า ในเขา เป็นต้น ลายเท้าช้างนี้ถือได้ว่าเป็นลวดลายของทางภาคเหนือของประเทศไทย เพราะภาคเหนือเดิม คือ ล้านนาซึ่งเป็นอาณาจักรที่เชื่อมต่อกับอาณาจักรล้านช้าง(ลาวในปัจจุบัน) การใช้ช้างเป็นพาหนะในการเดินทาง การประกอบอาชีพทั้งการเกษตรกรรมหรือการหาของป่า หรือการทำป่าไม้ล้วนต้องอาศัยช้างทั้งสิ้น หญิงม้งคงได้แรงบันดาลใจมาจากรอยเท้าของช้างที่กดลึกลงในพื้นดิน แล้วนำมาประยุกต์ พัฒนาลวดลายโดยใช้เส้นรอบนอกของลายเท้าเป็นหลัก และยังถือเป็นสิริมงคลแก่ผู้สวมใส่ลวดลายนี้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการนำลายอื่นๆ มาผสมกับลายเท้าช้างเพื่อสร้างลายใหม่ๆ เพิ่มขึ้น เช่น ลายเท้าช้างประยุกต์ เป็นต้น

     

     

    ภาพที่ 2.17  ลายเท้าช้าง (หมู่บ้านม้งดอยปุย ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ภัคภิญญา สดภิบาล.ถ่ายภาพ. Paul and Elaine Lewis.2002. ภาพลายเส้น.พิชัย สดภิบาล.2552 )

     

    6. ลายฟันเลื่อย หรือลายกากบาทเป็นลายที่เกิดจากการปักไขว้ (Cross Stitch) แบบพื้นฐาน แต่ออกแบบให้มีเส้นไขว้ขนาดใหญ่ คล้ายตัวเอ็กซ์ (X) อักษรตัวที่ 24 ในภาษาอังกฤษ โดยมีการปักสี่เหลี่ยมล้อมเส้นไขว้เรียงต่อๆกันไปเป็นกรอบรอบตัวไขว้ใหญ่นั่นเอง และเช่นเดียวกับลายอื่นๆ ที่แต่ละตัวไขว้จะตั้งอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมโดยมีการปักลายตรงกึ่งกลางของแต่ละด้าน เป็นรูปคล้ายตัวที (T) อักษรตัวที่ 20 ในภาษาอังกฤษ ด้านละหนึ่งตัว

     

     

       

    ภาพที่ 2.18  ลายฟันเลื่อย

    (Paul and Elaine Lewis.2002. ลายเส้น.พิชัย สดภิบาล.2552 )

     

    7. ลายหัวใจ มีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมสองรูป หันด้านฐานเข้าหากัน คล้ายกับการผ่าครึ่งหัวใจออกเป็นสองแล้ววางเรียงกันไว้ หรือหัวใจสองดวงของพ่อและแม่วางไว้บนตัวลูกน้อย เพื่อปกปักรักษาลูกให้เจริญเติบโต สมบูรณ์แข็งแรง จุดกึ่งกลางของลายก็ปรากฏเป็นรูปวงกลม สื่อว่าเป็นลูกน้อยที่ต้องทนุถนอม หรือเป็นดวงใจของภรรยาที่มอบให้สามีก็ได้เช่นกัน เพราะประเพณีของม้ง หญิงที่แต่งงานแล้วจะเป็นผู้ปักผ้าแล้วนำมาประดับตกแต่งเสื้อให้กับสามี ลูก และตนเองเพื่อใช้ในงานปีใหม่ ตามคติความเชื่อของม้งที่ว่า ปีใหม่ม้งทุกคนจะใส่ผ้าใหม่ เพื่อความเป็นสิริมงคลนั่นเอง

     

     

    ภาพที่ 2.19  ลายหัวใจ (หมู่บ้านเขกน้อย อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์  ภัคภิญญา สดภิบาล. ถ่ายภาพ ลายเส้น พิชัย สดภิบาล.2552.)

     

    8. ลายเจดีย์ ทางภาคเหนือได้รับอิทธิพลทางศาสนามาจากพม่า-มอญ  เพราะพม่าได้เข้ามาปกครองล้านนาเป็นเวลานานถึง ๗๐๐ ปี จึงมีการถ่ายทอดศิลปะวัฒนธรรมทางศาสนา และถือว่ามอญที่นับถือพุทธเป็นมอญแท้ โดยมีศิลปะเป็นรูปแบบของตนเอง ถ้ากล่าวถึงเจดีย์มอญที่มีชื่อเสียง ก็จะต้องนึกถึงเจดีย์ ชเวดากองจากศิลปะมอญคลี่คลายมาสู่ศิลปะพม่า จะเห็นได้ว่ามีการสร้างเจดีย์ไว้มากมายในพื้นถิ่นภาคเหนือ (โดยเฉพาะที่เมืองมัณฑะเลย์ มีสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง ที่ได้รับการขนานนามว่าทะเลเจดีย์ เหตุเพราะมีเจดีย์มากมาย สุดลูกหูลูกตา) สร้างไว้เพื่อเก็บพระบรมสารีริกธาตุขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศาสดาของศาสนาพุทธเรา รูปแบบเส้นสายของลายเจดีย์จึงถูกชาวม้งนำมาปักลงบนผืนผ้า (แม้ว่าชนเผ่าม้งจะยังคงนับถือผีอยู่ก็ตาม) ในลักษณะตารางกริดซ้อนเป็นชั้นกันไป เกิดเป็นลวดลายที่คล้ายเจดีย์

     

    เดิมงานปักผ้าของชาวเขาเผ่าม้งนั้นไม่ใช่ทำตามตลาด  แต่มารดาจะเป็นผู้กระตุ้นให้เด็กไม่ลืมของเก่า  ไม่ลืมความดีของบรรพบุรุษ  ด้วยลายผ้าบ่งบอกศักดิ์ศรีของชนเผ่า เด็กสาวรุ่นถัดมาควรอธิบายวิธีการปั่นฝ้าย  วิธีการปักผ้า  วิธีการเขียนสีผึ้งลงบนผ้าให้เป็นลวดลายให้แก่ลูกๆ ของตนเมื่อตนเองมีครอบครัวว่า  ลวดลายผ้าแต่ละลวดลายที่เกิดขึ้นจากนิ้วมือสัมผัสเข็มและเส้นด้ายนั้น  มิใช่เป็นเพียงแค่ลวดลายที่มีชื่อเรียกต่างๆ เท่านั้น  หากแต่รวบรวมไว้ซึ่งคุณค่าทางจิตใจ  และศักดิ์ศรีของความเป็นชนเผ่าแต่ละชาติพันธุ์  ที่แสดงความหมายของสิ่งที่บรรพบุรุษได้ถ่ายทอดผ่านงานศิลปหัตถกรรมไว้ให้

     

     

    ภาพที่ 2.20  การผสมผสานลวดลาย

    (Paul and Elaine Lewis.2002. ลายเส้น พิชัย สดภิบาล.2552.)

     

     

     

     

     

     

     

    กระบวนการทำผ้าวาดขี้ผึ้งหรือบาติก

     

     

             ขั้นตอนที่นำขี้ผึ้งมาละลายหรือต้มให้ร้อน โดยวิธีการดังนี้ นำกระป๋องที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางกว้าง 10 เซนติเมตร เจาะฝาข้างหนึ่งออก แล้วไม่ต้องตัดทิ้ง และทำให้ฝาข้างที่เจาะขึ้นนั้นมันเรียบร้อย พร้อมกับสามารถที่จะเป็นที่หยดน้ำขี้ผึ้งได้ บริเวณรอบ ๆ ขอบของกระป๋องต้องจัดให้เรียบร้อย โดยที่ไม่เป็นอันตรายต่อคนที่ใช้ จากนั้นนำขี้ผึ้งใส่ลงไป นำกระป๋องไปอุ่นกับถ่านที่ร้อนจัด จากนั้นขี้ผึ้งก็จะละลาย รอจนกว่าขี้ผึ้งร้อนจัดถึงจะใช้ได้

              ขั้นตอนที่ 2  นำผ้าไหมที่ทอได้เรียบร้อย มาสร้างตารางสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาดของสี่เหลี่ยมประมาณ 2-3 เซนติเมตร ตารางทุกช่องจะต้องมีขนาดเท่ากัน โดยสร้างตารางให้เต็มผ้าไหมดิบ ต้องใช้ดินสอขีดเส้นตาราง หรือปากกาน้ำเงินก็ได้ ไม่ควรที่จะใช้ปากกาสีแดง เพราะปากกา สีแดงเมื่อนำมาขีด หรือสร้างตารางแล้วเวลาย้อมผ้าไหม จะเห็นเส้นตารางเป็นสีแดงอยู่ทำให้ ผ้าไหมไม่สวย จากนั้นนำปากกาเขียนขี้ผึ้ง โดยนำปากกาไปจุ่มขี้ผึ้ง แล้วนำมาเขียนลวดลายต่าง ๆ บนผ้าไหมดิบ ปากกาเขียนขี้ผึ้งนั้นเรียกว่า ดาต้ะ ซึ่งดาต้ะทำจากเหล็กหรือทองเหลือง วิธีการทำ คือ นำแผ่นทองเหลืองหรือแผ่นเหล็กมาวัดเป็นรูปสามเหลี่ยมที่มีขนาดประมาณ 2 เซนติเมตร จากนั้นแล้วนำมาขัดด้านด้านหนึ่งให้เรียบ เหลาไม้ไผ่ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 เซนติเมตร หรือประมาณ 1 เซนติเมตร นำไม้ไผ่มาผ่าปลายด้านใดด้านหนึ่ง แล้วนำแผ่นเหล็กที่ตัดมาเรียบร้อยมา สอดใส่ลงไปในช่องรอยผ่าแล้วมัดให้เรียบร้อย หลังจากที่เขียนลวดลายเสร็จ      

     

     

     

    ภาพที่ 2.21 กระบวนการทำผ้าวาดขี้ผึ้งหรือบาติก (Paul and Elaine Lewis.2002.)

     

             

    ขั้นตอนที่ 3 จะนำผ้าบาติกไปย้อมครามให้ดำ เมื่อย้อมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะนำไปล้างสีครามนั้นออกให้หมดก่อน โดยที่จะล้างสีครามออกได้นั้นจะมีวิธีการดังนี้ คือ ต้มน้ำร้อนให้เดือด จากนั้นก็นำผ้าบาติกมาแช่น้ำเย็นจากนั้นกำผ้าบาติก ที่แช่น้ำเย็นออกรอให้แห้งก่อน แล้วนำผ้าบาติกมาต้มกับน้ำร้อนในกระทะที่ตั้งน้ำไว้ รอสักประมาณ 3-5 นาที พยายามล้างคราบขี้ผึ้งออกให้หมด นำไปผึ่งแดดให้แห้ง แล้วก็นำผ้าบาติกไปตัดตกแต่งให้สวยงาม โดยที่นำผ้าสีอื่นมาปะชุนให้เรียบร้อยดังนี้ แล้วจึงนำมาจับจีบทั้งหมด

     

             

    ขั้นตอนที่ 4 นำผ้าที่ปักเรียบร้อยมาต่อกับผ้าบาติก แล้วจัดกลีบให้ตรงกัน จากรอยจีบนั้นจะต้องเอาด้ายร้อยไว้ให้แน่น เพื่อให้จีบสามารถอยู่ได้นาน และจัดตัวอยู่ตลอดเวลา เมื่อถึงงานเทศกาลปีใหม่จะสามารถนำมาใช้ได้เลย เพราะหากว่ากระโปรงนั้นจับจีบไม่สวย ก็ใส่ไม่สวยเหมือนกัน ดังนั้นเมื่อจับจีบเรียบร้อยแล้วจะต้องเก็บไว้ ประมาณ 1 เดือนเป็นอย่างน้อย เพื่อให้จีบคงทน และสวยงาม เมื่อนำมาสวมใส่

     

     

    ภาพที่ 2.22 ขั้นตอนการนำผ้าที่ปักแล้วมาต่อกับผ้าบาติก และจัดกลีบให้ตรงกัน

    (Miss Mechoo Hawj  หมู่บ้านม้งดอยปุย ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ภัคภิญญา สดภิบาล.ถ่ายภาพ.2552 )

     

    ภาพที่ 2.23 ชาวเขาเผ่าม้งกำลังปักผ้า

    (หมู่บ้านม้งดอยปุย ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ภัคภิญญา สดภิบาล.ถ่ายภาพ.2552 )

     

    แนวคิดในการออกแบบเสื้อ

     

              การออกแบบเสื้อมีแนวคิดหลายประการที่นักออกแบบควรศึกษา เพื่อใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในเรื่องของวัตถุประสงค์ในการออกแบบเสื้อ  องค์ประกอบการออกแบบเสื้อ  หลักการใช้สี หลักการออกแบบโครงสร้างของเสื้อ  หลักการออกแบบตกแต่งเพิ่มเติมภายหลัง       คุณสมบัติของผ้าที่จะนำมาตัดเย็บ  คุณสมบัติที่สำคัญของนักออกแบบจะต้องเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์  เป็นคนทันสมัยตามการเปลี่ยนแปลงในวงการแฟชั่นตลอดเวลา  เพื่อให้เกิดงานออกแบบที่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ

     

              วัตถุประสงค์สำคัญในการออกแบบเสื้อ

     

    เจียมจิต  เผือกศรี (2550:90) กล่าวว่าวัตถุประสงค์สำคัญในการออกแบบเสื้อมี 4 ประการ คือ      

              1. เพื่อป้องกันความร้อนหนาวจากสภาพอากาศ (Protection) ในแต่ละสถานที่ แต่ละภูมิประเทศย่อมมีสภาพอากาศที่แตกต่างกัน เช่น ขั้วโลกเหนือ ขั้วโลกใต้ มีอากาศหนาว การออกแบบต้องมีลักษณะป้องกันความหนาว ดังนั้น การออกแบบจะต้องเลือกผ้าและแบบเพื่อป้องกันความหนาวให้กับผู้สวมใส่เช่นเดียวกันกับการออกแบบเสื้อให้กับประเทศเขตร้อนจะต้องเลือกใช้ผ้าที่ระบายอากาศได้ดีและลักษณะต้องเป็นแบบที่สวมใส่สบาย

              2. เพื่อประโยชน์ใช้สอย (Function) เนื่องจากสังคมแต่ละสังคมประกอบไปด้วยคนต่างฐานะ ต่างอาชีพ ต่างกิจกรรม ซึ่งลักษณะการแต่งกายของคนแต่ละสังคมย่อมแตกต่างกันไปด้วย ดังนั้น การออกแบบเสื้อจึงต้องคำนึงถึงอาชีพ ลักษณะของแบบเสื้อต้องออกแบบให้มีประโยชน์ใช้สอยสอดคล้องกับอาชีพด้วย เช่น ช่างเทคนิคต้องการชุดทำงานที่ให้ความปลอดภัยและคล่องตัวในการทำงาน นักกีฬาต้องการชุดรัดรูปไม่รุงรัง นักธุรกิจต้องการชุดภูมิฐานเพิ่มความสง่างาม เป็นต้น

              3. เพื่อเป็นสื่อแห่งสัญลักษณ์ (Communication) การออกแบบเสื้อโดยเฉพาะชุดทำงาน  ชุดกีฬา  บางครั้งการแต่งกายต้องการแสดงออกให้ผู้อื่นรู้ถึงหน้าที่  สถาบัน หรือกลุ่มเพื่อให้คนในสังคมรับรู้  ดังนั้น  การออกแบบเสื้อจะเป็นเสื้อเฉพาะเพื่อเป็นสื่อแห่งสัญลักษณ์นั้นๆ เช่น ชุดข้าราชการ  ชุดตำรวจ  ชุดทหาร  ชุดไปรษณีย์  เสื้อคลุมของแพทย์  ชุดคลุมท้อง  ชุดฟุตบอล  ชุดว่ายน้ำ  เป็นต้น

              4. เพื่อการตกแต่งสวยงาม (Decoration) สิ่งสำคัญที่สุดในการออกแบบเสื้อคือ ความสวยงามซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนมีความต้องการที่สุด ดังนั้น ไม่ว่าเสื้อที่ใช้ในโอกาสใด นักออกแบบจะนำสิ่งต่างๆ มาตกแต่งให้เกิดความสวยงามและเหมาะสมกับโอกาสสวมใส่

     

    องค์ประกอบของการออกแบบเสื้อ

              องค์ประกอบของการออกแบบเสื้อที่สำคัญ (เจียมจิต  เผือกศรี.  2550:32) คือ

    1.      เส้น

    2.      สี

    3.      ผิวสัมผัส

              1. เส้น (Line) เส้นมีความสำคัญต่อการออกแบบมากเพราะรูปแบบต่างๆ ที่ปรากฎต่อสายตาอาศัยเส้นเป็นตัวนำ เส้นมีคุณสมบัติมากต่อความรู้สึกของอารมณ์ ซึ่งสามารถลวงตาและสร้างคุณค่าของแบบเสื้อได้ เส้นในแบบเสื้อ หมายถึง เส้นที่ทำให้เกิดเป็นรูปร่างลักษณะของตัวเสื้อ เส้นที่เป็นรูปร่างรอบนอก เรียกว่า เส้นกรอบนอก เส้นที่ใช้ในการออกแบบเสื้อมีดังนี้

              เส้นตรงแนวดิ่ง (Vertical Lines) ให้ความรู้สึกแข็งแรง มั่นคง เป็นเส้นที่แสดงถึงความสง่า เหมาะสำหรับคนอ้วนเตี้ย

              เส้นตรงแนวนอน (Horizontal Lines) เป็นเส้นแสดงถึงความกว้าง ความสงบ ความนิ่งเฉย แบบเสื้อที่ใช้เส้นตรงแนวนอน เหมาะสำหรับคนผอมสูง ซึ่งจะพรางตาให้ดูอ้วนขึ้นหรือเตี้ยลง

              เส้นเฉียงหรือเส้นทแยงมุม (Diagonal Lines) เป็นเส้นที่แสดงถึงความเคลื่อนไหว ไม่อยู่นิ่ง เส้นเฉียงจะช่วยพรางตาได้หลายความรู้สึก เช่น ทำให้ดูสูงขึ้น เตี้ยลง อ้วนขึ้นหรือผอมลง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความยาวของเส้นและมุมของเส้นทแยงนั้นๆ กล่าวคือ

                       เส้นทแยงมุมยาวจะช่วยให้ดูสูงขึ้น

                       เส้นทแยงมุมสั้นจะทำให้บริเวณนั้นดูกว้าง

              เส้นโค้ง (Curve Lines) ให้ความรู้สึกนุ่มนวลและอ่อนช้อยนิ่มนวล ร่าเริง แบบเสื้อที่ใช้เส้นโค้งเหมาะสำหรับเสื้อเด็กและเสื้อวัยรุ่น

              เส้นในการออกแบบ มีส่วนเกี่ยวข้องที่จะให้ตัดกันกับรูปร่างของคนได้ นักออกแบบ มองรูปร่างของคนและออกแบบได้อย่างชำนาญงาน ซึ่งให้ผลแตกต่างกันมองเห็นได้ชัด เส้นเหล่านี้มี

              เส้นเหมือนกันทั้ง 2 ข้าง                    เส้นไม่เหมือนกันหนักข้างเดียว

              เส้นตรง                                       เส้นนอน เส้นขวาง

              เส้นเฉียง ทแยงมุม                          เส้นโค้ง

     

    2. สี (Color) หลักการใช้สีบนเสื้อผ้ามีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความประหยัด และให้เกิดความรู้สึกตื่นตาไม่น่าเบื่อ เจียมจิต  เผือกศรี (2550:37)  กล่าวถึงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับสีที่ใช้บนเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายดังนี้

              แฟชั่น คัลเลอร์ (Fashion Color) หมายถึง สมัยนิยมของสี งานออกแบบเสื้อไม่นิยมนำสีเบื้องต้นมาใช้กับเสื้อผ้า สีเบื้องต้น ได้แก่ สีแดง สีเหลือง สีน้ำเงิน สีเขียว สีส้มและสีม่วงเท่านั้น  ดังนั้นควรนำสีที่ลดค่าความเข้มหรือเพิ่มความเข้มของสีมาใช้จะทำให้เสื้อผ้ามีความงามยิ่งขึ้น

              สเตเปิล คัลเลอร์ (Staple Color) หมายถึง สีใดๆ ก็ตามที่ใช้ร่วมกับสีต่างๆ แล้วเกิดความผสมผสานไปกันได้เสมอ (Staple Color) ของประเทศเขตหนาวคือ สีดำ สีน้ำตาลปนดำ และสีกรมท่า (Staple Color) ของประเทศเขตร้อนคือ สีขาวและสีครีม

              แฟลร์ คัลเลอร์ (Flair Color) หมายถึง สีใดๆ ที่ทำหน้าที่เน้นหรือตัดเส้น

              แฟลร์ แอคเสสเซอรี่ (Flair Accessories) หมายถึง ผ้าพันคอ คอปก ขอบปลายแขน เข็มขัด เครื่องประดับ หมวกทำหน้าที่เน้นให้เกิดจุดเด่นในเสื้อผ้า

              สแตนดาร์ด แอคเสสเซอรี่ (Standard Accessories) หมายถึง รองเท้า กระเป๋า ถุงมือ ถ้าทั้ง 3 สิ่ง ทำจากวัสดุชิ้นเดียวกันที่เรียกว่า ยูนิต (Unit) ของทั้ง 3 สิ่ง ไม่จำเป็นต้องทำจากวัสดุชนิดเดียวกันเสมอไป แต่ถ้าใช้รองเท้า กระเป๋าเป็น สเตเปิล คัลเลอร์ (Staple Color) จะสามารถใช้กับเสื้อผ้าได้ทุกประเภท

              เพอร์ซันนอลลิตี้ (Personality Area) หมายถึง บริเวณทั้งหมดซึ่งรวมทั้งศีรษะและลำคอ เป็นบริเวณที่ควรเน้นให้เกิดจุดเด่นบนเสื้อผ้า

              รีเลตเตด คัลเลอร์ (Related Color) คือ สีร่วม เช่น เสื้อสีส้ม มีสีม่วงกับสีแดงเป็นสีร่วม สีม่วงกับสีเขียว มีสีน้ำเงินเป็นสีร่วม

              อันรีเลตเตด คัลเลอร์ (Unrelated Color) หมายถึง สีสองสีที่ไม่มีสีร่วมกัน เช่น สีเหลืองกับสีม่วงไม่มีสีร่วม สีเขียวกับสีแดงไม่มีสีร่วม

             

    สีของแฟชั่นดีไซน์ : ทฤษฎีสี (Theory of color) ตามทฤษฎีสีจำแนกสีแท้ตามวงจรสีธรรมชาติออกเป็น 12 สี และแบ่งเป็น 3 ประเภท  ดังนี้

              สีขั้นที่ 1 (Primary Color) คือ แม่สีวัตถุธาตุมี 3 สี คือ สีแดง (Crimson Lake) สีเหลือง (Gamboge Tint) และสีน้ำเงิน (Prussian Blue)

              สีขั้นที่ 2 (Secondary Color) คือ การนำเอาแม่สีมาผสมกัน เช่น

                       สีแดง ผสมกับ สีเหลือง เป็นสีส้ม (Orange)

                       สีเหลือง ผสมกับ สีน้ำเงิน เป็นสีเขียว (Green)

                       สีน้ำเงิน ผสมกับ สีแดง เป็นสีม่วง (Violet)

              สีขั้นที่ 3 (Tertiary Color) คือ การนำสีขั้นที่ 2 มาผสมกับแม่สี เช่น

                       สีเขียว ผสมกับ สีเหลือง เป็นสีเขียวเหลือง (Yellow Green)

                       สีเขียว ผสมกับ สีน้ำเงิน เป็นสีเขียวแก่ (Blue Green)

                       สีม่วง ผสมกับ สีน้ำเงิน เป็นสีม่วงน้ำเงิน (Ultramarine)

                       สีม่วง ผสมกับ สีแดง เป็นสีม่วงแดง (Purple)

                       สีส้ม ผสมกับ สีเหลือง เป็นสีส้มเหลือง (Yellow Orange)

                       สีส้ม ผสมกับ สีแดง เป็นสีส้มแดง (Vermillion)

    วรรณะของสี (Tone) ในวงจรสีทั้ง 12 สี แบ่งออกเป็น 2 วรรณะคือ

              วรรณะสีร้อน (Warm Tone) คือ สีในวงจรที่มีส่วนผสมของสีแดงเป็นหลัก ได้แก่ สีส้มเหลือง, สีส้ม, สีส้มแดง, สีแดง และสีม่วงแดง

              วรรณะสีเย็น (Cool Tone) คือ สีในวงจรสีที่มีส่วมผสมของสีน้ำเงินเป็นหลัก ได้แก่ สีเขียวเหลือง, สีเขียว, สีเขียวแก่, สีน้ำเงิน และสีม่วง

              ส่วนสีเหลืองมีคุณสมบัติได้ทั้งวรรณะสีร้อนและวรรณะสีเย็น

    ความเข้มของสี (Intensity) คือ ความสดใสบริสุทธิ์ของสี ถ้านำไปผสมด้วยสีดำจะทำให้ความเข้มของสีหม่นลง ถ้าเติมสีดำลงไปในสีใดสีหนึ่งทีละน้อยๆ จะทำให้สีค่อยๆ หม่นลงทีละน้อย

    น้ำหนักของสี (Value) คือ ความสว่างและความมืดของสี ถ้าผสมสีขาวลงไปในสีจะทำให้สีสว่างขึ้น ถ้าเติมสีขาวลงไปอีกทีละน้อยๆ จะได้ค่าน้ำหนักของสีจากสีแก่ที่สุดไปหาสีอ่อนที่สุด

     

    อิทธิพลของสี (Influence of Color)

              ในช่วงก่อน ค.ศ.1900 โจเฮนเนท อิทเทน (Johannes Itten) ผู้เชี่ยวชาญการใช้สีจากประเทศเยอรมัน ได้สังเกตุธรรมชาติของสีพบว่า สีแต่ละสีให้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน หลังจากนั้นได้มีนักวิจัยหลายท่านทำการวิจัยเรื่องอิทธิพลของสีที่มีต่อผู้พบเห็นสรุปได้ดังนี้

              สีแดง (Red) ให้ความรู้สึกรุนแรง ตื่นเต้น เร้าใจ ถ้าใช้กับเสื้อผ้าทั้งชุดจะแสบตาต่อผู้พบเห็น แต่จะสะดุดตาและมองเห็นได้เมื่ออยู่ไกล มักใช้เป็นสีตกแต่ง

              สีเหลือง (Yellow) เป็นสีที่มีความสว่างที่สุด ให้ความรู้สึกสนุก สดชื่น ถ้าใช้ร่วมกับสีขาวจะให้ความรู้สึกอ่อนหวาน

              สีน้ำเงิน (Blue) ให้ความรู้สึกเยือกเย็น สวยมีศักดิ์ศรี นิยมใช้ค่าสีอ่อนในการออกแบบเสื้อผ้า

              สีม่วง (Violet) ให้ความรู้สึกขรึม ลึกลับ สีที่ใช้คู่กับสีม่วงได้ดีคือสีฟ้าและสีบานเย็น

              สีม่วงแดง (Purple) ให้ความรู้สึกสง่าผ่าเผย หรูหรา

              สีเขียว (Green) ให้ความรู้สึกสบายตา สดชื่น น่าไว้วางใจ

              สีส้ม (Orange) ให้ความรู้สึกอบอุ่น ยินดี กระปรี้กระเปร่า เบิกบาน นิยมใช้เป็นสีเพื่อการตกแต่ง

              สีชมพู (Pink) ให้ความรู้สึกอ่อนหวาน ละเอียดอ่อน ประณีต

              สีน้ำตาล (Brown) ให้ความรู้สึกน่าเชื่อถือ ไว้วางใจ เหมาะกับการออกแบบวัยผู้ใหญ่

              สีดำ (Black) ให้ความรู้สึกเศร้า ซ่อนเร้น เมื่อใช้กับเสื้อผ้าทั้งชุดให้ความรู้สึกมีพลัง

              สีขาว (White) ให้ความรู้สึกสะอาด บริสุทธิ์ สง่า มักนิยมใช้ออกแบบเสื้อผ้าในโอกาสพิเศษ เช่น ชุดแต่งงาน สูท เป็นต้น

              สีเทา (Gray) ให้ความรู้สึกสบาย อนุรักษ์นิยม เป็นสีกลางที่เข้ากับทุกสีได้ดี

              ฟาริดา อาซาดุลลินา นักจิตวิทยาชาวโซเวียต ได้กล่าวถึงอิทธิพลและความสำคัญของสีในนิตรสาร สปุตนิคของรัสเซียไว้ว่า

              สีฟ้าอ่อน ช่วยทำให้จิตใจกระชุ่มกระชวย บรรเทาความเศร้า ช่วยกล่อมจิตใจ ช่วยลดอุณหภูมิของร่างกายและความดันโลหิตได้เล็กน้อย บรรเทาความเจ็บปวด ทำให้รู้สึกเย็นสบาย

              สีแดง เป็นสัญลักษณ์ของพลัง สร้างความตั้งมั่นในการทำกิจกรรม ความเกรียงไกรและความร้อน เป็นสีที่ทำให้เมื่อยตาได้มากที่สุดและกระตุ้นประสาทได้มากที่สุด สีแดงสะดุดตาคนได้ทันที

              สีชมพู คล้ายกับธรรมชาติ มีความอ่อนนุ่ม ค่อนข้างแสดงความเป็นทารก คนที่ถือหลักประโยชน์นิยมจะไม่ชอบสีชมพู

              สีเขียว ทำให้สงบ คนที่ชอบสีนี้จะพยายามแสดงความสามารถ สำหรับคนที่ไม่ชอบอาจเป็นได้ว่าเป็นคนกลัวปัญหาในชีวิตประจำวัน

              สีน้ำเงินแก่ หมายถึง ความสงบของจิตใจ คนที่ชอบสีนี้เป็นคนสมถะ ถ่อมตัว และมีแนวโน้มที่จะโศกเศร้า ขาดความเชื่อมั่น สีนี้ช่วยทำให้สบายตาและขจัดความเครียด

              สีเหลือง เป็นสีโปรดปรานของคนขี้สงสัย และคนที่สามารถปรับตัวกับสถานการณ์ต่างๆ ได้โดยง่าย สีเหลืองช่วยทำให้ระบบประสาทเข้มแข็งและปลูกฝังการมองการณ์ในด้านดี

              สีม่วง คนที่ชอบสีม่วงเป็นคนที่มีลักษณะเจ้าอารมณ์ อ่อนไหวง่าย

              สีน้ำตาล เป็นสัญลักษณ์ของความกระวนกระวายไม่พอใจ

              สีเทา เป็นสัญลักษณ์ของการประนีประนอม มีเหตุผล ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ

              สีขาว เป็นสีในอุดมคติที่ไม่ก่อให้เกิดความรำคาญและข้อโต้แย้งใดๆ

     

              การใช้สีใกล้เคียงหรือสีกลมกลืน (Harmony) คือ การเลือกใช้สีในวรรณะเดียวกันแต่ค่าสีต่างกัน เช่น เลือกใช้วรรณะสีเย็น สีน้ำเงินคู่กับสีฟ้า เป็นต้น หรืออาจเลือกใช้สีที่อยู่ใกล้เคียงกันในวงจรสีก็ได้ เช่น สีเขียวกับสีเหลือง เป็นต้น การใช้สีกลมกลืน มักนิยมใช้ค่าสีสว่างมากกว่าสีมืดบนพื้นที่ส่วนใหญ่ เราสามารถนำสองสีมาใช้คู่กันได้ในปริมาณ 50:50% แบบเสื้อที่ใช้สีกลมกลืนให้ความรู้สึกสวยเรียบสบายตา

              การใช้สีตรงข้ามหรือสีตัดกัน (Contrast) แบบเสื้อที่ใช้สีตรงกันข้ามจะสวยงามต้องนำมาใช้ให้ถูกสัดส่วน ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธีดังนี้

                       การใช้สีตรงกันข้ามเท่ากันในเสื้อผ้า ย่อมทำให้เสื้อผ้าไม่สวย ต้องใช้ให้สีใดสีหนึ่งมีจำนวนมากอีกสีหนึ่งมีจำนวนน้อยในอัตราส่วน 20:80%

                       ถ้าต้องการใช้สีตัดกัน 2 สี ในเนื้อที่จำนวนเท่ากันคือ 50:50% ก็ใช้ได้ โดยลดค่าความเข้มของสีใดสีหนึ่งลง เช่น แทนที่จะใช้สีเขียวกับสีแดง ให้ลดค่าความเข้มของสีแดงลงมาใช้สีเขียวกับสีชมพู หรือการระบายสีถ้าจะใช้สีเขียวคู่กับสีแดง เราอาจลดความสดใสของสีเขียวได้ โดยการนำสีแดงมาผสมลงบนสีเขียวนิดหน่อย จะทำให้สีเขียวลดค่าความสดใสลง เป็นต้น

                       การใช้สีตรงกันข้าม 2 สี ในแบบเสื้ออาจทำให้มองดูบาดตา แก้ไขได้โดยใช้สีดำหรือสีเข้มอื่นๆ มาคั่นกลางระหว่างสีตัดกัน 2 สีจะทำให้ดูสวยงาม

                       ในลายผ้าที่มีลวดลายเล็กๆ ถ้าเราใช้สีตัดกัน 2 สี สลับกันไปในลายผ้านั้นๆ ทั้งผืน จะทำให้เกิดความสวยงามได้เช่นเดียวกัน

     

              การใช้สีให้เหมาะกับฤดูกาล คือ ต้องเลือกใช้สีให้ตัดกับสิ่งแวดล้อมในฤดูนั้น เช่น ฤดูร้อน สิ่งแวดล้อมมักเป็นสีอุ่น ทำให้เกิดความรู้สึกแห้งแล้ง สีของเครื่องแต่งกายควรเป็นสีเย็นและให้ความรู้สึกสดชื่น เช่น สีเขียวใบไม้อ่อน สีคราม สีเขียวปนเหลือง ฯลฯ ถ้าในฤดูหนาวให้เลือกใช้เสื้อผ้าสีอุ่น เช่น น้ำตาลแก่ ดำ แดงเข้ม เป็นต้น

     

              การเลือกใช้สีให้เหมาะกับเวลาและโอกาส การเลือกใช้สีให้เหมาะกับเวลาและโอกาสไม่มีกฎตายตัว แต่จะขอยกตัวอย่างการใช้อย่างถูกต้องเหมาะสมดังนี้

                       สีน้ำเงิน, กรมท่า เหมาะกับชุดทำงานหรือชุดพิธีการ

                       สีเหลือง, เหลืองแกมเขียว, สีชมพู เหมาะกับชุดในโอกาสพักผ่อน

                       สีส้ม, สีเหลือง, แดงชาด เหมาะกับโอกาสพบปะสังสรรค์ ความสนุกรื่นเริง

                       สีหางนกยูง, น้ำเงินแกมเขียว เมื่อได้รับเชิญไปเป็นเกียรติ

                       สีส้ม, สีเหลือง เมื่อไปเที่ยวทางเรือ

                       สีน้ำเงิน, สีแดงชาด, สีเลือดนก เมื่อไปเที่ยวทางบก

     

              การใช้สีให้เหมาะกับรูปร่าง

              รูปร่างอ้วนเตี้ย ผิวดำและผิวขาว

                       ผิวดำ ควรเลือกใช้สีค่อนข้างสว่าง เป็นกลางและสีเข้ม ถ้าจะใช้สีสด ควรใช้สีสดประมาณ 10 - 30% บนเสื้อผ้าสีอ่อน สว่างหรือขาวประมาณ 30 - 40% เหตุผลเพราะพื้นสีอ่อนจะสะท้อนสีผิวออกมาบีบตัวสีเข้มให้ดูหดตัวลงจะพรางตาให้ดูผอมลง

                       ผิวขาว ใช้ได้เกือบทุกสี ทั้งสีสดใส สีสดเข้ม และสีหม่น ส่วนสีอ่อนสว่างควรใช้ปริมาณน้อย เพราะจะทำให้ดูอ้วนขึ้น

              รูปร่างท้วม สูง ผิวดำและผิวขาว

                       ผิวดำ ควรใช้สีกลางๆ ไม่ใช้สีสดหรือสีเข้มมากไป ถ้าจะใช้สีสดหรือสีอ่อนสดใสมาผสมควรใช้ปริมาณ10-30%
                       ผิวขาว ใช้ได้ทุกสีไม่จำกัด

              รูปร่างเล็ก ผิวดำและผิวขาว

                       ผิวดำ ควรใช้สีกลาง สีสว่าง ถ้าจะใช้สีสดหรือสีอ่อนสดใสมาผสม ควรใช้ปริมาณ 10 - 30%

                       ผิวขาว ใช้ได้ทุกสีไม่จำกัด

              รูปร่างผอมสูง ผิวดำและผิวขาว

                       ผิวดำ ควรใช้สีค่อนข้างสว่าง สีกลาง ถ้าใช้สีสด สีอ่อนประมาณ 10 - 30% ดูกระปรี้กระเปร่าขึ้น

                       ผิวขาว ใช้ได้ทุกสีไม่จำกัด

     

              การใช้สีให้เหมาะกับวัย

              วัยเด็ก - 12 ขวบ สีที่เหมาะคือสีอุ่น สีสดใสสะอาดตา ถ้าต้องการใช้สีที่ตัดกันควรใช้ปริมาณ 20 - 40% และควรใช้สีสดที่คล้ายคลึงธรรมชาติ เช่น สีฟ้า สีน้ำทะเล สีของดอกไม้ใบหญ้าต่างๆ

              วัยรุ่น เป็นวัยที่มีความคิดเป็นอิสระไม่ชอบกฎเกณฑ์ มีอารมณ์อ่อนไหวง่าย ชอบง่ายเบื่อเร็ว มีความเพ้อฝัน ชอบเลียนแบบ ชอบแต่งตัวตามแฟชั่นเพื่อให้เกิดจุดเด่น ควรเลือกใช้สีสดใสที่อยู่ในแฟชั่นรูปแบบสะดุดตาตามสมัยนิยม

              วัยหนุ่มสาว (วัยทำงาน) สามารถใช้สีได้อย่างกว้างขวางตั้งแต่สีสดใสแบบวัยรุ่นหรือสีหม่น สีเข้ม สีสด โดยการนำไปใช้ จะดูจากโอกาสใช้สอยว่าเป็นชุดอะไร และให้เข้ากับผิว สวมใส่แล้วเสริมบุคลิกภาพ

              วัยผู้สูงอายุ ในสมัยก่อนแฟชั่นของผู้สูงอายุมักมีไม่กี่สี เช่น ขาว ดำ น้ำเงิน น้ำตาล

    เทา เป็นต้น แต่ในปัจจุบันแฟชั่นผู้สูงอายุจะใช้สีเข้มขรึมแบบดั้งเดิมและใช้สีสด สีเข้ม สีหม่น มีแฟชั่นสีสันสวยงามขึ้นเพื่อให้ผู้สูงอายุดูสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ซึ่งในปัจจุบันผู้สูงอายุจะมีตำแหน่งหน้าที่การงานในระดับผู้บริหาร การออกแบบเครื่องแต่งกายสำหรับผู้สูงอายุจะเน้นรูปแบบเรียบ มีการตกแต่งเล็กน้อย เพื่อให้มีความสง่างามสมวัย เครื่องแต่งกายมีฝีมือการตัดเย็บที่ประณีต

     

    3. ผิวสัมผัส (Texture) หมายถึง ลักษณะพื้นผิวของวัสดุที่นำมาใช้ในการออกแบบเสื้อผ้า ซึ่งจะให้ความรู้สึกได้โดยการมอง จับต้อง ซึ่งผิวสัมผัสเหล่านั้นมักเกิดจากเนื้อผ้าที่นำมาตัดเย็บหลังจากออกแบบเสื้อแล้ว เพราะผิวสัมผัสของผ้าจะนำมาเป็นสิ่งสำคัญเพื่อพิจารณาออกแบบเสื้อผ้าให้เหมาะกับโอกาสใช้สอย ซึ่งเนื้อผ้าแต่ละชนิดจะมีผิวสัมผัสต่างกัน เช่น ความลื่น ความมัน ความหยาบกระด้าง ความเรียบ ความละเอียด เป็นต้น ความรู้สึกเช่นนี้เกิดจากลวดลายที่ปรากฎบนผ้า สีสันของผ้า โครงสร้างของผ้า เช่น ลักษณะการทอและการพิมพ์ ดังนั้น การออกแบบเสื้อผ้าต้องพิจารณาให้เหมาะสมจึงจะทำให้แบบเสื้อนั้นมีความสวยงาม หลักในการพิจารณามีดังนี้

              ผ้าผิวสัมผัสนุ่มมาก เช่น ผ้าป่าน ผ้าชีฟอง ผ้าฝ้าย ผ้าเนื้อบาง ฯลฯ ควรออกแบบเส้นที่มีเส้นกรอบนอกทิ้งตัว ตกแต่งด้วยระบายหรือจีบรูด

              ผ้าผิวสัมผัสปานกลาง เช่น ผ้าไหม ผ้าฝ้ายเนื้อบางปานกลางหรือผ้าอื่นๆ ที่มีความทรงตัวเหมาะสำหรับออกแบบเสื้อที่มีเส้นกรอบนอกทรงตรง

              ผ้าชนิดผิวสัมผัสหยาบขรุขระ เช่น ผ้าฝ้ายเนื้อหนา ผ้ายีนส์ ผ้าลูกฟูก ผ้ากำมะหยี่ หรือผ้าที่มีเนื้อค่อนข้างหนาทรงตัวเหมาะกับการออกแบบเสื้อประเภทที่ต้องการความคงทน เช่น เสื้อแจ๊คเก็ต เสื้อเทเลอร์ เป็นต้น

               

    ส่วนประกอบของแบบเสื้อมีดังนี้

              คอเสื้อ (Neck Lines) คอเสื้อและปกเสื้อเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ใบหน้าที่สุดที่ทำหน้าที่เชิดชูใบหน้า ลำคอและไหล่ของผู้สวมใส่ให้สวยงามและสง่าผ่าเผยขึ้น

              ปกเสื้อ (Collars)        ปกเสื้อมีความสำคัญช่วยเชิดชูใบหน้าเข่นเดียวกับคอเสื้อ  จำแนกตามลักษณะแบบได้ 3 กลุ่ม คือ

              1. ลักษณะปกแบน (Flat) มีลักษณะปกใหญ่พับแบนติดกับเสื้อ

              2. ลักษณะปกพลิกกลับ(Roll) มีลักษณะเป็นปกเสื้อพลิกกลับออกมาจากคอเสื้อปล่อยราบ

              3. ลักษณะปกตั้ง (Stand) มีลักษณะปกที่วางตั้งรอบคอเสื้อ

              แขนเสื้อ (Sleeves)     แขนเสื้อเป็นส่วนสำคัญรองลงมาจากคอเสื้อและปกเสื้อ เป็นส่วนที่ช่วยเปลี่ยนแปลงลักษณะของตัวเสื้อ และมีส่วนทำให้รูปร่างของผู้สวมใส่ใหญ่ขึ้น, หรือเล็กลงก็ได้ แบบของแขนเสื้อสามารถออกแบบดัดแปลงให้สั้น ยาว คับ หลวม ได้ตามความเหมาะสมลักษณะของแขนเสื้อมี 3 ชนิดคือ

              1. แขนต่อที่วงแขน (Set in sleeves) คือ แขนเสื้อที่ใช้ผ้าคนละชิ้นกับตัวเสื้อมีรอยเย็บต่อกันที่วงแขน

              2. แขนในตัว (Cut-in-one with bodice) คือ แขนที่มีผ้าต่อเนื่องกับตัวเสื้อมี 2 ลักษณะ คือ

                       2.1 แขนแรกเลน (Raqlan sleeves)

                        2.2 แขนกิโมโน (Kimono sleeves)

              3. เสื้อไม่มีแขน (Sleeveless) คือ เสื้อแขนกุด เสื้อไหล่ล้ำ เป็นต้น

              การออกแบบเสื้อให้เหมาะสมกับโอกาส

              การออกแบบเสื้อให้เหมาะสมกับโอกาสใช้สอยแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ

    1.      เสื้อโอกาสปกติ

    2.      เสื้อโอกาสพิเศษ

    เสื้อโอกาสปกติ  คือ  แบบเสื้อที่ใส่ในเวลากลางวัน  และใส่ทำกิจกรรมเป็นกิจวัตร

    ประจำวัน  ได้แก่

    1.      ชุดลำลอง  เป็นชุดที่ออกแบบเรียบเน้นความสบายของผู้สวมใส่  ใช้สวมใส่ตั้งแต่

    เช้าจรดเย็นจะเป็นชุดติดกัน หรือคนละท่อนก็ได้  ใช้ได้ทั้งกระโปรงและกางเกง

    2.      ชุดทำงาน  การออกแบบเสื้อชุดทำงานต้องเลือกแบบผ้าและการตกแต่งให้

    เหมาะสมกับอาชีพนั้นๆ ด้วย  จำแนกอาชีพบุคคลต่างๆ ดังนี้

    2.1 อาชีพรับราชการ  แบบเสื้อควรเป็นแบบเรียบ  สีไม่ฉูดฉาดเนื้อผ้าทรงตัว

    2.2 อาชีพทำงานในสำนักงาน  เช่น  ธนาคาร  บริษัทห้างร้านต่าง ๆ งานประเภทนี้

    ต้องติดต่อกับบุคคลภายนอกมากมาย  แบบเสื้อควรมีส่วนดึงดูดความสนใจลูกค้า  สีผ้าควรใช้สีสดใสให้ความสดชื่นสบายตาต่อผู้พบเห็น

    3.      ชุดเดินทาง  ชุดนี้สามารถใส่ได้ทั้งกลางวันและกลางคืน  บางครั้งอาจใช้ชุดลำลอง

    แทนชุดเดินทางได้  แต่ลักษณะของชุดเดินทางการออกแบบจะเน้นการเคลื่อนไหวที่สะดวกสบายในทุกอิริยาบถ  เป็นแบบเรียบไม่มีการตกแต่งที่เน้นความสวยงาม  เนื้อผ้าทรงตัว  ไม่ยับง่าย

              เสื้อโอกาสพิเศษ  คือ  เสื้อที่ใส่ในโอกาสพิเศษและเป็นแบบเสื้อที่ใส่เฉพาะโอกาสนั้น ๆ ไม่สามารถใส่ไปในงานอื่นได้เลย  ซึ่งต่างกับเสื้อโอกาสปกติ  เช่น  ชุดลำลอง  ชุดทำงาน  ชุดเดินทาง  เราสามารถนำมาใส่ในโอกาสพิเศษได้  ยกตัวอย่างเช่น  ชุดทำงานที่ใส่ทำงานตั้งแต่เช้าถึงเย็นแต่มีความจำเป็นต้องไปงานเลี้ยง  เพียงหาเครื่องประดับมาตกแต่งให้สวยงามขึ้นก็ไปงานเลี้ยงได้โดยไม่ผิดกาลเทศะ  เสื้อโอกาสพิเศษมีดังนี้

    1.      ชุดกีฬา  การออกแบบต้องดูลักษณะแบบให้คล้อยตามการเคลื่อนไหวในอิริยาบถ

    ของกีฬาแต่ละประเภท  กีฬาบางประเภทจะมีสีและแบบเฉพาะ  เช่น  ชุดเทนนิสจะใช้สีขาวเป็นชุดกระโปรงสั้นเสื้อแขนกุด  เป็นต้น

    2.      เสื้อกันหนาว  การออกแบบควรให้ใช้ได้ทุกฤดูหนาวจึงจะคุ้มและไม่ล้าสมัย  ควร

    เลือกใช้ผ้าทอเนื้อแน่น  มีผิวสัมผัสเรียบหรือมีขนเพียงสั้น ๆ เสื้อมีความยาวพอสมควร  แขนยาวไม่มีขอบปลายแขน  กระดุมควรเลือกชนิดอย่างดี  แบบเรียบไม่มีสิ่งตกแต่ง  ออกแบบให้มีกระเป๋าเจาะ  สีควรใช้สีเข้ม

    3.      เสื้อสูท การออกแบบเป็นแบบปกเทเลอร์ (Tailor) ใช้ผ้าสีเข้ม ๆ ทึบ ๆ ผ้าที่

    เหมาะสมที่สุดคือผ้าทอเนื้อแน่น  ผ้าขนสัตว์ ความยาวของเสื้อยาวต่ำกว่าเอว 10-15 ซม. ติดกระดุม 3 เม็ด  เม็ดสุดท้ายอยู่เหนือเอว

    4.      ชุดค็อกเทล (Cock tail) คือ ชุดที่ใส่ระหว่างเวลา  18.00-20.00 น. งานเลี้ยง

    ประเภทนี้เป็นงานเลี้ยงที่ให้แขกเดินพบปะสังสรรค์กัน  ในงานจะเลี้ยงเฉพาะเครื่องดื่มและของว่างไม่มีเก้าอี้จัดให้นั่ง  แขกทุกคนจะยืนและเดินไปทั่วในบริเวณงาน  การออกแบบควรเป็นชุดที่โชว์ด้านหลัง  มีการตกแต่งที่สวยงามด้านหลัง  ไม่ควรตัดเป็นกระโปรงยาวลากพื้น  สีผ้าควรใช้สีสันสดใส  เนื้อผ้าบางเบา  หรือผ้ามีน้ำหนักพริ้วไหว

    5.      ชุดราตรีแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

    5.1  ชุดราตรีแบบเป็นทางการ  เป็นชุดยาวจรดพื้น  ตกแต่งสวยงาม  ใช้ผ้าที่มีความ

    มันวาว  ใช้ในงานรัฐพิธีต่างๆ

    5.2  ชุดราตรีแบบไม่เป็นทางการ  เป็นชุดราตรีไม่จำกัดแบบ  ใช้ได้ทั้งชุดสั้นและ

    ชุดยาว  ใส่ได้ตั้งแต่ช่วงบ่ายถึงกลางคืน  เลือกใช้ผ้าได้ทุกประเภท  ตกแต่งพอสมควร

              6.  ชุดวิวาห์  เป็นชุดที่ใช้ในโอกาสพิเศษคืองานฉลองสมรส  ชุดวิวาห์ส่วนใหญ่จะออกแบบและตัดเย็บด้วยผ้าพื้นสีอ่อน  มีการตกแต่งที่วิจิตรหรูหรา  ลักษณะของผ้าเป็นผ้าเนื้อดี  ราคาสูง  ผิวสัมผัสอ่อนนุ่ม  พริ้วไหว

              7.  ชุดว่ายน้ำ  การออกแบบชุดว่ายน้ำไม่เน้นการอำพรางรูปร่าง  เนื่องจากชุดว่ายน้ำต้องกระชับพอดีตัว  การตัดเย็บจะใช้ผ้ายืดที่มีคุณภาพดีเพื่อความยืดหยุ่นตามอิริยาบถ  นิยมทั้งผ้าพื้นและผ้าที่มีลวดลายต่าง ๆ สวยงาม

              8.  ชุดไทยพระราชนิยม  ถือเป็นเสื้อโอกาสพิเศษ  ซึ่งในปัจจุบันมีการออกแบบตกแต่งอย่างสวยงามเพื่อใช้ในพิธีต่าง ๆ ดังนี้

                  8.1 ชุดไทยเรือนต้น  คือชุดไทยแบบลำลอง ใช้ในตอนกลางวัน  โดยทั่วไปใช้สำหรับงานที่ไม่เป็นพิธี และต้องการความสบาย เช่น งานทอดกฐิน งานสงกรานต์ หรือเจ้าสาวแต่งสำหรับทำบุญตักบาตรตอนเช้า

              เสื้อเข้ารูปคอกลมชิดคอ  มีสาบติดกระดุมด้านหน้า 5 เม็ด  แขนยาวสามส่วนตัดเย็บด้วยผ้าไหมสีเดียวกับผ้าซิ่นหรือสีตัดกันก็ได้  สวมกับผ้าซิ่นป้ายหน้า  ผ้าซิ่นยาวจรดข้อเท้า  ตัดด้วยผ้าไหมมีเชิง  มีริ้วตามขวางหรือยาว  หรือจะใช้ผ้าไหมเลี่ยนมีเชิง

              เครื่องประดับติดเข็มกลัดที่ไหล่ด้านซ้าย  หรือสวมสร้อยคอยาว  สวมสร้อยข้อมือและต่างหูตามโอกาสที่เหมาะสม

                  8.2 ชุดไทยจิตรลดา  คือชุดไทยสำหรับงานพิธีในเวลากลางวัน  ใช้ในงานที่มีหมายกำหนดการให้ผู้ชายแต่งกายเต็มยศ  เช่น  รับประมุขของประเทศที่มาเยือนเป็นทางการ  หญิงไม่ต้องประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์

              เสื้อเข้ารูปคอกลม  มีขอบคอตั้ง มีสาบติดกระดุมด้านหน้า 5 เม็ด แขนยาวจรดข้อมือ  ตัดด้วยผ้าไหมเลี่ยน  สวมเป็นชุดกับผ้าซิ่นป้ายหน้าแบบเดียวกับผ้าซิ่นชุดไทยเรือนต้น นิยมตัดด้วยผ้าซิ่นลายเชิงหรือผ้าไหมมัดหมี่

    เครื่องประดับ สวมสร้อยคอยาว ติดกระดุมทอง สวมสร้อยข้อมือและต่างหูตามโอกาสที่เหมาะสม

       8.3 ชุดไทยอัมรินทร์  คือชุดไทยสำหรับงานพิธีตอนค่ำ  ใช้สวมในงานพระราชพิธี เช่น วันเฉลิมพระชนมพรรษาหรืองานเลี้ยงรับรองที่ต้องประดับด้วยเครื่องราชอิสริยาภรณ์  ลักษณะเช่นเดียวกับชุดไทยจิตรลดาตัดด้วยผ้าไหมเลี่ยนและยกดอกเต็มตัวด้วยดิ้นเงินหรือดิ้นทอง  เสื้อแบบนี้อนุโลมใช้สำหรับสตรีสูงอายุที่รูปร่างอ้วน  ไม่ประสงค์จะคาดเข็มขัดแบบไทย  สวมแทนเสื้อชุดไทยบรมพิมานได้  และอาจเปลี่ยนคอเสื้อให้เป็นคอกลมกว้าง  แต่ผ้าที่นำมาตัดควรให้เหมาะสมตามที่กำหนดให้          

              8.4 ชุดไทยบรมพิมาน  คือชุดไทยสำหรับงานพิธีตอนค่ำ  ที่ระบุให้ฝ่ายชายแต่งกายเต็มยศ หรือครึ่งยศ เช่น งานอุทยานสโมสร  หรืองานเลี้ยงพระราชทานอาหารอย่างเป็นทางการ  เจ้าสาวใช้ในพิธีรดน้ำสังข์

              เสื้อเข้ารูปคอกลมชิดคอ มีขอบคอตั้ง ติดซิปหลัง แขนยาว สวมเป็นชุดกับผ้าซิ่นจีบหน้านาง  มีชายพกตัดด้วยผ้ายกดิ้นเงินดิ้นทอง  หรือผ้ายกดอกด้วยไหมสลับสี  มีเข็มขัดคาดทับไว้ด้านนอก  จะดัดแปลงให้เป็นเสื้อชุดติดกันก็ได้  

              เครื่องประดับ ใช้เครื่องประดับชุดทองลวดลายไทย เช่น สร้อยคอ สร้อยสังวาลย์ เข็มขัด ต่างหู สร้อยข้อมือ และเกี้ยวประดับผม

              8.5 ชุดไทยศิวาลัย  คือชุดไทยสำหรับงานพิธีที่มีหมายกำหนดการให้ผู้ชายแต่งกายเต็มยศ เป็นชุดไทยแบบชุดไทยบรมพิมาน  แต่ใช้สไบห่มทับแบบชุดไทยจักรพรรดิ ดดยไม่ต้องมีแพรจับจีบรองพื้นก่อน  ใช้เป็นชุดพระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำที่เป็นงานเต็มยศ  เจ้าสาวใช้แต่งตอนเช้าพีรดน้ำสังข์  และในพิธีเลี้ยงรับรองตอนค่ำ

              เครื่องประดับ ใช้เครื่องประดับชุดทองลวดลายไทยฝังพลอยได้ครบชุด เช่น สร้อยคอ สร้อยสังวาลย์ เข็มขัด ต่างหู และรัดเกล้า

              8.6 ชุดไทยจักรี  คือชุดไทยแบบเต็มยศ สำหรับงานราตรีสโมสร  หรืองานเลี้ยงพระราชทานอย่างเป้นทางการ  เป็นชุดไทยแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยมตลอดมา  สำหรับเป็นชุดเจ้าสาวในงานเลี้ยงรับรองการสมรส

              เสื้อชุดไทยจักรีตัดเป็นเสื้อเปิดไหล่แบบแขนนางชี  หรือตัดเป็นเสื้อเปิดไหล่เข้ารูปตัวอยู่ชั้นใน  ห่มทับด้วยสไบชายเดียวออกจากด้านข้างของเสื้อด้านขวา  ห่มทิ้งชายไปด้านหลัง  สวยงามด้วยลวดลาย สไบอย่างไทยด้วยเลื่อม  ลูกปัด  ไข่มุก  และพลอยหลากสี  สวมเป็นชุดกับผ้าซิ่นจีบหน้านาง  มีชายพก  ตัดด้วยผ้ายกดิ้นทองยกดอกเต็มตัว

              เครื่องประดับ ใช้เครื่องประดับไทยฝังพลอยทั้งชุด เช่น สร้อยคอ สร้อยสังวาลย์ เข็มขัด ต่างหู สร้อยข้อมือ กำไลแขน  ต้นแขนและเกี้ยวประดับผม

              8.7 ชุดไทยจักรพรรดิ  ใช้ในโอกาสพิเศษเช่นเดียวกับชุดไทยจักรี  ใช้ในงานพระราชพิธี  งานเลี้ยงพระราชทานอย่างเป็นทางการ  สตรีไทยนิยมสวมเป็นชุดเจ้าสาวในงานเลี้ยงรับรองตอนค่ำ

              เสื้อชุดไทยจักรพรรดิเหมือนชุดไทยจักรี  ต่างกันที่การห่มทับด้วยสไบสองชายที่ปักลวดลายไทย  เป็นสไบเนื้อหนาหรือสไบกรองทองห่มทับผ้าสไบจีบ  ทิ้งชายสไบห้อยไว้ที่เอวด้านหน้า  แล้วโอบใต้แขนด้านขวาทิ้งชายสไบด้านหลัง

              เครื่องประดับ ใช้เครื่องประดับชุดทองลวดลายไทยฝังพลอยได้ครบชุด เช่น สร้อยคอ สร้อยสังวาลย์ เข็มขัด ต่างหู สร้อยข้อมือ กำไลแขน  ต้นแขนและเกี้ยวประดับผม       

              8.8 ชุดไทยดุสิต  คือชุดไทยแบบเต็มยศ  สำหรับงานราตรีโดยเฉพาะ  เหมาะสำหรับสตรีที่ช่วงไหล่งามและลำแขนกลมกลึง  ได้รับความนิยมจากเจ้าสาวสวมในวันเลี้ยงรับรองตอนค่ำ

              เสื้อเข้ารูปไม่มีแขน  คอด้านหน้าและหลังคว้านต่ำเล็กน้อย  ผ่าด้านหลังตัวเสื้อ  ปักเป็นลวดลายด้วยไข่มุก  ลูกปัดหรือเลื่อม  สวมเป็นชุดกับผ้าซิ่นจีบหน้านาง  มีชายพก  ตัดด้วยผ้ายกไหมหรือยกทอง

              เครื่องประดับ ใช้เครื่องประดับชุดทองลวดลายไทยฝังพลอยได้ เช่น สร้อยคอ เข็มขัด สร้อยข้อมือ ต่างหูและเกี้ยวประดับผม

             

              ชนิดของการออกแบบเสื้อ

                การออกแบบเสื้อที่ใช้ในโอกาสต่างๆ (เจียมจิต  เผือกศรี.  2550:106)    จำแนกตามลักษณะแบบ  แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

    1.      การออกแบบโครงสร้าง (Structure design)

    2.      การออกแบบตกแต่งเพิ่มเติมภายหลัง (Decorative design)

     

              1. การออกแบบโครงสร้างเสื้อ  จะเน้นประโยชน์ใช้สอย  ดังนั้นสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในแบบเสื้อต้องสามารถใช้ประโยชน์ได้จริง คือต้องออกแบบให้เกิดรูปทรงโดยให้มีส่วนสัมพันธ์กันกับส่วนประกอบของตัวเสื้อ  เช่น  แขนเสื้อ  ปก  ตัวเสื้อและส่วนประกอบต่างๆ ในตัวเสื้อ  หลักสำคัญในการออกแบบโครงสร้างเสื้อ

                  1.1 ต้องให้เหมาะสมกับรูปร่างของผู้สวมใส่ เช่น บุคคลที่มีร่างกายเตี้ยล่ำ ควรใช้เสื้อผ้าลายเส้นแนวตั้งหรือเฉียงขึ้น เสื้อควรใช้ทรงแคบยาวคลุมสะโพก กางเกงควรเป็นแบบเรียบๆไม่มีจีบ กระโปรงแบบเรียบๆ  ควรใช้ผ้าสีเข้มแบบทิ้งตัว หลีกเลี่ยงการใช้เข็มขัดเส้นใหญ่ ส่วนบุคคลที่มีร่างกายท้วม/อ้วน ควรใช้เสื้อผ้าลายเส้นแนวตั้ง หลีกเลี่ยงลายเส้นโค้งหยักหรือทรงกลม ไม่ควรใช้เสื้อรัดรูปหรือหลวมมากจนเกินไป แบบเสื้อควรเป็นแบบเรียบ ควรใช้เสื้อผ้าสีเข้มหรือโทนหม่นๆ เป็นผ้าที่มีน้ำหนัก  ควรหลีกเลี่ยงการใส่เสื้อแขนกุดและผ้าที่มันวาว  ส่วนบุคคลที่มีร่างกายผอม ควรสวมเสื้อผ้าลายขวางหรือเส้นโค้ง เสื้อผ้าควรมีการหนุนไหล่ ควรใช้เสื้อคอปิดเพื่อปิดบังความผอมของลำคอ ถ้าใส่เสื้อสูทควรให้ยาวคลุมสะโพก เข็มขัดควรใช้เส้นใหญ่ ถ้าสวมกระโปรงควรเป็นกระโปรงยาวปิดขา  ถ้าเป็นกางเกงควรเลือกแบบมีจีบที่เอว  ควรเลือกใช้เสื้อผ้าสีสว่างหรือสีอ่อนและบุคคลที่มีร่างกายสูงใหญ่ จะแต่งตัวได้ค่อนข้างง่าย สามารถใช้เสื้อผ้าได้หลายแบบ แต่ที่สำคัญก็คือควรเลือกให้หมาะสมกับเวลาและสถานที่

                 1.2 แบบเสื้อต้องมีลักษณะเรียบง่ายช่วยพรางตา ส่วนที่บกพร่องและช่วยเสริมส่วนที่เด่น

                 1.3 มีสัดส่วนที่เหมาะสมและมีลักษณะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

                 1.4 มีความกลมกลืนกับทุกส่วนในตัวเสื้อและเน้นประโยชน์ใช้สอย

     

    2. การออกแบบตกแต่งเพิ่มเติมภายหลัง  เป็นการออกแบบเพิ่มเติมภายหลังจากการทำตัวเสื้อเสร็จเรียบร้อยแล้ว  เพื่อทำให้เสื้อผ้านั้นมีความสมบูรณ์และสวยงามยิ่งขึ้นเป็นการเน้นและเสริมสร้างความสนใจให้กับผู้พบเห็น เช่น การปัก การเดินเส้น  การติดปะ ติดระบาย ติดโบว์ ปักมุก ปักเลื่อม เพ้นท์สี เป็นต้น

    การออกแบบตกแต่งเพิ่มเติมภายหลัง มีแนวคิดดังนี้

                       2.1 ส่วนตกแต่งช่วยแก้ไขส่วนบกพร่องของตัวเสื้อได้

                       2.2 วัสดุที่นำมาตกแต่งต้องมีลักษณะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับตัวเสื้อ

                       2.3 ส่วนตกแต่งต้องมีความสัมพันธ์กับโครงสร้างอย่างเหมาะสมไม่มากหรือน้อยจนเกินไป

                       2.4 ต้องตกแต่งเพื่อเน้นความสวยงามแต่ให้ดูเสมือนว่าส่วนตกแต่งนั้นใช้ได้จริง

     

    การตกแต่งเสื้อ (สาคร ชลสาคร. 2548:99) คือการทำวิธีใดวิธีหนึ่งเพื่อให้เสื้อนั้นดูสวยงาม  มองดูแล้วน่าสวมใส่และสามารถดึงดูดความสนใจของเพศตรงข้าม  การตกแต่งเสื้อไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งด้วยมือ  หรือด้วยเครื่องจักรก็มีความสำคัญทั้งสิ้น  การตกแต่งด้วยเครื่องจักรมีการจีบรูด  จีบระบาย  การปักจักร  การเดินเส้น  ซึ่งจะทำให้เสื้อเกิดความสวยงามมากยิ่งขึ้น  การตกแต่งสามารถช่วยเพิ่มราคาเสื้อ  และบ่งบอกถึงรสนิยมของผู้สวมใส่  บางครั้งสามารถช่วยแก้ปัญหาการตัดเย็บได้  เช่น  จีบระบาย  ช่วยแก้ปัญหาเรื่องความยาวเสื้อ  กระโปรง  หรือแก้ปัญหารูปแบบเสื้อที่แข็งกระด้าง  ให้ดูอ่อนหวาน  น่ารักได้เช่นกัน  หรือการเดินเส้นตะเข็บ  เส้นคิ้ว  ช่วยให้ตะเข็บเรียบ  และเพิ่มจุดเด่นน่าสนใจมากยิ่งขึ้น  ส่วนการปักมือด้วยเส้นไหมสีแปลกตา  ปักเป็นลวดลายธรรมชาติ  ลวดลายเรขาคณิต ฯลฯ  สามารถช่วยให้เสื้อเกิดจุดเด่น  น่ามอง  เป็นเอกลักษณ์  เป็นงานฝีมือควรค่าแก่การเป็นเจ้าของและน่าสวมใส่อีกด้วย   หลักการตกแต่งเสื้อผ้า  มีข้อควรพิจารณา  ดังนี้ 

    1. การตกแต่งต้องกลมกลืนกัน เช่น ตัวเสื้อเป็นผ้าพื้น ก็นำผ้าที่มีลวดลายมาตกแต่ง

    2. รูปทรงของการตกแต่งต้องเหมาะสมกับรูปแบบหรือโครงสร้างเสื้อผ้า 

    3. สีและผิวสัมผัสของผ้ากับการตกแต่งต้องให้กลมกลืนกัน

    4. จุดเด่นบนเสื้อผ้า การตกแต่งเสื้อผ้าควรมีจุดเดียว เช่น ทำลวดลายรอบคอเสื้อ รอบขอบและกระเป๋า 

    5. ความสมดุลของการตกแต่ง ควรหลีกเลี่ยงการแบ่งสัดส่วนการตกแต่งที่มีความสมดุลเท่ากันบนตัวเสื้อ เช่น ขนาดเท่าๆ กันจะเกิดความซ้ำ ไม่น่าสนใจ

     

    แนวทางการออกแบบผลิตภัณฑ์จากผ้าทอมือ

     

              สิ่งที่ควรคำนึงในการออกแบบผลิตภัณฑ์เคหะสิ่งทอจากผ้าทอมือ (เพียงจิตต์  มาประจง. 2550:8)  เพื่อเป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับผลิตภัณฑ์  ควรพิจารณาดังนี้

              1. วัตถุดิบที่ใช้  ปลอดภัยไม่เป็นอันตรายต่ออวัยวะของผู้ใช้  ไม่สร้างมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม  ราคาไม่สูง  หาได้ง่ายในท้องถิ่นหรือในประเทศ

              2. ขนาดมาตรฐานสากล  ขนาดสัดส่วนที่สัมพันธ์กับอวัยวะของผู้ใช้สะดวกสบายต่อการใช้งาน

              3. สีสันลวดลาย/ความสวยงาม/ความแปลกตาโดดเด่น  บ่งบอกถึงเรื่องราว  ความเป็นมา  ตำนาน  เอกลักษณ์และภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ

              4. ประโยชน์ใช้สอย  มีประโยชน์และสามารถบ่งบอกถึงวัตถุประสงค์ในการนำไปใช้

              5. ความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์  ผลิตง่าย  เร็ว และประหยัด

              6. โครงสร้างแข็งแรง ซ่อมแซมบำรุงรักษาได้ง่าย

              7. บรรจุภัณฑ์เหมาะสมทั้งวัสดุ ต้นทุนต่ำ แข็งแรง ขนาด สะดวกปลอดภัย ปกป้องคุ้มครองสินค้า ฯลฯ

              8. ตราสินค้า/สัญลักษณ์ (Brand Name) ที่สามารถสื่อหรือบ่งบอกถึงเรื่องราวที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชนแหล่งผลิต

     

    ขั้นตอนการตัดเย็บเสื้อสำเร็จรูปสตรีด้วยผ้าปักชาวเขาเผ่าม้ง

             

              วัสดุอุปกรณ์การตัดเย็บ  ประกอบด้วย  จักรไฟฟ้าอัตโนมัติที่สามารถปรับควบคุมความถี่ห่างของฝีเข็มได้ เตารีด โต๊ะรีดผ้า กรรไกร ไม้บันทัด เข็มหมุด ชอล์ก กระดาษแพทเทิร์น  ผ้าใยกัญชง  ผ้าไหม  ผ้าปัก ริบบิ้น  ผ้ากาว ด้าย

     

             

     

             

    ในการตัดเย็บเสื้อสำเร็จรูปสตรีด้วยผ้าปักชาวเขาเผ่าม้ง  มีขั้นตอนดังนี้

    1.      ถอดแบบจากแบบที่ได้ทำการออกแบบ

    2.      วัดแล้วตัดแพทเทิร์นลงบนกระดาษ

    3.      นำแพทเทิร์นวางลงบนผ้าที่เตรียมไว้ แล้วกลัดด้วยเข็มหมุด

    4.      ใช้ไม้บันทัดทาบที่ขอบแพทเทิร์นขีดเส้นด้วยชอล์กตามขนาดของแพทเทิร์น จะได้เส้นปรากฏบนผ้าเท่ากับแพทเทิร์นที่เตรียมไว้

    4.1    แพทเทิร์นชิ้นหน้าซ้ายและชิ้นหน้าขวา

    4.2    แพทเทิร์นชิ้นหลัง

    4.3    แพทเทิร์นแขนซ้ายและแขนขวา

    4.4    แพทเทิร์นสาบคอ

    5.      ขีดเส้นที่ 2 เป็นกรอบรอบแพทเทิร์นห่างจากเส้นเดิม 1 นิ้ว โดยใช้ไม้บันทัด

    6.      ตัดผ้าตามแนวเส้นขนานรอบนอกที่ขีดไว้จนครบทุกแพทเทิร์น

    7.      นำผ้าทุกชิ้นที่ตัดไปรีดติดผ้ากาว โดยเริ่มด้วยการฉีดน้ำที่ชิ้นผ้าที่กำหนดเป็นด้านใน แล้วนำผ้ากาวด้านที่มีกาววางทับลงไป รีดด้วยเตารีดไอน้ำ ตั้งความร้อนที่ระดับผ้าไหม เมื่อผ้ากาวติดดีแล้วกลับด้านเพื่อรีดอีกด้านหนึ่งเพื่อให้เกิดการยึดติดที่คงทนถาวร ทำจนครบทุกชิ้น

    8.      นำผ้าทุกชิ้นที่รีดติดผ้ากาวผึ่งลมไว้ให้แห้งสนิท

    9.      นำผ้าปักที่เลือกลายตามที่ได้ออกแบบไว้มารีดติดผ้ากาวตามวิธีข้อ 7 และข้อ 8

    10.  นำแพทเทิร์นที่จะติดลายผ้าปัก มาวางบนโต๊ะตามความยืดหยุ่นของเนื้อ ไม่ควรดึงรั้งเนื้อผ้าให้ตึง ปล่อยให้เนื้อผ้าเป็นไปตามธรรมชาติ แล้วนำผ้าปักมาทาบเพื่อวัดขนาดหาตำแหน่งตามแบบ แล้วทำเครื่องหมายด้วยการขีดชอล์กตามขนาดของผ้าปักทั้ง 4 ด้านโดยการตีเส้น

    11.  นำผ้าปักออก แล้ววัดเข้าด้านในห่างจากเส้นที่ 1 ด้านละครึ่งนิ้ว ขีดเส้นด้วยชอล์กจะได้รูปสี่เหลี่ยม 2 รูปซ้อนกัน

    12.  จากนั้นใช้กรรไกรตัดเจาะผ้าออก

    13.  นำผ้าปักมาเย็บติดเข้ากับแพทเทิร์นที่เจาะไว้

    14.  ทำแบบข้อที่ 9 ถึงข้อที่ 13 จนครบทุกชิ้น

    15.  นำริบบิ้นมาเย็บติดเพื่อปิดขอบรอยต่อระหว่างผ้าปักกับตัวเสื้อจำนวนแถบตามแบบที่กำหนดไว้จนครบทุกชิ้น

    16.  เย็บต่อชิ้นหน้าชิ้นหลังด้วยตะเข็บบ่า

    17.  เย็บติดแพทเทิร์นด้านข้างทั้ง 2 ข้าง

    18.  เย็บแขนเสื้อซ้ายขวา ตรวจลายปักให้ต่อตรงกัน

    19.  เย็บติดสาบคอตลอดแนวเสื้อชิ้นหน้าซ้ายและชิ้นหน้าขวา

    20.  เย็บริบบิ้นตกแต่งที่สาบคอตามแบบที่กำหนดไว้

    21.  ติดกระดุมโลหะสีทองที่สาบคอกึ่งกลางแนวแผ่นหลังเพื่อตกแต่งจำนวน 5 เม็ด สำหรับคล้องสายสร้อย

    22.  เมื่อตัดเย็บเสร็จแล้วให้ตรวจสอบดังต่อไปนี้

    22.1 ตรวจฝีเข็ม ถ้าพบว่ามีฝีเข็มที่หลุดจากแนวหรือไม่ตรงแนว ต้องเลาะทำใหม่

    22.2 ตรวจความเรียบร้อยของตัวเสื้อทั้งหมด ถ้าพบว่ามีรอยย่น รั้งตึง ต้องเลาะออกทำใหม่

    22.3 รีดเสื้อเพื่อตรวจหาความบกพร่องจากการเย็บ

    23.  นำเสื้อไปซักแห้ง

    24.  ได้เสื้อสำเร็จรูปตามแบบที่ได้ออกแบบไว้

     

     

    งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

     

              การศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้เป็นการสนับสนุนงานวิจัย เรื่อง การออกแบบเสื้อสำเร็จรูปสตรีด้วยผ้าปักชาวเขาเผ่าม้ง ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเพื่อหาความสอดคล้องกับงานวิจัยที่ได้กระทำมาแล้ว  ประกอบด้วย

              ทิพย์อาภา  รัตนวโรภาส  (2542)  วิจัยเรื่อง  ศิลปหัตถกรรมผ้าไหม ในโครงการศูนย์ศิลปาชีพ  บ้านกุดนาขาม  จังหวัดสกลนคร :  กรณีศึกษาเกี่ยวกับการส่งเสริมศิลปหัตถกรรมท้องถิ่น  ได้ศึกษาถึงการพัฒนาผ้าไหมไทย  พบว่า  ในอดีตผ้าไหมไทยมีตลาดจำกัดเฉพาะภายในประเทศ  ชาวบ้านเป็นผู้ผลิตและเป็นผู้ใช้  การใช้ผ้าไหมส่วนใหญ่จะใช้ในเทศกาล  ต่อมามีการบุกเบิกต่างประเทศอย่างจริงจังและประสบความสำเร็จโดย  จิม  ทอมสัน  อดีตทหารอเมริกันผู้เห็นคุณค่าและความสวยงามของผ้าไหมไทย  จิม  ทอมสันได้ใช้วิธีการพัฒนาโดยการรวบรวมและสร้างกลุ่มผู้ทอผ้าไหม  แล้วส่งออกไปจำหน่ายที่สหรัฐอเมริกา  ด้วยการพัฒนาไหมไทยให้เป็นที่ยอมรับด้วยการพัฒนาทั้งในส่วนของวัตถุดิบ  ปรับปรุงกี่  ปรับปรุงเทคนิคการฟอกย้อมและแต่งสำเร็จเส้นไหม  เป็นต้น  แต่ยังคงกรรมวิธีการทอด้วยมือไว้  นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา  การทอผ้าไหมก็ได้รับการพัฒนาเปลี่ยนจากผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน  เป็นสินค้าอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกทำรายได้ให้แก่ประเทศในเวลาต่อมา

              ปัจจุบันผ้าไหมที่จำหน่ายในตลาดโลก มี 2 ชนิด คือ  ผ้าไหมที่ทอด้วยเครื่องจักร กับผ้าไหมที่ทอด้วยมือ  ผ้าไหมที่ทอด้วยเครื่องจักรเป็นผ้าไหมที่มีลักษณะนุ่ม  มีความละเอียด  ประณีตไม่มากนัก  โดยทั่วไปมักนำมาตัดเย็บเสื้อผ้า  ผ้าไหมชนิดนี้สามารถทอได้ทุกความยาวและเฉดสี  ปริมาณการส่งมอบที่แน่นอน  สามารถส่งโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าได้ทันการณ์  ส่วนผ้าไหมที่ทอด้วยมือเป็นผ้าไหมที่ค่อนข้างหนา  แต่มีความละเอียดอ่อน  สวยงามประณีต  ตลาดที่สั่งซื้อส่วนใหญ่จึงเป็นตลาดระดับสูง

              นพรัตน์  มหิพันธุ์  (2545) วิจัยเรื่อง การศึกษาแนวทางการพัฒนาธุรกิจผลิตภัณฑ์สินค้าพื้นเมือง:  กรณีร้านเลิศไพบูลย์ อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ ผลการวิจัยพบว่า 1. ปริมาณการผลิตผ้าไม่สอดคล้องกับปริมาณการขาย  แนวทางการพัฒนาควรวางแผนกำลังการผลิต  ด้วยการประเมินผลผลิตและพยากรณ์ความต้องการของตลาด  โดยอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลการขายให้สอดคล้องกับเป้าหมาย  รวมทั้งควบคุมการผลิตให้มีประสิทธิภาพเพื่อลดต้นทุนและสร้างผลกำไร  2.  ด้านการตลาด คู่แข่งขันมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นและมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง แนวทางพัฒนาควรนำเสนอผลิตภัณฑ์ในลักษณะที่แปลกใหม่ ควบคู่ไปกับผลิตภัณฑ์พื้นเมือง เพิ่มคุณค่าผลิตภัณฑ์โดยเน้นประโยชน์ใช้สอยให้มากขึ้น พัฒนาคุณภาพโดยเน้นไปสู่กลุ่มผู้บริโภคระดับกลางถึงระดับสูง 3. ด้านทรัพยากรมนุษย์ในอนาคตคาดว่าจะประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานเนื่องจากแรงงานที่มีอยู่เดิมอายุมากขึ้น  อาจเสื่อมสภาพการทำงาน  แนวทางการพัฒนาควรวางแผนการใช้แรงงานระยะยาว  โดยการพัฒนาแรงงานให้มีความชำนาญ  และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน  ส่งเสริมให้สมาชิกในครอบครัวได้พัฒนาความรู้และทักษะการบริหารจัดการธุรกิจให้สามารถแข่งขันได้

              รังสรรค์  ขจรศิลป์ (2545) วิจัยเรื่อง  การออกแบบผลิตภัณฑ์แบบยั่งยืนกับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไทย  พบว่า การออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมในอุตสาหกรรมไทย  ยังมุ่งเน้นแต่การออกแบบใช้งานด้านความสวยงามและด้านกายศาสตร์  ซึ่งทำให้การออกแบบและผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมของไทยนั้นไม่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้  ซึ่งมีสภาวะการแข่งขันด้านราคาและจิตสำนึกในเรื่องของผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงได้  งานวิจัยเรื่องนี้ได้เสนอหลักการและความสำคัญของการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน  อันเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนากระบวนการออกแบบผลิตภัณฑ์แบบยั่งยืน  สำหรับสินค้าอุตสาหกรรมไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

              กระบวนการออกแบบเป็นหนึ่งในกระบวนการสำคัญของการพัฒนาผลิตภัณฑ์  ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายในการออกแบบบางครั้งจะเป็นเพียงส่วนน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับต้นทุนชนิดอื่น  แต่ในความเป็นจริงแล้วการออกแบบมีอิทธิพลต่อต้นทุนโดยรวมของผลิตภัณฑ์ถึง 70-80 เปอร์เซ็นต์ และการออกแบบอุตสาหกรรมในประเทศไทยยังต้องมีการพัฒนาอีกมาก  ด้วยอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ในประเทศไทยยังเป็นไปในลักษณะการรับจ้างผลิต  อย่างไรก็ตาม  สำหรับการออกแบบอุตสาหกรรมในปัจจุบัน  นักออกแบบจะต้องตระหนักถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์แบบยั่งยืน  (Sustainable Product Design)  ซึ่งนอกจากจะเน้นความสวยงาม  รูปทรง  ประโยชน์ใช้สอยและด้านกายศาสตร์แล้ว  ยังต้องตระหนักถึงต้นทุนในการผลิต  ความสามารถในการผลิต  รวมถึงผลกระทบของผลิตภัณฑ์นั้นต่อสิ่งแวดล้อม  โดยมีหลักการคือ  การออกแบบให้เกิดความสมดุลยภาพระหว่างสภาวะของสิ่งแวดล้อม  สภาวะทางเศรษฐศาตร์  และสภาวะทางสังคม  เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีความได้เปรียบเชิงเศรษฐศาตร์  สามารถควบคุมต้นทุนการผลิตได้อย่างเหมาะสม  ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ  ไม่ก่อให้เกิดของเสีย  สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าและสังคมโดยรวม  หรืออาจกล่าวโดยสรุปว่า  การออกแบบอุตสาหกรรมแบบยั่งยืนจะต้องตอบสนองความต้องการ 3P’S คือ มนุษย์ (People) โลก (Planet) และกำไร (Profit)

              ศุภชัย  สิงห์ยะบุศย์ (2545)  วิจัยเรื่อง  รูปแบบศิลปะและการจัดการผ้าทอที่ส่งผลต่อความเข้มแข็งและการพึ่งตนเองของชุมชนท้องถิ่น :  ศึกษากรณีผ้าไหมแพรวาสายวัฒนธรรมผู้ไท  จังหวัดกาฬสินธุ์  พบว่า  ผ้าไหมแพรวามี 3 ลักษณะรูปแบบใหญ่ ๆ คือ ผ้าทอล่วงห้าจกดาว และผ้าเกาะ  ผ้าทอล่วงเป็นผ้าทอสองสีที่เกิดจากการทอผสานระหว่างเส้นไหมแนวตั้งกับแนวนอน  ผ้าจกดาวเป็นผ้าทอที่ผสานระหว่างการทอล่วงด้วยผ้าสองสีสลับกับการเติมแต่งลวดลายเป็นดอกดาวบนพื้นผ้าด้วยสีต่าง ๆ ส่วนผ้าเกาะเป็นผ้าไหมแพรวาที่เกิดจากการทอโดยใช้นิ้วก้อยค่อย ๆ เกี่ยวเก็บลวดลายทีละดอกดวงอย่างแพรวพราวจนเกือบเต็มพื้นผ้า  ทั้งนี้ผ้าทอแต่ละชนิดจะเป็นที่นิยมของผู้คนแตกต่างกันไป  คือผ้าทอล่วงกับผ้าทอจกดาวมีราคาถูกและราคาขนาดกลางเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคอายุระหว่าง 20-30 ปี และผู้มีฐานะปานกลาง  ส่วนผ้าเกาะมีราคาแพงเป็นที่ต้องการของผู้มีฐานะดี  การจำหน่ายผ้าแพรวา  มีทั้งการจำหน่ายโดยส่งไปฝากขายที่ร้านจิตรลดา  การจำหน่ายผ่านพ่อค้าคนกลาง  การออกร้านจำหน่ายตามเทศกาลต่างๆ และการจำหน่ายที่ ศูนย์วิจิตรแพรวา บ้านโพน อำเภอม่วงคำ กับร้าน บ้านแพรวา อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์  ปัจจุบันการจำหน่ายผ้าแพรวากำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤติ ด้านราคาการจำหน่ายที่ลดต่ำลงอย่างมาก  อันเนื่องมาจากภาครัฐไม่ส่งเสริมการผลิตผ้าแพรวาอย่างกว้างขวาง  ทำให้ปริมาณของผ้าแพรวาล้นตลาดจึงจำหน่ายด้วยการตัดราคากัน  บางครั้งผู้ทำได้ราคาน้อยกว่าต้นทุนการผลิต  อย่างไรก็ตามผ้าแพรวาดังกล่าวกำลังต้องการการพัฒนาสู่ผลิตภัณฑ์สินค้าแปรรูปที่มีคุณภาพ  เพื่อเป็นทางออกแก่จุดตันทางการจำหน่ายผ้า

    แพรวา 

              อังกาบ  ศักดี  (2552)  ได้ทำการศึกษาความต้องการประเภทและรูปแบบผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจากผ้าทอมือ  จังหวัดอุตรดิตถ์  พบว่าผู้จำหน่ายและผู้บริโภค  มีปัจจัยหลักที่ใช้ในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า คือ ดูที่ประโยชน์ใช้สอย ร้อยละ 41.45 และเลือกที่ดูดี สวยงามมีคุณค่า ร้อยละ 29.97 และจากผลการศึกษาพบว่ามีความต้องการผลิตภัณฑ์จากผ้าทอมือ  ประเภทเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร ร้อยละ 55.98 ซึ่งประกอบไปด้วย ผ้าปูโต๊ะ ที่รองจาน ผ้าเช็ดปาก ซองใส่ช้อนส้อม และกล่องกระดาษทิชชู่  โดยเลือกขนาดที่ใช้นำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ที่ 4-6 ที่นั่ง ร้อยละ 74.81 และมีความต้องการใช้สีน้ำเงินหรือฟ้า ร้อยละ 58.12 และสีขาวหรือครีม ร้อยละ 25.20 ผู้จำหน่ายและผู้บริโภคมีความต้องการประยุกต์ใช้วัสดุท้องถิ่นกับผลิตภัณฑ์หัตถกรรมผ้าทอมือ จังหวัดอุตรดิตถ์ร่วมกับผักตบชวามากที่สุด ร้อยละ 28.63 และรองลงมาคือ ไม้สัก ร้อยละ 21.37 ประกอบกับผลการออกแบบและพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจากผ้าทอมือ จังหวัดอุตรดิตถ์  โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน เลือกแบบที่จะนำมาผลิต ได้แก่รูปแบบที่ 2 ซึ่งมีลักษณะเหมาะสมทางด้านประโยชน์ใช้สอย ด้านความสวยงาม และด้านความเป็นไปได้ในการผลิตเชิงพาณิชย์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (   = 4.58) รองลงมาคือรูปแบบที่ 3

    (   = 4.40)  

     

              สรุป ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องตามหัวข้อที่ประกอบด้วย วิวัฒนาการของผ้าและเสื้อผ้า  ประวัติความเป็นมาของชาวเขาเผ่าม้ง ลวดลายผ้าปักชาวเขาเผ่าม้ง วัสดุและวิธีการปักผ้าชาวเขาเผ่าม้ง การออกแบบเสื้อ ขั้นตอนการตัดเสื้อรวมทั้งงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นข้อมูลประกอบกรอบแนวคิดในการวิจัยที่จะจัดทำรายละเอียดของการออกแบบเสื้อสำเร็จรูปสตรีด้วยผ้าปักชาวเขาเผ่าม้ง และช่วยในการตั้งข้อคำถามของแบบสอบถามให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ต่อไป

     

     



    อ่านทั้งหมด: 25201, ความเห็นทั้งหมด: 1
    ขอบขอบคุณสำหรับความรู้ดีๆของ จขกท.ค่ะ
    โดย - nam - วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 1:54

    แสดงความเห็น
    ข้อความ
       
      
     
     
       
    แนบรูป *เฉพาะสมาชิกเท่านั้น
    จาก  
    พิมพ์คำว่า คนไทย ในช่องนี้ ->

    เรื่องราวอื่นๆจากบลอกเพื่อนบ้าน

    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องอัตโนมัติ(ดีโพลมา2447)
    การบังคับชำระหนี้โดยพลการ(ดีโพลมา2446)
    เงาเสียงเต๋า เจมส์ พุ่มพวง หญิงลี(ดีโพลมา2445)
    วิธีการดูแลบำรุงรักษาเครื่องปั๊มน้ำที่ถูกต้อง
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องอััตโนมัติ(ดีโพลมา2444)
    ฎีกาที่น่าสนใจ(ดีโพลมา2442)
    สี่เลือดบ้า มือใหม่หัดปล้น(ดีโพลมา2441)
    ไอแบงก์ จัดงาน “ร่วมใจไกล่เกลี่ยฯ”(ดีโพลมา2440)
    HAPIfork ส้อมอัจฉริยะช่วยลดน้ำหนัก
    อยากเป็นสาวหุ่นดี ต้องฝึกทำสิ่งเหล่านี้ให้เป็นนิสัย
    แสงยามเช้า อัศจรรย์แห่งการลดความอ้วน
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องอัตโนมัติ(ดีโพลมา2439)
    เปิดรายชื่อที่คาดจะเป็นผบก.(ดีโพลมา2438)
    โยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัด (ดีโพลมา2437)
    คลิปตำรวจไทยไม่เฟี้ยวววว ไม่เคยจับกูได้ ล่าสุดโดนจับแล้ว
    เพลงเพราะๆฟังต่อเนื่องหลายๆเพลงอัตโนมัติ(ดีโพลมา2436)
    Car Free Day เปิดถนนคนเดิน ปิดถนนสีลม 20-22 ก.ย.
    ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา พายุคัลแมกี KALMAEGI ฉบับที่ 5 ลงวันที่ 16 กันยายน 2557
    การส่องตรวจกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น
    เตรียมตัว!เมื่อส่องกล้องตรวจระบบทางเดินอาหาร
    ฝึกดูหนังให้เก่งภาษาอังกฤษ
    วิงส์ไก่แซ่บ ฉบับ Homemade
    【 ชิสึโอกะงานแฟร์ &การศึกษาแฟร์ 】
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องขวามือ(ดีโพลมา2435)
    พนักงานสอบสวนไม่รับคำร้องทุกข์ มีความผิดตามมาตรา 157(ดีโพลมา2434)
    หลวงพี่เท่ง 2 รุ่นฮาร่ำรวย(ดีโพลมา2433)
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องขวามือ(ดีโพลมา2432)
    (ชมคลิป)ตำรวจนั่งวินจยย.ไล่จับแท็กซี่เมาปลิ้น(ดีโพลมา2431)
    รถไฟเรือเมล์ลิเกกองถ่าย ตอนที่ 30 ตอนจบ(ดีโพลมา2430)
    วิธีการทาแป้งอย่างถูกวิธี เพื่อให้ใบหน้าห่างไกลจากสิว
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องขวามือ(ดีโพลมา2429)
    ข่าวโยกย้ายนายตำรวจ(ดีโพลมา2428)
    ผู้ใหญ่ ยังอาย เทพมากๆ(ดีโพลมา2427)
    โฆษณา Thailand Happiness 2014 สวยมาก น่าเที่ยวสุด ๆ
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องขวามือ(ดีโพลมา2426)
    รอง ผบ.ตร.แถลงรวบ"ชายชุดดำ"สังหาร"พล.อ.ร่มเกล้า"(ดีโพลมา2425)
    รวมเพลงจีนฮิตในอดีตที่ติดหูคนไทย(ดีโพลมา2424)
    Caterman เคเทอร์แมน : ขนมไทยและความหมายมงคล
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่อง(ดีโพลมา2423)
    "ศรีวราห์"ผงาดนครบาล (ดีโพลมา2422)
    ร่วมเสวนารีสตาร์ทสุขภาพ!! (ดีโพลมา2421)
    คลิปสุดยอด การวาดภาพ 3 มิติ(ดีโพลมา2420)
    6 สูตรหน้าเด้ง เพื่อทุกสภาพผิว
    วิธีทำให้ผ้าแห้งเร็วทันใจ โดยไม่ต้องใช้เครื่องอบผ้า
    5 สเต็ปซักผ้าห่มให้สะอาด ไร้คราบสกปรก
    วิธีแต่งหน้าใส ๆ ดูสวยแบบสาวสุขภาพดี
    กินคลีนกันเถอะ เมนูคลีนสำหรับคนรักสุขภาพ
    7 เทศกาลและประเพณีไทยน่าเที่ยว ที่ฝรั่งยกนิ้วให้
    6 สูตรหน้าเด้ง เพื่อทุกสภาพผิว
    วิธีกินอาหารให้สุขภาพดี ระหว่างออกทริปท่องเที่ยว

    <