เข้าสู่ระบบ จำนวนคนออนไลน์ 1504 คน
Ayutthaya Story
Story
 
หัวข้อล่าสุด
 
 
  • ตารางเปรียบเทียบร่างรัฐธรรมนูญ50 กับรัฐธรรมนูญปี40 (11)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • หลักในการดำเนินชีวิต (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ดอกไม้ประจำจังหวัด (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ตราประจำจังหวัด (1)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • นิคมอุตสาหกรรม (36)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • พระราชวังบางปะอิน (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • เจดีย์พระศรีสุริโยทัย (2)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • วัดใหญ่ชัยมงคล (1)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • วัดพนัญเชิง (1)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ปางช้างอยุธยา (1)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ของฝากจากอยุธยา (12)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • Ayutthaya Story (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • สารานุกรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (2)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • สถานทีท่องเที่ยวอำเภอบางไทร (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • สถานที่ท่องเที่ยวอำเภอบางปะอิน (3)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • สถานที่ท่องเที่ยวอำเภอพระนครศรีอยุธยา (7)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (1)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (63)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • พื้นเพคนท้องถิ่น (2)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ศิลปวัตถุจากกรุ (1)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • หัตถกรรมกรุงเก่า (0)
    [มากกว่า 6 เดือน]
  • ดูเนื้อหาทั้งหมด

     
         
     
    ปฎิทิน
     
     

    <กันยายน 2557>
     
    3525262728293031
    361234567
    37891011121314
    3815161718192021
    3922232425262728
    40293012345
     
         
     
    สถิติบลอกนี้
     
     
    • คนเข้าบลอกนี้ทั้งหมด 153398
    • เฉพาะวันนี้ 28
    • ความคิดเห็น 178
    • จำนวนเรื่อง 25
    ให้คะแนนบลอกนี้
    แจ้งเนื้อหาบลอกไม่เหมาะสม
     
         
    ประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
    Last Updated On: 12 เมษายน 2550 - 11:23:00

     

                ราชการสงครามในสมเด็จพระนเรศวรมหาราช  เป็นเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่และสำคัญยิ่งของชาติไทย  พระองค์ได้กู้อิสรภาพของไทยจากการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งแรก และได้ทรงแผ่อำนาจของราชอาณาจักรไทย อย่างกว้างใหญ่ไพศาล  นับตั้งแต่ประเทศพม่าตอนใต้ทั้งหมด นั่นคือ จากฝั่งมหาสมุทรอินเดียทางด้านตะวันตก  ไปจนถึงฝั่งมหาสมุทรปาซิฟิคทางด้านตะวันออก  ทางด้านทิศใต้ตลอดไปถึงแหลมมลายู  ทางด้านทิศเหนือก็ถึงฝั่งแม่น้ำโขงโดยตลอด  และยังรวมไปถึงรัฐไทยใหญ่บางรัฐ  พระองค์ได้ทำสงครามเข้าไปในประเทศที่เป็นข้าศึกของไทย ในทุกทิศทาง  จนประเทศไทยอยู่เป็นปกติสุขปราศจากศึกสงคราม เป็นระยะเวลายาวนาน
                พระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ทั้งสิ้นทั้งปวงของพระองค์  เป็นไปเพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองและคนไทยทั้งมวล  ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ จะอยู่ในสนามรบและชนบทโดยตลอด มิได้ว่างเว้น  แม้แต่เมื่อเสด็จสวรรคต  ก็เสด็จสวรรคตในระหว่างเดินทัพไปปราบศัตรูของชาติไทย  นับว่าพระองค์ได้ทรงสละพระองค์ เพื่อชาติบ้านเมืองโดยสิ้นเชิง  สมควรที่ชาวไทยรุ่นหลังต่อมา ได้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์  และจดจำวีรกรรมของพระองค์ เทอดทูลไว้เหนือเกล้า ฯ ไปตราบชั่วกาลนาน

                สมเด็จพระนเรศวรมหาราช  เสด็จพระราชสมภพ ณ เมืองพิษณุโลก เมื่อปีเถาะ พุทธศักราช 2098  พระองค์เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระมหาธรรมราชา และพระวิสุทธิกษัตรี ราชธิดาในสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ และสมเด็จพระศรีสุริโยทัย  ดังนั้น พระองค์จึงมีพระชาติ ทั้งราชวงศ์พระร่วงแห่งกรุงสุโขทัยทางพระราชบิดา และราชวงศ์อยุธยาทางพระราชมารดา  พระองค์ทรงมีพระพี่นาง พระนามว่า  พระสุวรรณเทวีหรือพระสุพรรณกัลยา และพระน้องยาเธอ พระนามว่า สมเด็จพระเอกาทศรถ
                เมื่อพระองค์มีพระชันษาได้ 9 ปี  พระเจ้าหงสาวดีได้ขอไปเป็นพระราชบุตรบุญธรรม  พระองค์ได้ประทับอยู่ที่หงสาวดีถึง 6 ปี  เมื่อพระชันษาได้ 15 ปี  จึงได้เสด็จกลับกรุงศรีอยุธยา  เพื่อช่วยราชการพระบิดา โดยได้เสด็จขึ้นไปครองเมืองพิษณุโลก
                ขณะทรงพระเยาว์และในระหว่างที่พระองค์ประทับอยู่ที่กรุงหงสาวดี  ก็ได้ทรงศึกษาวิชาศิลปศาสตร์ และวิชาพิชัยสงคราม ทรงนิยมในวิชาการรบทัพจับศึก  พระองค์ทรงมีโอกาสศึกษา ทั้งภายในราชสำนักไทย และราชสำนักพม่า  มอญ  และได้ทราบยุทธวิธีของชาติต่าง ๆ ที่มารวมกันอยู่ในกรุงหงสาวดีเป็นอย่างดี  ทรงนำหลักวิชามาประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับเหตุการณ์ และสภาพแวดล้อมได้เป็นเลิศ  ดังเห็นได้จากการสงครามทุกครั้งของพระองค์  ยุทธวิธีที่ทรงใช้ เช่น  การใช้คนจำนวนน้อยเอาชนะคนจำนวนมาก และยุทธวิธีเดินเส้นใน  พระองค์ทรงนำมาใช้ก่อนจอมทัพที่เลื่องชื่อในยุโรป  นอกจากนั้น หลักการสงครามที่เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน เช่น การดำรงความมุ่งหมาย  หลักการรุก  การออมกำลัง และการรวมกำลัง  การดำเนินกลยุทธ  เอกภาพในการบังคับบัญชา  การระวังป้องกัน  การจู่โจม  หลักความง่าย ฯลฯ  พระองค์ก็ทรงนำมาใช้อย่างเชี่ยวชาญ และประสบผลสำเร็จอย่างงดงามมาโดยตลอด


    การฉวยโอกาสซ้ำเติมไทยของเขมร

                เมื่อปี พ.ศ. 2113  พระยาละแวกหรือสมเด็จพระบรมราชา กษัตริย์เขมร  ซึ่งเคยเป็นเมืองขึ้นของไทยมาก่อน ตั้งแต่ครั้งสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง)  เห็นไทยบอบซ้ำจากการทำสงครามกับพม่า  ได้ถือโอกาสยกกำลังเข้ามาซ้ำเติมกรุงศรีอยุธยา  โดยยกกองทัพมีกำลัง 20,000 คน  เข้ามาทางเมืองนครนายก  เมื่อเข้ามาถึงกรุงศรีอยุธยาแล้วได้ตั้งทัพอยู่ที่ตำบลบ้านกระทุ่ม  แล้วเคลื่อนพลเข้าประชิดพระนคร  โดยได้เข้ามายืนช้างบัญชาการรบอยู่ในวัดสามพิหาร  และวางกำลังพลรายเรียงเข้ามาถึงวัดโรงฆ้อง ต่อไปถึงวัดกุฎีทอง และนำกำลังพล 5,000 คน ช้าง 30 เชือก  เข้ายึดแนวหน้าวัดพระเมรุราชิการาม  พร้อมกับให้ทหารลงเรือ 50 ลำ  แล่นเข้ามาปล้นพระนครตรงมุมเจ้าสนุก
                สมเด็จพระมหาธรรมราชา  เสด็จออกบัญชาการรบป้องกันพระนครเป็นสามารถ  กองทัพเขมรพยายามยกพลเข้าปล้นพระนครอยู่ 3 วัน  แต่ไม่สำเร็จจึงยกกองทัพกลับไป  และได้กวาดต้อนผู้คนชาวบ้านนาและนครนายกไปยังประเทศเขมรเป็นจำนวนมาก


                ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2117  ในขณะที่กองทัพไทยในบังคับบัญชาของสมเด็จพระธรรมราชาธิราช กับ สมเด็จพระนเรศวรโอรส ยกกองทัพไปช่วยพระเจ้าหงสาวดี ไปตีเมืองศรีสัตนาคนหุต  พระยาละแวกกษัตริย์เขมร ถือโอกาสยกกองทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาอีก  โดยยกมาทางเรือ  การศึกครั้งนี้โชคดีเป็นของไทย  กล่าวคือขณะที่กองทัพไทยยกไปถึงหนองบัวลำภู  เมืองอุดรธานี  สมเด็จพระนเรศวรทรงประชวรเป็นไข้ทรพิษ  พระเจ้าหงสาวดีโปรดให้กองทัพไทยยกกลับกรุงศรีอยุธยา
                กองทัพไทยกลับมาได้ทันเวลาที่กรุงศรีอยุธยา  ถูกโจมตีจากกองทัพเรือเขมร  ซึ่งขึ้นมาถึงกรุงศรีอยุธยา เมื่อเดือนอ้าย พ.ศ. 2118  และได้ตั้งทัพชุมนุมพลอยู่ที่ตำบลขนอน บางตะนาว และลอบแฝงเข้ามาอยู่ในวัดพะแนงเชิง (พนัญเชิง)  และใช้เรือ 3 ลำ เข้าทำการปล้น  ชาวเมืองที่ตำบลนายก่าย
                ไทยใช้ปืนใหญ่ยิงไปยังป้อมค่ายนายก่าย  ถูกข้าศึกล้มตายเป็นอันมาก  แล้วให้ทหารเรือ เอาเรือไปท้าทาย ให้ข้าศึกออกมารบพุ่ง  จากนั้นก็ล่อหลอกให้ข้าศึก รุกไล่เข้ามาในพื้นที่การยิงหวังผลของปืนใหญ่  เมื่อพร้อมแล้ว ก็ระดมยิงปืนใหญ่ ถูกทหารเขมรแตกพ่ายกลับไป


    การให้บทเรียนแก่เขมรที่ไชยบาดาล

                ในปี พ.ศ. 2121  เจ้ากรุงกัมพูชากษัตริย์เขมร ให้พระทศโยธากับพระสุรินทรราชา  คุมกองทัพเขมรเข้ามากวาดต้อนราษฎรชาวไทย แถบเมืองนครราชสีมา  เจ้าเมืองนครราชสีมามีกำลังน้อย จึงไม่ได้ออกต่อสู้  ฝ่ายเขมรเห็นได้ที จึงได้ยกทัพมุ่งมาทางเมืองสระบุรี  หมายปล้นสะดมหาเสบียงที่เมืองสระบุรีต่อไป  สมเด็จพระนเรศวร  ซึ่งปกติพระองค์จะเสด็จประทับอยู่ที่เมืองพิษณุโลก  บังเอิญในเวลานั้น ได้เสด็จมาเยี่ยมพระราชบิดาที่กรุงศรีอยุธยา  ทราบข่าวกองทัพเขมรยกล่วงล้ำเข้ามาดังกล่าว  จึงพร้อมด้วยสมเด็จพระเอกาทศรถ  ทรงจัดกำลังช้างเร็ว ม้าเร็วกับทหาร 3,000 คน  ยกขึ้นไปดักทัพเขมรที่เมืองไชยบาดาล  ให้พระยาไชยบุรี กับพระศรีถมอรัตน์  เจ้าเมืองท่าโรง (วิเชียรบุรี) คุมทัพม้า 500  เป็นกองหน้ารีบรุดขึ้นไปก่อน  และให้ซุ่มอยู่สองข้างทางในดงใหญ่ ที่กองทัพเขมรจะยกมา  ฝ่ายกองทัพเขมรเห็นว่า ในระหว่างเดินทัพมา  ไม่มีการต่อสู้ขัดขวางจากฝ่ายไทย  และเห็นว่ายังอยู่ห่างไกลจากกรุงศรีอยุธยา  จึงเคลื่อนทัพมาด้วยความประมาท  ขาดความระมัดระวัง  คิดว่าคงไม่มีใครออกมาต่อสู้  เมื่อกองหน้าของทัพเขมร ถลำเข้ามาในพื้นที่ที่ฝ่ายไทยซุ่มอยู่  พระไชยบุรีกับพระศรีถมอรัตน์  จึงให้อาณัติสัญญาณให้ทหารที่ซุ่มอยู่ออกโจมตี  โดยฝ่ายเขมรไม่ทันรู้ตัว ฝ่ายไทยไล่ฆ่าฟันทหารเขมรล้มตายเป็นอันมาก  กองทัพเขมรก็แตกฉาน  กองทัพไทยก็ติดตามไปจนถึงทัพหลวง
                ฝ่ายพระทศโยธา และพระสุรินทราชาเห็นทัพหน้าแตกยับเยิน  ไม่ทราบแน่ว่ากองทัพไทยมีกำลังมากน้อยเพียงใด  ก็รีบถอยหนีกลับไปทางนครราชสีมา  ก็ได้ถูกทัพไทยที่ดักทางคอยอยู่ก่อนแล้ว  เข้าโจมตีซ้ำเติมอีก  กองทัพเขมรทั้งหมดจึงรีบถอยหนีกลับไปกรุงกัมพูชา
                การรบครั้งนี้ทำให้สมเด็จพระนเรศวรเป็นที่เคารพยำเกรงแก่บรรดาแม่ทัพนายกอง และบรรดาทหารทั้งปวงเป็นที่ยิ่ง  กิตติศัพท์อันนี้เป็นที่เลื่องลือไปถึงกรุงหงสาวดี  และผลจากการรบครั้งนี้ทำให้เขมรไม่กล้าลอบมาโจมตีไทยถึงพระนครอีกเลย


    การเสริมความแข็งแกร่ง

                การที่เขมรลอบเข้ามาซ้ำเติมไทยหลายครั้ง ในห้วงเวลาที่ไทยเสียแก่พม่านั้น  นับว่าเป็นคุณแก่ไทยในทางอ้อม  เพราะทำให้ราษฎรที่กระจัดกระจายอยู่ในที่ต่าง ๆ ครั้งเสียกรุงแก่พม่า ให้หนีภัยเขมร  กลับเข้ามาอยู่ในกรุงศรีอยุธยา  ทำให้ฝ่ายไทยมีกำลังขึ้น  นอกจากนั้นก็เป็นโอกาสที่ฝ่ายไทย  คิดอ่านจัดการป้องกันพระนคร ให้แข็งแกร่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยที่ไม่ต้องเกรงว่าทางพม่าจะระแวงสงสัย
                การดำเนินเสริมสร้างความมั่นคงดังกล่าว ได้แก่การเสริมการป้องกันพระนครทางด้านตะวันออก  ซึ่งเป็นด้านที่ข้าศึก เคยตีฝ่าเข้าพระนครมาได้ในสงครามที่ผ่านมา  โดยให้ขุดขยายคลองขื่อหน้าคูพระนคร  ตั้งแต่วัดแม่นางปลื้ม  ตรงที่ต่อปากคลองเมืองทุกวันนี้  ลงไปจนปากข้าวสาร  ให้ลึกและกว้างกว่าเดิม และผลจากการขุดคลองขื่อหน้านี้  ได้ให้กำแพงพระนครด้านทิศตะวันออก ขยายลงไปถึงริมแม่น้ำ ให้เหมือนกับกำแพงเมืองด้านอื่น  จากนั้นได้ให้สร้างป้อมใหญ่ขึ้นอีกป้อมหนึ่ง ที่มุมพระนครด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือเรียกว่า ป้อมมหาชัย  ซึ่งอยู่ตรงตลาดหัวรอในปัจจุบัน
                ป้อมตามแนวกรุงเก่าซึ่งมีอยู่ 16 ป้อมด้วยกันนั้น มีป้อมสำคัญอยู่ 3 ป้อม คือ ป้อมเพชร  ตั้งอยู่ตรงลำแม่น้ำ  ใช้รักษาพระนครทางด้านทิศใต้  ป้อมซัดกบ  ตั้งอยู่ตรงลำแม่น้ำแควหัวตะพาน  ใช้รักษาพระนครทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหมือ  ทั้งสองป้อมนี้มีอยู่เดิมตั้งแต่ครั้งสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์  ส่วนป้อมมหาชัยนั้นสร้างขึ้นใหม่  อยู่ตรงทางน้ำร่วม ที่มุมเมืองด้านตะวันออกเฉียงเหนือ  เพื่อใช้รักษาพระนครทางด้านนี้
                นอกจากการสร้างเสริมคูเมืองกำแพงเมือง และบรรดาป้อมปราการทั้งหลายแล้ว  ก็ได้มีการรวบรวมกำลังพล  ช้าม้าพาหะ และจัดหาเครื่องศัตราวุธ มีปืนใหญ่เป็นต้นมาเพิ่มเติม โดยจัดหาจากต่างประเทศ  ที่เข้ามาค้าขายทางทะเลอยู่แล้ว



    การรบที่เมืองคัง

                เมื่อปี พ.ศ. 2124  พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองสวรรคต  ราชโอรสองค์ใหญ่พระนามมังไชยสิงห์  ซึ่งเป็นรัชทายาท และดำรงตำแหน่งมหาอุปราช ได้ขึ้นครองราชย์ ทรงพระนามว่า พระเจ้านันทบุเรง  พระเจ้านันทบุเรงได้ตั้งมังกะยอชะวา  พระราชโอรสขึ้นเป็นพระมหาอุปราชา  เมื่อกษัตริย์องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์  ก็จะต้องมีฎีกาบอกกล่าวไปยังบรรดาประเทศราชทั้งหลาย  ให้มาเฝ้าตามพระราชประเพณี  ในครั้งนั้นก็มีพระเจ้าตองอู  ผู้เป็นพระอนุชาพระเจ้าบุเรงนอง พระเจ้าแปรเป็นราชบุตรพระเจ้าบุเรงนอง  แต่คนละแม่กับพระเจ้านันทบุเรง  พระเจ้าอังวะผู้เป็นราชบุตรเขยพระเจ้าบุเรงนอง พระเจ้าเชียงใหม่  พระเจ้ามินปะลอง ผู้ครองเมืองยะไข่ พระเจ้าหน่อเมือง ผู้ครองเมืองลานช้าง และสมเด็จพระมหาธรรมราชา ผู้ครองกรุงศรีอยุธยา  ซึ่งทางกรุงศรีอยุธยา  สมเด็จพระมหาธรรมราชาได้ส่งพระโอรสพระองค์ใหญ่คือ  สมเด็จพระนเรศวร เสด็จไปแทนพระองค์
                ในเหตุการณ์ครั้งนี้ มีเจ้าเมืองคังไม่ได้มาเข้าเฝ้าตามประเพณี  พระเจ้านันทบุเรงเห็นว่าเจ้าเมืองคังแข็งเมือง จำต้องยกทัพไปปราบปราม  เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป  ในโอกาสที่เจ้าประเทศราชมาชุมนุมกันอยู่นี้  จึงให้โอรสของพระองค์  และโอรสเจ้าประเทศราชที่มีฝีมือ ยกกำลังไปปราบปรามเมืองคังแทนพระองค์  ดังนั้นจึงได้จัดให้พระมหาอุปราชา (มังกะยอชะวา หรือ มังสามเกลียด) พระสังกทัต (นัดจินน่อง) ราชบุตรพระเจ้าตองอู  และสมเด็จพระนเรศวร  ยกทัพไปตีเมืองคัง เป็นทำนองประชันฝีมือกัน
                เมืองคังเป็นเป็นที่ตั้งอยู่บนภูเขา  เป็นเมืองเล็กพื้นที่น้อย  การที่กองทัพทั้ง 3 จะเข้าตีพร้อมกันเป็นการลำบาก  เพราะไม่มีพื้นที่ให้ดำเนินกลยุทธได้เพียงพอ  จึงตกลงกันให้ผลัดกันเข้าตีวันละกองทัพ  พระมหาอุปราชาได้รับเกียรติให้เข้าตีก่อน  เมื่อถึงวันกำหนด  พระมหาอุปราชาก็ยกกำลังเข้าตีเมืองคังในเวลากลางคืน  ชาวเมืองคังได้ต่อสู้ป้องกันเมืองเป็นสามารถ  รบกันจนรุ่งสว่างก็ไม่สามารถตีหักเอาเมืองได้  จึงต้องถอนกำลังกลับลงมา  วันต่อมา พระสังกทัตได้ยกกำลังเข้าตีเมืองคัง  แต่ก็ไม่สำเร็จอีกเช่นกัน
                เมื่อถึงวาระของสมเด็จพระนเรศวร  พระองค์ได้มีการเตรียมการเป็นอย่างดี  โดยที่ในระหว่างสองวันแรก  ที่กองทัพทั้งสองผลัดกันเข้ามาโจมตรีนั้น พระองค์ได้ใช้เวลาดังกล่าว ออกลาดตะเวณตรวจดูภูมิประเทศ และเส้นทางบริเวณเมืองคังโดยตลอด  ก็พบว่า มีทางที่จะขึ้นไปยังเมืองคังทางด้านอื่นได้อีกทางหนึ่ง นอกจากเส้นทางหลักที่กองทัพทั้งสองใช้เข้าตี  แต่เส้นทางดังกล่าวนั้นเป็นเส้นทางลับ และคับแคบ เคลื่อนกำลังไม่สะดวก  ดังนั้น พระองค์จึงแบ่งกำลังออกเป็นสองส่วน  เมื่อถึงเวลาค่ำก็ให้กองทหารกองเล็กซุ่มอยู่ทางด้านหน้า  ซึ่งเป็นทางหลักที่พระมหาอุปราชาและพระสังกทัต ใช้เป็นเส้นทางเข้าตีมาก่อนแล้ว  และให้กองทหารกองใหญ่ ไปวางกำลังอยู่ที่เส้นทางที่ตรวจพบใหม่  กองทัพไทยทั้งสองกองซุ่มอยู่ตลอดคืน จนถึงเวลาสี่นาฬิกา  พระองค์จึงให้กองทหารกองเล็ก ยิงปืนโห่ร้อง แสดงอาการว่าจะเข้าตีเมืองทางด้านนั้น  ชาวเมืองคังเข้าใจว่า ข้าศึกจะยกเข้าตีหักเอาเมืองทางด้านนั้น เหมือนเช่นครั้งก่อน  และด้วยเป็นเวลามืด มองไม่เห็นข้าศึกว่ามีมากน้อยเพียงใด  ก็พากันมารบพุ่งต้านทางในด้านนั้น  เมื่อพระองค์ทรงเห็นว่า การต้านทานเมืองคัง ได้ทุ่มเทไปทางด้านนั้นหมดแล้ว  ก็สั่งให้กองกำลังส่วนใหญ่ ที่ซุ่มคอยอยู่ที่เส้นทางใหม่ เข้าตีหักเอาเมืองคังได้เมื่อเวลาเช้า  จับได้ตัวเจ้าฟ้าเมืองคังมาถวายพระเจ้าหงสาวดี
                พระเจ้าหงสาวดีหมายมั่นที่จะให้การเข้าตีเมืองคัง  เป็นผลงานของพระมหาอุปราชา  แต่ผลงานกลับเป็นของสมเด็จพระนเรศวร  ผลสำเร็จในการปฎิบัติการยุทธของสมเด็จพระนเรศวรครั้งนี้  เพราะพระปรีชาสามารถ ที่ทรงใช้หลักการสงคราม มาประยุกต์ใช้ในการปฎิบัติจริงอย่างได้ผล  เมื่อพระองค์เสด็จกลับมากรุงศรีอยุธยาแล้ว  ก็ได้ทรงปรับปรุงกองทัพ  และเตรียมการณ์ต่าง ๆ ไว้พร้อมที่จะรับสถานการณ์ในอนาคตโดยมิได้ประมาท


    การประกาศอิสรภาพ

                เมื่อปี พ.ศ. 2126  พระเจ้าอังวะเป็นกบฎ  เนื่องจากไม่พอใจทางกรุงหงสาวดีอยู่หลายประการ  จึงแข็งเมือง พร้อมกับเกลี้ยกล่อมเจ้าไทยใหญ่อีกหลายเมืองให้แข็งเมืองด้วย  พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงจึงยกทัพหลวงไปปราบ  ในการณ์นี้ได้สั่งให้เจ้าเมืองแปร  เจ้าเมืองตองอู และเจ้าเมืองเชียงใหม่  รวมทั้งทางกรุงศรีอยุธยาด้วย  ให้ยกทัพไปช่วย  ทางไทย  สมเด็จพระมหาธรรมราชาโปรดให้สมเด็จพระนเรศวรยกทัพไปแทน สมเด็จพระนเรศวรยกทัพออกจากเมืองพิษณุโลก เมื่อวันแรม 6 ค่ำ เดือน 3 ปีมะแม พ.ศ. 2126  พระองค์ยกทัพไทยไปช้า ๆ เพื่อให้การปราบปรามเจ้าอังวะเสร็จสิ้นไปก่อน  ทำให้พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงแคลงใจว่า  ทางไทยคงจะถูกพระเจ้าอังวะชักชวนให้เข้าด้วย  จึงสั่งให้พระมหาอุปราชา คุมทัพรักษากรุงหงสาวดีไว้  ถ้าทัพไทยยกมาถึงก็ให้ต้อนรับ และหาทางกำจัดเสีย  และพระองค์ได้สั่งให้พระยามอญสองคน คือ พระยาเกียรติและพระยาราม   ซึ่งมีสมัครพรรคพวกอยู่ที่เมืองแครงมาก และทำนองจะเป็นผู้คุ้นเคยกับสมเด็จพระนเรศวรมาแต่ก่อน  ลงมาคอยต้อนรับทัพไทยที่เมืองแครง  อันเป็นชายแดนติดต่อกับไทย  พระมหาอุปราชาได้ตรัสสั่งเป็นความลับว่า  เมื่อสมเด็จพระนเรศวรยกกองทัพขึ้นไป  ถ้าพระมหาอุปราชายกเข้าตีด้านหน้าเมื่อใด  ให้พระยาเกียรติและพระยาราม  คุมกำลังเข้าตีกระหนาบทางด้านหลัง  ช่วยกันกำจัดสมเด็จพระนเรศวรเสียให้จงได้  พระยาเกียรติกับพระยาราม  เมื่อไปถึงเมืองแครงแล้ว ได้ขยายความลับนี้แก่พระมหาเถรคันฉ่อง  ผู้เป็นอาจารย์ของตน ทุกคนไม่มีใครเห็นดีด้วยกับแผนการของพระเจ้ากรุงหงสาวดี  เพราะมหาเถรคันฉ่องกับสมเด็จพระนเรศวร  เคยรู้จักชอบพอกันมาก่อน
                กองทัพไทยยกมาถึงเมืองแครง เมื่อวันขึ้น 1 ค่ำ  เดือน 6 ปีวอก พ.ศ. 2127  โดยใช้เวลาเดินทัพเกือบสองเดือน  กองทัพไทยตั้งทัพอยู่นอกเมือง  เจ้าเมืองแครงพร้อมทั้งพระยาเกียรติกับพระยารามได้มาเฝ้า ฯ  สมเด็จพระนเรศวร จากนั้นสมเด็จพระนเรศวรได้เสด็จไปเยี่ยมพระมหาเถรคันฉ่อง  ซึ่งคุ้นเคยกันดีมาก่อน  พระมหาเถรคันฉ่องมีใจสงสาร จึงกราบทูลถึงเรื่องการคิดร้ายของทางกรุงหงสาวดี  แล้วให้พระยาเกียรติกับพระยาราม กราบทูลให้ทราบตามความเป็นจริง  เมื่อพระองค์ได้ทราบความโดยตลอดแล้ว  ก็ทรงมีพระดำริเห็นว่า  การเป็นอริราชศัตรูกับกรุงหงสาวดีนั้น ถึงกาลเวลาที่จะต้องเปิดเผยต่อไปแล้ว จึงได้มีรับสั่งให้เรียกประชุมแม่ทัพนายกอง กรมการเมือง เจ้าเมืองแครงรวมทั้งพระยาเกียรติพระยาราม และทหารมอญมาประชุมพร้อมกัน  แล้วนิมนต์พระมหาเถรคันฉ่อง และพระสงฆ์มาเป็นสักขีพยาน  ทรงแจ้งเรื่องให้คนทั้งปวงที่มาชุมนุม  ณ  ที่นั้นทราบว่า  พระเจ้าหงสาวดีคิดประทุษร้ายต่อพระองค์  จากนั้นพระองค์ได้ทรงหลั่งน้ำลงสู่แผ่นดินด้วยสุวรรณภิงคาร (พระน้ำเต้าทองคำ)  ประกาศแก่เทพยดาฟ้าดินว่า
                "ด้วยพระเจ้าหงสาวดี  มิได้อยู่ในครองสุจริตมิตรภาพขัตติยราชประเพณี  เสียสามัคคีรสธรรม  ประพฤติพาลทุจริต คิดจะทำอันตรายแก่เรา  ตั้งแต่นี้ไป  กรุงศรีอยุธยาขาดไมตรีกับกรุงหงสาวดี  มิได้เป็นมิตรร่วมสุวรรณปฐพีเดียวกันดุจดังแต่ก่อนสืบไป"
                จากนั้นพระองค์ได้ตรัสถามชาวเมืองแครงว่าจะเข้าข้างฝ่ายใด  พวกมอญทั้งปวงต่างเข้ากับฝ่ายไทย  สมเด็จพระนเรศวรจึงให้จับเจ้าเมืองกรมการพม่า  แล้วเอาเมืองแครงเป็นที่ตั้งประชุมทัพ  เมื่อจัดกองทัพเสร็จ ก็ทรงยกทัพจากเมืองแครง ไปยังเมืองหงสาวดี  เมื่อวันแรม 3 ค่ำ เดือน 6
                ฝ่ายพระมหาอุปราชาที่อยู่รักษาเมืองหงสาวดี  เมื่อทราบว่าพระยาเกียรติ พระยารามกลับไปเข้ากับสมเด็จพระนเรศวร  จึงได้แต่รักษาพระนครมั่นอยู่  สมเด็จพระนเรศวรเสด็จยกทัพข้ามแม่น้ำสะโตงไปใกล้ถึงเมืองหงสาวดี   ได้ทราบความว่า  พระเจ้ากรุงหงสาวดีมัชัยชนะได้เมืองอังวะแล้ว  กำลังจะยกทัพกลับคืนพระนคร  พระองค์เห็นว่าสถานการณ์ครั้งนี้ไม่สมคะเน  เห็นว่าจะตีเอาเมืองหงสาวดีในครั้งนี้ยังไม่ได้  จึงให้กองทัพแยกย้ายกันเที่ยวบอกพวกครัวไทย  ที่พม่ากวาดต้อนไปแต่ก่อน ให้อพยพกลับบ้านเมือง  ได้ผู้คนมาประมาณหมื่นเศษ  ให้ยกล่วงหน้าไปก่อน  พระองค์ทรงคุมกองทัพยกตามมาข้างหลัง

                ฝ่ายพระมหาอุปราชาทราบข่าวว่า สมเด็จพระนเรศวรกวาดต้อนคนไทยกลับ  จึงได้ให้สุรกรรมาเป็นกองหน้า
    พระมหาอุปราชาเป็นกองหลวง  ยกติดตามกองทัพไทยมา  กองหน้าของพม่าตามมาทันที่ริมฝั่งแม่น้ำสะโตง  ในขณะที่ฝ่ายไทยได้ข้ามแม่น้ำไปแล้ว  และคอยป้องกันมิให้ข้าศึกข้ามตามมาได้  ได้มีการต่อสู้กันที่ริมฝั่งแม่น้ำ  สมเด็จพระนเรศวรทรงใช้พระแสงปืนนกสับยาวเก้าคืบ  ยิงถูกสุรกรรมา  แม่ทัพหน้าพม่าตายบนคอช้าง  กองทัพของพม่าเห็นแม่ทัพตาย ก็พากันเลิกทัพกลับไป  เมื่อพระมหาอุปราชาแม่ทัพหลวงทรงทราบ จึงให้เลิกทัพกลับไปกรุงหงสาวดี
                พระแสงปืนที่ใช้ยิงสุรกรรมาตายบนคอช้างนี้ได้นามปรากฎต่อมาว่า  "พระแสงปืนต้นข้ามแม่น้ำสะโตง"  นับเป็นพระแสงอัษฎาวุธ  อันเป็นเครื่องราชูปโภค  ยังปรากฎอยู่จนถึงทุกวันนี้
                เมื่อสมเด็จพระนเรศวรเสด็จกลับถึงเมืองแครง  ทรงดำริว่าพระมหาเถรคันฉ่องกับพระยาเกียรติพระยารามได้มีอุปการะมาก  สมควรได้รับการตอบแทนให้สมแก่ความชอบ จึงทรงชักชวนให้มาอยู่ในกรุงศรีอยุธยา  พระมหาเถรคันฉ่องกับพระยามอญ  ที้งสองก็มีความยินดี  พาพรรคพวกสเด็จเข้ามาด้วยเป็นอันมาก  ในการยกกำลังกลับครั้งนี้  สมเด็จพระนเรศวรทรงเกรงว่า ข้าศึกอาจยกทัพตามมาอีก  ถ้าเสด็จกลับทางด่านแม่ละเมา  มีกองทัพของนันทสูราชสังครำตั้งอยู่ที่เมืองกำแพงเพชร  จะเป็นอุปสรรคต่อการเดินทาง  พระองค์จึงรีบสั่งให้พระยาเกียรติ พระยาราม  นำทัพเดินผ่านหัวเมืองมอญลงมาทางใต้  มาเข้าทางด่านเจดีย์สามองค์
                เมื่อกลับมาถึงกรุงศรีอยุธยาแล้ว  สมเด็จพระมหาธรรมราชาก็พระราชทานบำเหน็จรางวัลแก่พวกมอญที่สวามิภักดิ์  ทรงตั้งพระมาหาเถรคันฉ่องเป็นพระสังฆราชา ที่สมเด็จอริยวงศ์  และให้พระยาเกียรติ พระยารามมีตำแหน่งยศ  ได้พระราชทานพานทอง  ควบคุมมอญที่เข้ามาด้วย  ให้ตั้งบ้านเรือนที่ริมวัดขมิ้น  และวัดขุนแสนใกล้วังจันทร์ของสมเด็จพระนเรศวร  แล้วทรงมอบการทั้งปวงที่จะตระเตรียมต่อสู้ข้าศึก  ให้สมเด็จพระนเรศวรทรงบังคับบัญชาสิทธิขาดแต่นั้นมา


    การเสริมความมั่นคง

                เมื่อสมเด็จพระนเรศวรประกาศอิสรภาพแล้ว  งานขั้นต่อไปของพระองค์คือ  การปราบปรามศัตรูของไทยที่อยู่ทางภาคเหนือ  พระองค์จึงเสด็จไปประทับอยู่ที่เมืองพิษณุโลก  บรรดาพวกไทยใหญ่ได้เข้ามาพึ่งพระบารมีเป็นจำนวนมาก  พม่าได้ส่งนันทสูราชสังครำ  ซึ่งมีกำลังกองทัพมาตั้งอยู่ที่เมืองกำแพงเพชรอยู่ก่อนแล้ว ถือสาส์นมาขอตัวพวกไทยใหญ่ดังกล่าวคืน  แต่พระองค์ได้ปฏิเสธไปด้วยเหตุผลว่า
                "ธรรมดาพระมหากษัตริย์ประเทศอิสระ  เมื่อชาวต่างชาติต่างภาษาหนีร้อนมาพึ่งเย็น ต้องรับไว้ไม่มีเยี่ยงอย่างที่ไหนที่จะต้องส่งตัวคืน"
                พระองค์ได้สั่งให้พระไชยบุรี กับพระศรีถมอรัตน์  ซึ่งเคยรบชนะเขมรมาด้วยกันที่ไชยบาดาล  เป็นแม่ทัพหน้า  ยกกำลังไปกำแพงเพชร  แต่ยังไม่ทันถึง  นันทสูราชสังครำทราบเรื่องก็เกรงกลัว  รีบถอนทัพกลับกรุงหงสาวดี  โดยที่ยังไม่ได้มีการปะทะกันรุนแรง  คงมีแต่เพียงประปรายเท่านั้น
                ฝ่ายเจ้าผู้ครองเมืองฝ่ายเหนือ เช่น พระยาสวรรคโลก และพระยาพิชัย (อุตรดิตถ์)  ยังมีความเกรงกลัวพม่าอยู่  เห็นว่าทางสมเด็จพระนเรศวรยังมีกำลังรี้พลน้อย  เกรงว่าจะสู้พม่าไม่ได้  จึงคิดเอาตัวรอด ไม่ยอมยกไปรบกับนันทสูราชสังครำตามคำสั่งเกณฑ์  เมื่อพระยาทั้งสองได้รับสั่งแล้ว ก็คิดการกบฎ โดยเกณฑ์ไพร่พลเมืองสวรรคโลกและเมืองพิชัย ตลอดจนชาวเมืองอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้เคียง ไปรวมกำลังตั้งมั่นแข็งเมืองอยู่ที่เมืองสวรรคโลก  คอยท่าทัพพม่าหรือทัพเชียงใหม่ยกลงมาช่วย

                เมื่อสมเด็จพระนเรศวรทรงทราบ  จึงให้กองทัพไทยที่ยกติดตามนันทสูราชสังครำซึ่งอยู่ที่เมืองตาก  ให้เลิกติดตามตีพม่า  และให้ยกมาทางบ้านด่านลานหอย  เมื่อมาถึงเมืองสุโขทัยก็ให้ตั้งทัพอยู่ข้างวัดศรีชุม  พระองค์มีพระราชดำริว่า  คนไทยยังไม่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน  และยังมีความเกรงกลัวพม่าอยู่มาก  พระองค์จึงคิดที่จะดำเนินการปลุกปลอบ และปลูกฝังจิตใจให้คนไทยฮึกเหิมเลิกกลัวพม่า  จึงได้มีรับสั่งตั้งพิธี  "ศรีสัจปานการ"  ขึ้น  พิธีนั้นมีโดยย่อคือ  ตักน้ำตระพังโพยศรี  ซึ่งนับถือกันว่า  เป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์  ครั้งสมเด็จพระร่วง มาทำพิพัฒน์สัตยา  ให้นายทัพนายกองตลอดจนไพร่พล ถือน้ำทำสัตย์สัญญาว่า  จะต่อสู้ข้าศึก กู้บ้านเมืองไทยให้ได้เป็นอิสรภาพให้จงได้  จากนั้นจึงได้ยกทัพไปล้อมเมืองสวรรค์โลกไว้  บอกให้พระยาทั้งสองออกมาสารภาพผิดเสียโดยดี จะทรงพระกรุณายกโทษให้  แต่พระยาทั้งสองไม่เชื่อฟัง  พระองค์จึงสั่งให้กองทัพเข้าตีเมืองอยู่สามยก  จึงเข้าเมืองได้  ยกแรก ให้กองทัพเข้าตีเมืองทางด้านเหนือ และด้านตะวันตกพร้อมกัน  เพื่อจะเข้าทางประตูสามเกิด  ประตูเตาหม้อ และประตูสพานจันทร  แต่เข้าไม่ได้  เนื่องจากเชิงเทินกำแพงเมืองนี้ได้  สร้างไว้อย่างดีตั้งแต่ครั้งสมัยพ่อขุนรามคำแห่งมหาราชแห่งกรุงสุโขทัย  ยกที่สอง  ได้ให้พระยาไชยบุรี  หลวงธรรมไตรโลก  ขุนราชวรินทร  ขุนอินทรเดช  คุมพลเข้าปล้นเมืองทางประตูดอนแหลม  แต่ไม่เป็นผล  ดังนั้น พระองค์จึงให้ปลูกเชิงเทิน ให้สูงเท่ากำแพงเมือง  แล้วนำปืนใหญ่ขึ้นตั้งบนเชิงเทินยิงเข้าไปในเมือง  จนพวกที่ต่อสู้ป้องกันเมืองเกิดระส่ำระสาย  จากนั้นจึงให้เผาประตูเมืองด้านใต้พังทลายลง  จึงยกกำลังเข้าเมืองได้  จับตัวพระยาทั้งสองไว้  แล้วให้ประหารชีวิตเสียทั้งสองคน
                พระองค์ทรงประมาณสถานการเห็นว่า  กองทัพพม่าจะต้องยกเข้ามาตีเมืองไทยในระยะต่อไป  ทางฝ่ายไทยจะต้องเตรียมรับมือพม่านับแต่บัดนั้น  พระองค์จึงได้ให้อพยพผู้คนเมืองเหนือทั้งปวง มารวมกัน  เพื่อต่อสู้พม่า โดยรวมกำลังไว้ที่กรุงศรีอยุธยา  เพื่อใช้เป็นที่มั่นต่อสู้ข้าศึกแต่เพียงแห่งเดียว ให้มีกำลังเป็นปึกแผ่น  เนื่องจากขณะนั้น ไทยยังอยู่ในสภาพที่บอบช้ำ  พม่ากวาดต้อนผู้คนพลเมืองไปมาก  กำลังไพร่พลมีน้อย  ทั้งบรรดาเมืองเหนือและตัวเมืองหลวงเอง  ทำให้ไทยไม่สามารถจะรักษาดินแดนอันกว้างใหญ่ได้อย่างทั่วถึง  กำลังในการป้องกัน ก็กระจายกันออกไป เกิดความอ่อนแอไปทั่วทุกแห่ง  ด้วยแนวทางดังกล่าว  จึงต้องปล่อยให้เมืองเหนือไว้ร้างชั่วคราว



    สงครามไทย-พม่า ครั้งที่ 6

                เมื่อพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงเห็นว่าไทยแข็งเมือง  แต่คงยังไม่พร้อมที่จะทำสงครามได้  จึงจัดให้พระยาพสิม  ผู้เป็นพระเจ้าอาว์  ยกกองทัพมีกำลังประมาณสามหมื่นคน  เข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์ในขณะเดียวกัน ก็ให้พระเจ้าเชียงใหม่  ผู้เป็นอนุชา ยกทัพมีกำลังประมาณหนึ่งแสนคน ยกมาทางเรือ  ให้ทั้งสองกองทัพมาสมทบกันที่กรุงศรีอยุธยา แล้วจึงเข้าตีกรุงศรีอยุธยาพร้อมกัน
                พระนเรศวรทรงทราบว่าข้าศึกยกเข้ามาสองทาง  จึงได้จัดพลอาสาหัวเมืองฝ่ายเหนือเป็นกองทัพ ให้พระยาสุโขทัยเป็นนายทัพ  มีกำลังพลหมื่นเศษ  เป็นกำลังทางบก  พร้อมกับให้จัดกำลังทางเรือ ให้พระยาจักรีเป็นนายทัพ  มีพระยาพระคลังเป็นยกกระบัตร  ให้กองทัพทั้งสองนี้ เตรียมไว้สำหรับจะให้ไปรบพุ่งขัดขวางข้าศึก ถึงที่อื่นได้โดยเร็ว  และให้ขนย้ายเสบียงอาหาร  ให้ห่างข้าศึกที่จะยกมาทั้งสองทาง  แล้วกวาดต้นผู้คนเข้ามาไว้ในเมือง  เตรียมป้องกันกรุงศรีอยุธยา อย่างเข้มเข็งแน่นหนา
                เนื่องจากกองข้าศึกเข้ามาไม่พร้อมกัน  ในเดือนอ้าย กองทัพพระยาพสิมยกเข้ามาในแดนไทย ทางเมืองกาญจนบุรี แต่ทัพเดียว  สมเด็จพระนเรศวรทรงเห็นโอกาสได้ดี  จึงมีรับสั่งให้พระยาจักรี  ยกกำลังทางเรือ ออกไปสกัดทัพข้าศึกที่ด่านสุพรรณบุรี  กองทัพพระยาพสิมยกมา หมายจะยึดเอาเมืองสุพรรณเห็นที่มั่น  ถูกกองทัพพระยาจักรีจู่โจมโดยใช้ปืนใหญ่ระดมยิง จนต้องถอยทัพไปตั้งอยู่บนดอนที่เขาพระยาแมน  คอยฟังข่าวกองทัพเชียงใหม่  ครั้งถึงวันขึ้น 2 ค่ำ เดือนยี่ สมเด็จพระนเรศวรกับสมเด็จพระเอกาทศรถ  ยกกำลังทางเรือจากกรุงศรีอยุธยา ไปทำพิธีเหยียบชิงชัยภูมิฟันไม้ข่มนาม  ที่ตำบลลุมพลี  แล้วเสร็จไปประทับที่ป่าโมก  แขวงเมืองวิเศษไชยชาญ  ใช้เป็นที่ประชุม แล้วให้พระยาสุโขทัย คุมทัพบกเมืองเหนือเป็นกองหน้า  ยกกำลังไปช่วยพระยาจักรี เข้าตีทัพพระยาพสิม  พระองค์เสด็จเป็นทัพหลวง  ไปตั้งอยู่ที่ตำบลสามขนอน  แขวงเมืองสุพรรณบุรี  กองทัพพระยาสุโขทัยได้รบพุ่งกับกองทัพหน้าของพระยาพสิม จนแตกพ่ายถอยออกไปพ้นเขตกาญจนบุรี และถอยกลับไปพม่า ในที่สุด  ฝ่ายไทยจับ ช้าง ม้าของข้าศึกมาได้เป็นจำนวนมาก
                ส่วนกองทัพพระเจ้าเชียงใหม่ที่ยกมาทางเหนือนั้น  ได้ยกลงมาถึงปากน้ำโพ  หลังจากที่กองทัพพระยาพสิมแตกไปได้ประมาณ 15 วัน  เมื่อเห็นว่าไม่มีการต่อต้านจากฝ่ายไทย  จึงได้ยกทัพล่วงลงมาถึงปากน้ำบางพุทรา  แขวงเมืองพรหมบุรี  โดยที่ไม่ทราบว่ากองทัพพระยาพสิมแตกไปแล้ว
                ฝ่ายไทย เมื่อโจมตีกองทัพพระยาพสิมแตกกลับไปแล้ว  สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถ ได้ทรงยกทัพหลวงขึ้นไปตั้งอยู่ที่บ้านชะไว  แขวงเมืองวิเศษชัยชาญ  แล้วให้พระราชมนูเป็นนายทัพ ขุนรามเดชะเป็นยกกระบัตร  คุมกองกำลังขนาดเล็ก ประกอบด้วยทหารราบ 3,000 ยกขึ้นไปขัดขวางการปฏิบัติการของกองทัพเชียงใหม่  โดยจัดกองโจรออกทำลายข้าศึก  ที่เที่ยวลาดตระเวณหาเสบียงอาหาร  และปฏิบัติการแบบกองโจร รบกวนขัดขวางข้าศึกอยู่ตลอดเวลา  จนกองทัพเชียงใหม่ต้องถอยกลับไปที่เมืองชัยนาท  ต่อมาเมื่อพระเจ้าเชียงใหม่ทราบข่าวว่า  กองทัพพระยาพสิมแตกกลับไปแล้ว  เห็นจะทำการต่อไปไม่สำเร็จจึงถอยทัพกลับไป

    สงครามไทย-พม่า ครั้งที่ 7
    การรบที่บ้านสระเกศ

                เมื่อพระยาพสิมกับพระเจ้าเชียงใหม่ เสียทีแก่ไทยถอยทัพกลับไปแล้ว  พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรง  ทรงขัดเคืองพระเจ้าเชียงใหม่ว่า  เฉื่อยช้าทำการไม่ทันกำหนดตามแผนการรบที่วางไว้  ทำให้พระยาพสิมเสียที  จึงได้ให้ข้าหลวงสามคน เข้ามากำกับกองทัพพระเจ้าเชียงใหม่  ซึ่งถอยทัพไปตั้งอยู่ที่เมืองกำแพงเพชร ให้ทำการแก้ตัวใหม่  จึงได้ยกทัพลงมาตั้งอยู่ที่เมืองนครสวรรค์  เมื่อเดือน 4 ปีวอก พ.ศ. 2128  พร้อมกันนั้น ก็ได้ให้พระมหาอุปราชา คุมกองทัพมีกำลังพล 50,000 คน  เข้ามาตั้งอยู่ที่เมืองกำแพงเพชร  เมื่อเดือน 5 ปีระกา พ.ศ. 2128  ให้ไพร่พลทำนาอยู่ในท้องที่หัวเมืองเหนือ  เพื่อเตรียมเสบียงอาหารไว้สำหรับกองทัพใหญ่  ซึ่งพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงจะเสด็จยกมาเอง ในฤดูแล้งปลายปีระกา
                พระเจ้าเชียงใหม่ได้รับมอบหมายให้ลงมาขัดตาทัพ  อยู่ที่เมืองชัยนาท  เพื่อคอยขัดขวางมิให้กองทัพกรุงศรีอยุธยา ยกขึ้นไปขัดขวางการสะสมเสบียงอาหาร ของกองทัพกรุงหงสาวดีในหัวเมืองภาคเหนือ  กองกำลังของพระเจ้าเชียงใหม่ ได้ยกลงมาถึงบ้านสระเกศ แขวงเมืองวิเศษชัยชาญ  คอยรบกวนไม่ให้ฝ่ายไทยทำไร่ทำนาได้ในปีนั้น  ให้เจ้าเมืองพะเยาคุมกองทหารม้า ลงมาเผาบ้านเรือนราษฎร และไล่จับผู้คน จนถึงสะพานเผาข้าวใกล้พระนคร
                ฝ่ายไทย เมื่อทราบข่าวข้าศึกยกลงมาทางเหนือ  สมเด็จพระนเรศวรทรงเห็นว่า ข้าศึกยกลงมาครั้งนี้เป็นทัพใหญ่  มีกำลังพลมากนัก  การออกไปสะกัดกั้นกลางทางจะทำได้ยาก  จึงได้กวาดต้อนผู้คนเข้ามาไว้ในกรุงศรีอยุธยา  เตรียมการรักษาพระนครไว้ให้เข้มแข็ง  เมื่อพระองค์ทราบการกระทำของข้าศึกดังกล่าว  จึงเสด็จคุมกำลังออกไปพร้อมกับสมเด็จพระเอกาทศรถ  เข้ารบพุ่งข้าศึกถึงขั้นตลุมบอน  เจ้าเมืองพระเยาตายในที่รบ  ไพร่พลที่เหลือก็พากันแตกหนีไป  พระองค์ทรงพระดำริเห็นว่า  จะต้องตีกองทัพพระเจ้าเชียงใหม่ที่บ้านสระเกศให้แตกกลับไป  จึงทรงรวบรวมรี้พลจัดกองทัพบกทัพเรือมีกำลังพล 80,000 คน  ไปตั้งประชุมพลที่ทุ่งลุมพลี  ในห้วงเวลานั้นได้ข่าวลงมาว่า มีกองกำลังเมืองเชียงใหม่ ยกมากวาดต้อนผู้คนจนถึงบ้านป่าโมก  พระองค์พร้อมด้วยสมเด็จพระเอกาทศรถ  ก็รีบเสด็จไปด้วยกระบวนเรือเร็ว  ถึงตำบลป่าโมกน้อย ก็พบกองทัพสะเรนันทสู  ซึ่งพระเจ้าเชียงใหม่ให้คุมพล 5,000 ยกลงมาทำร้ายราษฎรทางเมืองวิเศษชัยชาญ  จึงรับสั่งให้เทียบเรือเข้าข้างฝั่ง  แลัวยกพลเข้าโจมตีข้าศึก  พระองค์ทรงยิงพระแสงปืนถูกนายทัพฝ่ายเชียงใหม่ตาย  ข้าศึกก็แตกหนีไปทางเหนือ  พวกพลอาสาก็ติดตามขึ้นไป จนปะทะหน้าของพระเจ้าเชียงใหม่  ซึ่งมีพระยาเชียงแสนเป็นแม่ทัพ  ฝ่ายไทย เมื่อเห็นว่าฝ่ายข้าศึกมีกำลังมากกว่า ต้านทานไม่ไหวจึงล่าถอยลงมา  พวกเชียงใหม่ก็ไล่ติดตามมา  พระองค์จึงให้เลื่อนเรือพระที่นั่ง พร้อมทั้งเรือที่อยู่ในกระบวนเสด็จ ขึ้นไปรายลำอยู่ข้างเหนือปากคลองป่าโมกน้อย  พอข้าศึกไล่ตามกองอาสามาถึงที่นั้น  ก็ให้เอาปืนใหญ่น้อยระดมยิงข้าศึกไปจากเรือ  ได้มีการรบพุ่งกันในระยะประชิด  พอกองทัพทางบกจากกรุงตามขึ้นไปทัน จึงเข้าช่วยรบพุ่ง  กองทัพพระยาเชียงแสน ก็ถอยหนีขึ้นไปทางเหนือ  พระองค์จึงทรงให้รวบรวมกองทัพทั้งปวงไว้ที่ตำบลป่าโมก
                ที่บริเวณหลังตลาดป่าโมก  ตรงข้ามกับอำเภอป่าโมกในปัจจุบัน มีทุ่งใหญ่อยู่ทุ่งหนึ่งเรียกว่า ทุ่งเอกราช  คงจะได้ชื่อจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น
                ฝ่ายพระเจ้าเชียงใหม่ตั้งอยู่ที่บ้านสระเกศ  เห็นกองทัพหน้าแตกกลับมา  ก็คาดว่าสมเด็จพระนเรศวรคงจะยกกองทัพตามขึ้นไป  จึงปรึกษาแม่ทัพนายกองทั้งปวงเห็นว่า  ควรจะยกกำลังเป็นกองทัพใหญ่ ชิงเข้าตีกองทัพไทยเสียก่อน จึงได้จัดแจงทัพให้พระยาเชียงแสนกับ สะเรนันทสู เป็นทัพหน้าคุมกำลัง 15,000  กองทัพหลวง  ของพระเจ้าเชียงใหม่มีกำลัง 60,000 คน  กำหนดจะยกลงมาในวันแรม 2 ค่ำ เดือน 5 ปีระกา พ.ศ. 2128
                สมเด็จพระนเรศวรทรงพระดำริว่า  กองทัพพระยาเชียงแสนที่ถอยหนีไปนั้น  น่าไปรวบรวมกำลังเพิ่มเติมแล้วยกกลับมาอีก  แต่เมื่อรออยู่หลายวันก็ยังไม่ยกลงมา  น่าจะคิดทำอุบายกลศึกอย่างใดอย่างหนึ่ง  จึงดำรัสสั่งให้พระราชมนูคุมกำลังพล 10,000 ยกขึ้นไปลาดตระเวณหยั่งกำลังข้าศึก  ส่วนพระองค์กับสมเด็จพระเอกาทศรถ  ก็เสด็จยกทัพหลวงมีกำลังพล 30,000 ตามขึ้นไป

                กองทัพพระราชมนูยกขึ้นไปถึงบางแก้ว ก็ปะทะกับทัพหน้าของพระเจ้าเชียงใหม่  สมเด็จพระนเรศวรเสด็จขึ้นไปถึงบ้านแห  ได้ยินเสียงปืนใหญ่น้อยจากการปะทะกันหนาแน่นขึ้นทุกที  จึงทรงพระดำริจะใช้กลยุทธเอาชนะข้าศึกในครั้งนี้  โดยให้หยุดกองทัพหลวง แล้วแปรกระบวนไปซุ่มอยู่ที่ป่าจิกป่ากระทุ่ม ข้างฝั่งตะวันตก  แล้วให้ข้าหลวงขึ้นไปสั่งพระราชมนูให้ล่าถอยลงมา  ฝ่ายพระราชมนูไม่ทราบพระราชประสงค์  เห็นว่ากำลังรี้พลไล่เลี่ยกับกองทัพหน้าของข้าศึก  พอจะต่อสู้รอกองทัพหลวงขึ้นไปถึงได้จึงไม่ถอยลงมา  พระองค์จึงให้จมื่นทิพรักษาขึ้นไปเร่งให้ถอยอีก  พระราชมนูก็สั่งให้มากราบทูลว่า  กำลังรบพุ่งติดพันกับข้าศึกอยู่  ถ้าถอยลงมาเกรงจะเลยแตกพ่ายเอาไว้ไม่อยู่  ครั้งนี้พระองค์ทรงพิโรธ  ดำรัสสั่งให้จมื่นทิพรักษา คุมทหารม้าเร็วกลับไปสั่งพระราชมนูให้ถอย  ถ้าไม่ถอยให้ตัดศีรษะพระราชมนูมาถวาย  พระราชมนูจึงโบกธงให้สัญญาณถอยทัพ  ขณะนั้นกองทัพหลวงพระเจ้าเชียงใหม่ยกหนุนมาถึง  สำคัญว่ากองทัพไทยแตกหนี  ก็ยกทัพไล่ติดตามมาโดยประมาทไม่เป็นกระบวนศึก  จนถึงพื้นที่ที่สมเด็จพระนเรศวรซุ่มกองทัพหลวงไว้  พระองค์เห็นข้าศึกเสียกลสมประสงค์  ก็ให้ยิงปืนโบกธงสัญญาณ ยกกองทัพหลวงเข้าตีกลางกองทัพข้าศึก  ฝ่ายพระราชมนูเห็นกองทัพหลวงเข้าตีโอบดังนั้น  ก็ให้กองทัพของตน กลับตีกระหนาบข้าศึกอีกทางหนึ่ง ได้รบพุ่งกันถึงขั้นตะลุมบอน  กองทัพเชียงใหม่ก็แตกพ่ายไปทั้งทัพหน้าและทัพหลวง  ทัพเชียงใหม่เสียนายทหารชั้นผู้ใหญ่ถึง 7 คน คือ  พระยาลอ  พระยากาว  พระยานคร  พระยาราย  พระยางิบ สมิงโยคราช และสะเรนันทสู  กองทัพไทยยึดได้ช้างใหญ่ 20 เชือก  ม้า 100 เศษ  กับเครื่องศัตราวุธอีกเป็นอันมาก
                สมเด็จพระนเรศวร  เห็นโอกาสที่จะไม่ให้ข้าศึกตั้งตัวติด  จึงได้เสด็จยกทัพหลวงติดตามข้าศึกไปจนพลบค่ำ  จึงให้พักแรมที่บ้านชะไว  แล้วยกทัพต่อไปแต่กลางดึก  ให้ถึงบ้านสระเกศเข้าตีค่ายพระเจ้าเชียงใหม่ตอนเช้าตรู่  ฝ่ายพระเจ้าเชียงใหม่เมื่อถอยหนีกลับไปถึง บ้านสระเกศแล้ว  ทราบว่ากองทัพไทยยกติดตามขึ้นไป  ก็รีบถอนทัพหนีกลับไปแต่ตอนกลางคืน  เมื่อกองทัพไทยติดตามไปถึงตอนเช้า  พบข้าศึกกำลังถอยหนีกันอลหม่าน  กองทัพไทยก็ยึดค่ายพระเจ้าเชียงใหม่ได้จับได้พระยาเชียงแสน และรี้พลเป็นเชลยรวม 10,000 คนเศษ  กับช้าง 120 เชือก  ม้า 100 เศษ  เรือรบและเรือเสบียงรวม 400 ลำ  เครื่องศัตราวุธยุทธภัณฑ์และเสบียงอาหารเป็นอันมาก  รวมทั้งติดตามข้าศึกไปจนถึงเมืองนครสวรรค์  เมื่อทรงเห็นว่าพระเจ้าเชียงใหม่หนีไปสมทบกับกองทัพพระมหาอุปราชา แล้วจะติดตามไปไม่ได้อีกจึงยกทัพกลับ  ครั้งนั้น สมเด็จพระมหาธรรมราชา  ได้จัดกองทัพหลวงเสด็จโดยขบวนเรือจากกรุงศรีอยุธยา  กำลังหนุนขึ้นไปถึงปากน้ำบางพุทรา  เมื่อได้ทราบผลการรบแล้ว  จึงมีรับสั่งให้เลิกกองทัพกลับกรุงศรีอยุธยา
                สมเด็จพระนเรศวรทรงได้ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้  พระองค์ได้รับการยกย่องเทิดทูนจากมหาชนอย่างกว้างขวาง  พระองค์ทรงมุ่งที่จะขยายผลการได้ชัยชนะออกไปอีก  เพื่อกอบกู้ราชอาณาจักรไทยให้ยิ่งใหญ่  แต่สมเด็จพระราชบิดาทรงเห็นเห็นว่า  เมื่อได้อิสรภาพคืนมาก็เพียงพอแล้ว  เพราะต้องการพื้นฟูบ้านเมือง ให้กลับพื้นคืนดีบริบูรณ์เหมือนแต่ก่อน  ดังนั้นหลังศึกพระเจ้าเชียงใหม่แล้ว  ทางกรุงศรีอยุธยาก็ได้เร่งรัดการทำนาในหัวเมืองชั้นในที่ขึ้นตรงต่อพระนคร   เมื่อถึงฤดูฝนก็ให้เร่งทำนาทุกพื้นที่  และเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวข้าว  เมื่อได้ข้าวมาแล้วก็ให้ขนข้าวมาสะสมไว้ในกรุง  เพื่อไว้ใช้เป็นเสบียงอาหาร  เมื่อมีศึกมาล้อมศึก  ข้าวที่เกี่ยวได้ไม่ทันก็ให้เผาทำลายเสียมิให้ข้าศึกใช้ประโยชน์ได้  นอกจากนั้นยังได้เร่งจัดหาสรรพวุธ
    พาหนะและกำลังพล  เพื่อเตรียมต่อสู้ข้าศึกที่ประมาณการณ์ว่า จะยกกำลังเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยาอีกในอนาคตอันใกล้  ส่วนบรรดาผู้คนที่อพยพหลบภัยข้าศึก กระจัดกระจายอยู่ตามป่าตามดงนั้น  พระองค์ก็ได้ทรงเลือกสรรบรรดาทหารที่ชำนาญป่า  จัดตั้งเป็นนายกองอาสา ออกไปเกลี้ยกล่อมให้เกิดมีใจรักชาติ  มีความมุ่งมั่นที่จะต่อสู้ข้าศึกศัตรูของชาติ  แล้วจัดตั้งเป็นหน่วยกองโจรอยู่ตามป่า คอยทำสงครามแบบกองโจร  ทำลายการส่งเสบียงอาหารของข้าศึก


    สงครามครั้งที่ 8 พระเจ้าหงสาวดีล้อมกรุง

                สงครามครั้งนี้ ทางพม่าได้มีการเตรียมการแต่เนิ่น และฝ่ายไทยก็ทราบดี  กล่าวคือกองทัพพระมหาอุปราชา ได้เข้ามาทำนาตั้งแต่ปีระกา  ครั้งถึงเดือนสิบสอง ปีจอ พ.ศ. 2129  พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงก็ยกกองทัพเข้ามถึงสามทัพ  จัดเป็นทัพสามกษัตริย์ คือ  ทัพพระเจ้าหงสาวดี  ทัพพระมหาอุปราชา  และทัพพระเจ้าตองอู  โดยมีทัพพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงเป็นจอมทัพ  มีกำลังพลทั้งสิ้น 250,000 คน  กองทัพทั้งสามมาชุมนุมกันที่เมืองกำแพงเพชร  ส่วนพระเจ้าเชียงใหม่นั้น  เนื่องจากรบแพ้ไทยไปครั้งก่อน จึงให้ทำหน้าที่ขนเสบียงอาหาร
                เมื่อทั้งสามทัพพร้อมกันแล้ว ก็เดินทัพลงมาถึงนครสวรรค์  โดยให้ทัพพระมหาอุปราชาเป็นปีกขวา  พระเจ้าตองอูเป็นปีกซ้าย  เมื่อยกลงมาถึงเมืองนครสวรรค์ แล้วให้กองทัพพระมหาอุปราชา ยกมาทางเมืองลพบุรี  เมืองสระบุรี  แล้วยกมาบรรจบทัพหลวงที่กรุงศรีอยุธยา
    ทัพพระเจ้าตองอู ให้ยกลงมาทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา  ทัพหลวงยกลงมาทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา  ทั้งสองทัพยกลงมาถึงกรุงศรีอยุธยาเมื่อวันขึ้น 2 ค่ำ เดือนยี่  จัดค่ายรายกันอยู่ทางด้านทิศเหนือ และทิศตะวันออกของพระนคร  เนื่องจากเป็นทางที่จะเข้าตีพระนครได้สะดวกกว่าด้านอื่น  โดยที่กองทัพหลวงอยู่ทางด้านเหนือ  ตั้งค่ายหลวงที่ขนอนปากคูกองมังมอด  ราชบุตรกับพระยารามตั้งที่ตำบลมะขามหย่อง  กองพระยานครตั้งที่ตำบลพุทธเลา  กองนันทสูตั้งที่ขนอนบางลาง  กองทัพพระเจ้าตองอูตั้งที่ทุ่งชายเคืองทางทิศตะวันออก  เมื่อกองทัพพระมหาอุปราชามาถึง ก็ให้ตั้งที่ทุ่งชายเคืองตะวันออก  ต่อจากกองทัพพระเจ้าตองอูลงมาทางบางตะนาวข้างใต้
                ทางฝ่ายกรุงศรีอยุธยา ได้มีเวลาเตรียมการรักษาพระนครอยู่หลายเดือน  เพราะทราบสถานการณ์มาก่อนแล้ว  การเตรียมการดังกล่าวได้แก่  การเตรียมเสบียง  กำลังพล  การรักษาเส้นทางคมนาคมทางน้ำ  ที่ติดต่อไปมาทางทะเลโดยเรือใหญ่ได้สะดวก  คือ  เส้นทางเรือในแม่น้ำเจ้าพระยาไปออกอ่าวไทย  ส่วนข้างเหนือตั้งแต่เมืองวิเศษชัยชาญขึ้นไป เห็นว่าไม่คุ้มค่าที่จะรักษาไว้  ในชานพระนครได้เตรียมปืนใหญ่ และกำลังทางบกและทางเรือไว้คอยต่อสู้ป้องกัน  มิให้ข้าศึกเข้ามาตั้งปืนใหญ่ยิงเข้ามาในพระนครได้

                ขณะเมื่อกองทัพข้าศึกยกลงมาถึงพระนครเมื่อต้นเดือนยี่  ข้าวในทุ่งหันตราซึ่งอยู่นอกพระนครด้านทิศตะวันออก ยังเก็บเกี่ยวไม่เสร็จ  เมื่อทราบว่าข้าศึกยกลงมาใกล้  จึงโปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าเจ้าพระยากำแพงเพชร  ซึ่งได้ว่าที่สมุหพระกลาโหมคุมกองทัพออกไป คอยป้องกันการเกี่ยวข้าวที่ทุ่งหันตรา พอกองทัพของพระมหาอุปราชายกลงมาถึง ก็ให้กองทัพม้าเข้าตีกองทัพพระยากำแพงเพชร ฝ่ายไทยสู้ไม่ได้แตกหนีเข้ามาในพระนคร  สมเด็จพระนเรศวรกริ้วเจ้าพระยากำแพงเพชรยิ่งนัก  ด้วยรบกันมาในชั้นนี้ไทยยังไม่เคยเสียทีแก่ข้าศึกเลย  เหตุการณ์ดังกล่าวจะทำให้กำลังพลเกรงกลัวข้าศึก  จึงให้รีบจัดทัพแลัวพระองค์กับสมเด็จพระเอกาทศรถ  เสด็จลงเรือพระที่นั่งลำเดียวกัน ยกออกไปรบพุ่งกับข้าศึกที่ทุ่งชายเคืองเป็นสามารถจนถึงเวลาพลบค่ำ  ข้าศึกจึงถอยไปจากค่ายของไทยที่ตีได้ จึงเสด็จกลับและมีดำรัสสั่งให้ประหารชีวิตเจ้าพระยากำแพงเพชรเสีย  แต่สมเด็จพระมหาธรรมราชาทรงขอชีวิตไว้ รับสั่งว่าเจ้าพระยากำแพงเพชรเป็นพลเรือน  เอาไปใช้รบเป็นทหารจึงแพ้กลับมา  เจ้าพระยากำแพงเพชรจึงรอดตาย  แต่ถูกถอดจากตำแหน่งมิให้ว่าการกลาโหมต่อไป  พวกข้าราชการทั้งปวงก็พากันเกรงพระราชอาญา  ตั้งหน้ารบพุ่งอย่างเต็มขีดความสามารถ
                กองทัพข้าศึกตั้งล้อมพระนครอยู่ห่าง ๆ  ให้กองทัพเข้าตีปล้นพระนครหลายครั้งก็ไม่เป็นผล  ฝ่ายไทยต่อสู้ป้องกันอย่างเข้มแข็ง  จนพม่าต้องถอยกลับไปทุกครั้ง  ฝ่ายไทยก็ส่งทหารจากพระนคร เข้าปล้นค่ายพม่าทั้งกลางวันกลางคืน มิให้อยู่เป็นปกติได้  บรรดาพวกกองโจรที่จัดตั้งไว้หลายหมวด  หลายกอง  ก็พากันเข้าโจมตีตัดการลำเลียงเสบียงอาหารของข้าศึก  เกิดความขาดแคลนและความเจ็บไข้
                สมเด็จพระนเรศวรทรงนำทหารเสด็จออกปล้นค่ายข้าศึกด้วยพระองค์เองหลายครั้ง  ตีค่ายข้าศึกแตกไปสองแห่ง  คือค่ายพระยานครที่ปากน้ำพุทธเลา  และค่ายทัพหน้าของพระเจ้าหงสาวดี  พระองค์ตีค่ายนี้แตกแล้ว ยังได้รุกไล่ต่อไปจนถึงค่ายหลวงของพระเจ้าหงสาวดี  พระองค์เสด็จลงจากม้าพระที่นั่ง ถือพระแสงดาบเข้ารบกับข้าศึก  เคียงบ่าเคียงไหล่กับทหารของพระองค์  ทรงคาบพระแสงดาบ นำทหารขึ้นปีนพะเนียดค่ายพระเจ้าหงสาวดี  แต่ข้าศึกได้ต่อสู้ป้องกันอย่างแข็งแรง  พระองค์ถูกข้าศึกแทงตกลงมา  เมื่อเห็นว่าจะตีหักเอาค่ายข้าศึกยังไม่ได้  จึงเสด็จกลับคืนเข้าพระนคร  พระแสงดาบนั้นจึงได้นามว่า  พระแสงดาบคาบค่าย  ยังเป็นชื่อพระแสงดาบองค์หนึ่งในจำนวนพระแสงราชศาสตรามาจนถึงทุกวันนี้

                การปฏิบัติการของสมเด็จพระนเรศวรครั้งนี้  เมื่อพระเจ้าหงสาวดีทรงทราบเรื่อง ถึงกับออกพระโอษฐแก่เสนาบดีว่า  "พระนเรศวรออกมาทำการเป็นอย่างพลทหารดังนี้  เหมือนกับเอาพิมเสนมาแลกกับเกลือ.....  พระนเรศวรนี้ทำศึกอาจหาญนัก  ถ้าออกมาอีกถึงจะเสียทหารสักเท่าใดก็ตาม  จะแลกเอาตัวพระนเรศวรให้จงได้"  จากนั้นพระเจ้าหงสาวดีจึงให้ลักไวทำมู  ซึ่งเป็นนายทหารมีฝีมือ  คัดเลือกทหาร 10,000 คน  ไปรักษาค่ายกองหน้าและทรงกำชับไปว่า  ถ้าพระนเรศวรออกมาอีกให้คิดอ่านจับเป็นให้จงได้
                ครั้นถึงวัน แรม 10 ค่ำ เดือน 4  สมเด็จพระนเรศวรทรงนำทัพไปซุ่มอยู่ที่ทุ่งลุมพลี  หมายจะเข้าปล้นค่ายพระเจ้าหงสาวดีอีก  ลักไวทำมูรู้ดังนั้น จึงให้ทหารทศคุมกำลังหน่วยหนึ่งรุกมารบ  สมเด็จพระนเรศวรทรงนำกำลังเข้ารบด้วยลำพังกระบวนม้า  พวกพม่ารบพลางถอยพลาง ไปจนถึงจุดที่ลักไวทำมูคุมกำลังซุ่มไว้  ข้าศึกก็กรูกันออกมาล้อมไว้  ลักไวทำมูขับม้าเข้ามาต่อสู้กับพระองค์  พระองค์ทรงแทงด้วยพระแสงทวนถูกลักไวทำมูตาย  การต่อสู้ดำเนินไปกว่าชั่วโมง  กองทัพไทยจึงตามไปทันตีฝ่าวงล้อมข้าศึก แก้ไขสถานการณ์ได้แล้วจึงกลับเข้าสู่พระนคร
                ครั้นถึงวันแรม 4 ค่ำ เดือน 4  สมเด็จพระนเรศวรทรงนำกำลังทางเรือ ยกไปตีทัพพระมหาอุปราชา  ซึ่งอยู่ที่ขนอนบางตะนาวแตกพ่าย  ต้องถอยทัพออกไปตั้งอยู่ที่บางกระดาน
                กองทัพพม่าล้อมกรุงอยู่ได้ 5 เดือน  ตั้งแต่เดือนยี่ ปีจอ  จนถึงเดือนหก ปีกุน  ก็ไม่สามารถตีกรุงศรีอยุธยาได้  ไพร่พลก็เจ็บป่วยล้มตายร่อยหลอลงทุกที  เห็นว่าเข้าฤดูฝนไพร่พลจะลำบากยิ่งขึ้น  เสบียงอาหารก็ขาดแคลน  จึงยกทัพถอยกลับไปในวันแรม 10 ค่ำ เดือน 6  โดยให้กองทัพพระมหาอุปราชาถอยกลับไปก่อน  ให้กองทัพพระเจ้าตองอูเป็นกองหลัง สมเด็จพระนเรศวรทรงนำกำลังทางเรือ ลงไปที่บางกระดาน  หมายจะตีกองทัพพระมหาอุปราชาอีก  เห็นพระมหาอุปราชากำลังถอยทัพกลับ และทรงทราบว่าพระเจ้าหงสาวดีจะถอยทัพ  จึงเสด็จกลับเข้าพระนคร  แลัวรีบทรงกองทัพยกไปตั้งที่วัดเดช  อยู่ริมน้ำตรงภูเขาทอง  เมื่อวัน ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 7  ทรงให้เอาปืนขนาดใหญ่ลงเรือสำเภาหลายลำ  แล้วนำขึ้นไปยิงค่ายหลวงพระเจ้าหงสาวดี  ถูกผู้คนช้างม้าลมตายเป็นอันมาก พระเจ้าหงสาวดีต้องถอยทัพหลวงไปตั้งอยู่ที่ป่าโมก  สมเด็จพระนเรศวรทรงให้กำลังทางบกยกตามตีข้าศึกจนถึงทะเลมหาราชทางหนึ่ง  ส่วนพระองค์กับสมเด็จพระเอกาทศรถ  เสด็จโดยทางเรือ ตามตีกองทัพหลวงของพระเจ้าหงสาวดีขึ้นไปจนถึงป่าโมกอีกทางหนึ่ง  แต่ข้าศึกมีกำลังมากกว่ามาก  ไม่ทำให้แตกฉานไปได้  พระองค์จึงเสด็จคืนสู่พระนคร  พระเจ้าหงสาวดีก็ให้เลิกทัพกลับไป


    การจัดการด้านเขมร

                ขณะที่กองทัพพระเจ้าหงสาวดี  ยกลงมาล้อมกรุงศรีอยุธยา  เมื่อปี พ.ศ. 2130 นั้น  นักพระสัตถาเจ้ากรุงกัมพูชา  ซึ่งเคยมาขออ่อนน้อมต่อกรุงศรีอยุธยา  เมื่อปี พ.ศ. 2127  คาดการณ์ว่าการศึกครั้งนี้ฝ่ายไทยคงจะเสียทีแก่พม่า  จึงได้ให้กองทัพเขมรยกมาตีเมืองปราจีนบุรี  ซึ่งเป็นเมืองชายแดนไทยด้านเขมร  ในห้วงเวลานั้นชาวเมืองปราจีนบุรี ถูกเกณฑ์มารักษาพระนครศรีอยุธยา  ไม่มีกำลังพอที่จะต่อสู้ป้องกันเมืองจากกองทัพเขมรได้  กองทัพเขมรจึงตีเมืองปราจีนบุรีได้โดยง่าย  ครั้งเมื่อเสร็จพม่าแล้ว  สมเด็จพระนเรศวรทรงให้พระยาศรีไสยณรงค์  คุมกองทัพไปขับไล่เขมรออกไป  กองทัพทั้งสองฝ่ายได้ปะทะกันที่เมืองนครนายก  กองทัพไทยตีกองทัพเขมรแตกพ่ายไป
                ครั้นถึงฤดูแล้ง ปี พ.ศ. 2130  สมเด็จพระนเรศวรเสด็จยกกองทัพออกไปตีกรุงกัมพูชา  ตีได้เมืองพระตะบองและโพธิสัตว์  เมื่อกองทัพส่วนใหญ่เข้าไปสู่แดนเขมร  การดำเนินการส่งกำลังบำรุงยากขึ้น  เกิดขัดสนเสบียงอาหาร  ประกอบกับพระองค์ทรงห่วงว่าทางพม่าจะยกมารุกรานไทยอีก  จึงยกทัพกลับพระนคร


    สงครามครั้งที่ 9 พระมหาอุปราชายกมาครั้งแรก

                นับจากพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรง  ถอยทัพกลับไปจากกรุงศรีอยุธยาแล้ว  ไทยก็ว่างศึกพม่าอยู่ 3 ปี ระหว่างนั้นสมเด็จพระมหาธรรมราชาประชวรและสวรรคตในปี พ.ศ. 2133  สมเด็จพระนเรศวรมีพระชนมายุได้ 35 ปี  พระองค์ได้ขึ้นเสวยราชย์  และได้ทรงสถาปนาสมเด็จพระเอกาทศรถให้เป็นพระมหาอุปราช  แต่ให้มีพระเกียรติยศสูงเสมออย่างเป็นพระเจ้าแผ่นดินอีกพระองค์หนึ่ง  เมื่อพระองค์เสวยราชย์ได้แปดเดือนก็เกิดศึกพม่าอีก
                สาเหตุของสงครามครั้งนี้เนื่องจากเจ้าฟ้าไทยใหญ่เมืองคังตั้งแข็งเมืองอีก  ทางพม่าเห็นว่าการที่เมืองคังแข็งเมือง เพราะเห็นว่าพม่าปราบไทยไม่ลง จึงตั้งแข็งเมืองอย่างไทย  ตราบใดที่ยังปราบไทยไม่ได้ก็จะมีเมืองอื่นๆ เอาอย่างไทยต่อไปอีกไม่สิ้นสุด  จึงต้องดำเนินการปราบไทยซึ่งเป็นต้นเหตุให้ได้  สาเหตุอีกประการหนึ่ง เมื่อกรุงศรีอยุธยาเปลี่ยนแผ่นดินใหม่  ราชการบ้านเมืองกำลังเปลี่ยนแปลงอาจไม่ปกติ  นับเป็นโอกาสที่จะเข้ามาโจมตีไทย  พระเจ้าหงสาวดีจึงให้จัดกองทัพ มีกำลังพล 200,000 คน  ให้พระยาพสิม พระยาภุกามเป็นกองหน้า  พระมหาอุปราชาเป็นกองหลวง


                กองทัพพม่ายกออกจากเมืองหงสาวดี เมื่อวันแรม 12 ค่ำ เดือน 12 ปีขาล พ.ศ. 2133  เดินทัพมาทางด่านพระเจดีย์สามองค์  หมายจะจู่โจมเข้าตีกรุงศรีอยุธยาไม่ให้ทันได้เตรียมตัว  เพราะการเดินทัพตามเส้นทางนี้ใช้เวลาเพียง 15 วัน ก็จะถึงพระนครศรีอยุธยา  แต่ถ้าเดินทัพมาทางด่านแม่ละเมาเช่นที่เคยปฏิบัติมาก่อน จะใช้เวลาถึงกว่าเดือน  และยังต้องมีการเตรียมเสบียงอาหารล่วงหน้า  ทำให้ฝ่ายไทยรู้ตัวมีเวลาเตรียมต่อสู้ได้นาน  ทางฝ่ายไทย สมเด็จพระนเรศวรทรงเห็นว่า ถ้าจะคอยต่อสู้ข้าศึกอยู่ที่พระนคร  จะไม่ได้เปรียบข้าศึกเหมือนครั้งก่อน  จึงทรงมีพระราชดำริที่จะยกทัพไปต่อสู้พม่าที่ชายแดน  พระองค์ได้รีบเสด็จยกทัพหลวง ออกไปในเดือนยี่  เมื่อเสด็จถึงเมืองสุพรรณบุรี  ทรงทราบว่ากองทัพข้าศึกยกมาถึงเมืองกาญจนบุรีแล้ว  พระองค์จึงให้ซุ่มทัพหลวงไว้ที่ลำน้ำบ้านคอย  แล้วแต่งกองทัพน้อย ทำทีเหมือนว่าจะให้ไปรักษาเมืองกาญจนบุรี  เพื่อลวงและล่อข้าศึก
                ฝ่ายพระมหาอุปราชายกมาถึงเมืองกาญจนบุรี  ไม่พบการต้านทานของฝ่ายไทย  คิดว่าไทยคงจะใช้กรุงศรีอยุธยา เป็นที่มั่นตั้งรับเช่นครั้งก่อน  จึงเคลื่อนทัพเข้ามาด้วยความประมาท  เมื่อมาพบกองทัพล่อของสมเด็จพระนเรศวร เห็นว่าเป็นกองกำลังขนาดเล็ก  กองทัพหน้าของพระมหาอุปราชาก็เข้าโจมตี  กองทัพล่อแกล้งทำสู้ไปไม่ถอยหนีลงมา  กองทัพหลวงข้าศึกก็ไล่ติดตามมา  เมื่อมาถึงพื้นที่ที่ซุ่มทัพของสมเด็จพระนเรศวร  พระองค์ให้กองทัพที่ซุ่มอยู่ออกโจมตีทัพพม่าพร้อมกัน  ได้รบกันถึงขั้นตะลุมบอน  กองทัพข้าศึกก็แตกพ่าย ถูกกองทัพไทยฆ่าฟันล้มตายเป็นอันมาก  พระยาพุกามแม่ทัพหน้าพม่าตายในที่รบ  กองทัพไทยไล่ติดตามและจับพระยาพสิมแม่ทัพหน้าของพม่าอีกคนหนึ่งได้ ที่บ้านจรเข้สามพัน  ทัพหน้าของข้าศึกแตกหนีไปปะทะทัพหลวง ทำให้ทัพหลวงแตกไปด้วย  ครั้งนั้น ไทยเกือบจะจับพระมหาอุปราชาได้  พระมหาอุปราชาหนีกลับไปถึงหงสาวดี เมื่อเดือนห้า ปีเถาะ พ.ศ. 2134  พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงทรงขัดเคือง ให้ลงอาชญาแม่ทัพนายกองทั้งปวง  และภาคทัณฑ์พระมหาอุปราชาไว้ จะให้ทำการแก้ตัวใหม่

    สงครามครั้งที่ 10 สงครามยุทธหัตถี

                เมื่อพระมหาอุปราชาแตกทัพกลับไปครั้งก่อน  ทำให้พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงทรงพระวิตกยิ่งนัก  เพราะว่าพม่าเสียทั้งรี้พลและอำนาจ  เป็นเหตุให้เมืองขึ้นต่าง ๆ ของพม่าเกิดความเคลื่อนไหวที่จะแข็งเมืองทั่วไป  การที่จะรักษาอำนาจพม่าไว้ได้ ก็ด้วยการเอาชนะไทยให้ได้  พระเจ้าหงสาวดีจึงให้พระมหาอุปราชา  ยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาอีก ในปี พ.ศ. 2135
                ตามพงศาวดารกล่าวไว้ว่า  พระเจ้าหงสาวดีได้ตัดพ้อในที่ประชุมเจ้านายและขุนนาง  ถึงการที่ไม่มีใครเจ็บร้อนเรื่องเมืองไทย  สมเด็จพระนเรศวรมีรี้พลเพียงหยิบมือเดียว  ก็ไม่มีใครกล้าไปรบพุ่ง  เมืองหงสาวดีคงสิ้นคนดีเสียแล้ว  ขุนนางคนหนึ่งจึงกราบทูลว่า  กรุงศรีอยุธยานั้น สำคัญอยู่ที่สมเด็จพระนเรศวรพระองค์เดียว  เพราะกำลังหนุ่มรบพุ่งเข้มแข็ง  ทั้งบังคับบัญชาผู้คนก็สิทธิ์ขาด  มีคนน้อยก็เหมือนมีคนมาก  เจ้านายในกรุงหงสาวดีที่ทำสงครามเข้มแข็ง เคยชนะศึกเหมือนอย่างสมเด็จพระนเรศวรก็มีอยู่หลายองค์  ถ้าจัดกองทัพให้เป็นหลายกองทัพ แล้วให้เจ้านายดังกล่าวเป็นแม่ทัพ  ยกไปช่วยรบก็เห็นเอาชัยชนะได้  พระเจ้าหงสาวดีก็ได้ตรัสตอบ ตามที่ปรากฎในพระราชพงศาวดารว่า  ข้อเสนอนั้นก็ดีอยู่  แต่ตัวของพระองค์เป็นคนอาภัพ ไม่เหมือนพระมหาธรรมราชาซึ่งมีลูก  พ่อไม่ต้องพักใช้ให้ไปรบ มีแต่กลับจะต้องห้ามเสียอีก  ตัวของพระองค์เองไม่รู้ว่าจะใช้ใคร  พระมหาอุปราชาได้ยินดังนั้น ก็เกิดความอัปยศอดสู  จึงกราบทูลว่าขอรับอาสามาตีเมืองไทยแก้ตัวใหม่
                สงครามคราวนี้ ทางพม่าเกณฑ์กองทัพ 3 เมือง คือ กองทัพเมืองหงสาวดี ให้เจ้าเมืองจาปะโร เป็นกองหน้า  พระมหาอุปราชา เป็นกองหลวง  กองทัพเมืองแปร ให้พระเจ้าแปรลูกเธอที่ไปตีเมืองคังได้เมื่อครั้งหลัง เป็นนายทัพ  กองทัพเมืองตองอู ให้นัดจินหน่อง ลูกพระเจ้าตองอู  ผู้ต้านทานกองทัพไทยไว้ได้เมื่อคราวที่พระเจ้าหงสาวดีล่าทัพจากเมืองไทย  เป็นนายทัพ  รวมกำลังพลทั้งสิ้น 240,000 คน  นอกจากนั้น ยังให้พระเจ้าเชียงใหม่ ยกกองทัพเมืองใหม่ใหม่ ลงมาสมทบด้วยอีกหนึ่งกองทัพ
                กองทัพพระมหาอุปราชายกออกจากเมืองหงสาวดี  เมื่อวันพุธ ขึ้น 7 ค่ำ เดือนอ้าย ปีมะโรง พ.ศ. 2135  เดินทัพมาทางด่านเจดีย์สามองค์  เมื่อล่วงเข้าถึงตำบลไทรโยค ก็ให้ตั้งค่ายลง แล้วปรึกษาแผนการที่จะเข้าตีเมืองกาญจนบุรี  และเมื่อล่วงมาถึงลำตะเพินในตำบลลาดหญ้า  ก็ให้พระยาจิตตองคุมพลสร้างสะพานเรือก เพื่อใช้ข้ามลำน้ำสายนี้  เมื่อเข้าเมืองกาญจนบุรีได้ก็พักอยู่หนึ่งคืน  แล้วเคลื่อนทัพมายังตำบลตระพังกรุ  แขวงเมืองกาญจนบุรี  พระมหาอุปราชาก็ทรงให้ตั้งค่ายแบบดาวล้อมเดือน ตรงชัยภูมินาคนาม  ทัพพม่ายกมาครั้งนี้ จนล่วงเข้าเขตกาญจนบุรี ไม่มีทัพไทยไปขัดตาทัพเลย  จึงยกเข้ามาได้ตามลำดับ จนเข้าเขตเมืองสุพรรณบุรี แขวงบ้านพนมทวนเวลาบ่ายสามโมง เกิดลมเวรัมภาพัดหมุนเป็นเกลียว ทำให้เศวตฉัตรของพระมหาอุปราชาหักสะบั้นลง  พระมหาอุปราชาเห็นเป็นลางร้าย มีความหวาดหวั่นพรั่นพระหฤทัยที่จะมาทำสงครามเพิ่มมากขึ้น  กองทัพพม่ายกมาถึงตำบลตระพังกรุ แขวงเมืองสุพรรณบุรี ก็ให้หยุดตั้งทัพอยู่ ณ ที่นั้น  แล้วให้สมิงจอดราน  สมิงเป่อ  สมิงซาม่วน คุมกองทัพม้า ออกลาดตระเวณหาข่าวกองทัพพม่าที่จะยกลงมาทางเหนือ  และสืบข่าวกองทัพฝ่ายไทย ว่าได้ยกออกมาและวางกำลังต่อสู้ไว้ที่ใดบ้าง
                กองทัพพม่าที่ยกมาครั้งนี้ ในพระราชพงศาวดารกล่าวว่า ได้รบกันที่แขวงเมืองสุพรรณบุรี  และกล่าวถึงกองทัพพระมหาอุปราชาเพียงทัพเดียว  ไม่ปรากฎอีกสองกองทัพ คือกองทัพพระเจ้าแปร และกองทัพนัดจินหน่องแต่อย่างใด  เรื่องนี้ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่า  กองทัพพม่าที่ยกมาครั้งนี้ น่าจะยกมาสองทาง คือ กองทัพพระมหาอุปราชายกมาทางด่านเจดีย์สามองค์  ส่วนอีกสองกองทัพยกมาทางด่านแม่ละเมา  และให้พระเจ้าเชียงใหม่คุมเรือเป็นกองลงมาเช่นคราวก่อน  กำหนดให้กองทัพที่ยกมาทั้งสองทางนี้ มารวมกันที่กรุงศรีอยุธยา  แต่เมื่อฝ่ายไทย ตีกองทัพพระมหาอุปราชาแตกไปก่อนแล้ว ก็เป็นอันสิ้นสุดสงคราม  ทัพพม่าอีกสองกองทัพที่ยกมาทางเหนือ  เดินทางมาถึงทีหลัง  จึงยังไม่ทันเข้ารบพุ่งเลยต้องถอยกลับไป  ข้อสันนิษฐานนี้น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด  เพราะแม้แต่จะมีหลักฐานบางแห่งกล่าวว่า  ทัพเจ้าเมืองแปรเป็นปีกซ้าย  ทัพเจ้าเมืองตองอูเป็นปีกขวา  เมื่อพิจารณาภูมิประเทศของเส้นทางเดินทัพมาทางด่านเจดีย์สามองค์  ห้องภูมิประเทศจะไม่อำนวยให้จัดทัพเช่นนั้นได้ จะทำได้เมื่อกองทัพเข้าสู่ที่ราบแล้วเท่านั้น และถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ควรจะได้ปรากฎการปฏิบัติการของกองทัพทั้งสอง บันทึกไว้แน่นอน
                ฝ่ายสมเด็จพระนเรศวร  ตั้งแต่กองทัพพระมหาอุปราชาแตกกลับไปเมื่อครั้งก่อน พระองค์ก็ทรงประมาณสถานการณ์ว่า ไทยคงจะว่างศึกไปสักปีสองปี  เพราะข้าศึกบอบช้ำมาก ต้องใช้เวลาฟื้นฟูเป็นเวลานาน  ดังนั้นในปีมะโรง พ.ศ. 2135  ทรงวางแผนที่จะไปตีกรุงกัมพูชา  เนื่องจากในระหว่างที่ไทยทำศึกติดพันอยู่กับพม่านั้น  เขมรจะฉวยโอกาสเข้ามาซ้ำเติมไทยอยู่หลายครั้ง  แม้ต่อมาเมื่อเขมรเห็นว่าไทยเข้มแข็งขึ้น  รบชนะพม่าทุกครั้งจะรีบเข้ามาขอเป็นไมตรีกับไทยก็ตาม  แต่ครั้นเห็นพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรง ยกกองทัพใหญ่เข้ามาล้อมกรุงศรีอยุธยา  เขมรคาดว่าไทยจะสู้พม่าไม่ได้  ก็หันกลับไปสู่พฤติกรรมเดิม  ฉวยโอกาสยกกำลังเข้ามาโจมตีไทยอีก  พระองค์จึงคอยหาโอกาส ที่จะยกกำลังไปปราบปรามเขมรให้สำนึกตน  ครั้นถึงเดือนอ้าย ปีมะโรง พ.ศ. 2135  พระองค์ได้ทรงให้มีท้องตรา เกณฑ์ทัพเพื่อไปตีเมืองเขมร  กำหนดให้ยกทัพไปในเดือนยี่  พอมีท้องตราไปได้ 6 วัน ถึงวันขึ้น 12 ค่ำ เดือนยี่  ก็ได้รับใบบอกจากเมืองกาญจนบุรีว่า  พระเจ้าหงสาวดีทรงให้พระมหาอุปราชา ยกกองทัพเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์  และได้ข่าวจากหัวเมืองเหนือว่า  มีกองทัพข้าศึกยกลงมาอีกทางหนึ่ง
                ด้วยพระอัจฉริยภาพของพระองค์  ทรงพระราชดำริว่าข้าศึกยกลงมาสองทาง  ถ้าปล่อยให้มาสมทบกันได้ ก็จะทำให้ข้าศึกมีกำลังมาก  เมื่อกองทัพพระมหาอุปราชายกเข้ามาก่อน  จึงจะต้องชิงตีให้แตกเสียก่อน เป็นการรวมกำลังเข้ากระทำการต่อข้าศึกเป็นส่วนๆ ไป  เช่นที่เคยเอาชนะกองทัพพระยาพสิม  ก่อนที่กองทัพพระเจ้าเชียงใหม่จะยกลงมาถึง ในสงครามครั้งแรก   ดังนั้น จากการเตรียมประชุมพลที่ทุ่งบางขวด เพื่อเตรียมยกไปตีกรุงกัมพูชา  ก็เปลี่ยนมาเป็นประชุมพลที่ทุ่งป่าโมก  แขวงเมืองวิเศษไชชาญ  อันเป็นเส้นทางร่วมที่จะยกทัพไปเมืองสุพรรณบุรี  และไปเมืองเหนือได้ทั้งสองทาง
                ในระหว่างนั้น พระองค์ก็ทรงให้พระอมรินทรฤาไชย  ผู้ว่าราชการเมืองราชบุรี คุมพล 500 คน  จัดกำลังแบบกองโจร ออกไปปฏิบัติการตีตัดเส้นทางลำเลียง  และรื้อสะพานทางเดินทัพของข้าศึกทางด้านหลัง  จัดทัพหัวเมือง ตรี จัตวา  และหัวเมืองปักษ์ใต้ รวม 23 หัวเมือง  รวมกำลังพลได้ 50,000 คน  ให้พระยาศรีไสยณรงค์เป็นนายทัพ พระยาราชฤทธานนท์เป็นยกกระบัตร คุมกองทัพหัวเมือง ไปตั้งขัดตาทัพสะกัดข้าศึกอยู่ที่ลำน้ำท่าคอย  แขวงเมืองสุพรรณบุรี  เมื่อเตรียมทัพหลวงเสร็จ  สมเด็จพระนเรศวร กับสมเด็จพระเอกาทศรถ ก็เสด็จโดยกระบวนเรือพระที่นั่งจากพระนคร  ไปทำพิธีฟันไม้ข่มนามที่ทุ่งลุมพลี เมื่อวันขึ้น 9 ค่ำ เดือนยี่  แล้วเสด็จไปยังที่ตั้งทัพชัย ที่ตำบลมะม่วงหวาน  หยุดปรับกระบวนทัพอยู่สามคืน  พอวันขึ้น 12 ค่ำ ก็เสด็จยกกองทัพหลวงมีกำลังพล 100,000 คน  ออกจากทุ่งป่าโมกไปเมืองสุพรรณบุรีทางบ้านสามโก้  ข้ามลำน้ำสุพรรณที่ท่าท้าวอู่ทอง  ไปถึงค่ายหลวงที่หนองสาหร่ายริมลำน้ำท่าคอย เมื่อวันขึ้น 14 ค่ำ

                มีความในพระราชพงศาวดาร แสดงถึงความอัศจรรย์ตอนหนึ่งว่า  ขณะเมื่อสมเด็จพระนเรศวร ประทับอยู่ที่ค่ายหลวง ตำบลมะขามหวาน  ก่อนวันที่จะเสด็จยกกองทัพไปเมืองสุพรรณบุรี  ในตอนกลางคืน พระองค์ทรงพระสุบินว่า มีน้ำท่วมป่า หลากมาแต่ทางทิศตะวันตก  พระองค์เสด็จลุยน้ำไปพบจรเข้ใหญ่ตัวหนึ่ง ได้เข้าต่อสู้กัน ทรงประหารจรเข้นั้นสิ้นชีวิตด้วยฝีพระหัตถ์ สายน้ำนั้นก็เหือดแห้งไป  ทรงมีรับสั่งให้โหรทำนายพระสุบินนั้น  พระยาโหราธิบดีกราบทูลพยากรณ์ว่า เสด็จไปคราวนี้จะได้รบพุ่งกับข้าศึก เป็นมหายุทธสงคราม ถึงได้ทำยุทธหัตถีและจะมีชัยชนะข้าศึก
                มีเรื่องของศุภนิมิตครั้งที่สองที่ได้กล่าวไว้ในที่บางแห่งว่า  เมื่อใกล้ฤกษ์ยกทัพ  สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถ  เสด็จไปยังเกยทรงช้างพระที่นั่งตามพิชัยฤกษ์นั้น  พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นพระบรมสารีริกธาตุ ขนาดเท่าผลส้มเกลี้ยง  ส่องแสงเรืองอร่าม ลอยมาในท้องฟ้าทางทิศใต้  แล้วลอยวนรอบกองทัพไทย เป็นทักษิณาวัตรสามรอบ  จากนั้นจึงลอยขึ้นไปทางทิศเหนือ  สมเด็จพระนเรศวร  และพระอนุชาทรงปิติยินดีตื้นตันพระราชหฤทัยยิ่งนัก  ทรงนมัสการและอธิษฐานให้  พระบรมสารีริกธาตุนั้น ปกป้องคุ้มครองกองทัพไทย ให้พ้นอันตรายจากผองภัยทั้งมวล
                เมื่อสมเด็จพระนเรศวรเสด็จถึงหนองสาหร่าย  ก็ทรงให้กองทัพพระศรีไสยณรงค์ กับ พระราชฤทธานนท์ ซึ่งออกไปขัดตาทัพอยู่ก่อนที่ลำน้ำท่าคอย  เลื่อนออกไปขัดตาทัพที่ดอนระฆัง  ส่วนกองทัพหลวงก็ทรงให้เตรียมค่ายคู  และกระบวนทัพที่จะรบข้าศึก  ด้วยคาดว่าคงจะได้ปะทะกันในวันสองวันเป็นแน่  เพราะกองทัพของทั้งสองฝ่ายอยู่ใกล้กันมากแล้ว  พระองค์ทรงจัดทัพเป็นขบวน  เบญจเสนา 5 ทัพ  ดังนี้
                ทัพที่ 1  เป็นกองหน้า  ให้พระยาสีหราชเดโชชัยเป็นนายทัพ  พระยาพิชัยรณฤทธิ์ เป็นปีกขวา  พระยาวิชิตณรงค์ เป็นปีกซ้าย
                ทัพที่ 2  เป็นกองเกียกกาย  ให้พระยาเทพอรชุน เป็นนายทัพ  พระยาพิชัยสงคราม เป็นปีกขวา  พระยารามคำแหง เป็นปีกซ้าย
                ทัพที่ 3  เป็นกองหลวง  สมเด็จพระนเรศวร ทรงเป็นจอมทัพ  พร้อมด้วยสมเด็จพระเอกาทศรถ  เจ้าพระยามหาเสนา เป็นปีกขวา  เจ้าพระยาจักรี เป็นปีกซ้าย
                ทัพที่ 4  เป็นกองยกกระบัตร  ให้พระยาพระคลัง เป็นนายทัพ  พระราชสงคราม เป็นปีกขวา  พระรามรณภพ เป็นปีกซ้าย
                ทัพที่ 5  เป็นกองหลัง  ให้พระยาท้ายน้ำ เป็นนายทัพ  หลวงหฤทัย เป็นปีกขวา  หลวงอภัยสุรินทร์เป็นปีกซ้าย
                ค่ายที่หนองสาหร่ายนี้  ทรงให้ตั้งเป็นกระบวนปทุมพยุหะเป็นรูปดอกบัว  และเลือกชัยภูมิครุฑนาม  เพื่อข่มกองทัพข้าศึกซึ่งตั้งในชัยภูมินาคนาม  ตามหลักตำราพิชัยสงคราม
                ครั้นถึงวันแรม 1 ค่ำ เดือนยี่  พระยาศรีไสยณรงค์บอกมากราบทูลว่า  ข้าศึกยกกองทัพใหญ่พ้น บ้านจรเข้สามพันมาแล้ว  สมเด็จพระนเรศวรจึงมีรับสั่งให้กองทัพทั้งปวง เตรียมตัวรบข้าศึกในวันรุ่งขึ้น  แล้วสั่งให้พระยาศรีไสยณรงค์ ยกออกไปหยั่งกำลังข้าศึก แล้วให้ถอยกลับมา
                ในวันจันทร์  แรม 2 ค่ำ เดือนยี่  สมเด็จพระนเรศวรกับสมเด็จพระเอกาทศรถ  ทรงเครื่องพิชัยยุทธ ให้ผูกช้างพระที่นั่งชื่อ พลายภูเขาทอง  ขึ้นระวางเป็นเจ้าพระยาไชยานุภาพ  เป็นพระคชาธารของพระองค์  มีเจ้ารามราฆพเป็นกลางช้าง นายมหานุภาพเป็นควาญ  อีกช้างหนึ่งชื่อพลายบุญเรือง  ขึ้นระวางเป็นเจ้าพระยาปราบไตรจักร  เป็นพระคชาธารสมเด็จพระเอกาทศรถ  มีหมื่นภักดีศวรเป็นกลางช้าง ขุนศรีคชคงเป็นควาญ พร้อมด้วย นายแวง จตุลังคบาท  พวกทหารคู่พระทัยสำหรับรักษาพระองค์
                ขณะนั้นเสียงปืนจากการปะทะกัน ระหว่างทัพหน้าของไทย กับทัพหน้าของพม่าดังขึ้น  พระองค์จึงดำรัสให้จมื่นทิพเสนา ปลัดกรมตำรวจ เอาม้าเร็วไปสืบข่าว ได้ความว่า  พระยาศรีไสยณรงค์ได้ยกกำลังออกไป และได้ปะทะกับข้าศึกที่ ตำบลดอนเผาข้าวเมื่อเวลาเช้า  ฝ่ายข้าศึกมีกำลังมากต้านทานไม่ไหว จึงแตกถอยร่นมา  สมเด็จพระนเรศวรจึงปรึกษาแม่ทัพนายกองว่า สถานการณ์เช่นนี้ควรจะทำอย่างไร  บรรดาแม่ทัพนายกองทั้งหลายกราบทูลว่า ควรให้มีกองทัพหนุน ออกไปช่วยต้านทานข้าศึกไว้ให้อยู่เสียก่อน  แล้วจึงให้ทัพหลวงออกมาตีภายหลัง  สมเด็จพระนเรศวรไม่ทรงเห็นชอบด้วย  มีพระดำรัสว่า กองทัพแตกลงมาเช่นนี้แล้ว  จะให้กองทัพไปหนุน ไหนจะรับไว้อยู่  มาปะทะกันเข้าก็จะพากันแตกลงมาด้วยกัน  ควรที่จะล่าถอยลงมาโดยเร็ว  เพื่อปล่อยให้ข้าศึกยกติดตามมาอย่างไม่เป็นกระบวน พอได้ทีให้ยกกำลังส่วนใหญ่เข้าโจมตีข้าศึก ก็คงจะได้ชัยชนะโดยง่าย  สมเด็จพระนเรศวรจึงมีรับสั่งให้จมื่นทิพเสนา กับ จมื่นราชามาตย์  ขึ้นม้าเร็ว รีบไปประกาศแก่พวกกองทัพหน้าของไทยว่า  อย่าได้รั้งรอข้าศึก ให้รีบล่าถอยหนีไปโดยเร็ว  กองทัพหน้าของพระยาศรีไสยณรงค์ก็พากันถอยหนีไม่เป็นกระบวน ข้าศึกเห็นดังนั้น ก็พากันรุกไล่ลงมาด้วยเห็นได้ที จนไม่เป็นกระบวนเช่นกัน
                สมเด็จพระนเรศวรสงบทัพหลวงรออยู่จน 11 นาฬิกา  เห็นข้าศึกตามลงมาไม่เป็นกระบวน ก็สมคะเน ทรงดำรัสสั่งให้บอกสัญญาณกองทัพทั้งปวง ให้ยกออกตีข้าศึก  พระองค์และพระเอกาทศรถ ยกกองทัพหลวงเข้าโอบกองทัพหน้าข้าศึก  ทัพท้าวพระยาอื่น ๆ ได้ทราบกระแสรับสั่งได้เร็วบ้างช้าบ้าง เนื่องจากเหตุการณ์กระทันหัน มีเวลาน้อยมาก  ทำให้ยกไปไม่ทันเสด็จเป็นส่วนมาก  คงมีแต่กองทัพพระยาสีหราชเดโชชัย กับกองทัพเจ้าพระยามหาเสนาซึ่งเป็นปีกขวา  ตามกองทัพหลวงเข้าจู่โจมข้าศึก  กองทัพหน้าของพม่าไม่คาดว่าว่าจะมีกองทัพไทยไปยอทัพ ก็เสียทีแตกหนีอลหม่าน
                เหตุการณ์ตอนนี้มีเรื่องบันทึกไว้ในบางแห่งว่า  ขณะที่สมเด็จพระนเรศวรประทับรอฟังข่าวทัพหน้าอยู่นั้น ได้บังเกิดเมฆเยือกเย็น ตั้งเค้ามืดอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ  แล้วกลับกลายเป็นเปิดโล่ง  เห็นดวงตะวันสาดแสงสว่างกระจ่างตา  สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถ ทรงเคลื่อนทัพตามเกล็ดนาค  ซึ่งตามตำราพิชัยสงครามได้กำหนดไว้ว่า  ในวันใดหัวนาคและหางนาคอยู่ทางทิศใด  ต้องไปตั้งทัพทางหัวนาค  แล้วเคลื่อนทัพไปทางหางนาค  เป็นการเคลื่อนที่ตามเกล็ดนาค  ไม่ให้เคลื่อนที่ย้อนเกล็ดนาค  เมื่อช้างพระที่นั่งของทั้งสองพระองค์ได้ยินเสียงฆ้องกลองรบ  และเสียงปืนที่ทั้งสองฝ่ายยิงต่อสู้กัน  ก็เกิดความคึกคะนองด้วยเหตุที่กำลังตกมัน  แล้ววิ่งถลันเข้าไปในหมู่ข้าศึก  ควาญไม่สามารถคัดท้ายอยู่  บรรดาแม่ทัพนายกองและไพร่พลทั้งปวงตามเสด็จไม่ทัน  ผู้ที่สามารถตามเสด็จไปด้วยได้ คงมีแต่ผู้ที่มีหน้าที่อยู่ประจำช้างพระที่นั่ง  คือกลางช้าง ควาญช้าง และจตุลังคบาท ที่มีหน้าที่รักษาเท้าช้าง  สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถ  ทอดพระเนตรเห็นข้าศึกมีกำลังมากมาย  ไม่เป็นทัพเป็นกอง จึงทรงไสช้างพระที่นั่งเข้าชนช้างข้าศึก  เหล่าข้าศึกพากันระดมยิงอาวุธมาดังห่าฝน  แต่ไม่ถูกช้างทรง  ทันใดนั้นก็บังเกิดตะวันตลบมืด ท้องฟ้ามืดมิดราวกับไม่มีแสงตะวัน จนมองไม่เห็นกัน  สมเด็จพระนเรศวรทรงเห็นดังนั้น จึงได้ประกาศแก่เทวดา พระพรหมทุกชั้นฟ้า    ถึงปณิธานของพระองค์ที่ได้มาสืบวงศ์กษัตริย์  และมุ่งหวังที่จะทำนุบำรุงพระบวรพุทธศาสนา  ทันใดนั้นก็บังเกิดพายุใหญ่พัดปั่นป่วนในท้องฟ้า  สนามรบก็สว่างแจ้ง  พระองค์แลไปเห็นนายทัพข้าศึก นั่งอยู่บนหลังช้างเผือกตัวหนึ่ง  มีฉัตรกั้นอยู่ใต้ร่มต้นข่อย มีพล 4 เหล่า  เรียงรายอยู่มากมาย  ก็ทรงตระหนักแน่พระทัยว่าเป็นพระมหาอุปราชา
                เหตุการณ์ในตอนนี้มีอยู่หลายสำนวน  ตามพระราชพงศาวดารกล่าวไว้ว่า ให้เอาพลายภูเขาทอง ขึ้นระวางสะพัด ชื่อเจ้าพระยาไชยานุภาพ  สูง 6 ศอกคืบ 2 นิ้ว  ติดน้ำมันหน้าหลัง  เป็นคชาธารสมเด็จพระนเรศวร  และให้เอาพลายบุญเรืองขึ้นระวางสะพัด ชื่อเจ้าพระยาปราบไตรจักร สูง 6 ศอก 2 คืบ ติดน้ำมันหน้าหลัง เป็นพระคชาธารสมเด็จพระอนุชาธิราชพระเอกาทศรถ  ส่วนพระคชาธารของพระมหาอุปราชานั้น ชื่อพลายพัทธกอ สูง 6 ศอกคืบ  6 นิ้ว  ติดน้ำมันหน้าหลังเช่นเดียวกัน
                สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์  ยาตราพระคชาธารเป็นบาทย่างสะเทินมา  บ่ายหน้าต่อข้าศึก  เจ้าพระยาไชยานุภาพ  เจ้าพระยาปราบไตรจักร  ได้ยินเสียงพลและเสียงฆ้องกลองอึงคะนึง ก็เรียกมันครั่นครื้น กางหูชูหางกิริยาป่วนเป็นบาทย่างใหญ่ เร็วไปด้วยกำลังน้ำมัน  ช้างท้าวพระยามุขมนตรี และโยธาหาญซ้ายขวาหลังนั้นตกลง  ไปมิทันเสด็จ  พระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ใกล้ทัพหน้าข้าศึก  ทอดพระเนตรเห็นพลพม่ารามัญนั้นยกมาเต็มท้องทุ่ง  เดินดุจคลื่นในมหาสมุทร  พลข้าศึกไล่พลชาวพระนครครั้งนั้น สลับซับซ้อนกันมิได้เป็นกระบวน  สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์  ก็ขับพระคชาธารเข้าโจมแทงช้างม้ารี้พลปรปักษ์  ไล่สายเสยถีบฉัดตะลุมบอน  พลพม่ารามัญตายเกลื่อนกลาด  ช้างข้าศึกได้กลิ่นน้ำมันพระคชาธาร ก็หกหันตลบปะกันไปเป็นอลหม่าน  พลพม่ารามัญก็โทรมยิงธนู หน้าไม้ ปืนไฟ ระดมเอาพระคชาธารสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์  และธุมาการก็ตรลบมืดเป็นหมอกมัวไป มิได้เห็นกันประจักษ์
                สำนวนของวันวลิต ชาวฮอลันดา  ซึ่งเข้ามาที่กรุงศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ. 2176 ได้บรรยายเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ว่า  พระเจ้ากรุงหงสาวดียกทัพอันมีกำลังใหญ่หลวง มายังกรุงศรีอยุธยา  พระนเรศวรยกทัพมาถึงวัดร้างแห่งหนึ่ง เรียกว่า เครง หรือ หนองสาหร่าย  เพื่อปะทะทัพมอญ  เมื่อกองทัพทั้งสองมาประจัญกันเข้า  พระนเรศวรและพระมหาอุปราชา (ซึ่งต่างก็ทรงเครื่องอย่างกษัตริย์ และประทับบนพระคชาธาร) ต่างทอดพระเนตรเห็นกันเข้า  ต่างองค์ก็มีพระทัยฮึกเหิม  เสด็จออกจากกองทัพ  ขับพระคชาธารโดยปราศจากรี้พลเข้าหากัน  แต่พระคชาธารที่พระนเรศวรทรงอยู่นั้น  เล็กกว่าช้างทรงพระมหาอุปราชามากนัก  เมื่อกษัตริย์ทั้งสองพระองค์มุ่งเข้าหากัน  ช้างที่เล็กกว่าก็ตกใจกลัวช้างที่ใหญ่กว่า ถึงกับเบนหัวจะถอยกลับ  พระนเรศวรทรงเห็นดังนั้น จึงตรัสปลอบพระยาช้างต้นให้มีใจฮึกเหิมกลับมาสู้ช้างข้าศึก และทรงพรมน้ำเทพมนต์ซึ่งพราหมณ์ได้ทำถวายไว้สำหรับโอกาสนี้ ลงบนศีรษะช้าง  พระยาช้างต้นผู้ชาญฉลาดเมื่อได้รับน้ำเทพมนต์  และได้ยินเสียงพระราชดำรัสของวีรกษัตริย์ก็มีใจฮึกเหิม  ชูงวงขึ้นประณตแล้วเบนหัวสู่ข้าศึก  พลันวิ่งพุ่งเข้าสู่กษัตริย์มอญอย่างเมามัน  อำนาจของพระยาช้างต้นในการสู้รบครั้งนี้ แลดูน่าสพึงกลัว และน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
                ทั้งหมดที่กล่าวมา  เป็นเหตุการณ์ก่อนที่จะเริ่มเข้าสู่การกระทำยุทธหัตถีของสองกษัตริย์  และสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงได้ชัยชนะอย่างงดงาม  เป็นที่เลื่องลือไปทั่วทิศานุทิศ  ข้าศึกศัตรูไม่หาญกล้ามาเบียดเบียนราชอาณาจักรไทยอีกเลยถึง 160 ปี

                สมเด็จพระนเรศวรจึงทรงขับช้างพระที่นั่งตรงไปยังพระมหาอุปราชา  แล้วร้องตรัสไปโดยฐานที่คุ้นเคยกันมาแต่ก่อน มีความว่า
                "เจ้าพี่จะยืนช้างอยู่ในที่ร่มไม้ทำไม  เชิญเสด็จมาทำยุทธหัตถีกันให้เป็นเกียรติยศเถิด  กษัตริย์ภายหน้า ที่จะทำยุทธหัตถีได้อย่างเรา จะไม่มีแล้ว"
                พระมหาอุปราชา  เมื่อทรงได้ยินดังนั้นก็ขับพลายพัทธกอซึ่งเป็นพระคชาธาร  ออกมาชนกับเจ้าพระยาไชยานุภาพ  พระคชาธารของสมเด็จพระนเรศวร  ในชั้นแรก เจ้าพระยาไชยานุภาพเสียที พลายพัทธกอได้ล่างแบกรุน  พระยาไชยานุภาพเบนจะขวางตัว  พระมหาอุปราชาได้ทีฟันด้วยพระแสงของ้าว  สมเด็จพระนเรศวรเบี่ยงพระองค์หลบทัน  ถูกแต่พระมาลาหนังขาดลิไป  พอพระยาไชยานุภาพสะบัดหลุด แล้วกลับชนได้ล่างแบกถนัดรุนพลายพัทธกอหัวเบนไป  สมเด็จพระนเรศวรก็จ้วงฟันด้วยพระแสงของ้าว  ถูกพระมหาอุปราชาที่ไหล่ขวาขาด  สิ้นพระชนม์อยู่บนคอช้าง  ส่วนสมเด็จพระเอกาทศรถก็ได้ชนช้างกับเจ้าเมืองจาปะโร และฟันเจ้าเมืองจาปะโรตายเช่นกัน  ทหารพม่าก็เข้ามากันพระศพพระมหาอุปราชา และเจ้าเมืองจาปะโรออกไป  แล้วเข้าระดมยิงถูกสมเด็จพระนเรศวรที่พระหัตถ์ได้รับบาดเจ็บ  และถูกนายมหานุภาพควาญช้างพระที่นั่ง กับหมื่นภักดีศวรกลางช้างสมเด็จพระเอกาทศรถ ตายทั้งสองคน  ขณะนั้น กองทัพเจ้าพระยามหาเสนา พระยาสีหราชเดโชชัยตามไปทัน  ก็ช่วยกันรบพุ่งแก้กันทั้งสองพระองค์ออกมาได้  สมเด็จพระนเรศวรทรงเห็นว่า  กองทัพข้าศึกแตกเฉพาะทัพหน้า กำลังฝ่ายไทยที่ตามเสด็จไปถึงเวลานั้นมีน้อยนัก  จึงจำต้องเสด็จกลับมาค่ายหลวง  ฝ่ายข้าศึกก็เชิญพระศพพระมหาอุปราชา เลิกทัพกลับไปเมืองหงสาวดี  เหตุการณ์ในตอนนี้ วัน วลิต ได้บรรยายไว้ว่า
                ช้างข้าศึกพยายามเอางาเสยพระคชาธารให้ถอยห่างอยู่ตลอดเวลา  แต่ในที่สุดพระคชาธารซึ่งเล็กกว่าก็ได้ทีช้างข้าศึก  โดยช้างข้าศึกไม่ทันรู้ตัว  ขึ้นเสยช้างข้าศึกแล้วเอางวงตีด้วยกำลังแรงยิ่งนัก  จนช้างข้าศึกร้องขึ้น  กษัตริย์มอญก็ตกพระทัย  กษัตริย์ไทยเห็นได้ทีก็เอาพระแสงขอ ตีต้องพระเศียรกษัตริย์มอญ  แล้วใช้พระแสงทวนแทงจนกษัตริย์มอญตกช้างสิ้นพระชนม์  แล้วทรงจับช้างทรงของกษัตริย์มอญนั้นไว้ได้ ทหารรักษาพระองค์ซึ่งตามมาโดยไม่ช้า ก็แทงชาวโปรตุเกส ซึ่งนั่งอยู่เบื้องหลังกษัตริย์มอญนั้นตาย  เมื่อกองทัพมอญเห็นกษัตริย์ของตนสิ้นพระชนม์  ก็พากันล่าถอยไม่เป็นกระบวน  กองทัพไทยก็ไล่ติดตามไปอย่างกล้าหาญ  จับเป็นได้เป็นจำนวนมาก  ฆ่าตายเสียก็มาก ที่เหลือนั้นก็แตกกระจัดกระจายไปประดุจแกลบต้องลม  ทหารมอญหลายพันคนต้องตกค้างอยู่ และเมื่อต้องถอยทัพกลับโดยที่ขาดแคลนเสบียงอาหาร  จึงกลับไปถึงเมืองมอญได้น้อยคนนัก
                สมเด็จพระนเรศวรมีชัยในการกระทำยุทธหัตถีครั้งนี้  พระเกียรติยศได้เลื่องลือไปทั่วทุกประเทศในชมพูทวีป  ด้วยถือเป็นคติมาแต่โบราณว่า  การชนช้างเป็นยอดวีรกรรมของนักรบ  เพราะเป็นการต่อสู้ตัวต่อตัว มิได้อาศัยกำลังพล  หรือกลยุทธใดๆ  เป็นการแพ้ชนะกันด้วยฝีไม้ลายมือและความแกล้วกล้า  นอกจากนั้น โอกาสที่จะมีเหตุการณ์ดังกล่าวก็มีน้อย  ดังนั้น ถ้ากษัตริย์พระองค์ใดกระทำยุทธหัตถีได้ชัยชนะ  ก็จะได้รับความยกย่องว่ามีพระเกียรติยศอย่างสูงสุด  ถึงเป็นผู้แพ้ ก็ได้รับการยกย่องสรรเสริญ ว่าเป็นนักรบแท้

                ด้วยเหตุผลดังกล่าว  สมเด็จพระนเรศวรจึงโปรดให้สร้างพระเจดีย์ขึ้นองค์หนึ่ง  ตรงที่ได้กระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา  ณ ตำบลท่าคอย  ซึ่งปัจจุบันเป็นตำบลดอนเจดีย์  อยู่ห่างจากหนองสาหร่ายไปประมาณ 100 เส้น  พระเจดีย์ทิ้งร้างมานานหลายร้อยปี  เพิ่งมาพบเมื่อปี พ.ศ.  2456  วัดฐานเจดีย์ได้ด้านละ 10 วา  ความสูงประมาณ 20 วา  ต่อมา ได้มีการบูรณะเป็นรูปแบบที่สมบูรณ์ ตามแบบอย่างเจดีย์ที่วัดใหญ่ชัยมงคล  ซึ่งสันนิษฐานว่า สมเด็จพระนเรศวรทรงให้สร้างขึ้นเป็นอนุสรณ์ แห่งชัยชนะครั้งนั้น  ตามคำกราบทูลแนะนำของสมเด็จพระพนรัตน์วัดป่าแก้ว  เป็นเจดีย์กลมแบบลังกา  ดังที่ปรากฎอยู่ปัจจุบันนี้
                สมเด็จพระนเรศวร  ทรงปูนบำเหน็จความชอบอันเนื่องมาจากการสงครามครั้งนี้โดยทั่วกัน คือ ช้างพระที่นั่งที่ชนชนะข้าศึก  พระราชทานนามว่า  เจ้าพระยาปราบหงสาวดี  พระแสงของ้าวก็ได้นามว่าเจ้าพระยาแสนพลพ่าย  นับถือเป็นพระแสงศักดิ์สิทธิ์ สำหรับพระเจ้าแผ่นดินทรงคชาธารในรัชกาลหลัง ๆ สืบมา  พระมาลาที่พระองค์ทรงในวันนั้น  ก็ปรากฎนามว่าพระมาลาเบี่ยง ดำรงคงอยู่มาถึงปัจจุบันนี้
                เมื่อเสร็จศึกแล้ว สมเด็จพระนเรศวรทรงโทมนัส ที่ไม่สามารถจะตีข้าศึกให้แตกยับเยินไปได้เหมือนครั้งก่อน เพราะเหตุที่แม่ทัพนายกองไม่สามารถตามเสด็จให้ทันการรบพุ่งพร้อมกัน พระองค์จึงให้ลูกขุน ประชุมปรึกษาโทษแม่ทัพนายกองเหล่านั้นตามพระอัยการศึก  ลูกขุนปรึกษากันแล้ววางบทว่า
                พระยาศรีไสยณรงค์  มีความผิดฐานฝ่าฝืนพระบรมราชโองการ ไปรบพุ่งข้าศึกโดยพละการจนเสียทัพแตกมา
                เจ้าพระยาจักรี  พระยาพระคลัง  พระยาเทพอรชุน  พระยาพิชัยสงคราม  พระยารามคำแหง  มีความผิดฐานละเลย มิได้ตามเสด็จให้ทันท่วงทีการพระราชสงคราม
                ทั้งหมดนี้ โทษถึงประหารชีวิตด้วยกัน  พระองค์จึงทรงให้เอาตัวคนทั้งหมดดังกล่าวไปจำตรุไว้ พอพ้นวันพระแล้ว  ให้เอาไปประหารชีวิตเสีย  ตามคำพิพากษาของลูกขุน


                ครั้นถึงวันแรม 14 ค่ำ เดือนยี่  สมเด็จพระนพรัตน์ วัดป่าแก้ว  กับพระราชาคณะรวม 25 รูป  เข้าไปเฝ้า ถามข่าวถึงการเสด็จพระราชสงครามตามประเพณี  สมเด็จพระนเรศวรจึงตรัสเล่าเหตุการณ์ทั้งปวงให้ฟังทุกประการ  สมเด็จพระพนรัตน์ได้ฟังแล้วจึงถวายพระพรถามว่า  พระองค์มีชัยแก่ข้าศึก  แต่เหตุไฉนข้าราชการทั้งปวงจึงต้องรับราชทัณฑ์  สมเด็จพระนเรศวรตรัสตอบว่า  นายทัพนายกองเหล่านี้กลัวข้าศึกมากกว่ากลัวพระองค์  ละให้แต่พระองค์สองคนพี่น้อง ฝ่าเข้าไปท่ามกลางข้าศึก  จนได้ทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา  ต่อมีชัยกลับมาจึงได้เห็นหน้าพวกเหล่านี้  นี่หากว่าพระองค์ยังไม่ถึงที่ตาย  หาไม่แผ่นดินก็จะเป็นของชาวหงสาวดีเสียแล้ว  เหตุนี้พระองค์จึงให้ลงโทษตามอาญาศึก  สมเด็จพระพนรัตน์จึงถวายพระพรว่า  เมื่อพิเคราะห์ดูข้าราชการเหล่านี้ ที่จะไม่กลัวสมเด็จพระนเรศวรนั้นหามิได้  เหตุทั้งนี้เห็นจะเผอิญเป็น เพื่อจะให้พระเกียรติแก่พระองค์เป็นมหัศจรรย์  เหมือนสมเด็จพระสรรเพชญพุทธเจ้า  เมื่อพระองค์เสด็จเหนืออปราชิตบัลลังก์ใต้ควงไม้โพธิ์ครั้งนั้น  เทพเจ้าก็มาเฝ้าพร้อมหมื่นจักรวาล  พระยาวัสวดีมารยกพลเสนามาผจญ  ถ้าพระพุทธเจ้าได้เทพเจ้าเป็นบริวาร มีชัยแก่พระยามารก็หาสู้เป็นอัศจรรย์ไม่  เผอิญให้หมู่เทพเจ้าทั้งปวงปลาศนาการหนีไปสิ้น  เหลือแต่พระองค์เดียวสามารถผจญให้เหล่ามารปราชัยไปได้  จึงได้พระนามว่า  พระพิชิตมาร โมฬีศรีสรรเพชญดาญาณ  เป็นมหาอัศจรรย์บันดาลไปทั่วอนันตโลกธาตุ  ก็เหมือนทั้งสองพระองค์ครั้งนี้  ถ้าเสด็จพร้อมด้วยโยธาทวยหาญมาก  และมีชัยชนะแก่พระมหาอุปราชา  ก็จะหาสู้เป็นมหัศจรรย์แผ่พระเกียรติยศ ให้ปรากฎแก่นานาประเทศไม่  อันเหตุที่เป็นทั้งนี้  เพื่อเทพเจ้าทั้งปวงอันรักษาพระองค์ จักสำแดงพระเกียรติยศ  เป็นแน่แท้
                สมเด็จพระนเรศวรได้ทรงฟังแล้วก็ทรงพระปิติโสมนัส ตรัสว่า  พระผู้เป็นเจ้าว่านี้ควรหนักหนา  สมเด็จพระพนรัตน์จึงได้ถวายพระพรว่า  ข้าราชการซึ่งเป็นโทษเหล่านี้ก็ผิดหนักหนาอยู่แล้ว  แต่ทว่าได้ทำราชการมา  แต่ครั้งสมเด็จพระบรมอัยกาธิราช  และสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง  ตลอดมาจนถึงพระองค์ดุจพุทธบริษัท  สมเด็จพระบรมครู  จึงขอพระราชทานโทษคนเหล่านี้ไว้สักครั้งหนึ่ง จะได้ทำราชการฉลองพระเดชพระคุณสืบไป  สมเด็จพระนเรศวร จึงมีรับสั่งว่าเมื่อสมเด็จพระพนรัตน์ขอแล้ว พระองค์ก็จะถวาย แต่ทว่า จะต้องไปตีเมืองตะนาวศรี  เมืองทวายแก้ตัวก่อน สมเด็จพระพนรัตน์
    ถวายพระพรว่า  การจะใช้ไปตีบ้านเมืองนั้นสุดแต่พระองค์จะสงเคราะห์  มิใช่กิจของสมณะ  แล้วก็ถวายพระพรลาไป  สมเด็จพระนเรศวรจึงโปรดให้นายทัพนายกองที่มีความผิดพ้นจากเวรจำ  แล้วทรงให้พระยาจักรียกกองทัพมีกำลังพล 50,000 คน  ไปตีเมืองตะนาวศรีทัพหนึ่ง ให้พระยาพระคลังคุมกองทัพมีกำลัง 50,000 ไปตีเมืองทวายอีกองทัพหนึ่ง

    บันทึกเรื่องเจดีย์ยุทธหัตถี
                เรื่องเจดีย์ยุทธหัตถีนี้  สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์ไว้ในหนังสือนิทานโบราณคดี มีข้อมูลที่น่ารู้ดังนี้
                ในหนังสือพระราชพงศาวดาร  ได้กล่าวถึงเจดีย์ยุทธหัตถีไว้ว่า  เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราช  ทรงชนะยุทธหัตถี แล้ว "ตรัสให้ก่อพระเจดีย์สถาน สวมศพพระมหาอุปราชาไว้ ณ ตำบลตระพังกรุ"
                สมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ ได้ทรงให้พระยากาญจนบุรี (นุช) ไปสืบหา ได้ความว่าบ้านตระพังกรุมีมาแต่โบราณ เป็นที่ดอนต้องอาศัยใช้น้ำบ่อ  มีบ่อน้ำกรุอิฐข้างในซึ่งคำโบราณ เรียกว่า  ตระพังกรุ อยู่หลายบ่อ  แต่ไม่มีเจดีย์ที่สมควรว่าเป็นของพระเจ้าแผ่นดินสร้างอยู่ในบริเวณนั้น
                เมื่อได้ประมวลเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ได้ข้อสรุปว่า  สมเด็จพระนเรศวร โปรดให้สร้างพระเจดีย์ยุทธหัตถี ขึ้นตรงที่ชนช้างองค์หนึ่ง  แล้วทรงสร้างพระเจดีย์ใหญ่อีกองค์หนึ่ง  ขนานนามว่า  พระเจดีย์ชัยมงคล ขึ้นที่วัดเจ้าพระยาไทย  อันเป็นที่สถิตของพระสังฆราชฝ่ายขวา  จึงมักเรียกกันว่า วัดป่าแก้ว  ตามนามเดิมของพระสงฆ์คณะนั้น
                ในปีแรกรัชกาลที่ 6  พระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ  ตาละลักษณ์)  เมื่อยังเป็นหลวงประเสริฐอักษรนิติ ได้พบหนังสือเรื่องพงศาวดารเล่มหนึ่ง  มีหลักฐานว่าเขียน เมื่อปี พ.ศ. 2223  ซึ่งต่อมาให้เรียกว่า  พระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐ ฯ  มีความในเรื่องสงครามยุทธหัตถีว่า
                "พระมหาอุปราชามาตั้งประชุมทัพอยู่ที่ตำบลตระพังกรุ  แล้วมาชนช้างกับสมเด็จพระนเรศวร ฯ  ที่ตำบลหนองสาหร่าย  เมื่อวันจันทร์ แรม 2 ค่ำ เดือนยี่ ปีมะโรง จุลศักราช 955  (พ.ศ. 2135)"
                สมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ จึงทรงให้พระยาสุนทรบุรี (อี่  กรรณสูตร)  สมุหเทศาภิบาลมณฑลนครไชยศรี ไปสืบหาตำบลหนองสาหร่าย  ได้ความว่า  ตำบลหนองสาหร่ายนั้นอยู่ใกล้ลำน้ำท่าคอย  อยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองสุพรรณ  เป็นลำน้ำเดียวกันกับลำน้ำจรเข้สามพัน ที่ตั้งเมืองอู่ทอง  แต่อยู่เหนือขึ้นไปไกล มีเจดีย์โบราณอยู่  ชาวบ้านเรียกว่า  ดอนเจดีย์  เป็นเจดีย์ฐานทักษิณเป็น 4 เหลี่ยม 3 ชั้น ชั้นล่างกว้าง 8 วา องค์พระเจดีย์เหนือฐานทักษิณ ชั้นที่ 3 ขึ้นไป หักพังหมดแล้ว  ประมาณขนาดสูงเมื่อยังบริบูรณ์ เห็นจะราวเท่า ๆ กับ พระปรางค์ที่วัดราชบูรณะในกรุงเทพ ฯ
                ระยะทางระหว่างตำบลสำคัญที่ได้จากเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินโดยสถลมารค ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปสักการบูชา  พระเจดีย์ยุทธหัตถี เมื่อ พ.ศ. 2453  พอประมวลได้ดังนี้

                     นครปฐม  ถึง  กำแพงแสน                                             ระยะทาง  568  เส้น      หรือประมาณ  23  กิโลเมตร
                     กำแพงแสน ถึง  บ้านบ่อสุพรรณ                                     ระยะทาง  706  เส้น      หรือประมาณ  28  กิโลเมตร
                     บ้านบ่อสุพรรณ  ถึง  บ้านตระพังกรุ                                ระยะทาง  125  เส้น      หรือประมาณ   5   กิโลเมตร
                     บ้านตระพังกรุ  ถึง  บ้านดอนมะขาม                               ระยะทาง  274  เส้น      หรือประมาณ  11  กิโลเมตร
                     บ้านดอนมะขาม  ถึง  บ้านจรเข้สามพัน                            ระยะทาง  411  เส้น      หรือประมาณ  16  กิโลเมตร
                     บ้านจรเข้สามพัน ถึง  อู่ทอง                                            ระยะทาง  140  เส้น      หรือประมาณ    6  กิโลเมตร
                     อู่ทอง  ถึง  บ้านโข้ง                                                        ระยะทาง  510  เส้น      หรือประมาณ  20  กิโลเมตร
                     บ้านโข้ง  ถึง  ดอนเจดีย์                                                   ระยะทาง 495  เส้น       หรือประมาณ  20  กิโลเมตร

    ลำดับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ของห้วงเวลานั้นได้ดังนี้
                กองทัพพระมหาอุปราชา เดินทัพมาจนเข้าเขตเมืองสุพรรณบุรี  แขวงบ้านพนมทวน  หยุดตั้งกองทัพที่ตำบลตระพังกรุ  แขวงเมืองสุพรรณบุรี  แล้วให้กองกำลังทหารม้าออกลาดตระเวณหาข่าว
                สมเด็จพระนเรศวร ยกกองทัพมาตั้งค่ายหลวงอยู่ที่หนองสาหร่าย ริมแม่น้ำท่าคอย  เมื่อวันขึ้น 14 ค่ำ เดือนยี่  และทรงให้กองทัพพระยาศรีไสยณรงค์ กับพระราชฤทธานนท์  ที่ออกไปขัดตาทัพอยู่ที่ลำน้ำท่าคอย  เลื่อนออกไปขัดตาทัพที่ดอนระฆัง
                พระยาศรีไสยณรงค์  แจ้งข่าวข้าศึกว่า  กองทัพใหญ่ข้าศึกเคลื่อนที่พ้นบ้านจรเข้สามพันมาแล้ว  เมื่อวันแรม 1 ค่ำ เดือนยี่  สมเด็จพระนเรศวรมีรับสั่งให้กองทัพทั้งปวง  เตรียมตัวรบข้าศึกในวันรุ่งขึ้น
                วันจันทร์แรม 2 ค่ำ เดือนยี่  สมเด็จพระนเรศวร กับสมเด็จพระเอกาทศรถ  ทรงเครื่องพิชัยยุทธ  ขณะนั้นได้ยินเสียงปืน จากการปะทะกันของทัพหน้าไทยกับทัพหน้าพม่า  ได้ความว่าปะทะกันที่ดอนเผาข้าว  เมื่อเวลาเช้าจึงมีรับสั่งให้ กองทัพหน้าล่าถอยลงมาโดยเร็ว  ทรงให้สงบทัพหลวงรออยู่จน 11 นาฬิกา  เห็นข้าศึกรุกไล่ลงมาไม่เป็นกระบวน  จึงทรงให้สัญญาณกองทัพทั้งปวงยกออกตีข้าศึก
                จากเหตุการณ์ดังกล่าว จะพบว่าพระมหาอุปราชาเคลื่อนทัพจากตระพังกรุ มาถึงบ้านจรเข้สามพันเมื่อวันแรม 1 ค่ำ เดือนยี่ เป็นระยะทาง 685 เส้น หรือ  28 กิโลเมตร  ซึ่งต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 1 วัน  ณ จุดนี้จะอยู่ห่างจากหนองสาหร่าย ที่ตั้งค่ายหลวงของไทย เป็นระยะทาง 1145 เส้น หรือ 46 กิโลเมตร  สมเด็จพระนเรศวรจึงมีรับสั่งให้เตรียมตัวรบข้าศึกในวันรุ่งขึ้น
                ในวันรุ่งขึ้นซึ่งข้าศึกจะเคลื่อนทัพมาได้อีกประมาณ 30 กิโลเมตร  ซึ่งจะอยู่ห่างจากค่ายหลวงของไทยประมาณ 20 กิโลเมตร  ซึ่งจะใช้ระยะเวลาเดินทางอีกไม่เกิน 1 วัน
                วันต่อมาคือวันแรม 2 ค่ำ เดือนยี่  เวลาเช้าได้ยินเสียงปืนจากการปะทะกัน  ได้ความว่าปะทะกันที่ดอนเผาข้าว ซึ่งน่าจะอยู่ห่างจากหนองสาหร่ายไม่เกิน 15 กิโลเมตร  เพราะเป็นเวลาเช้าเสียงปืนใหญ่ได้ยินไปได้ไกล  และพระองค์ทรงรออยู่จน 11 นาฬิกา ข้าศึกจึงรุกไล่ทัพหน้าของไทยมาถึงทัพหลวง
                เมื่อสมเด็จพระนเรศวร กับพระเอกาทศรถ  ยกกำลังทั้งปวงเข้าตีข้าศึก  ช้างศึกของทั้งสองพระองค์เร่งรุดไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว จนกองทัพตามไม่ทัน  ผงคลีจากกองทัพทั้งสองฝ่ายที่สู้รบติดพันกันมาปลิวคลุ้งจนมืดมิด  และเมื่อฝุ่นจางจึงทอดพระเนตรเห็น พระมหาอุปราชายืนอยู่ช้างอยู่ใต้ร่มไม้  ระยะทางที่ช้างทรงของทั้งสองพระองค์ตลุยข้าศึกมานี้เป็นระยะทาง 100 เส้น หรือ 4 กิโลเมตร  เนื่องจากพระเจดีย์ยุทธหัตถีอยู่ห่างจากหนองสาหร่ายไปประมาณ 100 เส้น
                เหตุการณ์อันยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ชาติไทยครั้งนั้น ก็สมจริงตามได้บันทึกกันไว้สืบต่อมาทุกประการ

    สงครามไทย-พม่า ครั้งที่ 11
    ไทยตีเมืองทวายและตะนาวศรี

                เมืองทวาย และเมืองตะนาวศรี เป็นเมืองขึ้นของไทยแต่ครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี มาตกเป็นของพม่า เมื่อครั้งพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองตีได้กรุงศรีอยุธยา  ด้วยเหตุนี้ สมเด็จพระนเรศวรจึงทรงให้ไปตีก่อนเมืองอื่น  เมืองทวายอยู่ต่อแดนมอญ ข้างเหนือเมืองตะนาวศรี พลเมืองเป็นทวายชาติหนึ่งต่างหาก  ขึ้นกรุงศรีอยุธยาเหมือนอย่างประเทศราช  เมืองตะนาวศรีอยู่ใต้เมืองทวายมาต่อกับเมืองชุมพร  พลเมืองมีทั้งพวกเม็งและไทยปนกัน  เมืองมะริดอันเป็นเมืองขึ้น  ตั้งอยู่ที่ปากน้ำเมืองตะนาวศรี  มีเรือกำปั่นแขกฝรั่งมาค้าขายที่เมืองนี้  และมีทางขนสินค้ามากรุงศรีอยุธยาได้สะดวก  เมืองมะริดจึงกลายเป็นเมืองท่าของไทยทางอ่าวบังกล่า  ซึ่งเรียกว่าทะเลตะวันตก  ทางกรุงศรีอยุธยาจึงตั้งข้าราชการในกรุง  ออกไปเป็นเจ้าเมืองตะนาวศรีอย่างหัวเมืองทั้งปวงมาแต่โบราณ  เมื่อพม่าชิงเอาเมืองทวายกับตะนาวศรีไป  ก็เอาแบบอย่างไทยไปปกครอง
                เมื่อพม่าเจ้าเมืองตะนาวศรี ทราบข่าวว่ากองทัพไทยจะยกไปตีเมือง  ก็รีบบอกไปยังกรุงหงสาวดี ขอกองทัพมาช่วย  ครั้งนั้น พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรง  ทรงทรงพิโรธแม่ทัพนายกองที่มาทัพกับพระมหาอุปราชา  จึงทรงให้เขาเหล่านั้น  คุมกองทัพมาช่วยรักษาเมืองทวาย  และเมืองตะนาวศรี  ให้มารบกับไทยแก้ตัวใหม่  ขณะที่กำลังเตรียมทัพอยู่  เจ้าพระยาจักรีก็ยกทัพไปถึงเมืองตะนาวศรีเสียก่อน  แล้วล้อมเมืองไว้  ทางตะนาวศรีสู้อยู่ได้ 15 วันก็เสียเมืองแก่ไทย  ส่วนกองทัพพระยาพระคลังที่ยกไปตีเมืองทวาย ได้รบพุ่งกับข้าศึกตรงด่านเชิงเขาบรรทัดครั้งหนึ่ง  ฝ่ายไทยตีข้าศึกแตกพ่ายไป  จากนั้น กองทัพพระยาพระคลังก็ยกไปล้อมเมืองทวาย  ล้อมอยู่ได้ 20 วัน ทางเมืองทวายก็ออกมาอ่อนน้อม ยอมเป็นข้าขอบขัณฑสีมา  ของกรุงศรีอยุธยาดังแต่ก่อน
                ฝ่ายพระยาจักรี  เมื่อได้เมืองตะนาวศรีและเมืองมะริดแล้ว  วิตกว่าเมืองทวายซึ่งอยู่ต้นทาง  เกรงทางข้าศึกยกทัพมาตีกระหนาบกองทัพพระยาพระคลัง  จึงให้จับเรือกำปั่นที่มาค้าขายอยู่ที่เมืองมะริด  ได้เรือสลุปของฝรั่ง ลำหนึ่ง  ของแขก 2 ลำ  และเรือพื้นเมืองอีก 150 ลำ  จัดเป็นกองเรือรบ  ให้พระยาเทพอรชุนเป็นนายทัพเรือ  คุมกำลังพล 10,000 คน  ยกไปเมืองทวายทางทะเล  ให้พระยาศรีไสยณรงค์ คุมกำลังพล 10,000 คน  อยู่รักษาเมืองตะนาวศรี  แล้วเจ้าพระยาจักรียกกำลังพล 30,000 คน  ยกขึ้นไปเมืองทวายทางบก  กองกำลังทางเรือของพระยาเทพอรชุน  ยกไปทางทะเล ถึงตำบลบ้านบ่อในแดนเมืองทวาย  ก็ปะทะกับกำลังทางเรือของสมิงอุบากอง สมิงพระตะบะ ซึ่งพระเจ้าหงสาวดีให้ลงมาช่วยรักษาเมืองตะนาวศรี  มีกำลังทางเรือประมาณ 2,000 ลำ  กำลังพลประมาณ 10,000 คน  ก็เข้ารบพุ่งกันทางทะเล ตั้งแต่เช้าถึงเที่ยง ยังไม่แพ้ชนะกัน  ถึงเวลาบ่ายลมตั้งคลื่นใหญ่  จึงต้องทอดสมอเรือ รอกันอยู่ทั้งสองฝ่าย
                ฝ่ายพระยาพระคลัง เมื่อได้ตีเมืองทวายแล้ว  ก็เป็นห่วงทางเจ้าพระยาจักรี  เนื่องจากไม่ได้ข่าวว่าตีเมืองตะนาวศรีได้แล้วหรือไม่  จึงให้จัดกำลังทางเรือ  มีจำนวนเรือ 100 ลำ  กับกำลังพล 5,000 คนให้พระยาพิชัยสงคราม  พระยารามคำแหง คุมกำลังไปช่วยเจ้าพระยาจักรีที่เมืองตะนาวศรี  พอกองทัพยกออกจากเมืองทวาย  ก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นทางทิศใต้  จึงให้ขุนโจมจตุรงค์ คุมเรือลาดตะเวณลงไปสืบ  ได้ความว่า กองกำลังทางเรือของไทยยกขึ้นมาจากทางตะนาวศรี  กำลังต่อสู้อยู่กับกองกำลังทางเรือของพม่า  ฝ่ายไทยจึงยกกองทัพเข้าตีกระหนาบพม่าลงไปจากทางเหนือ  กองทัพไทยยิงถูก สมิงอุบากองนายทัพพม่าตายในที่รบ  และยิงเรือสมิงพระตะบะ  และเรือข้าศึกจมอีกหลายลำ  กองกำลังทางเรือของพม่าก็แตก  กองทัพไทยจับเป็นได้ประมาณ 500 คน  ได้เรือและเครื่องศัตราวุธเป็นจำนวนมาก
                ฝ่ายไทยได้ทราบความจากพวกเชลยว่า  ยังมีกองทัพข้าศึกยกมาทางบก จากเมืองเมาะตะมะจะลงมาช่วยเมืองทวาย
    เจ้าพระยาจักรีกับพระยาพระคลัง  จึงจัดกำลังทางบกขึ้นไปทางแม่น้ำทวายเป็นสองทาง  โดยที่กองทัพเจ้าพระยาจักรี ยกขึ้นไปทางฝั่งตะวันออก  กองทัพพระยาพระคลังยกไปทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำ  ไปดักซุ่มอยู่สองฟากทางที่กองทัพข้าศึกจะยกลงมา  กองทัพข้าศึกมีเจ้าเมืองมล่วนเป็นนายทัพ  ยกลงมาทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำทางหนึ่ง  ตรงมาทางเมืองกลิอ่อง หมายที่จะเข้าเมืองทวายทางตำบลเสือข้าม  โดยที่ไม่รู้ว่า เมืองทวายและเมืองตะนาวศรีเสียแก่ไทยแล้ว  ส่วนเจ้าเมืองกลิตองปุ ก็คุมกองทัพ มาทางชายทะเลด้านตะวันตก  มาถึงป่าเหนือบ้านหวุ่นโพะ  ฝ่ายไทยเห็นฝ่ายพม่า  ยกกำลังถลำเข้ามาในบริเวณที่ซุ่มอยู่  ก็ออกระดมโจมตีทั้งสองกองทัพ  ฝ่ายข้าศึกไม่ทันรู้ตัวก็แตกพ่าย  เสียช้างม้าผู้คนและเครื่องศัตราวุธให้แก่ฝ่ายไทยเป็นอันมาก  ฝ่ายไทยจับได้นายทัพนายกอง 11 คน  ไพร่พล 400 คนเศษ  เมื่อความทราบถึงสมเด็จพระนเรศวร  พระองค์ก็โปรดให้พระยาศรีไสยณรงค์ อยู่รักษาเมืองตะนาวศรีต่อไป  ส่วนเมืองทวาย ก็ให้เจ้าเมืองกรมการ  เข้ามาเฝ้าถือน้ำพิพัฒน์สัจจา แล้วโปรดให้กลับไปรักษาเมืองตามเดิม  แล้วมีตราให้กองทัพกลับพระนคร เมื่อปี มะเส็ง พ.ศ. 2136

     
     

    การปราบปรามเขมร และฟื้นฟูหัวเมืองเหนือ

                สมเด็จพระนเรศวรทรงแค้นเคืองเขมร  ที่ลอบเข้ามาทำร้ายไทย ทุกครั้งที่ไทยเกิดมีภัยพิบัติและอ่อนกำลังลง  ดังนั้น พอเสร็จศึกสำคัญหมดแล้ว  พระองค์จึงเสด็จยกทัพไปตีกัมพูชา  ในปีมะเส็ง พ.ศ. 2136  โดยจัดกำลังเป็นทัพเรือสองกองทัพ  ให้พระยาเพชรบุรีเป็นแม่ทัพเรือ ยกไปตีทางเมืองป่าสักทัพหนึ่ง  ให้พระยาราชวังสัน เป็นแม่ทัพเรือ ยกไปตีเมืองบันทายมาศอีกทัพหนึ่ง  ส่วนกองทัพบก ให้พระยานครราชสีมา  คุมพลหัวเมืองตะวันออก  ไปตีเมืองเสียมราฐ และฝั่งตะวันออกของทะเลสาบเขมรอีกทัพหนึ่ง  ส่วนกองทัพหลวง  ให้พระราชมนูคุมกองทัพหน้า  สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถ  เสด็จยกทัพหลวงไปตีเมืองพระตะบอง  ทางด้านฝั่งตะวันตกของทะเลสาบ  นัดหมายให้ไปถึงเมืองละแวก อันเป็นนครหลวงของกัมพูชา พร้อมกันทุกกองทัพ  ในการนี้ ให้เกณท์ผู้คนในเมืองนครนายก  เมืองปราจีณบุรีอันอยู่บนเส้นทางเดินทัพไปเขมร เข้าร่วมกองทัพด้วย  เมื่อไปถึงเมืองพระตะบองก็ตีเมืองได้  และจับตัวเจ้าเมือง คือพระยามโนไมตรีจิตได้  จากนั้นก็เข้าตีเมืองละแวกได้ เมื่อต้น ปีมะเมีย พ.ศ. 2137  จับนักพระสัตถาเจ้ากรุงกัมพูชาได้  แล้วให้ประหารชีวิตนักพระสัตถาเสียในพิธีปฐมกรรม  แล้วกวาดต้อนครอบครัวเขมร มาเป็นเชลยเป็นอันมาก  พระองค์ได้ให้พระมหามนตรีปกครองเขมรชั่วคราว  แล้วให้นำราชอนุชานักพระสัตถา  พระนามว่าพระเจ้าศรีสุพรรณมาธิราชมายังกรุงศรีอยุธยา  ต่อมาจึงโปรด ฯ ให้กลับไปครองกรุงกัมพูชา  เขมรจึงกลับเป็นเมืองขึ้นของไทยนับแต่นั้นมา
                เหตุการณ์ในตอนนี้ วัน วลิต ได้บรรยายไว้ว่า  สมเด็จพระนเรศวรเสด็จยกทัพไปตีบ้านเมืองต่าง ๆ ได้เป็นอันมาก  และมีชัยต่อเจ้ากรุงกัมพูชา  พระองค์จับพระเจ้ากรุงกัมพูชา และพระราชโอรสธิราชทั้งหมดเป็นเชลย  แต่ทรงอนุญาตให้พระราชโอรสองค์ใหญ่ของเจ้ากรุงกัมพูชา อยู่ครอบครองกัมพูชาต่อไป  โดยให้ถวายสัตย์ปฏิญาณว่าจะไม่คิดคดทรยศ  จะเป็นข้ากรุงศรีอยุธยาสืบไป  เมื่อได้จัดการกับกรุงกัมพูชาเสร็จแล้ว  สมเด็จพระนเรศวรจึงยกทัพกับพระนคร และให้เอาตัวเจ้ากัมพูชา กับราชโอรสอีกสามองค์มาเป็นเชลยด้วย  เมื่ออยู่ต่อมาได้ระยะหนึ่งไม่นาน  ก็โปรดให้ส่งเจ้ากรุงกัมพูชากลับไปเสวยราชย์ ณ กรุงกัมพูชาตามเดิม  โดยให้ถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ให้พระราชโอรสอยู่เป็นตัวจำนำที่กรุงศรีอยุธยา และให้กรุงกัมพูชาถวายต้นไม้เงินต้นไม้ทองต่อกรุงศรีอยุธยาปีละครั้ง
                เมื่อสมเด็จพระนเรศวรเสด็จกลับถึงพระนครแล้ว  ได้มีพระราชดำรัสสั่งให้ตั้งหัวเมืองเหนือ ที่ได้ทิ้งให้ร้างตั้งแต่เริ่มทำสงครามกู้อิสรภาพอยู้ 8 ปีนั้น ให้กลับมีเจ้าเมืองกรมการปกครองดังแต่ก่อน ทรงตั้งให้ข้าราชการที่มีบำเหน็จความชอบ ให้ไปเป็นผู้ปกครองคือ พระยาชัยบูรณ์ (ไชยบุรี) ข้าหลวงเดิม ที่ได้ทรงใช้สอยทำศึกมาแต่แรก ให้เป็นเจ้าพระยาสุรสีห์  ครองเมืองพิษณุโลก  พระยาศรีเสาวราช ไปครองเมืองสุโขทัย  พระองค์ทอง ไปครองเมืองพิชัย  หลวงจ่า (แสนย์) ไปครองเมืองสรรคโลก และเข้าใจว่า ได้ส่งครอบครัวเขมรที่ได้มาคราวไปตีเขมรนั้น ไปอยู่หัวเมืองเหนือโดยมาก



    สงครามไทย-พม่า ครั้งที่ 12
    ไทยได้หัวเมืองมอญ

                พวกมอญไม่ชอบพม่า  คิดหาโอกาสที่จะพ้นอำนาจพม่าอยู่เสมอ  เมื่อยังอยู่ในอำนาจพม่า ก็ต้องยอมให้พม่า ใช้มารบพุ่งกับไทย  ได้รับความยากลำบากมากเข้า ก็พยายามดิ้นรนให้พ้นจากอำนาจพม่ายิ่งขึ้น  ครั้นเห็นกองทัพพระเจ้าหงสาวดี ทำสงครามแพ้ไทยติดต่อกันหลายครั้ง  ครั้งล่าสุด ไทยก็ได้ยกกองทัพไปตีเมืองทวายและเมืองตะนาวศรีได้  จึงพากันกระด้างกระเดื่องต่อพม่า  พระเจ้าหงสาวดีทรงขัดเคืองว่ามอญจะก่อการกบฏ จึงให้ยกกองทัพจากเมืองหงสาวดีมาปราบปราม
    พวกมอญหนีกองทัพพม่าไปอยู่เมืองยะไข่บ้าง  เชียงใหม่บ้าง  แต่โดยมากเข้ามาอยู่กับสมเด็จพระนเรศวรที่กรุงศรีอยุธยา  ต่อมา พระเจ้าหงสาวดีทรงตั้งขุนนางผู้ใหญ่ชื่อพระยาลาว  มาเป็นเจ้าเมืองเมาะตะมะ  ตำแหน่งเทศาภิบาลมณฑลหัวเมืองมอญฝ่ายใต้  ครั้งนั้น มีผู้กล่าวหาว่าพระยาโรเจ้าเมืองเมาะลำเลิง (เมืองมรแมน)  มาเข้ากับไทย พระยาลาวจะเอาตัวพระยาเมาะลำเลิงไปชำระโทษ  แต่พระยาเมาะลำเลิงรู้ตัวก่อน จึงรวบรวมกำลังตั้งแข็งเมือง  แล้วส่งทูตเข้ามาขอสวามิภักดิ์กับกรุงศรีอยุธยา และขอให้ทางไทยยกกองทัพออกไปช่วย  สมเด็จพระนเรศวรจึงมีรับสั่งให้พระยาศรีไศล คุมกองพลมีกำลังพล 3,000  ยกไปช่วยเมืองเมาะลำเลิง  พอกองทัพไทยยกไปถึง พวกมอญตามหัวเมืองก็พากันมาเข้ากับไทยเป็นอันมาก  จนพม่าที่รักษาเมืองเมาะตะมะต้องทิ้งเมืองหนีไป  พระเจ้าหงสาวดีจึงให้พระเจ้าตองอูยกทับมาปราบปราม  กองทัพไทยกับมอญช่วยกันรบพุ่ง ตีกองทัพพระเจ้าตองอูแตกพ่ายไป  กองทัพไทยมอญไล่ติตตามไปจนถึงเมืองสะโตง  แต่กำลังไม่พอที่จะรุกไล่ต่อไป  จึงต้องยกกำลังกลับมาเมืองเมาะตะมะ
                ผลจากการรบครั้งนี้  ทำให้หัวเมืองมอญฝ่ายใต้  ตั้งแต่เมืองเมาะตะมะ ตลอดมาจนต่อกับแดนไทย  ได้มาเป็นเมืองขึ้นของกรุงศรีอยุธยาทั้งหมด


    สงครามไทย-พม่าครั้งที่ 13
    สมเด็จพระเรศวรตีเมืองหงสาวดี

                การที่สมเด็จพระนเรศวร ได้หัวเมืองมอญฝ่ายใต้มาเป็นเมืองขึ้น  นับว่าเป็นจุดหักเหที่มีนัยสำคัญ ของการสงครามไทยกับพม่า  จากเดิม ฝ่ายพม่าเป็นฝ่ายยกทัพมาย่ำยีไทยมาโดยตลอด  การได้หัวเมืองมอญฝ่ายใต้ ทำให้ไทยใช้เป็นฐานทัพ ที่จะยกกำลังไปตีเมืองหงสาวดีได้สะดวก
                สมเด็จพระนเรศวรเสด็จยกกองทัพหลวงไปตีเมืองหงสาวดี ออกจากพระนคร เมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น3 ค่ำ เดือนอ้าย ปีมะแม พ.ศ. 2138 มีกำลังพล 120,000 คน เดินทัพไปถึงเมืองเมาะตะมะ  แล้วรวบรวมกองทัพมอญเข้ามาสมทบ  จากนั้น ได้เสด็จยกกองทัพหลวงไปยังเมืองหงสาวดี เข้าล้อมเมืองไว้  กองทัพไทยล้อมเมืองหงสาวดีอยู่ 3 เดือน  และได้เข้าปล้นเมือง เมื่อวันจันทร์ แรม 13 ค่ำ เดือน 4  ครั้งหนึ่ง  แต่เข้าเมืองไม่ได้  ครั้นเมื่อทรงทราบว่าพระเจ้าแปร  พระเจ้าอังวะ  พระเจ้าตองอู  ได้ยกกองทัพลงมาช่วยพระเจ้าหงสาวดีถึงสามเมือง  เห็นว่าข้าศึกมีกำลังมากนัก  จึงทรงให้เลิกทัพกลับ เมื่อวันสงกรานต์ เดือน 5 ปีวอก พ.ศ. 2139  และได้กวาดต้อนครอบครัวในหัวเมืองมณฑลหงสาวดี มาเป็นเชลยเป็นอันมาก  และกองทัพข้าศึกมิได้ยกติดตามมารบกวนแต่อย่างใด
                การสงครามครั้งนี้ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่า  สมเด็จพระนเรศวรเสด็จยกทัพไปครั้งนี้  เป็นการจู่ไป โดยไม่ให้ข้าศึกมีเวลาพอตระเตรียมการต่อสู้ได้พรักพร้อม และพระราชประสงค์ที่ยกไปนั้น  น่าจะมีอยู่ 3 ประการคือ
                    ประการแรก  ถ้าสามารถตีเอาเมืองหงสาวดีได้ก็จะตีเอาทีเดียว
                    ประการที่สอง  ถ้าตีเมืองหงสาวดียังไม่ได้ครั้งนี้  ก็จะตรวจภูมิลำเนา และกำลังข้าศึกให้รู้ไว้  สำหรับคิดการคราวต่อไป
                    ประการที่สาม  คงคิดกวาดต้อนผู้คนมาเป็นเชลยให้มาก  เพื่อประสงค์จะตัดทอนกำลังข้าศึก  และเอาผู้คนมาเพิ่มเติม เป็นกำลังสำหรับพระราชอาณาจักรต่อไป
                ข้อสันนิฐานอื่น ๆ มีอยู่ว่า  การกวาดต้อนผู้คนกลับพระราชอาณาจักรไทยครั้งนี้ น่าจะได้ช่วยนำคนไทย  ผู้ซึ่งถูกพม่ากวาดต้อนเอาไปเป็นเชลย แล้วเอาตัวไว้ใช้งานตามเมืองต่าง ๆ กลับมาด้วย  ประการต่อมา สาเหตุที่ยกทัพกลับนั้น นอกจากจะทรงเห็นว่า กองทัพข้าศึกกำลังระดมยกมาจากอีกสามเมืองใหญ่ มีกำลังมากแล้ว  เสบียงอาหารของกองทัพไทยก็น่าจะขาดแคลน  เพราะมีกำลังพลมาก และล้อมเมืองหงสาวดีอยู่นานถึงสามเดือน  ประกอบกับใกล้เข้าสู่ฤดูฝนแล้ว และประการสุดท้าย การที่พระองค์ถอนทัพกลับ โดยที่พม่าไม่ได้ยกติดตามตีหรือรบกวนแต่อย่างใด  ทั้งที่มีพลเรือนที่ถูกกวาดต้อนมาเป็นจำนวนมาก เช่นเดียวกับครั้งสงครามประกาศอิสรภาพที่เมืองแครง ก็น่าจะเป็นเพราะพระองค์ดำเนินการถอนทัพ และนำผู้คนพลเรือนกลับมาอย่างมีระบบ โดยให้พลเรือนล่วงหน้าไปก่อน อย่างครั้งสงครามประกาศอิสรภาพ  พม่าไม่กล้าติดตาม เพราะได้ทราบบทเรียนจากครั้งนั้น  ประกอบกับความเกลงกลัวในพระบรมเดชานุภาพของสมเด็จพระนเรศวร และความเข้มแข็งเก่งกล้าสามารถของกองทัพไทยในครั้งนั้น  ทำให้กองทัพไทยถอนทัพกลับได้โดยราบรื่น ปราศจากการรบกวนใด ๆ

     
     

    สงครามไทย-พม่าครั้งที่ 14
    สมเด็จพระนเรศวรตีเมืองหงสาวดี ครั้งที่ 2

                หลังจากที่สมเด็จพระนเรศวรยกทัพไปตีกรุงหงสาวดีครั้งแรกแล้ว ไทยก็ว่างศึกสงครามอยู่ 3 ปี ในระหว่างนั้น พม่ามีเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย ล้วนแต่ไม่เป็นผลดีต่อพม่า  พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงได้ยกพระเจ้าอังวะให้เป็นพระมหาอุปราชา แทนที่จะยกให้แก่พระเจ้าแปร  ซึ่งเคยทำสงครามมีความชอบมาแต่ก่อน  พระเจ้าแปรคิดว่าพระเจ้าตองอูส่งเสริมพระเจ้าหงสาวดี  ให้ดำเนินการไปเช่นนั้น ก็แค้นพระเจ้าตองอู  จึงยกทัพไปตีเมืองตองอู  เวลานั้นพระเจ้าตองอูยังอยู่ที่เมืองหงสาวดี  ให้นัดจินหน่องผู้เป็นราชบุตรอยู่รักษาเมือง  พระเจ้าแปรตีเมืองตองอูไม่ได้ จึงได้แต่แข็งเมือง  ต่อมาเมืองตองอู  เมืองยะไข่  เมืองเชียงใหม่  และกรุงศรีสัตนาคนหุต  ก็ตั้งแข็งเมืองขึ้นมาบ้าง  พระเจ้าหงสาวดีไม่รู้ที่จะทำประการใด  เห็นว่าไม่มีกำลังพอที่จะปราบปรามได้ จึงต้องนิ่งอยู่
                ฝ่ายพระหน่อแก้ว  เจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต  ได้หนุนให้พระยาน่านซึ่งขึ้นกับเมืองเชียงใหม่ ให้แข็งเมืองต่อเชียงใหม่  บรรดาชาวลานช้างซึ่งถูกกวาดต้อนไปจากถิ่นฐานเนื่องจากการสงคราม  พอรู้ว่าพระหน่อแก้วประกาศเอกราชก็ดีใจ  พากันอพยพครอบครัวจะกลับไปเมืองลานช้าง  แต่เส้นทางกลับต้องผ่านเขตเมืองเชียงใหม่  พระเจ้าเชียงใหม่ชื่อมังนรธาช่อ ซึ่งเป็นน้องของพระเจ้าหงสาวดี  ก็คอยขัดขวางเพื่อรักษาประโยชน์ของพม่า  พระหน่อแก้วจึงเตรียมกองทัพ มารับครัวลานช้างไปจากเมืองเชียงใหม่  พระเจ้าเชียงใหม่ทราบเรื่องก็ร้อนตัว ประกอบกับการที่ตนเป็นพม่าเข้ามาปกครองชาวไทย  เมื่อพม่าทำสงครามแพ้ไทย ราษฎรก็จะไม่กลัวเกรงพม่าอีกต่อไป  ถ้ากองทัพกรุงศรีอยุธยาหรือกรุงศรีสัตนาคนหุตยกมาตี  เกรงว่าราษฎรจะไปเข้ากับฝ่ายข้าศึก  เมื่อเห็นสถานการณ์เป็นเช่นนั้น จึงหาทางออกด้วยการมาสวามิภักดิ์กับไทย  พระเจ้าเชียงใหม่จึงส่งทูตเชิญราชสาส์น และเครื่องราชบรรณาการมายังกรุงศรีอยุธยา  ขอเป็นข้าขอบขัณฑสีมา ต่อสมเด็จพระนเรศวร  และขอพระราชทานกองทัพขึ้นไปช่วยคุ้มกันเมืองเชียงใหม่  สมเด็จพระนเรศวรจึงโปรดให้เจ้าพระยาสุรสีห์  เจ้าเมืองพิษณุโลก  คุมกองทัพหัวเมืองฝ่ายเหนือขึ้นไปห้ามปราม มิให้ทางลานช้างมารุกรานเมืองเชียงใหม่  และให้พาตัวพระยารามเดโช  ซึ่งเป็นท้าวพระยาเมืองเชียงใหม่  ที่หนีพม่ามาพึ่งสมเด็จพระนเรศวรที่กรุงศรีอยุธยา ขึ้นไปช่วยพระเจ้าเชียงใหม่รักษาบ้านเมืองต่อไปด้วย

                เจ้าพระยาสุรสีห์ยกทัพขึ้นไปถึงเมืองเชียงแสน  ห้ามทัพกรุงศรีสัตนาคนหุต  ซึ่งยกกำลังมาตั้งติดเมืองเชียงแสนอยู่ ให้ยุติการรุกรานเมืองเชียงใหม่  ด้วยพระเจ้าเชียงใหม่ได้ยอมเป็นข้าขอบขัณฑสีมาของกรุงศรีอยุธยาแล้ว  กองทัพกรุงศรีสัตนาคนหุต ได้ทราบเรื่อง ก็เกรงพระบรมเดชานุภาพสมเด็จพระนเรศวร พากันเลิกทัพกลับไป  แต่เวลานั้นเมืองน่านและเมืองฝาง ยังไม่ยอมอ่อนน้อมต่อพระเจ้าเชียงใหม่  เจ้าพระยาสุรสีห์จึงให้พระยารามเดโช  เป็นข้าหลวงอยู่ที่เมืองเชียงแสน  เพื่อให้เกลี้ยกล่อมหัวเมืองที่ยังกระด้างกระเดื่อง  และคอยระวังมิให้เกิดเหตุกับเมืองลานช้างต่อไป
                ตั้งแต่นั้นมาดินแดนลานนาไทย  ก็เข้ามาอยู่ในพระราชอาณาเขตของสมเด็จพระนเรศวรมาโดยตลอด  เป็นการเริ่มรวมชนชาติไทย เข้ามาเป็นปึกแผ่นอันหนึ่งอันเดียวกัน
                นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ยังมีเหตุการณ์เกิดขึ้นทางเมืองยะไข่  ซึ่งแต่เดิมเป็นประเทศอิสระอยู่ทางชายทะเลด้านตะวันตก  ต่อมาได้ตกเป็นประเทศราชของพม่า ในสมัยพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง  เมื่อพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงเสื่อมอำนาจลง  พระเจ้ายะไข่ก็ตั้งแข็งเมืองบ้าง เช่นเดียวกับเมืองใหญ่อื่น ๆ ที่ได้กล่าวมาแล้ว  เหตุการณ์ดังกล่าวได้เกิดขึ้นโดยต่อเนื่องกันมา ตั้งแต่ปีมะแม พ.ศ. 2138 จนถึงปีจอ พ.ศ. 2141
                สมเด็จพระนเรศวรทรงพระราชดำริเห็นว่า  เมืองหงสาวดีปั่นป่วน เป็นโอกาสของฝ่ายไทย จึงทรงให้เตรียมการตีเมืองหงสาวดีอีกครั้งหนึ่ง  การยกทัพไปครั้งนี้ได้มีการเตรียมการเป็นขั้นตอน  ไม่ได้ยกแบบจู่โจมไปเช่นครั้งก่อน  เริ่มต้นด้วยการให้เจ้าพระยาจักรี คุมกองทัพ มีกำลังพล 15,000 คน  ยกออกไปเมื่อต้นปีกุน พ.ศ. 2142  ไปตั้งทัพอยู่ที่เมืองเมาะลำเลิง  เกณฑ์ผู้คนมาทำนาในปีฤดูฝนปีนั้น เพื่อเตรียมเสบียงอาหารไว้สำหรับกองทัพหลวง  และได้เกณฑ์กองทัพเมืองทวาย มีกำลังพล 5,000 คน  ให้ไปตั้งต่อเรือสำหรับกองทัพ ที่เกาะพะรอก  แขวงเมืองวังราว (ปัจจุบัน คือเมือง อัมเฮิสต์ )
                ครั้งนั้น หัวเมืองขึ้นของเมืองหงสาวดี  ทราบเรื่องว่า สมเด็จพระนเรศวรจะเสด็จไปตีเมืองหงสาวดี  ก็พากันมาอ่อนน้อมหลายเมือง ที่สำคัญ คือ เมืองยะไข่ (ละเคิง) กับเมืองตองอู  ซึ่งได้ตั้งแข็งเมืองอยู่ก่อนแล้ว ทั้งสองเมืองนี้ได้มีศุภอักษร ให้ทูตถือมาถวายสมเด็จพระนเรศวร ที่กรุงศรีอยุธยา รับว่าถ้าเสด็จไปตีเมืองหงสาวดีเมื่อใด  ก็จะยกกองทัพลงมาช่วย  การดำเนินการทางการทูตของทั้งสองเมืองนี้  ทางกรุงหงสาวดีไม่ทราบเรื่อง
                การที่เมืองทั้งสองมาอ่อนน้อมต่อสมเด็จพระนเรศวรนั้น  นอกจากจะเป็นการปลอดภัยจากกองทัพไทยแล้ว ก็ยังหวังประโยชน์ที่จะได้เพิ่มเติมจากสถานภาพที่เป็นอยู่ปัจจุบัน  กล่าวคือ
                เมืองยะไข่เป็นเมืองชายทะเล  ชาวเมืองย่อมชำนาญในการใช้เรือ  พระเจ้ายะไข่อยากได้หัวเมืองขึ้นหงสาวดี ที่ต่อแดนกับทางชายทะเลตะวันออก ไปเป็นเมืองขึ้นของยะไข่  จึงมาขอเข้ากับไทย  ด้วยหวังว่าจะให้สมเด็จพระนเรศวร ยอมยกหัวเมืองดังกล่าวให้เป็นบำเหน็จ  เมื่อทูตยะไข่กลับจากกรุงศรีอยุธยา  พระเจ้ายะไข่ทราบว่า สมเด็จพระนเรศวรรับเป็นไมตรีแล้ว  ก็ให้กองกำลังทางเรือยกมายึดเมืองสิเรียม (เมืองเสรียง)  ซึ่งตั้งอยู่ที่ปากน้ำหงสาวดีไว้ได้  และรอท่ากองทัพไทยอยู่  สำหรับการปฏิบัติการขั้นต่อไป
                ส่วนเมืองตองอู  พระเจ้าตองอูเห็นว่า  เมื่อสมเด็จพระนเรศวรตีเมืองหงสาวดีได้แล้ว  คงจะแสวงหาผู้ที่จะครอบครองเมืองหงสาวดีต่อไป  และเมื่อได้เป็นพระเจ้าหงสาวดี โดยที่มีกำลังฝ่ายไทยสนับสนุนอยู่  ก็จะได้เป็นใหญ่ในเมืองพม่า อย่างไรก็ตาม ที่เมืองตองอูในเวลานั้นมีพระภิกษุรูปหนึ่ง  ชื่อพระมหาเถรเสียมเพรียม  เป็นผู้ที่มีความเห็นต่างไปจากพระเจ้าตองอู  เมื่อทราบว่าพระเจ้าตองอู  มาอ่อนน้อมต่อไทย จึงเข้าไปทัดทานด้วย เหตุผลว่าการที่พระเจ้าตองอูหมายจะเป็นใหญ่  โดยปกติพึ่งไทยนั้นเห็นจะไม่สมคิด เพราะกรุงหงสาวดีและกรุงศรีอยุธยา ได้ทำศึกขับเคี่ยวกันมา  ก็ด้วยประสงค์จะแข่งอำนาจกัน  ถ้าพระนเรศวรได้เมืองหงสาวดีแล้ว  คงไม่ยอมให้ใครมีอำนาจเป็นคู่แข่งอีก  คงคิดจะตัดรอนทอนกำลัง  ไม่ให้เมืองหงสาวดีกลับเป็นอิสระได้อีกต่อไป  คงได้เป็นเพียงประเทศราชขึ้นกรุงศรีอยุธยา  เหมือนอย่างที่เมืองตองอูขึ้นพระเจ้าหงสาวดีอยู่ปัจจุบัน  หนทางที่พระเจ้าตองอูคิดจะเป็นใหญ่โดยลำพัง  ไม่ต้องไปเป็นเมืองขึ้นของไทยนั้นมีอยู่  แล้วก็ได้บอกอุบายให้พระเจ้าตองอูทราบ  พระเจ้าตองอูก็เห็นด้วย  จึงได้แต่งคนสนิท ให้ลอบมาเที่ยวยุยงพวกมอญ  ที่ถูกไทยเกณฑ์ให้ทำนา ให้เป็นอริกับไทย  โดยยุยงมอญว่า เมื่อเสร็จสงครามแล้ว พวกมอญก็จะถูกฝ่ายไทยกวาดต้อนมาไว้ที่กรุงศรีอยุธยา  พวกมอญเหล่านั้นจึงซ่องสุมกัน มีท่าทีว่าจะก่อการกบฎต่อไทย  เมื่อสมเด็จพระนเรศวรยกกองทัพหลวงจากพระนครศรีอยุธยา พร้อมสมเด็จพระเอกาทศรถ เมื่อปลายปี พ.ศ. 2142  เมื่อมาถึงเมืองมอญ  พระองค์ต้องใช้เวลาถึงสามเดือน จึงปราบมอญลงได้  นับเป็นอุปสรรคสำคัญประการหนึ่ง ในการยกกองทัพไปตีเมืองหงสาวดี
                นอกจากนั้น  พระเจ้าตองอูยังได้ดำเนินกุศโลบายขั้นต่อไป  โดยแต่งทูตไปยังกองทัพเมืองยะไข่  ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองสิเรียม  ชักชวนพระเจ้ายะไข่  ให้ยกทัพไปติดเมืองหงสาวดี  ส่วนพระเจ้าตองอูจะยกกองทัพไป ทำประหนึ่งว่าจะไปช่วยพระเจ้าหงสาวดี  เมื่อเข้าเมืองหงสาวดีได้แล้ว ก็จะหย่าทัพกับพระเจ้ายะไข่  แล้วจะยอมยกหัวเมืองทางชายทะเลให้ตามที่ทางยะไข่ต้องการ  พระเจ้ายะไข่เห็นดีด้วยกับแผนการนี้ จึงตกลงด้วย  แล้วทั้งสองเมืองก็เริ่มดำเนินการตามแผน  โดยยกกองทัพไปตีเมืองหงสาวดี เมื่อเดือน 12 ปีกุน  แต่เหตุการณ์ไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้  พระเจ้าหงสาวดีมีความระแวง ไม่ไว้ใจพระเจ้าตองอู  จึงไม่ยอมให้กองทัพเมืองตองอูเข้าเมือง  กองทัพเมืองตองอูและกองทัพเมืองยะไข่  จึงต้องล้อมเมืองหงสาวดีไว้

                เมื่อเมืองหงสาวดีถูกล้อมอยู่นานเข้า  เกิดขาดแคลนเสบียงอาหาร  พวกผู้คนพลเมืองที่อดหยากก็พากันหลบหนี ไปพึ่งพระเจ้าตองอูมากขึ้น  จนถึงพวกข้าราชการ และในที่สุดพระมหาอุปราชาเอง ก็ไปข้ากับพระเจ้าตองอู  เมื่อได้ข่าวว่ากองทัพสมเด็จพระนเรศวร ยกไปถึงเมืองเมาะตะมะ  พระเจ้าหงสาวดีเห็นว่าไม่มีทางเลือก  จึงยอมให้กองทัพพระเจ้าตองอูเข้าไปในพระนคร  แล้วมอบราชการบ้านเมือง ให้พระเจ้าตองอูบังคับบัญชาต่างพระองค์แต่นั้นมา  พระเจ้าตองอูจึงส่งราชธิดาของพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงองค์หนึ่ง กับช้างเผือกเชือกหนึ่ง ไปถวายพระเจ้ายะไข่  แล้วขอหย่าศึกตามที่ได้ตกลงกันมาแต่ต้น  และขอให้กองทัพพระเจ้ายะไข่  คอยกีดกันกองทัพสมเด็จพระนเรศวร  พระเจ้ายะไข่ก็ยินยอมตามนั้น  จากนั้น พระเจ้าตองอูก็ทูลพระเจ้าหงสาวดีว่า  กองทัพสมเด็จพระนเรศวรที่ยกมาครั้งนี้ มีกำลังมากนัก  จะต่อสู้อยู่ที่เมืองหงสาวดี คงรับไว้ไม่ไหว  ให้เชิญเสด็จไปเมืองตองอู  เพื่อตั้งรับต่อสู้ข้าศึกที่นั่น  แล้วพระเจ้าตองอูก็ทะยอยส่งผู้คน และทรัพย์สมบัติส่งไปเมืองตองอู  โดยส่งพระมหาอุปราชาไปก่อน  เมื่อไปถึงไม่นานนัดจินหน่อง  ราชบุตรพระเจ้าตองอู ก็ลอบปลงพระชนม์พระมหาอุปราชาเสีย  แล้วปกปิดไม่ให้ความทราบถึงพระเจ้าหงสาวดี
                สมเด็จพระนเรศวรพร้อมด้วยสมเด็จพระเอกาทศรถ  เสด็จยกกองทัพหลวงมีกำลังพล 10,000 คน  ออกจากกรุงศรีอยุธยา เมื่อวันขึ้น 11 ค่ำ เดือน 11 พ.ศ. 2142  เดินทัพไปทางด่านเจดีย์สามองค์  เมื่อเสด็จถึงเมืองเมาะตะมะ ต้องทรงยับยังทัพ  เพื่อปราบปรามพวกมอญกบฎอยู่เกือบสามเดือน จึงสงบราบคาบ  เมื่อพระองค์ทราบว่า กองทัพเมืองยะไข่กับกองทัพเมืองตองอู ตั้งล้อมเมืองหงสาวดีอยู่ก็แคลงพระทัย  ที่เห็นกองทัพทั้งสองเมืองด่วนไปกระทำการเสียก่อน  ไม่เป็นไปตามที่ได้กราบทูลเอาไว้  ดังนั้น  เมื่อปราบปรามพวกมอญเสร็จเรียบร้อยแล้ว  ก็เสด็จยกกองทัพหลวงจากเมืองเมาะตะมะ  เมื่อเดือนสาม ปีกุนนั้น
                ฝ่ายพระเจ้าตองอูทราบดังนั้น  ก็พาพระเจ้าหงสาวดีออกจากพระนคร เมื่อวันขึ้น 2 ค่ำ เดือนสี่  มุ่งไปเมืองตองอู  ทิ้งเมืองหงสาวดีไว้ให้พวกยะไข่  พวกยะไข่จึงเก็บทรัพย์สมบัติที่ยังคงเหลืออยู่ที่เมืองหงสาวดี  แล้วเผาปราสาทราชวัง  วัดวาอาราม  จนไฟไหม้ลุกลามไปทั้วเมือง  แล้วพากันหลบหนีจากพระนครไป
                สมเด็จพระนเรศวรเสด็จไปถึงเมืองหงสาวดี เมื่อวันขึ้น 10 ค่ำ เดือน 4  หลังจากที่พระเจ้าตองอู พาพระเจ้าหงสาวดีหนีไปได้ 8 วัน  พระองค์ทอดพระเนตรเห็นเมืองเหลือแต่ทรากก็ขัดพระทัย  จึงทรงให้ทัพหลวงตั้งค่ายประทับอยู่ที่สวนหลวงใกล้พระธาตุมุตาว  แล้วแต่งข้าหลวง ถือหนังสือรับสั่งไปยังพระเจ้าตองอู  ถึงเรื่องที่ได้ให้สัญญากันไว้  เมื่อเหตุการณ์มาเป็นเช่นนี้  ถ้าหากว่าพระเจ้าตองอูซื่อตรงคงความสัตย์อยู่  ก็ให้มาเฝ้า และพาพระเจ้าหงสาวดีมาถวายตามประเพณี  ถ้าไม่ทำดังนั้น จะยกกองทัพตามไปตีเมืองตองอูให้จงได้
                พระเจ้าตองอูได้ทราบหนังสือรับสั่ง พยายามหาทางผ่อนคลายประณีประนอม  แก้ตัวและประวิงเวลา  โดยให้มังรัดอ่องเป็นทูต เชิญพระธำมรงค์เพชรสามยอด  อันเป็นเครื่องราชูปโภคสำหรับพระเจ้าหงสาวดี มาถวายสมเด็จพระนเรศวร  ทูลว่า พระเจ้าหงสาวดีประชวรอยู่  และทางตองอูกำลังรวบรวมช้างม้าพาหนะที่ได้จากเมืองหงสาวดี  เมื่อพระเจ้าหงสาวดีหายประชวร ก็จะนำมาถวายพร้อมกัน  พระเจ้าตองอูยังมีความสามิภักดิ์ซื่อตรงอยู่  หาได้คิดกลับสัตย์อย่างไรไม่  ขอเชิญเสด็จพักอยู่ที่เมืองหงสาวดีก่อน สมเด็จพระนเรศวรทรงรู้เท่าทันว่า  พระเจ้าตองอูไม่สุจริตจริง  ต้องการหน่วงทัพหลวงประวิงเวลาไว้ เพื่อให้มีเวลาเตรียมรักษาเมืองตองอู  จึงทรงปรึกษานายทัพนายกอง ถึงการที่จะยกไปตีเมืองตองอูต่อไป

                ฝ่ายพระเจ้ายะไข่  เมื่อหย่าทัพกับพระเจ้าตองอูแล้ว ก็ถอยทัพกลับไปตั้งอยู่ที่เมืองสิเรียม  เมื่อสมเด็จพระนเรศวรเสด็จถึงเมืองหงสาวดี  พระเจ้ายะไข่จึงให้ขุนนางผู้ใหญ่เป็นทูต เข้าไปเฝ้ากราบทูลชี้แจงว่า  ได้ยกทัพมาช่วยตามที่ได้รับไว้  แต่พระเจ้าตองอูคิดกลอุบายชิงเอาเมืองหงสาวดีได้  กองทัพยะไข่ไม่รู้ที่จะทำประการใด จึงถอยไปรอกองทัพไทยอยู่ที่เมืองสิเรียม  ได้เตรียมกำลังพลไว้ 5,000 คน  จะให้กองทัพยะไข่ปฏิบัติการอย่างไร ก็พร้อมที่จะปฏิบัติ  สมเด็จพระนเรศวรทรงแคลงพระทัย ที่พระเจ้ายะไข่ไม่ได้มาเฝ้าเอง  และทรงทราบกิตติศัพท์ว่า พวกยะไข่เผาเมืองหงสาวดี  จึงมีรับสั่งตอบว่า  กองทัพหลวงมีกำลังพลมากพออยู่แล้ว  อย่าให้กองทัพยะไข่ยกมาเลย
                สมเด็จพระนเรศวร โปรดให้กองทัพพระยาจันทบุรี  อยู่รักษาเมืองหงสาวดี  แล้วพระองค์เสด็จยกกองทัพหลวงขึ้นไปเมืองตองอู  เมืองตองอูตั้งอยู่ในลุ่มแม่น้ำสะโตง อยู่ทางเหนือของเมืองหงสาวดี  ห่างไปประมาณ 6,000 เส้น (240 กิโลเมตร)  เส้นทางที่ไปเป็นทางทุรกันดาร ต้องข้ามเทือกเขาสูงและป่าสูง  มีไข้ป่าชุกชุม  สมเด็จพระนเรศวรเสด็จยกทัพไปครั้งนั้น  มุ่งหมายเพียงจะตีเมืองหงสาวดีซึ่งอยู่บนที่ราบ  ไม่ได้เตรียมการที่จะยกทัพไปถึงเมืองตองอู  แต่เนื่องจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในระหว่างเวลานั้น  ทำให้พระองค์ต้องขยายผลการรบออกไป  การเดินทัพของพระองค์ ไม่ได้มีการขัดขวางต้านทานจากข้าศึกแต่อย่างใด

                เมื่อกองทัพหลวงยกไปถึงเมืองตองอู  ก็ให้ล้อมเมืองไว้  โปรดให้พระยาแสนหลวง  พระยานคร  คุมกองทัพเมืองเชียงใหม่ ตั้งทางด้านใต้  ร่วมกับกองทัพพระยาศรีสุธรรม  พระยาท้ายน้ำ  และหลวงจ่าแสนบดี  กองทัพหลวงก็ตั้งอยู่ทางด้านใต้เช่นกัน  ด้านตะวันออกให้กองทัพพระยาเพชรบูรณ์  พระยาสุพรรณบุรี  กับหลวงมหาอำมาตย์ไปตั้ง  ด้านเหนือให้กองทัพเจ้าพระยาสุรสีห์ และพระยากำแพงเพชรไปตั้ง ด้านตะวันตก ให้กองทัพพระยานครราชสีมา  พระสิงคบุรี  ขุนอินทรภิบาล  แสนภูมิโลกาเพชร ไปตั้ง ให้เจ้าพระยาสุรสีห์เป็นผู้ตรวจตราหน้าที่ทั้งปวงทั่วไป
                เมืองตองอูมีคูเมืองกว้างและลึกมาก  สมเด็จพระนเรศวรจึงมีรับสั่งให้ขุดเหมือง  ไขน้ำในคูเมืองให้ไหลออกไปลงแม่น้ำ  เหมืองนั้นยังปรากฎอยู่ พม่าเรียกว่าเหมืองสยามมาจนถึงทุกวันนี้  ครั้นไขน้ำออกหมดแล้ว ก็ให้กองทัพยกเข้าปล้นเมือง  ฝ่ายเมืองตองอูก็ต่อสู้ป้องกันเมืองเป็นสามารถ  ฝ่ายไทยเข้าปล้นเมืองหลายครั้ง ก็ยังเข้าเมืองไม่ได้  กองทัพไทยล้อมเมืองตองอูอยู่สองเดือน  เสบียงอาหารก็ขาดแคลน  เพราะเส้นทางส่งกำลังจากทางใต้ก็ยาวไกล  และทุรกันดาร  นอกจากนั้นพวกกองโจรยะไข่ ก็คอยตีตัดการลำเลียง  อีกประการหนึ่ง ให้กองทัพออกลาดตระเวณหาเสบียงอาหารในพื้นที่ขึ้นไปถึงเมืองอังวะ ก็ได้ไม่เพียงพอ  ประกอบกับล่วงเข้าต้นฤดูฝน  จึงทรงให้ถอยทัพกลับจากเมืองตองอู เมื่อวันแรม 6 ค่ำ เดือน 6 ปีชวด พ.ศ. 2143  ฝ่ายพระเจ้าตองอูก็มีความครั่นคร้าม ไม่กล้ายกทัพออกติดตาม  จึงเป็นการหย่าทัพ ถอยมาได้โดยสะดวก  กองทัพไทยกลับมาทางตรอกหม้อ  เมื่อถึงตำบลคับแค  ก็โปรดให้สมเด็จพระเอกาทศรถ  ยกกองทัพแยกมาทางเมืองเชียงใหม่  เพื่อระงับเหตุวิวาทระหว่างพระเจ้าเชียงใหม่กับพระยารามเดโช  ส่วนสมเด็จพระนเรศวรเสด็จกลับทางเมืองเมาะตะมะ  ทรงตั้งพระยาทะละเจ้าเมืองมอญ  ให้เป็นเจ้าเมืองเมาะตะมะ  ดูแลหัวเมืองมอญต่างพระเนตรพระกรรณ  แล้วทรงยกทัพกลับพระนคร
                ฝ่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ  เมื่อเสด็จยกกองทัพถึงเมืองเถิน  ก็ให้ตั้งทัพอยู่ ณ ที่นั้น  แล้วมีรับสั่งให้เจ้าเมืองเชียงใหม่  และเจ้าเมืองใหญ่น้อยในดินแดนลานนา  ให้มาเฝ้าพระองค์ที่เมืองเถิน  เพื่อทรงจัดการระงับเรื่องวิวาทที่เกิดขึ้น  อันมีสาเหตุมาจากที่มีผู้คนมาเข้ากับพระยารามเดโชเป็นอันมาก  พวกเจ้าเมืองที่กระด้างกระเดื่องต่อพระเจ้าเชียงใหม่ ก็มีพระยาราม และพระยาฝาง  อาณาเขตลานนาจึงแตกเป็นสองฝ่าย  ฝ่ายเหนือขึ้นต่อพระยารามเดโช  เป็นข้าหลวงอยู่ที่เมืองเชียงแสน  ฝ่ายใต้ขึ้นต่อพระเจ้าเชียงใหม่

                บรรดาเจ้าเมืองใหญ่น้อยในแคว้นลานนา  ต่างพากันมาเฝ้าถวายต้นไม้ทองเงิน และเครื่องราชบรรณาการถึงเมืองเถินทุกเมือง  เว้นเจ้าเมืองเชียงใหม่ ให้บุตรคุมเครื่องราชบรรณาการมาแทน  สมเด็จพระเอกาทศรถจึงเสด็จยกทัพขึ้นไปยังเมืองลำพูน  แล้วให้ข้าหลวงเข้าไปบอกพระเจ้าเชียงใหม่  ถึงเรื่องที่สมเด็จพระนเรศวรทรงมอบหมายมา  พระเจ้าเชียงใหม่ได้แจ้งกระแสรับสั่งดังนั้น  ก็มีความเกรงกลัว  มาเฝ้าที่เมืองลำพูน  แล้วถวายพระทุลองราชบุตร ให้ลงมาทำราชการที่กรุงศรีอยุธยา และถวายพระราชธิดาอีกองค์หนึ่งด้วย
                สมเด็จพระเอกาทศรถทรงเห็นว่า  พระเจ้าเชียงใหม่สิ้นทิษฐิแล้ว  จึงมีรับสั่งให้ตั้งการพิธีที่พระธาตุหริภุญชัย  ให้พระเจ้าเชียงใหม่ถือน้ำกระทำสัตย์ต่อกรุงศรีอยุธยา  แล้วให้เจ้าเมืองใหญ่น้อยทั้งปวง ถือน้ำกระทำสัตย์ต่อพระเจ้าเชียงใหม่  แล้วเสด็จกลับพระนคร

     


    สงครามไทย-พม่าครั้งที่ 15
    สงครามครั้งที่สุดของสมเด็จพระนเรศวร

                ตั้งแต่สมเด็จพระนเรศวรเสด็จยกกองทัพกลับจากเมืองตองอูแล้ว  กรุงศรีอยุธยาก็ว่างศึกกับพม่ามอญถึงสามปี  ตั้งแต่ พ.ศ. 2143 ถึง พ.ศ. 2146  ในระหว่างนั้น ดินแดนพม่าทางภาคใต้  ตั้งแต่กรุงหงสาวดีลงมา ตกเป็นของไทยทั้งหมด  ส่วนดินแดนทางพม่าเหนือ อันประกอบด้วยรัฐไทยใหญ่ต่าง ๆ นั้น  ตั้งแต่รัฐแสนหวี ยอมเป็นข้าขอบขัณฑสีมาของสมเด็จพระนเรศวรแล้ว  รัฐไทยใหญ่อื่น ๆ เช่น เมืองนาย (เมืองหน่าย)  เมืองหาง  (เมืองห้างหลวง)  ก็เข้ามาเป็นข้าขอบขันฑสีมาเพิ่มขึ้นอีก  พม่าที่ก่อนหน้านี้เป็นประเทศใหญ่  ก็กลายเป็นประเทศเล็กลงมาก  ครั้งนั้น อาณาเขตไทยทางด้านทิศเหนือ จึงแผ่เข้าไปจนต่อกับแดนประเทศจีน
                ฝ่ายพระเจ้าตองอู  เมื่อพาเอาพระเจ้าหงสาวดีไปประทับที่ที่เมืองตองอูดังกล่าวแล้ว  เพื่อประสงค์จะให้คนทั้งปวงเห็นว่า เป็นผู้อุปถัมภ์พระเจ้าหงสาวดี  แล้วจะแอบอ้างรับสั่ง เพื่อบังคับบัญชาปกครองพม่าทั่วราชอาณาเขต  และคงจะได้เป็นผู้รับรัชทายาท  เมื่อสมเด็จพระนเรศวรเลิกทัพกลับไป  พระเจ้าตองอูจึงทำหนังสือรับสั่งพระเจ้าหงสาวดี  ประกาศไปตามหัวเมืองทั้งปวงว่า  การที่เกิดศึกสงครามถึงพระนคร เป็นเพราะชะตาเมืองหงสาวดีถึงเวลาเสื่อมทราม  พระเจ้าหงสาวดีจึงเสด็จแปรพระราชฐานไปอยู่ที่เมืองตองอู  เอาเมืองนี้เป็นราชธานีสัก 7 ปี  เมื่อบ้านเมืองสิ้นเคราะห์แล้ว  ก็จะเสด็จกลับไปอยู่เมืองหงสาวดีตามเดิม  เจ้าทั้งปวงได้รับหมายประกาศแล้ว ที่เชื่อถือก็มี  แต่ที่สงสัยว่าพระเจ้าตองอูคิดกลอุบาย ที่จะชิงราชสมบัติมีมากกว่า  มีเจ้าเมืองที่ยังสวามิภักดิ์ต่อพระเจ้าหงสาวดีหลายคน พากันยกกองทัพไปยังเมืองตองอู  หวังจะไปชิงเอาพระเจ้าหงสาวดีมา  พระเจ้าตองอูทราบเรื่อง จึงไปทูลพระเจ้าหงสาวดีว่า  เจ้าเมืองเหล่านั้นเห็นจะไปเข้าด้วยกับสมเด็จพระนเรศวรเสียแล้ว  ที่ยกกองทัพมา ก็เพื่อจะล่อลวงเอาพระองค์ไปถวายพระนเรศวร  จึงขอให้ทำหนังสือรับสั่ง ประทับพระราชลัญจกรเป็นสำคัญ  ส่งไปยังบรรดาเจ้าเมืองเหล่านั้นมีความว่า
                ตามพระราชประเพณีมาแต่เดิม  ย่อมจะต้องมีท้องตราสั่ง หัวเมืองจึงจะยกกองทัพเข้ามายังราชธานีได้  ถ้ายกเข้ามาโดยอำเภอใจ ก็มีความผิดฐานเป็นกบฎ  ในครั้งนี้หาได้มีท้องตราให้หาไม่  การที่บังอาจยกกองทัพเข้ามาเช่นนี้  จะคิดเป็นกบฎหรืออย่างไร
                พวกเจ้าเมืองได้เห็นหนังสือรับสั่งก็จนใจ  พากันเลิกทัพกลับไป  และเมื่อทราบว่าราชการงานเมือง สิทธิ์ขาดอยู่กับพระเจ้าตองอูทั้งสิ้น  ก็พากันท้อใจ  ที่เป็นเมืองใหญ่อยู่โดยลำพังได้  ก็พากันตั้งแข็งเมือง  ไม่ยอมขึ้นต่อพระเจ้าตองอู  เหล่าหัวเมืองมอญในมณฑลราชธานี  ที่ยังไม่ได้เป็นเมืองขึ้นของไทยแต่ก่อน  ก็พากันมาอ่อนน้อมต่อพระยาทะละ  ขอเป็นข้าขอบขันฑสีมาของสมเด็จพระนเรศวร  ในพงศาวดารพม่ากล่าวว่า  ครั้งนั้นบรรดาหัวเมืองมอญที่อยู่ใต้เมืองหงสาวดีลงมา  ก็มาเป็นเมืองขึ้นของไทยทั้งสิ้น
                เมื่อพระเจ้าหงสาวดีประทับอยู่ที่เมืองตองอูได้ 8 เดือน  นัดจินหน่อง  ราชบุตรพระเจ้าตองอูวิตกว่า พระเจ้าหงสาวดียังประทับอยู่เมืองตองอูตราบใด แทนที่เมืองตองอูจะได้ประโยชน์ ดังที่พระเจ้าตองอูคาดหวัง  เมืองตองอูกับจะเป็นอันตราย ทั้งจากภายในพม่าเอง และจากสมเด็จพระนเรศวร  เมื่อคิดเห็นดังนั้น  จึงได้วางยาพิษ ปลงพระชนม์พระเจ้าหงสาวดี  เมื่อ วันแรม 10 ค่ำ เดือน 12 ปีชวด พ.ศ. 2143  พระเจ้าตองอูทราบเรื่องก็ตกพระทัย  แต่เมื่อเห็นว่าเหตุการณ์สายเกินแก้แล้ว จึงให้จึงให้มีหมายประกาศว่า  พระเจ้าหงสาวดีประชวรสิ้นพระชนม์  และขณะประชวรหนักอยู่ ได้ทรงมอบเวนราชสมบัติแก่พระเจ้าตองอูผู้เป็นพระอนุชาธิราช  แต่ประกาศนั้นไม่มีเมืองใดเชื่อถือ
                ขณะเมื่อพระเจ้าหงสาวดี อพยพออกจากเมืองหงสาวดีไปเมืองตองอูนั้น เจ้านะยองราม  พระอนุชาได้หนีไปอยู่เมืองพุกาม  เมื่อทราบว่า  พระเจ้ากรุงหงสาวดีนันทบุเรงสิ้นพระชนม์  ก็รวบรวมผู้คนอยู่ที่เมืองอังวะ  เวลานั้นเมืองอังวะมีแต่ขุนนางว่าราชการเมือง  เนื่องจากพระเจ้าอังวะได้ไปเป็นพระมหาอุปราชา  พวกชาวเมืองเห็นว่าเจ้านะยองราม  เป็นราชบุตรพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง ก็พากันนิยมยินดี  ยกเจ้านะยองรามขึ้นเป็นพระเจ้าอังวะ  ตั้งตนเป็นอิสระ  ดังนั้น เมืองพม่าจึงแตกเป็นสามพวก  คือ พระเจ้าตองอู  ซึ่งตั้งตัวเป็นพระเจ้าหงสาวดีพวกหนึ่ง  พระเจ้าแปรซึ่งตั้งแข็งเมืองมาแต่ครั้งพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรง พวกหนึ่ง  และพระเจ้าอังวะอีกพวกหนึ่ง
                พระเจ้าตองอูกับพระเจ้าแปร เห็นผู้คนพากันนิยมพระเจ้าอังวะมากขึ้นก็เกิดความวิตก  เกรงว่าเมื่อพระเจ้าอังวะมีกำลังมากขึ้น จะยกกองทัพมาตีเมืองตองอู และเมืองแปร  จึงได้ปรึกษาหารือกันที่จะร่วมกัน ยกกองทัพไปตีเมืองอังวะเสียก่อน  เมื่อตกลงกันได้แล้ว  ก็ให้พระเจ้าแปรยกกำลังทางเรือ  พระเจ้าตองอูยกกำลังทางบก  เข้าตีเมืองอังวะพร้อมกัน  เมื่อถึงวันกำหนดที่จะยกกองทัพออกไป พระเจ้าแปรถูกลอบทำร้ายถึงแก่พิราลัย  พระเจ้าตองอูไม่ทราบเรื่อง  ต่อมาเมื่อยกกองทัพออกไปแล้ว จึงมาทราบเรื่องทีหลัง  ก็เลยคิดจะเอาเมืองแปรไว้ในอำนาจก่อน  จึงยกกองทัพไปตีเมืองแปร  แต่ไม่สามารถตีหักเอาเมืองแปรได้  ต้องเลิกทัพกลับไปเมืองตองอู  พม่าก็คงแบ่งออกเป็นสามพวก เป็นอิสระแก่กันต่อมาดังเดิม  เหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นในห้วงเวลาระหว่าง ปีชวด พ.ศ. 2143  ถึง ปีเถาะ พ.ศ. 2146  ต่อมาพระเจ้าอังวะก็ทำพิธีราชาภิเษก เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ทรงพระนามว่า พระเจ้าสีหสุธรรมราชา  แล้วก็คิดขยายอาณาเขตให้กว้างขวางออกไป  เนื่องจากเมืองอังวะอยู่ข้างเหนือใกล้กับแดนไทยใหญ่  จึงได้แผ่อำนาจออกไปทางดินแดนไทยใหญ่  ในเวลานั้น ประเทศราชไทยใหญ่ที่เรียกว่า 19 เจ้าฟ้า  แต่เดิมเคยขึ้นอยู่กับพระเจ้าหงสาวดี  ครั้งเห็นพระเจ้าหงสาวดีหมดอำนาจ  ก็พากันตั้งแข็งเมือง  ที่อยู่ใกล้เขตแดนไทย ก็พากันมายอมขึ้นแก่ไทยบ้าง  ครั้นพระเจ้าอังวะมีอำนาจขึ้น  พวกที่อยู่ใกล้แดนพม่า ก็กลับมายอมอ่อนน้อมต่อพระเจ้าอังวะ  ส่วนพวกที่อยู่ห่างไกลออกไปก็ยังตั้งแข็งเมืองอยู่  พระเจ้าอังวะก็ยกกองทัพไปปราบปราม  ตีได้หัวเมืองไทยใหญ่  ที่ตั้งตัวเป็นอิสระได้มาตามลำดับ  จนมาถึงเมืองหน่ายซึ่งมาขึ้นอยู่กับไทย  พระเจ้าอังวะตีได้เมืองหน่ายแล้วก็จะเข้าตีเมืองแสนหวี  สมเด็จพระนเรศวรทรงทราบก็ขัดเคือง  จึงดำรัสสั่งให้เกณฑ์กำลังพล จำนวน 100,000 คน  จะเสด็จยกไปตีเมืองอังวะ
                กองทัพไทยจะเดินไปทางเมืองเชียงใหม่  ไปข้ามแม่น้ำสาลวินที่เมืองหาง  แล้วเดินทัพผ่านดินแดนไทยใหญ่ เข้าไปแดนพม่า ที่ใกล้เมืองอังวะ  เส้นทางเดินทัพนี้ จะสะดวกกว่าเส้นทางที่ผ่านเมืองมอญ  เพราะเส้นทางนั้นจะต้องผ่านเมืองตองอู และเมืองแปรก่อน  จึงจะผ่านไปเมืองอังวะได้  การเดินทัพครั้งนี้ ใช้พื้นที่เขตเมืองเชียงใหม่เป็นที่ประชุมพล  แล้วเกณฑ์กองทัพเมืองมอญ กับกองทัพชาวลานนาไทย  จำนวนกำลังพลประมาณ 200,000 คน

                สมเด็จพระนเรศวร กับสมเด็จพระเอกาทศรถ  เสด็จยกกองทัพออกจากพระนคร เมื่อ วันพฤหัสบดี แรม 8 ค่ำ เดือนยี่ ปีมะโรง พ.ศ. 2148  เสด็จโดยกระบวนเรือจากพระตำหนักป่าโมก  แล้วเสด็จขึ้นบนที่ตำบลเอกราช  ไปตั้งทัพชัย ณ ตำบลพระหล่อ  แล้วยกกองทัพบกไปทางเมืองกำแพงเพชรสู่เมืองเชียงใหม่  ครั้นเสด็จถึงเมืองเชียงใหม่  ก็หยุดพักจัดกระบวนทัพอยู่หนึ่งเดือน  แล้วให้กองทัพสมเด็จพระเอกาทศรถยกไปทางเมืองฝาง  ส่วนกองทัพหลวงยกไปทางเมืองหาง  ครั้นเสด็จถึงเมืองหางแล้วก็ให้ตั้งค่ายหลวงประทับอยู่ที่ทุ่งแก้ว  สมเด็จพระนเรศวรประชวนเป็นระลอก ขึ้นที่พระพักตร์ แล้วกลายเป็นบาดทะพิษ  พระอาการหนัก  จึงโปรดให้ข้าหลวง รีบไปเชิญเสด็จสมเด็จพระเอกาทศรถมาเฝ้า  สมเด็จพระเอกาทศรถเสด็จมาถึงได้ 3 วัน  สมเด็จพระนเรศวรก็เสด็จสวรรคต เมื่อ วันจันทร์ ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 6 ปีมะเส็ง  พระชันษา50 ปี  เสวยราชสมบัติได้ 15 ปี

                สมเด็จพระนเรศวรมหาราช  ได้ทรงทำสงครามกับพม่าตั้งแต่พระชันษาได้ 20 ปี  การสงครามช่วงแรกเป็นการกู้อิสรภาพของไทย  ให้พ้นจากอำนาจของพม่า  พระองค์ใช้เวลา 9 ปีในช่วงนี้  ต่อมา เป็นการรวบรวมอาณาเขตของไทยที่ได้เสียไป คือ เมืองทวาย  เมืองตะนาวศรี กลับมาจากพม่าและนำกรุงกัมพูชา  กลับมาเป็นของไทยทั้งหมด  ช่วงนี้ใช้เวลา 4 ปี  และท้ายสุด เป็นการแผ่พระราชอาณาเขต ให้กว้างขวางออกไป  ดังที่ได้กล่าวมาแล้วแต่ตอนต้น รวมเวลาที่ทรงทำสงครามมา 16 ปี  ด้วยพระปรีชาสามารถ และพระปรีชากล้าหาญ อันพึงเห็นได้จากการทำสงครามทุกครั้งของพระองค์  จนประเทศไทยมีอาณาเขตแผ่ไพศาล  รุ่งเรืองเดชานุภาพ  คนทั้งหลายทั้งชาวไทยและต่างชาติ ต่างพากันยกย่องพระเกียรติยศของพระองค์ว่า  วิเศษทั้งที่เป็นนักรบ และที่เป็นพระเจ้าแผ่นดิน นับเป็นมหาราชพระองค์หนึ่ง ที่เคยปรากฎในโลกนี้  หนังสือพงศาวดารของชาติอื่น เช่น  พม่า  มอญ  เขมร  ลานช้าง และจดหมายเหตุของจีน และชาวตะวันตก  บรรดาที่กล่าวถึงพงศาวดารของประเทศตะวันออกในสมัยนั้น ต่างก็ยกย่องสมเด็จพระนเรศวรมหาราชว่าเป็นวีรมหาราช  สอดคล้องต้องกัน  พระเกียรติยศเป็นที่ปรากฎอยู่ตราบเท่าทุกวันนี้ และจะคงอยู่ตลอดไปชั่วกาลนาน



    อ่านทั้งหมด: 100648, ความเห็นทั้งหมด: 63
    แอบเข้ามาอ่านค่ะ ได้ความรู้มากๆเลย
    โดย - junny - วันที่ 10 เมษายน 2550 เวลา 18:01

     ขอบคุณและยินดี ครับ ทีเข้ามาอ่าน
    โดย - Ayutthaya - วันที่ 11 เมษายน 2550 เวลา 16:07

    ดีใจและภูมิใจที่ได้เกิดเป็นคนไทย ไปดูหนังมาและอ่านประวัติศาสตร์ รู้สึก ดีมากเลย
    โดย - kung - วันที่ 12 เมษายน 2550 เวลา 14:46

    รักชาติไทยที่สุด
    โดย - สมศิริ - วันที่ 11 กันยายน 2550 เวลา 20:09

     ขอบคุณที่ให้ความรู้มากๆครับ...
    การบันทึกเหตุการณ์ต่างๆทำได้ละเอียด
    น่าติดตามเป็นอย่างมาก...ขอปรบมือให้เป็นเกียรติครับ...
    โดย - จักรินทร์TV3 - วันที่ 16 กันยายน 2550 เวลา 20:03

    ขอบคุณครับ จะเอาไปทำรายงาน
    โดย - สมเกียรติ - วันที่ 28 กันยายน 2550 เวลา 7:48

    ขอบคุณค่ะ ได้ความรู้เยอะมากค่ะ ข้อมูลเยอะความคาดหมาย
    โดย - เพียงฟ้า - วันที่ 14 พฤศจิกายน 2550 เวลา 14:04

     โอโหมีงานส่งครูแล้วขอบคุณมากครับ
    โดย - นักเรียน - วันที่ 21 พฤศจิกายน 2550 เวลา 20:10

    ดีมากครับ
    โดย - ด.ช.รักชาติ - วันที่ 12 ธันวาคม 2550 เวลา 21:06

    it very good. i love he.thank you.
    โดย - nim - วันที่ 12 ธันวาคม 2550 เวลา 21:17

    มีรายงานส่งแล้ว    ขอบคุณมักๆค้า
    โดย - คนสวย - วันที่ 17 ธันวาคม 2550 เวลา 16:24

     อ่านแล้ว ทำให้รักชาติไทยและชื่นชมพระองค์มากยิ่งขึ้นไปอีก
    โดย - มิตชัย - วันที่ 28 ธันวาคม 2550 เวลา 11:20

    ดีมากครับ
    โดย - bom - วันที่ 29 มกราคม 2551 เวลา 17:00

    ดีมากค่ะ
    โดย - 856 - วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 13:05

    ชอบมากกกกกกกกกกก     อยากให้มีภาค  3 
    โดย - นา and โลตัส - วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 13:35

    ชอบมากเลยค่ะ  ชอบตอนชนะสงครามกับพม่า
    โดย - โลตัส - วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 13:42

    ขอบคุณมากๆ นะคะ ได้ข้อมูลไปทำรายงานแล้วได้รู้ประวัติศาสตร์ด้วย  
    โดย - ning - วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 8:49

     เมื่อได้อ่านประวัติพระองค์ท่านครั้งใด ก็ภาคภูมิใจในความเป็นคนไทยทุกครั้ง
    โดย - คลองผดุง - วันที่ 22 มิถุนายน 2551 เวลา 9:30

    ขอขอบพระคุณมากๆๆๆๆนะครับสำหรับประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช  จะเอาไปทำรายงานส่งอาจารย์ รายวิชา ดำรงค์ชาติไทยครับ   
                                                                        

                                                                     ขอบคุณครับ
                                                                 เด็กอิเล็กปริสุทฺโธ
    โดย - oil - วันที่ 23 มิถุนายน 2551 เวลา 17:48

    มีความรู้มากครับ
    โดย - kang -31สิงหาคม - วันที่ 31 สิงหาคม 2551 เวลา 0:41

    ทำให้รักชาติและหวงแหนแผ่นดินไทยมากครับ
    โดย - ซ.11 - วันที่ 2 ตุลาคม 2551 เวลา 17:01

    ก็ดีนะคะเราได้ศึกษาประวัติต่างๆมากมายทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งต่างๆมากมาย
    โดย - หนูใหม่เอง - วันที่ 16 พฤศจิกายน 2551 เวลา 11:52

    ในเมื่อรู้กันแล้วก็ขอให้รักใคร่กันไว้นะเราคนไทยทุกคนให้สมกับที่บรรพบุรุษเรายอมเสียเลือดเนื้อเพื่อปกป้องแผ่นดินไทยเรา ขอบคุณมากครับสำหรับที่ให้ความรู้เกียวกับประวัติศาสตร์ไทย
    โดย - โมทย์ - วันที่ 23 มกราคม 2552 เวลา 0:18

    ขอขอบพระคุณสมเด็จพระนเรศวรมหาราชมากๆที่ทำให้ประเทศไทยได้อยู่จนมาถึงทุกวันนี้นะค่ะ   ขอขอบคุณมากค่ะ
    โดย - นู๋ มิ้นท์ - วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา 18:18

    ขอบคุณมากนะครับสำหรับข้อมูลดีๆ
    โดย - หนิง - วันที่ 6 มีนาคม 2552 เวลา 17:19

    ผมชอบพระนเรศวร  มากครับ
    โดย - zen - วันที่ 4 พฤษภาคม 2552 เวลา 17:29

    ได้อ่านประวัติศาสตร์นี้แล้วรักชาติรักแผ่นดินไทยมากจริงๆไม่รู้ว่าวันนี้ทำไมคนไทยในชาติวันนี้จึงมีแต่สร้างความแตกแยกให้คนไทยเข่นฆ่ากันเองนะ เพราะบาปเวรกรรมใดหรือที่คนไทยสร้างขึ้นหรือว่าพวกขุนนางสอพลอตอแหลทั้งหลายหวังในอำนาจวาสนาบารมียศฐาบรรดาศักดิ์จึงทำให้ประเทศชาติไทยวันนี้ฉิบหายนะลง มากกว่าเจริญร่งเรือง อีกทั้งปัญหา3จังหวัดชายแดนใต้ก็ร้อยระอุทุกวัน แก้ไขไม่ได้เลย รัฐบาลนี้มีแต่หวังให้นั่งอยู่ในอำนาจนานแสนนานเพื่อกอบโกยเงินทองเข้ากระเป๋าเตรียมการเลือกตั้งใหม่ ประเทศชาติฉิบหายนะไม่สนใจ คนไทยเดือดร้อนช่างหัวแม่มัน นี่คือความฉิบหายนะของชาติไทยไงล่ะวันนี้ คนไทยแตกความรักความสามัคคีเข่นฆ่ากันเองไงล่ะ
    โดย - ไทยรักชาติไทย - วันที่ 6 พฤษภาคม 2552 เวลา 14:55

    อ่านประวัติศาสตร์ชาติไทยแล้วให้รักแผ่นดินนี้จริงๆ ไม่รู้ผีห่าซาตานตัวไหนทำให้คนไทยแตกแยกเข่นฆ่ากันเองทุกวันนี้ ประเทศชาติแตกแยกไม่รักสามาคคีกันเหมือนเดิมแล้ว คนไทยแตกเป็นเสี่ยงๆในความคิดอ่านเพียงเพราะคนชักจูงชี้นำไม่กี่คน ราชสำนักเหล่าขุนนางสอพลอตอแหลไปวันๆเพื่อหวังในอำนาจวาสนาบารมีของตัวเอง ประชาชนเดือดร้อนคนจนมากกว่าคนรวยคนชั้นกลางและรากหญ้าไม่มีจะกินแล้วทุกวันนี้ รัฐบาลนี้กอบโกยเงินเข้ากระเป๋าตัวเองหวังเป็นทุนในการเลือกตั้งใหม่ ไม่สนใจความเดือดร้อนของประชาชนในชาตินี้เลยแบบนี้แล้วจะไม่ให้ประเทศชาติไทยฉิบหายนะได้อย่างไรล่ะ ประเทศไทยวันนี้คนไทยแตกเป็นเสี่ยงๆเป็นภาคๆ 3จังหวัดชายแดนใต้ก็ร้อนระอุแก้ไขปัญหาไม่ได้ ตายทุกวันทั้งชาวบ้านและราชการ ยาเสพติดระบาดหนัก การวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งเก้าอี้ในวงราชการต่อพวกนักการเมืองเจ้ากระทรวงหนักข้อมากจริงๆแบบนี้ชาติไทยเมืองไทยฉิบหายนะแน่นอน ต่อไปคนไทยรุ่นลูกหลานคงลำบากแน่นอนในความเป็นอยู่และการศึกษาที่ไร้อนาคต
    โดย - ไทยรักชาติไทย - วันที่ 6 พฤษภาคม 2552 เวลา 15:06

     คนไทยไร้ธรรมครับ ดีแต่มักง่าย ได้ไว ไม่ขยัน ใครให้อะไรก็เอาไว้ก่อน มาจากมือโจรมือผู้กอบโกยก็ไม่สน ขอให้ได้ คนไทยสมัยนี้ไม่ไหวแล้วครับ
    คนดีไม่มีบทบาท คนบ่อนทำลายชาติ ศาสน์ กษัตริย์ มีที่ยืนได้ แถมมีพวกเกาะคนรวย ไปกราบไปไหว้ได้อีก คนทำชาติแตกแยกคือคนไม่เคารพกฏหมาย กฏหมายอ่อน คนเลวทำลายชาติต้องเอาให้หนักครับ
    โดย - คนศรีราชา - วันที่ 19 พฤษภาคม 2552 เวลา 21:39

    เจ๋งมากกกกกเลยครับ
    อ่านมันส์เลย
    ขอบคุณครับ
    โดย - S - วันที่ 21 พฤษภาคม 2552 เวลา 18:02

    ดีมากจะเอาไปทำรายงาน
    โดย - วัชรพงษ์ - วันที่ 27 มิถุนายน 2552 เวลา 13:58

    ขอบคุณมากๆเลยครับเอาไปทำงานส่งอาจารย์
    โดย - เด็กเผด็จศึก - วันที่ 22 สิงหาคม 2552 เวลา 16:04

    หนูทำรายงาน
    โดย - นัชนา - วันที่ 29 สิงหาคม 2552 เวลา 22:36

     ขอบคุณมากๆๆๆ เลยครับ

    กำลังหาข้อมูลเพิ่มได้เยอะมากเลยคร๊าบ
    สุดยอด ~~~~~~~~~~
    โดย - เด็กน้อย - วันที่ 2 กันยายน 2552 เวลา 19:07

     ขอบคุณสำหรับข้อมูล
    โดย - เตือนใจ - วันที่ 20 ตุลาคม 2552 เวลา 8:22

    เจ๋งมากเลย อ่านแล้วสนุกมากเลย
    โดย - ผู้หวังดี - วันที่ 16 พฤศจิกายน 2552 เวลา 10:01

    อ่านมันส์มาก ขนลุกด้วยใจรักชาติ.
    โดย - คนไทย ใจกล้าหาญ - วันที่ 18 พฤศจิกายน 2552 เวลา 13:47

     ตวย ดิ สัส รักชาติ กาน นัก พวกสัส
    โดย - 555+ - วันที่ 4 ธันวาคม 2552 เวลา 11:07

    ขอบคุง ... มักมาก


    คร้า!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

    ที่เอาประวัติมาให้ก๊อป
    โดย - noname - วันที่ 31 ธันวาคม 2552 เวลา 9:20

     ขอบคุงมากๆครับ

    ที่เอาประวัติพระนเรศวรมหาราชมาให้ผมก๊อป

    ขอบคุงมากๆๆๆๆๆๆ

    ผมมีงานส่งครูเเล้ว

    เเล้วกะมีประโยชน์ต่อผมมากด้วย

    ขอบคุงคับ

    โดย - อ๊ากคุง - วันที่ 4 มกราคม 2553 เวลา 21:40

    ขอขอบคุงอีกครั้ง

    สวัสดีปีใหม่นะครับทุกคน

    ใครเล่น Raycity รับของขวัญจากผมได้

    @มาครับ ผีบ้า555

    ขอขอบคุงอีกครั้งที่จัดตั้งกระทู้ดีๆ

    มาให้อ่าน
    โดย - Drak seer - วันที่ 4 มกราคม 2553 เวลา 21:43

    เยี่ยมมาก  ขอบคุณ  ที่นำเสนออย่างระเอียด เสียดายรูปภาพไม่ขึ้น มีแต่ กากบาท
    โดย - nene - วันที่ 17 มกราคม 2553 เวลา 17:00

    ขอบคุณคร้าปป
    โดย - ชายชุดดำ - วันที่ 20 มกราคม 2553 เวลา 20:22

    ดีครับขอบคุณครับ
    โดย - mooabu - วันที่ 25 มกราคม 2553 เวลา 19:09

     ขอบคุณพระองค์ที่ต่อสู้ปกป้องเเผ่นดินให้ลูกหลานได้มีที่อยู่ที่กินขอบคุณสำหรับความรักความเสียสละเพื่อเเผ่นดินเกิด เเม้ในปัจจุบันจะหาได้ยากยิ่งจากเหล่า นักการเมืองซึ่งเป็นข้าของเเผ่นดินที่จ้องเเต่จะตักตวงผลประโยชน์ ไม่เข้าใจตอนพวกมันตายจะเอาไปได้รึเปล่า
    โดย - คนไทรักเเผ่นดิน - วันที่ 5 สิงหาคม 2553 เวลา 3:02

     ขอบคุณพระองค์ที่ต่อสู้ปกป้องเเผ่นดินให้ลูกหลานได้มีที่อยู่ที่กินขอบคุณสำหรับความรักความเสียสละเพื่อเเผ่นดินเกิด เเม้ในปัจจุบันจะหาได้ยากยิ่งจากเหล่า นักการเมืองซึ่งเป็นข้าของเเผ่นดินที่จ้องเเต่จะตักตวงผลประโยชน์ ไม่เข้าใจตอนพวกมันตายจะเอาไปได้รึเปล่า
    โดย - คนไทรักเเผ่นดิน - วันที่ 5 สิงหาคม 2553 เวลา 3:04

     

    ประวัติศาสตร์พระนเรศวรมหาราช

    ซึ่งพระองค์ท่านเป็นพระโพธิ์สัตว์ที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าเป็นองค์ที่10ในหนังสืออนาคตวงศ์  พระนามว่าพระสุมังคละสัมมาสัมพุทธเจ้า  พระองค์ท่านมาจากช้างป่าลิไลยกะ  จากหนังสือพุทธศาสนาสุวรรรภูมิราชบุรีวัตถุกถาตำนานเมืองขุนไทย 

         ซึ่งเป็นหนังสือที่คัดลอกมาจากศิลาจารึก  หรือ (กระเบื้องจาน) เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ของชนชาติไทย  ตั้งแต่สมัยต้นภัทรกัปป์  แต่ในหนังสือนั้นก็มีประวัติของพระนเรศวรมหาราชอยู่ด้วย  ข้าพเจ้าได้ค้นพบมา 8 พระชาติด้วยกัน ศิลาจารึกเหล่านี้มาจากราชบุรี  สมัยที่พระโสณอุตตระมาเผยแพร่พระพุทธศาสนา  และได้จารึกเอาไว้

             ชาติที่ 1 นั้นได้เกิเป็นเด็กชายปนาท  และต่อมาได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช   เป็นสมัยที่พระศรีอารยะเกิดเป็นพระเจ้าสังขะจักร  และสมัยที่พระพุทธเจ้ามีพระนามว่า พระสิริมิตรสัมมาสัมพุทธเจ้า

            ชาติที่2  เกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช  พระนามว่าพระมหาปนาทจักรพรรดิราชาธิราช  เมืองหลวงอยู่จังหวัดราชบุรีนี้เอง  สมัยนั้นเรียกว่าเมืองแก้วแสง  ตั้งอยู่ที่จังหวัด ราชบุรี และมีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้วมีพระนามว่า พระกกุสันโธสัมมาสัมพุทธเจ้า พระมหาปนาทจักรพรรดิ ได้ออกบวช   เด็ดพระเศียร  บูชาพระพุทธเจ้ากกุสันโธ  ซึ่งเป็นปรมัตทบารมีทาน

             ชาติที่3  ได้เกิดเป็นขุนสือไทยฟ้า  เป็นผู้คิดลายสือไทยหรือ  (อักษรไทย) เมื่อประมาณ 6835 ปี มาแล้ว  และพระองค์ท่านได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินแห่งชนชาติไทยด้วย 

              ชาติที่4  ได้เกิดเป็นช้างป่าลิไลยกะ   สมัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อุปัฏฐาก  พระพุทธเจ้าตลอด 3 เดือน

             ชาติที่5    ได้เกิดเป็นแสนไพล  เป็นแม่ทัพหน้าของพระเจ้าตะวันอธิราชเจ้า  เมื่อ 2000 กว่าปีมาแล้ว   เป็นสมัยที่พระโสณอุตตระมาเผยแพร่   พระพุทธศาสนาสู่ประเทศไทย  สมัยนั้นเมืองหลวงอยู่ที่ จังหวัดราชบุรี      มีชื่อว่า  สุวรรณภูมิ  และช่วยงานพระโสณเผยแพร่ วางรากฐานพระพุทธศาสนา  

               ชาติที่6    ได้เกิดเป็นพระนเรศวรมหาราช  และได้กอบกู้กรุงศรีอยุธยา  ให้พวกเราชาวไทยได้อยู่เย็นเป็นสุข จนถึงปัจจุบันนี้           

                ชาติที่7    ได้เกิดเป็นเด็กชาย สิงห์ทอง  อยู่จังหวัดสิงห์บุรี  พ่อแม่ตายหมด  ต้องมาอาศัยข้าววัดกิน ชื่อว่าวัดใต้  พระอาจารย์อยู่เป็นเจ้าอาวาส  และได้ดูแลเด็กชายสิงห์ทองจนเติบใหญ่  ได้เป็นทหารของพระเจ้าตากสินกู้ชาติ  และสิงห์ทองก็ตายในที่รบ

                 ชาติที่8   ได้เกิดเป็น เด็กชาย อ่ำ  อยู่จังหวัดราชบุรี   ต่อมาได้มาบวชเป็นสามเณร อยู่วัดโสมนัส กรุงเทพฯ  จนถึงอายุ 78 ปี  และได้มรณะไปแล้วพระราชทินนนามว่า  เจ้าคุณราชกวี  ได้เป็นผู้คัดลอกลายสือไทย  จากกระเบื้องจาน  ลงสู่เล่มสมุดไทย  เป็นประวัติศาสตร์ของชนชาติไทย  ตั้งแต่สมัยต้นภัทรกัปป์  ชื่อหนังสือว่า 

    พุทธศาสนาสุวรรณภูมิปกรราชบุรีวัตถุกถาตำนานเมืองขุนไทย จะหาซื้อได้จากวัดโสมนัส  หนังสือประวัติศาสตร์พระนเรศวรมหาราชขอได้จากผม  นายชุบ   โตจับ  โทร

    02-9480362

    โดย - ชุบ - วันที่ 6 มกราคม 2554 เวลา 21:14

    ประวัติที่เขียนมามีบางอย่างที่ไม่ค่อยครบทำให้อ่านแล้วงงก็มีบ้าง
    แต่ถ้าอยากได้ครบต้องมาที่
    เจดีย์ กาญจนบุรี
    โดย - แก้ม - วันที่ 19 เมษายน 2554 เวลา 11:55

    ขอบคุณครับ
    โดย - ออฟ cp - วันที่ 30 เมษายน 2554 เวลา 19:29

    ได้ความรู้มากเลยค่ะ
    โดย - มุก - วันที่ 19 สิงหาคม 2554 เวลา 19:27

    ฉันดูตั้งแต่ภาพที่1เลยนะค่ะ
    โดย - สตางค์ พานแก้ว - วันที่ 25 สิงหาคม 2554 เวลา 21:15

    เย้ มีงานส่งอาจารย์แว้ววววว
    โดย - ฟามมี่ - วันที่ 13 พฤศจิกายน 2554 เวลา 14:24

    เย้ มีงานส่งอาจารย์แว้ววววว
    โดย - ฟามมี่ - วันที่ 13 พฤศจิกายน 2554 เวลา 14:25

    ยาวมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกย่อบางก้อได้
    โดย - 25281985 - วันที่ 8 ธันวาคม 2554 เวลา 15:10

    ยาวมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกย่อบางก้อได้
    โดย - 25281985 - วันที่ 8 ธันวาคม 2554 เวลา 15:10

    ยววววววววววววววววววววววววววววววววววววมาก
    โดย - คิว - วันที่ 19 ธันวาคม 2554 เวลา 13:50

    ยววววววววววววววววววววววววววววววววววววมาก
    โดย - คิว - วันที่ 19 ธันวาคม 2554 เวลา 13:50

    ยววววววววววววววววววววววววววววววววววววมาก
    โดย - ธนกร - วันที่ 19 ธันวาคม 2554 เวลา 13:51

    อยากรู้ว่า สมเด็จพระนเรศสรมหาราช สิ้นพระชน ยังไง
    โดย - ติ๊ก - วันที่ 19 ธันวาคม 2554 เวลา 17:26

    อย่ารู้ว่าสมเด็จพระนเรสวนมหาราชตอนเด็กเป็นยางไง
    โดย - กนกนิภา - วันที่ 27 พฤษภาคม 2555 เวลา 15:24

    เนื้อหาดีค่ะ
    โดย - ใจ - วันที่ 16 มิถุนายน 2555 เวลา 11:15

    เนื้อหาดีค่ะ
    โดย - ใจ - วันที่ 16 มิถุนายน 2555 เวลา 11:15

    ขอบคุณค่ะ มีงานส่งแล้ว
    โดย - สุนิต - วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 17:12

    แสดงความเห็น
    ข้อความ
       
      
     
     
       
    แนบรูป *เฉพาะสมาชิกเท่านั้น
    จาก  
    พิมพ์คำว่า คนไทย ในช่องนี้ ->

    เรื่องราวอื่นๆจากบลอกเพื่อนบ้าน

    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องอัตโนมัติ(ดีโพลมา2463)
    ไพบูลย์” อึ้ง โยก พล.ต.อ.สลับเก้าอี้บิ๊กดีเอสไอ(ดีโพลมา2462)
    ไพบูลย์” อึ้ง โยก พล.ต.อ.สลับเก้าอี้บิ๊กดีเอสไอ(ดีโพลมา2462)
    บัวขาวโดนนับยกที่ 1 (โคตรมัน)(ดีโพลมา2461)
    สนทนาภาษาญี่ปุ่น
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องอััตโนมัติ(ดีโพลมา2460)
    บ่อนอ.หนองเรือเป็นพิษ(ดีโพลมา2459)
    รักต้องอุ้ม [ตอนจบ] (ดีโพลมา2458)
    งานพิเศษ-งาน part time กรุงเทพ สามารถทำที่บ้านได้
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องอัตโนมัติ(ดีโพลมา2457)
    คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ(ดีโพลมา2456)
    หินปูนในหูหลุด กับภาวะบ้านหมุน(ดีโพลมา2455)
    พี่สอนน้อง: ตอนที่ 29 วิธีการสอนลูก
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องอััตโนมัติ(ดีโพลมา2454)
    กฎหมายที่น่าสนใจ(ดีโพลมา2453)
    มนุษย์หลายเสียง(ดีโพลมา2452)
    ศูนย์โรคตับ “รพ.จุฬาลงกรณ์”ร่วมเสวนารีสตาร์ทสุขภาพ!!(ดีโพลมา2451)
    รับงาน งานมาทำที่บ้าน งานพิเศษ คีย์งาน พิมพ์งาน ง่ายๆ ที่นี่ค่ะ
    ภาษีมรดกเป็นการเก็บภาษีซ้ำซ้อน หรือไม่ อย่างไร??
    การรับมรดกที่ดิน, จดทะเบียนผู้จัดการมรดก
    การโอนอสังหาริมทรัพย์ ที่เป็นมรดก?
    ภาษีมรดก มาทำความรู้จักภาษีมรดกครับ
    ภาษีมรดก หมายถึง .....
    เทศกาลกินเจ 2557 มี 2 รอบ เริ่มวันที่ 24 กันยายน
    ไหว้เจ้า 9 ศาล เทศกาลกินเจสมุทรสาคร ประจำปี 2557
    งานพระสมุทรเจดีย์ 2557 วันที่ 13-24 ต.ค.
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องอัตโนมัติ(ดีโพลมา2450)
    ข่าวโยกย้ายตำรวจ(ดีโพลมา2449)
    ทึ่ง คนหรือหุ่นยนต์(ดีโพลมา2448)
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องอัตโนมัติ(ดีโพลมา2447)
    การบังคับชำระหนี้โดยพลการ(ดีโพลมา2446)
    เงาเสียงเต๋า เจมส์ พุ่มพวง หญิงลี(ดีโพลมา2445)
    วิธีการดูแลบำรุงรักษาเครื่องปั๊มน้ำที่ถูกต้อง
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องอััตโนมัติ(ดีโพลมา2444)
    ฎีกาที่น่าสนใจ(ดีโพลมา2442)
    สี่เลือดบ้า มือใหม่หัดปล้น(ดีโพลมา2441)
    ไอแบงก์ จัดงาน “ร่วมใจไกล่เกลี่ยฯ”(ดีโพลมา2440)
    HAPIfork ส้อมอัจฉริยะช่วยลดน้ำหนัก
    อยากเป็นสาวหุ่นดี ต้องฝึกทำสิ่งเหล่านี้ให้เป็นนิสัย
    แสงยามเช้า อัศจรรย์แห่งการลดความอ้วน
    คลิปสรุปข่าวประจำวันนี้มีหลายข่าวต่อเนื่องอัตโนมัติ(ดีโพลมา2439)
    เปิดรายชื่อที่คาดจะเป็นผบก.(ดีโพลมา2438)
    โยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัด (ดีโพลมา2437)
    คลิปตำรวจไทยไม่เฟี้ยวววว ไม่เคยจับกูได้ ล่าสุดโดนจับแล้ว
    เพลงเพราะๆฟังต่อเนื่องหลายๆเพลงอัตโนมัติ(ดีโพลมา2436)
    Car Free Day เปิดถนนคนเดิน ปิดถนนสีลม 20-22 ก.ย.
    ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา พายุคัลแมกี KALMAEGI ฉบับที่ 5 ลงวันที่ 16 กันยายน 2557
    การส่องตรวจกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น
    เตรียมตัว!เมื่อส่องกล้องตรวจระบบทางเดินอาหาร
    ฝึกดูหนังให้เก่งภาษาอังกฤษ

    เลือกดูบลอก Search:
    ใช้เวลาประมวลผลหน้านี้ 280.8005ms